Feeds:
Posts
Comments

ในวันที่ใจหนักอึ้ง ไร้เรี่ยวแรงที่จะทำอะไร เราพยายามช่วยตัวเองโดยลองดูดีวีดีเพื่อปลดปล่อยภาระทางความรู้สึกข้างในออกมาบ้าง

มองดูแผ่นดีวีดีมากมายที่รายเรียง เราเลือก “นักประดาน้ำกับผีเสื้อ” มาเปิดดู และภาระในใจดูเหมือนจะไหลไปกับเรื่องราวที่หนักกว่าของ อดีตบรรณาธิการนิตยสาร Elle ของฝรั่งเศส Jean Dominique Bauby ผู้ที่มีภาวะ locked in syndrome ทำให้หนุ่มวัย 40 ปีไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้ ยกเว้น เปลือกตาข้างซ้าย และจิตใจ ความรู้สึกนึกคิด ความฝัน จินตนาการที่ยังโบยบินได้อยู่ในร่างกายที่นิ่งหนัก

เรื่องราวดำเนินไปได้ครึ่งเรื่อง โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น “พี่น้ำเย็นประสบอุบัติเหตุ รถคว่ำ ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล….” หลังจากที่เพื่อนชายคนสนิทสาธยายอาการของพี่น้ำเย็นให้ฟัง และวางสายโทรศัพท์ไปแล้ว ฉันตกอยู่ในภาวะอึ้ง ปิดดีวีดี และนอนนิ่งบนโซฟาไปจนเย็นย่ำ

จากคำบอกเล่าของเพื่อน ๆ อุบัติเหตุทำให้กระดูกคอของพี่น้ำเย็นเคลื่อน ส่งผลให้เธอไม่สามารถขยับร่างกายได้นับแต่ไหล่ลงไป ร่างกายไม่อาจรับรู้ความรู้สึกต่าง ๆ ได้ และตอนนั้น กำลังมีเหล็กน้ำหนัก 20 กิโลกรัมถ่วงศีรษะอยู่ เพื่อจัดกระดูกให้กลับไปที่เดิม

เราคิดในใจ “โชคดีที่กระดูกคอไม่หัก เพราะนั่นหมายถึง จุดจบของชีวิต” แต่โอกาสชีวิตที่เหลือต่อไปจะเป็นอย่างไรเล่า … “ไม่เป็นไร” เราคิด ชีวิตหาหนทางให้ตัวเองได้เสมอ ขอเพียงมีสมองคิด ใจรับรู้และรู้สึก และลมหายใจ มีตัวอย่างคนมากมายที่ทำประโยชน์ให้ผู้คนแม้จะมีข้อจำกัดทางกาย (และคนที่ร่างกายปรกติที่ทำตัวเป็นภาระของโลก)

พี่หน่อยผู้ที่ฝึกฝนการนวด และอาหาร ยา สำหรับการดูแลรักษาสุขภาพอย่างเข้มข้น อาสาไปนวดให้แทบทุกวัน และจัดหาหมอนวดไปให้ด้วย และแนะนำอาหาร น้ำผักผลไม้สุขภาพ ซึ่งช่วยได้เยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องขับเสมหะ “ร่างกายที่หยุดนิ่งนาน ๆ ต้องได้รับการกระตุ้น ไม่เช่นนั้นการฟื้นคืนจะช้าและยาก” เราเห็นด้วย และตั้งใจจะไปนวดให้พี่น้ำเย็นเช่นกัน

ก่อนจะไปเยี่ยมพี่น้ำเย็น เราลองท่องไปในโลกอินเตอร์เน็ต เพื่อทำความเข้าใจเรื่อง กระดูกต้นคอ สรีระของร่างกาย และความสำคัญของกระดูกชิ้นนี้ … กระดูกคอ โดยเฉพาะข้อที่ 4 และ 5 เกี่ยวข้องกับระบบการเคลื่อนไหวร่างกาย และระบบประสาทอีกหลาย ๆ อย่าง

อ่านข้อมูลไป เกี่ยวกับโครงสร้างกระดูก กระดูกสันหลัง สมอง ยิ่งทำให้คิดถึง ครูโยคะ ทั้งครูกวี และครูเละ  ที่บอกว่า การทำโยคะเป็นการบริหารกล้ามเนื้อชิ้นเล็ก ๆ ที่ติดกับกระดูกและเส้นเอ็น ถ้ากล้ามเนื้อเล็ก ๆ เหล่านี้แข็งแรง ก็จะกระชับปรับกระดูกให้อยู่ในท่าที่สมดุล และเวลาเกิดการบาดเจ็บ หรือ อุบัติเหตุ ก็ช่วยลดความอันตรายด้วย ต่อไปนี้ เลยตั้งใจว่าจะตั้งใจฝึกโยคะทุกวัน และอยากให้เพื่อน ๆ กลับมาฝึกกันด้วย

ก่อนวันที่จะไปเยี่ยมพี่น้ำเย็น เราเตรียมกายและใจให้พร้อมกันเลยทีเดียว เป็นความเชื่อของเราว่า ผู้ป่วยและโรงพยาบาลมีพลังงานทางลบมาก คือ พลังอ่อน และทุกข์ ดังนั้นเราต้องอัพพลังกายและใจตัวเองให้ดี ไม่เช่นนั้น เราจะป่วยหลังจากกลับจากโรงพยาบาล

2-3 วันก่อนไปเยี่ยม เราสวดมนต์ นั่งสมาธิ ออกกำลังกาย รำมวยจีน โยคะ เล่นบาส ทำใจให้แจ่มใส เบิกบานเท่าที่จะทำได้ และวันที่จะไปเยี่ยม ก็พกอุปกรณ์การนวดหน้าไปด้วย  … อ้อและที่จะลืมไม่ได้ เราไปทำผมด้วยหละ ให้หน้าตาดูดี และแต่งตัวให้สดใสที่สุด เราเลือกสีเสื้อผ้า ลักษณะเสื้อผ้าที่จะใส่ ทั้งหมดทั้งปวง ลงทุนสวยเพื่อให้ผู้ป่วยได้เห็นอะไรสวย ๆ งาม ๆ จิตใจจะได้ผ่องใส และก็ได้ผลนะ พี่น้ำเย็นชม แสดงว่าชื่นใจที่เห็นน้องสาวดูดี

แม้จะนอนนิ่งอยู่บนเตียง ขยับเนื้อตัวไม่ได้ แต่สีหน้าพี่น้ำเย็นดูสดใสมาก คงเป็นเพราะกำลังใจจากคนข้างกาย อย่างพี่น้อยสามี น้องสาว เพื่อน ๆ ที่ไปเยี่ยม และ จากพลังใจของพี่น้ำเย็นเอง ที่เป็นคนเข้มแข็งอยู่เป็นทุนเดิม

เราไปนวดขา นวดฝ่าเท้า มือ และนวดหน้าให้พี่น้ำเย็น ในระหว่างที่นวดก็สวดมนต์ไปด้วย ทำสมาธิในใจไปด้วยกับทุกจังหวะของการกดจุด

เรานึกถึงพระไภสัชยคุรุพุทธเจ้า (พระพุทธองค์ทางการแพทย์) เรานึกถึงท่านได้แจ่มชัดมาก แต่เราท่อง คาถาถึงท่านไม่เป็น จึงท่องคาถา “โอม ตาเร ตุตตาเร ตุเรโซฮา” ถึงพระโพธิสัตว์ตารา … มั่วดีไหมละเพื่อน

พี่น้ำเย็นบอกว่า รู้สึกยิบ ๆ เหมือนชาที่ขา เท้า รับรู้ความรู้สึกอุ่น ๆ ร้อน ๆ ที่เท้าได้นะ — ซึ่งปรกติจะไม่อาจรับรู้ความรู้สึกใด ๆ ได้เลยในส่วนนี้ เวลาที่เรานวด เวลาที่พี่หน่อยนวด จะเกิดความรู้สึกขึ้นได้

นี่ถือเป็นสัญญาณที่ดีนะ พี่น้อยผู้เป็นสามีที่แสนดีบอกว่า คุณหมอเคยพยากรณ์อาการว่า โอกาสที่พี่น้ำเย็นจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้มีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ …แต่ทุกอย่างไม่แน่นะเพื่อน

เราพูดถึงสิ่งดีงามที่เราและพี่น้ำเย็นเคยร่วมกันทำมา ก็การสร้างกุฏิดินถวายหลวงพ่อคำเขียนนั่นไง พี่น้ำเย็นเองพูดก่อนเลยว่า เรายังไม่ได้ไปเยี่ยมหลวงพ่อคำเขียน และกลับไปดูกุฏิดินที่เราสร้างถวายเลยนะ … เราเลยบอกว่า เอาละ หายแล้ว เดินได้ เราไปชัยภูมิกัน

ก่อนกลับ เรากุมมือและบอกให้พี่น้ำเย็นสวดมนต์ และเราจะภาวนาโพวะ ระหว่างนั้น มือของพี่กระตุก ๆ “เป็นเพราะอะไร” พี่น้ำเย็นถาม “ไม่รู้เหมือนกัน แต่ก็ดีไม่ใช่หรือ” เราตอบ

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เรากลับไปเยี่ยมพี่น้ำเย็นอีกครั้ง ก็ไปทำอย่างเดิม คือ นวด และภาวนา พูดคุยให้กำลังใจ แนะนำวิธีภาวนา

คราวนี้สิ่งที่เห็น คือ ขาทั้งสองข้างของพี่น้ำเย็นเริ่มขยับได้เอง แต่พี่เค้าไม่รู้ตัว ไม่ได้สั่งให้ขาขยับ และพี่ไม่รู้ว่า ขากำลังขยับ — อันนี้เราได้ความรู้ว่า ร่างกายทำงานได้เอง เราไม่ได้เป็นเจ้าของ สั่งการเขาทั้งหมดหรอก

เวลาเรานวด ขามีปฏิกิริยา กระตุก เขยื้อน ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีอีกนั่นแหละ

พี่น้ำเย็นขยับมือและแขนได้บ้าง แต่ช้า ๆ และอย่างอ่อนแรง เราบอกให้พี่น้ำเย็นภาวนาด้วยการขยับมือขึ้นลง ขยับนิ้ว แล้วรับรู้การเคลื่อนไหวของร่างกายไปด้วย โดยมาพี่น้ำเย็นใช้เวลานอนนิ่ง ๆ สวดมนต์ และรับแขกที่เอาใจดี ๆ ไปเยี่ยม ผู้มาเยี่ยมหลายคนช่วยนวดพี่น้ำเย็นระหว่างพูดคุยกัน ดีมาก ๆ เลย

พี่น้ำเย็นดูดีขึ้นเป็นลำดับ

พี่น้ำเย็นมีปัญหาความดันต่ำบ้าง และออกซิเจนในเลือดต่ำ ปอดแฟบ เพราะนอนนิ่ง ๆ ไม่ได้ขยับ ออกกำลัง – เราเลยแนะนำให้ หายใจช้า ๆ ลึก ๆ ตามสบาย —เพื่อออกซิเจน และใจที่ผ่อนคลาย

อีกเรื่องที่แนะนำ คือ หัวเราะ เข้าไว้ ปอดจะได้แข็งแรง เพราะปอดจะขยับไปมา — ถ้าเพื่อน ๆ จะไปเยี่ยมพี่น้ำเย็น อย่าลืมทำให้หัวเราะกันด้วยนะ

เราจะเอารูปสวย ๆ ไปให้พี่น้ำเย็น เพราะทั้งวันพี่ต้องนอน หรือหากลืมตา ก็เห็นเพดานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ไม่ได้เย็นตาเลย เพราะเปิดไฟนิออนแยงตาทั้งวัน เสียงในห้องพักก็หนวกหู เปิดทีวี ที่ไม่มีผู้ป่วยคนไหนดู เปิดเพลงวัยรุ่นที่คนแก่ ๆ ที่นอนป่วยไม่ฟัง

เห็นสภาพแบบนี้ แล้วอยากปรับปรุงระบบนิเวศการพยาบาลผู้ป่วยจริง ๆ จะทำทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เข้าไปในใจกันเลยทีเดียว

เราขอบคุณพี่น้ำเย็นที่เปิดประตูให้เราเข้าไปเข้าใจร่างกายของตนเองมากขึ้น และทำให้เกิดความมุ่งมั่นที่จะดูแลร่างกายของตนเองมากขึ้น จนขนาดอยากเรียนวิชาแพทย์ การเยียวยา อย่างจริงจังเลยทีเดียว …แอบคิดว่ามีทุนเดิมอยู่

เราตั้งใจจะฝึกฝนตนเองในการดูแลร่างกาย และฝึกฝนพลังใจ เพื่อที่ว่า จะดูแลเพื่อน ๆ ได้ในยามจำเป็น

แต่ขอให้เพื่อน ๆ ทุกคนอย่าจำเป็นต้องใช้บริการของเราและพี่หน่อยเลยนะ  อาเมน….

เด็กประถมชั้นปีที่สามคนหนึ่งโดนไล่ให้ออกไปสำนึกผิดข้างนอกห้องเรียน โทษฐานที่ไม่ได้ทำการบ้าน เธอนั่งเงียบ ๆ อยู่บริเวณลานเข้าแถว ครูใหญ่เดินผ่านมาเห็นเข้า เธอจึงถูกลงโทษด้วยฐานหนีเรียน เด็กน้อยถูกหวดด้วยไม้เรียวด้ามยาวใหญ่อย่างแรงจนน้ำตาไหลอาบแก้ม เธอมองงรูปปั้นพระแม่มารีและพระคริสต์ พรางเอ่ยในใจว่า “ขอพระองค์ได้โปรดยกโทษให้คุณครูด้วยนะคะ

เด็กมัธยมปลายคนหนึ่งต้องการได้ทุนเรียนต่อต่างประเทศ ในวันที่เธอเดินทางไปสอบ เธอเดินผ่านรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งบริเวณสี่แยกกลางกรุงเทพ ความอยากที่จะไปศึกษาต่อในต่างประเทศชวนให้เธอ “ร้องขอ” เทวรูปให้ดลบันดาลสิ่งที่เธอปรารถนา แต่อีกเสียงหนึ่งไล่หลังมา “พระพุทธเจ้าสอนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นตามกรรม และเหตุปัจจัย เราจะได้รับในสิ่งที่สมควรแก่เรา” เธอยืนลังเลใจอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะพนมมือขึ้นไหว้เทพเจ้าแห่งความเมตตา พร้อมทั้งกล่าวในใจว่า “ขอให้หนูได้รับในสิ่งที่ทำมาก็แล้วกันคะ

ในเวลาแห่งความเจ็บปวด และในยามที่สับสนระหว่างความปรารถนาภายในและความเป็นจริงตามธรรมชาติ เราเลือกคิดและทำอย่างไร เด็กทั้งสองคนนี้ตัดสินใจเดินตามสิ่งที่เธอเชื่อ นั่นคือ การให้อภัยกับผู้ที่ทำให้ตนเจ็บปวดแบบพระคริสต์ และการเชื่อในกฎแห่งการกระทำตามคำสอนของพระพุทธองค์

ความเชื่อของเด็กสองคนนี้ไม่เป็นเพียงคำพูดสวย ๆ ดูดี มีหลักการ หรือคุณธรรม ที่พูดบอก แล้วทำให้ผู้นั้นน่านับถือ แต่ความเชื่อของเธอทั้งสองเป็นวิถีแห่งจิตที่นำทางวิถีแห่งการกระทำและพฤติกรรม พูดง่าย ๆ คือ เรา “เป็น อยู่ คือ และทำ” ดั่งสิ่งที่เราเชื่อและศรัทธา

เราเชื่อและศรัทธาในเรื่องใด และความเชื่ออยู่ในเนื้อในตัวเราจริงหรือไม่ เราอาจร่ายความเชื่อดี ๆ ออกมาได้มากมาย เช่น เราเชื่อในความยุติธรรม ความเสมอภาค ความเท่าเทียม ความรักความกรุณา คุณความดีและศักยภาพของมนุษย์ ประชาธิปไตย กฎแห่งกรรม ฯลฯ

แต่เราเป็น อยู่ คือ และทำในสิ่งที่เชื่อหรือเปล่า ความเชื่อของเราหนักแน่เป็นศรัทธาหรือไม่

ชาวพุทธที่เชื่อและศรัทธากับ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” มีท่าทีในชีวิตอย่างไร เราจะท้อและเลิกทำความดีหรือไม่หากผลดี ๆ ยังไม่เกิด เราวางใจอย่างไรเมื่อเห็นคนที่ทำไม่ดีแต่ “ดูเหมือนจะได้ดี”

และหากเราเชื่อในความรักความกรุณา เราจะดูแลผู้ที่กระทำความผิดในสังคมอย่างไร การกระทำแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน มีได้หรือไม่

และหากชาวพุทธ เชื่อในพระรัตนตรัย เราจะตัดกรรมโดยพิธีกรรมที่ต้องเสียเงินแต่ไม่แปรเปลี่ยนพฤติกรรมหรือเปล่า

มาร์กาเร็ต เจ วีตเลย์ กล่าวไว้ในหนังสือ หันหน้าเข้าหากัน ว่า หากเราต้องการตรวจสอบความเชื่อของเรา ให้ดูที่ท่าที พฤติกรรมในชีวิต แล้วย้อนศรกลับไปถึงต้นตอ คือ ความเชื่อนั่นเอง

ดังนั้นถ้าต้องการรู้ว่า แท้จริงแล้วเราเชื่อเรื่องใด ให้เราลองสำรวจพฤติกรรมของเราในชีวิตประจำวัน และในยามวิกฤต ท่าทีที่ปรากฏจะสะท้อนให้เราเห็นความเชื่อภายในที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง

นับวัน ข้าพเจ้าเริ่มเห็นว่า การสังเกตพฤติกรรมของตัวเองเพื่อสืบสาวไปให้ถึงโลกทัศน์ความเชื่อภายในเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหลายครั้ง เรามักหลงคิดว่า เราเป็นเช่นสิ่งที่เราเชื่อและคิด

ครั้งหนึ่งในการอบรมองค์กรเรียนรู้ ข้าพเจ้านั่งสังเกตการสนทนาในวงคุยวงหนึ่งที่มีคนประมาณ 6 คน วิทยากรให้โจทย์ในการพูดคุยเรื่อง การพัฒนาการสื่อสารในองค์กร โดยให้เวลาในการคุยกันประมาณ 20 นาที และย้ำให้ทุกคนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ทั้งวัยวุฒิและตำแหน่งหน้าที่ในวงเริ่มการสนทนา “ผมเป็นคนที่รับฟังความเห็น เวลาประชุม ผมชอบที่จะฟังและให้โอกาสทุกคนได้พูดเสมอ ผมเชื่อว่าเราต้องฟังความเห็นของทุกคน คนทุกคนมีค่า มีความคิดที่ดี …. เรื่องสติเป็นเรื่องสำคัญมาก เราต้องรู้ตัวว่า พูดอะไร พูดอย่างไร แต่คนเรามักไม่เข้าใจหรือใส่ใจเรื่องการมีสติ ทำให้เกิดปัญหาไม่ฟังกัน ไม่เข้าใจกัน ตีความกันผิด ๆ เป็นปัญหามากในองค์กร …..”

ผู้ใหญ่ท่านนี้ครองพื้นที่การสนทนาไปคนเดียวประมาณ 15 นาที โดยที่ผู้น้อยอื่น ๆ อีก 5 คนในวงนั้นนั่งฟังตาปริบ ๆ บ่อยครั้ง ความคิดความเชื่อก็สวนทางกับความจริง

ข้าพเจ้าได้ยินคำสวย ๆ ในหลายองค์กรว่า เราเป็นธรรมาภิบาล และประชาธิปไตย แต่เมื่อที่ประชุมแลกเปลี่ยนพูดคุยเรียบร้อยแล้ว ได้ข้อสรุปแล้ว ประธานหรือผู้บริหารสูงสุดกลับล้มกระดานและบอกว่าตนเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้ายแต่ผู้เดียว ไหนเล่าคือการร่วมคิด ร่วมคุย ร่วมกันตัดสินใจ และความโปร่งใส?

เราทุกคนล้วนเชื่อและถือความเชื่อไว้หลายชุด บางครั้งถ้าลองมาชำแหละความเชื่อแต่ละชุดที่มี จะเห็นความเป็นสองและหลายมาตรฐานอยู่ในที

ผู้ที่เชื่อในความเสมอภาคอาจจะชอบใช้อภิสิทธิ์ในการเข้าทำงาน การเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐ หรือต้องการได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ ได้รับข้อยกเว้นในบางเรื่อง นี่คือความน่ากลัวของความคิดที่มักหลอกให้เราเข้าใจว่าเราเป็นเช่นความคิด และถ้าเราไม่รู้เท่าทันเล่ห์ลวงของความคิด เราก็จะหลงคิดว่าเราเป็นสิ่งที่เราเชื่อ ซึ่งหลายคนเชื่อว่า ตนเป็นคนยุติธรรม เป็นนักประชาธิปไตย เป็นคนภาวนา และเราก็เถียงกันบนความเชื่อที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์

ความเชื่อต้องผ่านการทดสอบและพิสูจน์ และในการพิสูจน์ความเชื่ออาศัยความเด็ดเดี่ยว กล้าหาญอย่างยิ่ง

แม่ชีเทเรซา เชื่อในวิถีของพระคริสต์ที่เสียสละและรักเพื่อนมนุษย์อย่างไม่มีเงื่อนไข ท่านพิสูจน์ความเชื่อท่านผ่านการกระทำที่เสียสละยิ่งตลอดชีวิต แม้ในยามทุกข์และท้อใจ ท่านก็ไม่ยอมละทิ้งความเชื่อนั้น

ท่านมหาตมะ คานธี สอนเรื่องอหิงสา และท่านทำให้เป็นตัวอย่างไม่ว่าจะถูกคุกคาม คุมขังหลายครั้งหลายครา ท่านไม่แสดงความรุนแรงออกมาเลย ไม่ว่าจะทางการกระทำ หรือ วาจา และท่านก็ชวนไม่ให้ใครกระทำการรุนแรงใด ๆ ด้วย ความเชื่อจะเป็นจริงต่อเมื่อนำมาปฏิบัติจนประจักษ์แจ้งในผล ว่าความเชื่อนั่นจริงหรือไม่ ได้ผลอย่างไร

ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าทำงานกับกลุ่มเด็กวัยรุ่น ที่ข้าพเจ้าไม่ใคร่รู้สึกประทับใจนัก เด็ก ๆ ไม่ตรงต่อเวลา ไม่มีระเบียบ ไม่ฟังวิทยากร เหล่านี้ทำให้ข้าพเจ้ามีทัศนคติทางลบกับเด็กกลุ่มนี้

และเมื่อข้าพเจ้าต้องเข้าไปนั่งคุยและร่วมเอื้ออำนวยกระบวนการพูดคุย ข้าพเจ้ารู้สึกหนักใจ เพราะรู้แก่ใจว่า ใจที่ปิดและทัศนคติในเชิงลบของตนเองจะเป็นอุปสรรคในการสื่อสารกับเด็กเหล่านี้

เสียงหนึ่งเข้ามาในใจ “เราเชื่อไหมว่า มนุษย์มีศักยภาพในการเรียนรู้ เชื่อไหมว่ามนุษย์มีเมล็ดพันธุ์ที่ดีงามอยู่ภายในตน” ข้าพเจ้าตอบเสียงภายใน “เชื่อสิ เราเชื่อเช่นนั้นเสมอ” “ถ้าเช่นนั้น พิสูจน์ให้เราเห็น” เสียงในใจท้าทาย

ข้าพเจ้านิ่งไปชั่วครู่ พยายามทำลายกำแพงใจออกมา มองเด็กเหล่านั้นอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง ข้าพเจ้าเห็นว่าเด็กเป็นผลผลิตของสังคม เด็กเป็นเช่นนี้ เพราะสังคมเป็นเช่นนั้น เห็นอย่างนั้นแล้ว ข้าพเจ้าเอ็นดูเด็ก ๆ ได้มากขึ้น

ข้าพเจ้าเข้าไปร่วมกระบวนการพูดคุยกับเด็ก ๆ ด้วยสายตาใหม่ หัวใจใสกว่าเดิม และสนทนากับพวกเขาอย่างมีความสุข ในเวลาที่เด็กไม่เข้าใจโจทย์ ข้าพเจ้าพยายามคิดหาวิธีการพูดเพื่อให้เขาเข้าใจ ไม่ว่าจะต้องอธิบายมากมายเพียงใด ข้าพเจ้าไม่รู้สึกเคือง

“ไม่มีเด็กที่เรียนไม่ได้ มีแต่ครูที่สอนไม่เป็น” คำพูดของอาจารย์ ระพี สาคริก ผุดเข้ามาสอนใจ “ไม่มีเด็กที่ไม่เข้าใจคำถาม มีแต่คนที่ถามไม่เป็น”

ดังนั้นข้าพเจ้าจึงพยายามทำให้เด็ก ๆ เข้าใจให้ได้ เมื่อเราคุยกันมากเข้า ข้าพเจ้าก็เริ่มเห็นแววความน่ารักของเด็ก พวกเขาดูอ่อนโยน น่ารัก และตั้งใจร่วมกิจกรรมมากขึ้น

เมื่อข้าพเจ้าเชื่อในศักยภาพมนุษย์ และลงมือทดลอง ข้าพเจ้าได้พบว่า “ความรัก เป็น พลังที่สร้างสรรค์ยิ่ง ความรักทำให้คนเปลี่ยนแปลง ความชังไม่อาจสร้างปาฏิหาริย์ได้”

ไม่สำคัญว่า ความเชื่อที่เราถือในใจจะยังห่างไกลกับความจริงที่เราเป็น ขอเพียงเรากล้าที่จะเห็นความปลิ้นปล้อนของความคิดและลงมือปฏิบัติทดลองความเชื่อของตนไปเรื่อย ๆ

การทดลองความเชื่อของตนเองทำให้ชีวิตสนุก ท้าทาย และมีชีวิตชีวา

ข้าพเจ้ารู้สึกว่าได้เดินทางค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ทั้งที่เกี่ยวกับตัวเอง ผู้อื่น และความจริงในธรรมชาติ

เมื่อได้ค้นพบก็ยิ่งสนุกและเกิดฉันทะ ความรัก ความขยันที่จะสืบค้นต่อไป ค้นพบตัวเอง และค้นพบความเชื่อของตนไปเรื่อยๆ ถือเป็นการวิจัยความเชื่อและทดลองชีวิต

เร็ว ๆ นี้ได้มีโอกาสกลับไปดูภาพยนตร์เรื่อง Amistad ซึ่งกำกับโดย สตีเฟน สปิลเบิร์ก เมื่อกว่าหนึ่งทศวรรษที่แล้ว รู้สึกประหลาดใจว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอเมริกาในยุคก่อนสงครามกลางเมืองเมื่อราว ค.ศ. 1839 คล้ายคลึงกับไทยในยุคดิจิตอล 2008 ทีเดียว เรื่องราวชวนติดตาม และคำพูดเด็ด ๆ ของตัวละครในเรื่อง สะท้อนให้เห็นหลายประเด็นที่อาจนำมาใคร่ครวญและเรียนรู้ได้ กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา

Amistad พูดถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จิตวิญญาณของชาติ การเมืองและการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม บรรยากาศความขัดแย้งทางความคิดของคนในสังคมระหว่างคนเหนือกับคนใต้ของสหรัฐอเมริกา

ชนวนของเรื่องเริ่มจากเรือเดินสมุทรสัญชาติสเปนชื่อ La Amistad ซึ่งแปลว่า มิตรภาพไร้พรมแดน Friendships without borders

ชื่อเรือช่างเย้ยหยันความจริงที่เกิดขึ้นเสียเหลือเกิน เนื่องด้วยเรือลำนี้บรรทุกชาวแอฟริกันที่ถูกลักลอบจับมาเพื่อไปขายต่อนายทาส ระหว่างทางที่รอนแรมในทะเล ทาสหลายคนถูกเฆี่ยนตีจนตาย ทาสสาวถูกล่วงละเมิดทางเพศ และทาสกว่า 50 ชีวิตถูกทิ้งถ่วงน้ำเพื่อลดภาระน้ำหนักของเรือและเพื่อคลายภาวะอาหารขาดแคลานบนเรือ

คืนฝนตกวันหนึ่ง ทาส ชื่อ ซินเค ใช้นิ้วแคะเอาตะปูจากแผ่นไม้ของเรือออกมาและใช้ตะปูไขทำลายโซ่ตรวนที่ล่ามอิสรภาพเขาไว้ เขาและพวก ฆ่าลูกเรือคนขาวเกือบหมดลำ เหลือเพียงผู้ที่สามารถเดินเรือได้ เพื่อให้นำเขากับพวกกลับกาฬทวีป

แต่เรือกลับไปขึ้นฝั่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทาสทุกคนบนเรือถูกจับในข้อหาฆ่าคน (ขาว) และรัฐบาลภายใต้การนำของพระราชินียิสซาเบลที่ 2 ของสเปนเรียกร้องให้สหรัฐส่งเรือพร้อมสินค้าทั้งหมดกลับสเปน ซึ่งสินค้าที่ว่านี้ก็ คือ มนุษย์ที่เรียกว่าทาส

ในช่วงปี ค.ศ. 1839 หลายประเทศยังมองทาสเป็น มนุษย์ชั้นสอง ไม่มีสิทธิอะไรนอกจากเป็นสินค้า และแรงงาน

ประเทศอเมริกาก็เช่นกัน รัฐทางใต้ของอเมริกามีฐานทางเศรษฐกิจทางเกษตรกรรม คือ ไร่ฝ้ายขนาดใหญ่ซึ่ง “จำเป็นต้อง” ใช้แรงงานทาสจำนวนมาก ส่วนรัฐทางเหนือเป็นเมืองอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรเป็นหลัก

ทาสจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ที่แบ่งความคิดและวิถีชีวิตที่แตกต่างระหว่างฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ของอเมริกา

ดังนั้น ความรอดหรือความตายของคนที่ถูกทำให้เป็นทาส กลายเป็นเรื่องชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงมีความพยายามจากฝ่ายต่างๆ ที่จะทำให้ตนได้รับชัยชนะ บ้างอ้างความชอบธรรมจริยธรรม บ้างอ้างวิถีชีวิตตามครรลองของพื้นถิ่น บ้างอ้างศาสนาและไบเบิลที่ว่าแม้อดัมส์และอีฟยังมีศักดิ์ไม่เท่ากันเลย คือฝ่ายหญิงอยู่ในฐานะต่ำกว่า และบ้างก็อ้างว่าทำเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามกลางเมือง

ความพยายามที่ว่านี้ยังหมายถึงการพยายามจากฝ่ายการเมืองที่จะแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมโดยการเปลี่ยนตัวผู้พิพากษา ด้วยหวังว่าผู้พิพากษาหนุ่มผู้มีอนาคตอีกยาวไกลจะตัดสินคดีนี้โดยให้โทษแก่ชาวแอฟริกันในข้อหาฆ่าคนขาว และ/หรือส่งเรือสินค้าทาสนี้กลับสเปน

การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น ผู้พิพากษาหนุ่มเห็นความทุกข์ที่ทาสเหล่านี้เผชิญและตัดสินความให้ทาสได้รับอิสระ ส่วนผู้ค้าทาสถูกคุมขังรับโทษ

คำตัดสินนี้ทำให้การเมืองขั้วใต้ไม่พอใจอย่างยิ่ง และอุทธรณ์เรื่องนี้สู่ศาลสูงสุดของอเมริกา มี นักการเมือง วุฒิสมาชิก ทั้งฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ ผู้ที่กำลังรับสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และอดีตประธานาธิบดีเข้ามาเกี่ยวข้อง

อดีตประธานาธิบดีคนที่ 6 ของอเมริกา คือ นาย John Quincy Adams (ดำรงตำแหน่งปี 1825-1829) เข้ามาช่วยว่าความให้จำเลย ท่านเป็นลูกชายของอดีตประธานาธิบดีคนที่สองของสหรัฐอเมริกา John Adams ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในบิดาผู้วางรากฐานจิตวิญญาณของอเมริกันชน และมีส่วนร่วมในการเขียนคำประกาศอิสรภาพของอเมริกา Declaration of Independence เมื่อวันที่ 4 July ค.ศ. 1776 ร่วมกับ เบนจามิน แฟรงคลิน โรเบิร์ต ลิฟวิงสตัน โทมัส เจฟเฟอสัน และอีกกว่า 50 congressmen ที่ร่วมลงชื่อ

จอห์น ควินซี อดัมส์ ไม่เห็นด้วยกับการมีทาสอยู่แล้ว ท่านเคยให้ความเห็นว่า ประธานาธิบดีสามารถใช้อำนาจในการทำสงครามเพื่อหยุดยั้งการค้าและใช้แรงงานทาส (ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยอับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ผู้รับใช้ประเทศระหว่างปี 1861-1865)

ในภาพยนตร์ มีบทสนทนาสะกิดใจ กระตุกความคิดหลายตอน ซึ่งตอนที่จะยกมาคือ ตอนที่ท่านประธานาธิบดี อดัมส์พูดกับชายผิวดำชื่อ ซินเค

“เราจะไม่ได้ขึ้นศาลโดยลำพังหรอก” ซินเคพูด

อดีตประธานาธิบดีอดัมส์ ส่ายหัวพร้อมกล่าวว่า “ไม่หรอก เรามีสิทธิ และความถูกต้องอยู่ด้วยกับเรา”

“เปล่า ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น” ซินเคตอบ “ในยามวิกฤตคับขัน พวกเราชาวเมนเดจะเรียกหาวิญญาณเหล่าบรรพบุรุษให้มาช่วย ให้นำปัญญาญาณจากอดีตมากอบกู้สถานการณ์ในปัจจุบันอันมืดมน บรรพบุรุษต้องมาตามเสียงเรียกของผม เพราะว่า ในเวลาเช่นนี้ ผมคือเหตุผลทั้งหมดที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกท่านทั้งหลายเคยมีอยู่จริง”

คำพูดง่าย ๆ เช่นนี้ ทำให้อดัมส์เห็นทางที่จะพูดในศาลก่อนคำตัดสิน “ถ้าทาสเหล่านี้สมควรตาย เราจะทำอย่างไรกับเอกสารคำประกาศอิสรภาพของอเมริกาที่บรรพชนร่วมกันร่างขึ้น ที่ว่า “All men are created equal…”

“ข้อเสนอแนะของผม ก็คือ ฉีกมันทิ้งไปเสีย” อดัมส์กล่าว เพราะหากเราทำลายจิตวิญญาณของบรรพชนที่ให้กำเนิดประเทศนี้ไปแล้ว นั่นก็เท่ากับพวกท่านไม่เคยดำรงอยู่เลย จิตวิญญาณที่สร้างชาติและความเป็นอเมริกันนั้นได้ถูกทำลายและไม่มีอยู่จริง

คำประกาศอิสรภาพของบิดาผู้วางรากฐานจิตวิญญาณประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกามีเนื้อความน่าสนใจ โดยขอยกตัวอย่างที่ประทับใจมากตอนหนึ่ง คือ

” ทุกคนเกิดมา เท่าเทียมกัน ต่างได้รับสิทธิ บางอย่าง ที่จะโอนให้แก่กันมิได้ สิทธิเหล่านี้ ได้แก่ สิทธิในชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาความสุข และเพื่อที่จะให้ได้มา ซึ่งสิทธิดังกล่าวนี้ มนุษย์ จึงได้ตั้งรัฐบาลขึ้น และรัฐบาลนี้ ได้รับมอบอำนาจ จากความยินยอม ของผู้ที่อยู่ในปกครอง ของรัฐบาลนั้น

และเมื่อใด รูปการปกครองใด มุ่งทำลายหลักการสำคัญเหล่านี้แล้ว ประชาชน ก็มีสิทธิ ที่จะเปลี่ยนรัฐบาลนั้น หรือยุบเลิก รัฐบาลนั้นเสีย แล้วจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นแทน ซึ่งวางรากฐาน อยู่บนหลักการ และจัดระเบียบ การใช้อำนาจ ตามรูปดังกล่าวแล้ว เพื่อให้เกิดผล ในการพิทักษ์ ความปลอดภัย และความผาสุก ของประชาชน”

อ่านถึงตรงนี้แล้ว ย้อนกลับมามองสภาพบ้านเมืองของเรา เรื่องที่เราถกเถียงกันในปัจจุบัน คือ อะไร รูปแบบการปกครอง หรือ จิตวิญญาณที่เป็นหัวใจในการปกครองบ้านเมือง

จิตวิญญาณอเมริกาคือสิทธิ เสรีภาพของทุกคน ซึ่งไม่ว่ากฎหมาย กฎระเบียบ วิถีชีวิต แม้แต่รัฐบาล ก็จะทำลายหรือละเมิดมิได้

จิตวิญญาณไม่ใช่บุคคล ระบบ โครงสร้าง แม้แต่รูปแบบใดๆ ของสังคม ที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป จิตวิญญาณ เป็นความจริงสากลที่มนุษย์โดยทั่วไปน่าจะปรารถนาและปฏิบัติได้ร่วมกัน

ประเทศอังกฤษยึดหลักจารีต ประเพณี สามัญสำนึกแบบอังกฤษ ๆ (conscience)

ประเทศเยอรมนีตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยึดหลักศักดิ์ศรีความเท่าเทียมกันของมนุษย์

แล้วจิตวิญญาณของเมืองไทย สยามประเทศ คืออะไร?

เพื่อนที่อยู่ในแดนอีสานคนหนึ่งแลกเปลี่ยนว่า “สมัยก่อนคนรุ่นปู่ย่าตาทวดอยู่ร่วมกันหลากเชื้อชาติ เมื่อมีคนจากต่างถิ่น เช่น ญวน ลาว เขมร มาในพื้นที่ เราก็แบ่งกันอยู่ ถ้อยทีถ้อยอาศัย เป็นเพื่อนกัน ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย”

ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารี หรือเปล่าที่เป็นหัวใจของชนแถบนี้ หากจะลองใช้ศัพท์แสงแบบตะวันตก จะพอพูดได้ไหมว่า บรรพบุรุษของเราเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยวิธีคิดและวิถีปฏิบัติ?

การไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สยามทำให้เห็นว่า อาณาจักรสยามนี้เปิดประตูรับคนต่างเชื้อชาติมากมาย จนกระทั่งความเป็นไทย หมายถึง ความหลากหลาย (melting pot)

คนสยามค่อนข้างใจกว้าง ยอมรับผู้อื่นได้ พร้อมเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ๆ เล่นแร่แปรธาตุได้เสมอ มีความสามารถอย่างยิ่งในการหลอมรวม ผสมผสาน และประยุกต์ดัดแปลงสิ่งต่างๆ ให้เหมาะสมกับจริต ความคุ้นเคยของตน เห็นได้ชัดจากการดัดแปลงอาหารต่างๆให้มีเอกลักษณ์เป็นแบบฉบับของตน

จิตวิญญาณที่หล่อเลี้ยงคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าให้อยู่ได้จนปัจจุบัน ยังมีอยู่หรือไม่

ในภาพยนตร์ อดีตประธานาธิบดี อดัมส์ ยังกล่าวต่อไปว่า บางทีการที่คนเราไม่หวนกลับไปรื้อฟื้นภูมิปัญญาในอดีต ไม่กลับไปสู่รากเหง้าของตนอาจเป็นเพราะความกลัวที่จะเผชิญกับความจริงที่ว่า แท้จริงแล้ว เราไม่ได้เก่งกาจอะไร แท้จริงแล้วเราคือผลสืบเนื่องของอดีต แท้จริงแล้วเราไม่ได้เป็นปัจเจกชนอย่างที่เราคิดและหวงแหน

“เราถูกทำให้เข้าใจ และยอมที่จะโอบกอกความเข้าใจนั้นว่า สิ่งที่เราเป็นอย่างทุกวันนี้ คือสิ่งที่เราเป็นมาแต่อดีต เราต้องการความเข้มแข็งจากบรรพชน ปัญญาที่จะช่วยเราก้าวข้ามความกลัวและอคติของตัวเอง โปรดให้พลังแก่เราที่จะกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง และถ้าหากสิ่งนั้นหมายถึง สงครามกลางเมืองแล้วละก็ ขอให้มันมา และเมื่อสงครามกลางเมืองมาถึง ก็ขอให้มันเป็นการปฏิรูปครั้งสุดท้ายของอเมริกาเทิด” อดัมส์กล่าวถึง

ในที่สุด องค์คณะของศาลสูง 8 ใน 9 ก็ตัดสินให้ ส่งเรือสินค้าคืนสเปน หากแต่ชาวแอฟริกันมีศักด์ สิทธิ เสรีภาพความเป็นมนุษย์เต็มเปี่ยม และเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง ว่า จะกลับบ้านที่แอฟริกาหรือไม่

ความขัดแย้งทางความคิดเรื่องทาส รวมกับเรื่องอื่น ๆ ระหว่างชาวเหนือและชาวใต้ก็ทวีขึ้นเป็นลำดับ จนกระทั่งในปี 1861 สงครามกลางเมืองก็ระเบิดขึ้น ในช่วงสมัยประธานาธิบดี ลินคอล์น

สงครามกลางเมืองระหว่างเหนือและใต้จบลงเมื่อปี 1865 ประธานาธิบดีลินคอล์นประกาศอิสรภาพของทาส และ สถาปนาศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ในดินแดนอเมริกา แต่สงครามกลางเมืองนี้ก็ได้คร่าชีวิตทหารอเมริกันไปกว่า 620,000 นาย และ พลเรือนได้รับบาดเจ็บอีกมาก ท้ายที่สุดก็นำไปสู่การลอบสังหารประธานาธิบดี ลินคอล์น ในปีเดียวกันนั่นเอง

หวังว่าประวัติศาสตร์ของชาติหนึ่ง จะไม่เป็นอนาคตของอีกชาติหนึ่งที่อยู่ไกลกว่าครึ่งโลก แต่ก็นั่นแหละกิเลสที่ครองใจคนเหมือนกันทุกชาติ ดำรงอยู่ทุกสมัย เหตุการณ์เดิม ๆ ในประวัติศาสตร์สามารถซ้ำรอย ซ้ำซากได้เสมอ จนกว่าเราจะเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจ

บางทีหนึ่งในหนทางที่เราจะเปลี่ยนจิตใจได้ คือ การกลับไปมองอดีต เรียนรู้จากความผิดพลาด ค้นหารากเหง้าของตน เรียนรู้ที่จะอยู่กับความหลากหลายอย่างที่บรรพบุรุษเราอยู่กันมา

บางทีหากเรารู้จักตัวเองมากขึ้นว่า เราเป็นใคร แก่นแกนคุณค่าความเป็นเราอยู่ที่ตรงไหน เราอาจจะเห็นความจริงมากขึ้น เห็นทางเดินของชีวิตได้ดีขึ้น

จริง ๆ แล้วเราใกล้กันกว่าที่คิด เป็นมิตรกันมากกว่าศัตรู

What is your story? Who are you? Let’s talk about it and share.

หมายเหตุ หากใครสนใจภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังมีจำหน่ายทั่วไป น่าประทับใจมาก ส่วนถ้าไม่มีเวลามากพอ สามารถเลือกฟังคำพูดน่าประทับใจของ ประธานาธิบดี ควินซี อดัมส์ได้จาก www.youtube.com โดยพิมพ์คำว่า Amistad

บางครั้ง คนเราก็จำต้องออกเดินทางไปยังดินแดนไกลสุดปลายฟ้า ปีนป่ายสู่ยอดเขาสูงเทียมเมฆ หรือดำดิ่งสู่ห้วงมหาสมุทร เพื่อค้นพบขุมทรัพย์ที่เราล้วนมีอยู่แล้วภายในกายและใจของเราเอง … ความสุข และความหมายของการมีชีวิต

ปรัชวัน เกตุวัลห์ เป็นคนหนึ่งที่ การเดินทางตามเส้นทางแผนที่โลกได้พลิกชีวิตของเธอ และมอบลายแทงการเดินทางสู่โลกภายในของชีวิตให้เธอ

…….

จิ๊กเริ่มต้นเดินทางด้วยความรู้สึกเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป เธอต้องการแสวงหารสชาติการผจญภัย ความแปลกใหม่ในชีวิต และสัมผัสศิลปวัฒนธรรมที่แตกต่าง และทิเบตคือหนึ่งในดินแดนที่จะตอบสนองความอยากรู้ใคร่เห็นของเธอได้

แต่เมื่อเธอท่องเดินไปในทิเบต สายตาของเธอที่มองโลกก็เปลี่ยนไป หัวใจเธอเต้นในจังหวะช้าลง ปอดเธอสูดสัมผัสความสุข และชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ทิเบตให้คำตอบที่เธอไม่ได้ตั้งใจแสวงหา หากเป็นคำตอบสำคัญของชีวิต “ความสุขคืออะไร อยู่ที่ไหน และเราจะมีความสุขได้อย่างไร”

เธอค้นพบความสุขที่เกิดจากความเชื่องช้า สงบงามและเรียบง่ายในชีวิต มิตรภาพจากใจที่ใสกระจ่าง ศรัทธาในความดีและความรัก

ความสุขที่เธอลิ้มรสจากดินแดนหลังคาโลก ทำให้เธอกลับมาทบทวนชีวิตในเมืองหลวงที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา เธอตัดสินใจลาออกจากงานประจำ — แม้รายได้จะลดลงกว่าที่เคยได้รับ แต่สิ่งที่เธอได้มาทดแทน คือ เวลาที่มีความหมายกับลูก ๆ เวลาที่เธอจะได้ลงมือทำสิ่งที่เธอรักและโหยหาเติมเต็มหัวใจ เช่นศิลปะ ภาษาจีน ท่องเที่ยว งานอาสาสมัครช่วยงานมูลนิธิพันดารา

“หากเรายังคงทำงานและมีชีวิตเร่งรีบ บีบคั้นในแบบเดิม ๆ เราคงวิ่งบนเส้นทางชีวิตไม่รู้จบ เหนื่อย และดูเหมือนว่ายิ่งเราวิ่งเร็วขึ้นเท่าไรบนถนนชีวิต เราก็จะยิ่งห่างไกลจากหัวใจและชีวิตของตนเองมากขึ้นทุกที” จิ๊กว่า

“ภาษิตทิเบตกล่าวว่า “ชาติหน้าหรือพรุ่งนี้ เราไม่รู้หรอกว่าอะไรจะมาถึงก่อนกัน” ดังนั้นเราเลยตัดสินใจที่จะเดินตามเสียงจากภายในและใช้ชีวิตอย่างที่เราปรารถนา”

………………………

จิ๊กเดินทางกลับไปทิเบตอีกหลายครั้ง เธอบันทึกเรื่องราวผ่านภาษาที่งดงามและภาพถ่ายตะลึงใจมากมายและพร้อมจะแลกเปลี่ยนกับทุกท่านที่สนใจในงานเปิดตัวหนังสือของเธอ ทิเบต…คือชัมบาลาในความทรงจำ

เธอจะมาเล่าเรื่องราวการเดินทางท่องเที่ยวผ่านสี่ฤดูกาลในดินแดนหลังคาโลก ที่งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ  ครั้งที่ ๑๔   ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2552 เวลา 13.00-14.00 น.  ณ เวทีกิจกรรมฮอลล์ เอ (Hall A)

หรือลองทำความรู้จักกับเธอก่อน จากบทความที่เราเคยสัมภาษณ์จิ๊กไว้ ในหน้า outlook หนังสือพิมพ์ Bangkok Post วันที่ 9 สิงหาคม 2007 http://www.buddhistchannel.tv/index.php?id=6,4634,0,0,1,0

ปาฏิหาริย์แห่งศรัทธา การระลึกและไหว้ครูทุก ๆ วัน … หัวใจข้าพเจ้าอบอุ่น มีแรง เพราะเราเป็นศิษย์มีครู

*-*-*-*-*-*-

“ครูบาอาจารย์ที่ท่านประทานความรู้มาให้ อบรมจิตใจให้รู้ผิดชอบชั่วดี

ก่อนจะนอน สวดมนต์อ้อนวอนทุกที ขอกุศลบุญบารมีส่งเสริมครูนี้ให้ร่มเย็น….”

จำได้ว่าทุกปี เมื่อเพลงนี้ขึ้นทีไร เด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะปาดน้ำตาที่ไหลย้อยลงบนแก้ม ช่างซาบซึ้งกินใจ

ในตอนนั้นข้าพเจ้าสัมผัสได้แต่ความรู้สึกของเนื้อเพลง และความเงียบของพิธีกรรม แต่หารู้ความหมายปรัชญาที่ลึกล้ำของพิธีกรรมนี้ไม่

และวิถีแห่งความรู้สึกลึกซึ้งก็ค่อย ๆ จางไป ด้วยหลายเหตุปัจจัย ความแข็งกระด้างในจิต หรือความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ที่เปลี่ยนไปจาก ผู้ถ่ายทอดวิชาและจิตวิญญาณ เป็นผู้ขาย-ซื้อวิชาการ

นานเข้า การไหว้ครูเป็นเพียงพิธีกรรมที่ไร้ความหมาย ไร้จิตวิญญาณ ไม่รู้ว่าทำให้ใจของเราอหังการว่า “กูเก่ง” มองไม่เห็น และไม่รู้คุณว่า “สิ่งที่เรามี สิ่งที่เราเป็น” กันทุกวันนี้ต้องได้มาจากใครหลายคนและสิ่งต่าง ๆ มากมาย

สัก 2-3 ปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าสัมผัสความมหัศจรรย์ของการไหว้ครูจากครูโยคะท่านหนึ่งที่ข้าพเจ้ามีโอกาสเรียนด้วยร่วมกับเพื่อนอีก 2 คน

วันหนึ่ง หลังจากเรียนกับครูได้ระยะหนึ่ง เพื่อนรุ่นพี่นำมาลัยดอกไม้มา “ขอให้พวก เราบูชาครูที่ตั้งใจสอนและดูแลพวกเราอย่างดีมาตลอดนะคะ”

พวกเรานั่งคุกเข่าคารวะ ครูท่านนั้น และไหว้ท่าน

ครูรับดอกไม้และกล่าวว่า “ดอกไม้นี้เป็นเครื่องบูชาครู ที่ไม่ใช่บุคคลที่นั่งอยู่ตรงนี้ แต่เป็นครูของครูของครู สืบถอยเรื่อยไปจนถึงบรมครูที่สืบสายธารความรู้และจิตวิญญาณแห่งโยคะนี้”

น้ำเสียงอันอ่อนโยน อ่อนน้อม ของครูช่างจับหัวใจ — ครูกำลังถ่ายทอดความอ่อนน้อม ถ่อมตนมาให้ข้าพเจ้าอีกแล้ว

จากนั้น ครูก็ให้เรานั่งสมาธิทำใจให้สงบ เพื่อร่วมบูชาบรมครูโยคะด้วยกัน ครูเอ่ยมนตราเป็นภาษาสันสกฤต เรียบง่าย งดงาม ลึกซึ้ง ในภาวะแห่งสมาธิ และจิตที่ซาบซึ้งกับครู ข้าพเจ้ารู้สึกสัมพันธ์โยงใยถึงครูโยคะที่สืบทอดกันมานับพันปี เป็นความรู้สึกที่วิเศษมาก

เมื่อเราน้อมกาย และใจเป็นศิษย์ผู้ใด เรากำลังยอมตน ลดอัตตา สำหรับศิษย์ที่จะมอบตัวในคุรุ ต้องมอบทั้งกายและใจเพื่อรองรับการสั่งสอน บทเรียน และวิถีของครู เพื่อหลอมรวมกับครูและวิชชาที่ครูจะถ่ายทอด ใจที่อ่อนน้อมเป็นใจที่เหมาะกับการเรียนรู้ พร้อมให้ถูกดัด อย่างท่านพุทธทาสว่าไว้ “จิตที่นุ่มนวล ควรแก่งาน”

ความเชื่อมโยงระหว่างศิษย์กับครูมีความหมายยิ่ง ต่อชีวิต จิตใจ และ วิถีปฏิบัติของศิษย์ …  ครูอยู่ภายในและร้องเรียกให้ข้าพเจ้าปฏิบัติฝึกฝนตามคำสอนของครูอยู่เสมอ

*-*-*-*-* จากโยคะอาสนะ มาถึงห้องสวดมนต์ *-*-*-*

วันหนึ่ง เมื่อหลายเดือนแล้ว ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังกราบพระอยู่นั้น

ในกราบครั้งที่ 1 ข้าพเจ้าหยุดนึกถึงพระพุทธองค์สักครู่ ภาพของชายผู้หนึ่งที่ละทิ้งความสะดวกสบายในชีวิตเพื่อแสวงหาความจริง และความรอด ท่านต้องเผชิญความยากลำบากอะไรบ้าง ทุกข์กาย ทุกข์ใจ — – ข้าพเจ้าซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง เป็นเราจะยอมทิ้งความสบายไปทำหาความรู้ ความรอด อย่างนี้ไหมนะ

กราบครั้งที่ 2 ข้าพเจ้าหยุดตระหนักถึงพระธรรม แล้วรู้สึกว่า เราไม่ได้เป็นอะไรเลย นอกจากการแสดงตัวของพระธรรม

กราบครั้งที่ 3 ข้าพเจ้าหยุดนึกถึงพระสงฆ์ ครูอาจารย์ที่สอนธรรม การปฏิบัติให้ข้าพเจ้า และกราบครั้งนี้ พาข้าพเจ้าย้อนไปถึงครูของครู ของครู ๆๆ ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนนั่งไทม์แมชชีนไปในอดีต สัมผัสทางความรู้สึก ในความเพียรของครูบาอาจารย์ที่ตั้งใจปฏิบัติ ถ่ายทอดหนทางให้ศิษย์ นับถอยไปจนถึง บรมครู — พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แล้วข้าพเจ้าก็น้ำตาเอ่อ รู้สึกซาบซึ้งจริง ๆ ที่บรรพบุรุษในอดีตทุกท่าน ทุ่มเทชีวิตในการฝึกฝนตนเอง ถ่ายทอดหนทางจากรุ่นสู่รุ่น ความเพียรและความกรุณาของท่านล้นอยู่ในหัวใจของข้าพเจ้า

ความเชื่อมโยงกับพระรัตนตรัยอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ทำให้พลังศรัทธาของข้าพเจ้าเข้มแข็งขึ้น ความเพียรมุ่งมั่นในการฝึกฝนปฏิบัติตนก็ตามมา (แต่ก็นับว่ายังอ่อน) เพราะมีครูเป็นต้นแบบ และข้าพเจ้าสนใจที่จะรู้จักครูของข้าพเจ้าให้มากขึ้น ซึ่งการรู้จักครูมากขึ้นไม่ใช่จากการศึกษา อ่านหนังสือ แต่เป็นการฝึกฝนตนเอง หลอมรวมตัวเองเป็นหนึ่งเดียวกับครูให้ได้

น่าสนใจอีกด้วยว่า ความศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่างหนักแน่นทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคง อบอุ่นในชีวิตอย่างยิ่ง และข้าพเจ้ายังแอบเชื่อและรู้สึกลึก ๆ ด้วยว่า ในยามที่วาระสุดท้ายมาถึง และไม่ว่าจะอีกกี่ภพชาติ ข้าพเจ้าจะอยู่ในความดูแลของพระรัตนตรัยเสมอ

การมีครูอยู่ในใจเป็นหลักยึดเหนี่ยวที่ดียิ่ง

ในยามที่ข้าพเจ้าท้อแท้ หรือไม่แน่ใจว่าควรเดินต่อไปอย่างไร ควรทำอะไร ข้าพเจ้าจะนึกถึง พระพุทธองค์และถามว่า ในสถานการณ์ที่ข้าพเจ้าเผชิญอยู่นั้น เป็นท่าน ท่านจะทำอย่างไร What would Buddha do?

ใช้คำถามเล็กน้อย บวกกับจินตนาการ ข้าพเจ้าเดินตามครูได้ อย่างน้อยก็ทำให้ทุกข์ที่รับอยู่พอทนได้

นี่คือ ปาฏิหาริย์แห่งศรัทธา การระลึกและไหว้ครูทุก ๆ วัน … หัวใจข้าพเจ้าอบอุ่น มีแรง เพราะเราเป็นศิษย์มีครู

ความกลัดกลุ้มเกาะกุมหัวใจเหมือนเมฆฝนที่แขวนลอยบนน่านฟ้าเชียงใหม่ทั้งวัน

ฉันอยากจะหาตัวช่วยฟังความทุกข์และหวังว่าเพื่อนจะช่วยเปิดมุมอื่น ๆ ที่ฉันมองไม่เห็น

ใบหน้าของเพื่อนรักคนหนึ่งก็ลอยเข้ามาในห้วงความคิด

ฉันกดโทรศัทพ์ทันที และเพียงหนึ่งเสียงเรียกสาย ฉันก็ได้ยินเสียงปลายทาง “ฮัลโหล”

ความตั้งใจเดิมที่จะพรั่งพรูความทุกข์ให้เพื่อนฟังหยุดลง น้ำเสียงต่ำและเนือย ๆ ของเพื่อนทำให้หัวใจของฉันสะดุด “เป็นไง น้ำเสียงดูไม่ดีเลย”

“แหม ก็แกโทรมาตอนเย็น ทำงานมาทั้งวัน ชั้นก็เหนื่อยล้าแล้ว” เพื่อนตอบ

“ก็จริง แต่น้ำเสียงแกไม่ดีเลย” ฉันย้ำคำเดิม

ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อจากนั้น เราคุยกัน โดยที่ฉันเป็นฝ่ายฟัง … ฟังเพื่อนระบายความทุกข์ในที่ทำงาน งานหนัก และงานที่ต้องสัมพันธ์กับคนมากมายก็ทำให้เพื่อนเหนื่อยล้าหัวใจเหลือเกิน  

“วันนี้ แกซวยหน่อยนะ โทรมาตอนที่ฉันเหนื่อยสุดตีนแล้ว แกไม่น่าต้องมาฟังเรื่องอะไรแบบนี้เลย” เพื่อนไม่วายเป็นห่วงกัน “ไม่หรอก ฉันยินดีอย่างยิ่งที่จะฟังแก” และฉันหมายความอย่างนั้นจริง ๆ

เพื่อนคงไม่รู้หรอกว่า การรับฟังความทุกข์ของเพื่อนทำให้ฉันมีความสุข … สุขที่ทำหน้าที่ของเพื่อน สุขที่ได้แสดงความรักที่มีต่อเพื่อน และท้ายที่สุด สุขเพราะความทุกข์ที่มีแต่แรกในใจของฉันจางคลายไป

ไม่ใช่เพราะความทุกข์ของเพื่อนใหญ่หรือหนักหนากว่า แต่เพราะว่าในห้วงเวลาที่เรามีโอกาสแสดงความรู้สึกรัก หัวใจไม่เปิดพื้นที่ให้กับความเศร้าหรือความกลัดกลุ้ม

บางตอนที่เราคุยกัน (นินทา) เรื่องของคนอื่นในอดีตที่ขำ ๆ ทำให้เราระเบิดหัวเราะออกมา แล้วเพื่อนบอกว่า “ขอบใจนะ ทั้งวันมานี้ เพิ่งหัวเราะได้ตอนนี้เอง” หัวใจฉันยิ้มแต่ก็ตื้อชา เพื่อนไม่ได้หัวเราะหรือเป็นสุขบ้างหรือในวันนี้ ฉันดีใจที่มีส่วนช่วยให้เราหัวเราะกัน และดีใจที่ไม่ได้ทับถมเพื่อนด้วยความทุกข์ของตัวเอง

ฉันรู้ว่าไม่อาจช่วยหยิบความทุกข์ออกจากชีวิตเพื่อนได้ และเพื่อนคงยังต้องเผชิญความทุกข์และก้าวข้ามอุปสรรคต่าง ๆ นานานั้นต่อไปด้วยตัวเองเป็นหลัก

แต่ฉันรักเธอ…เพื่อนเอ๋ย ฉันยินดีรับฟัง ให้เวลา นั่งนิ่งๆ เป็นเพื่อน ให้เธอตกผลึกความคิด ตกตะกอนในใจ

ฉันวางทุกอย่างที่ต้องทำ อาหารเย็น โทรศัพท์ที่เรียกสายเข้ามา เพื่อให้เวลาทั้งหมดกับเธอ ฉันไม่สนว่าจะนานเท่าไร ฉันฟังเธอได้ตราบนานเท่านานจนเธอจะพอใจ สบายใจ

บางขณะที่ฟังเพื่อน น้ำตาของฉันเอ่อ ฉันไม่อยากให้เธอเป็นทุกข์เลย   

“อย่าลืมกินข้าวด้วยนะ” ฉันบอกเพื่อน เพราะความทรงจำเก่า ๆ เตือนว่า เวลาเครียด เพื่อนมักกินอาหารไม่ลง หรือกินน้อยมาก และร่างกายที่แสนแบบบางอาจจะแบนราบลงไปอีก หนำซ้ำเพื่อนยังจะดื่มเบียร์เหล้า สูบบุหรี่ ที่ทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักขึ้นในภาวะนี้ “ดูแลร่างกายหน่อยนะเพื่อน”

ระหว่างที่เราคุยกัน ใช่ฉันจะได้ยินแต่เสียงความทุกข์ ความเครียด และความโกรธ แต่สิ่งที่ฉันได้ยินจากปากเพื่อนที่มักบอกว่าตัวเองไกลจากศาสนา คือ การเรียนรู้จากความทุกข์ของตน การคิดใคร่ครวญถึงเรื่องราวที่ผ่านมา และท้ายที่สุด ฉันสัมผัสถึง ประกายแสงแห่งปัญญาและการเปลี่ยนแปลงในใจเพื่อน

“ฉันทำงานอย่างนี้ไปเพื่ออะไร” เพื่อนถามตัวเอง

“ฉันทำงานนี้เพราะมีค่าตอบแทนสูงเป็นแรงจูงใจ แต่ตอนนี้ มันไม่ใช่แล้ว เงินไม่มช่ประเด็นอีกต่อไป”

“ฉันต้องการอะไรในชีวิต ฉันอยากมีเวลานิ่ง ๆ ทบทวน คิดเรื่องนี้”

“ฉันมีความคิดตรรกะเยอะ มีเหตุผลในการทำงาน เหตุผลในการทำงานต่อไป ฉันไม่ได้ฟังเสียงของหัวใจเท่าไร เสียงขอหัวใจแผ่วเบามาก บางครั้งชั้นได้ยินเสียงนั้น แต่ไม่ฟัง แล้วเสียงสมองก็จะมากลบหมด ทำให้ฉันดำเนินชีวิตอย่างเดิม ๆ ต่อไป”

ฉันนึกอยู่เหมือนกัน ตอนที่เห็นคำถามประหลาด ๆ จากเพื่อนที่เขียนลง facebook ที่ว่า สมองหรือหัวใจที่สำคัญกว่ากัน matters ฉันจำได้ว่าแลกเปลี่ยนความเห็นกับเพื่อนด้วย ว่ามันขึ้นอยู่กับการใช้งาน บางเรื่องก็ใช้สมอง บางเรื่องก็ต้องใช้ใจ ประเด็นคงอยู่ที่เราต้องรู้ว่า สำหรับเรื่องไหน เวลาใด เราควรใช้สมอง หรือ หัวใจ

เพิ่งรู้วันนี้เองว่า คำถามสั้น ๆ ที่เพื่อนส่งลง facebook เสมอ ๆ นั้นคือปมคิดของเพื่อน ที่สะท้อนมาจากใจที่กำลังบ่มเพาะพุทธิปัญญา

คำถามหลายคำถามที่เพื่อนตั้ง เป็นปรัชญามาก ๆ และฉันเสียใจที่ไหวตัวไหวใจรู้ทันความทุกข์ของเพื่อนช้าไปสักนิด

กับคำถามที่เพื่อนมี และกับเวลาที่เพื่อนคิดว่าจะหาให้ตัวเองเพื่อทบทวน และนิ่งสงบใจ ฉันภูมิใจในเพื่อนมาก เพราะฉันรู้ว่า คำถามเหล่านี้จะพาเพื่อนไปหาคำตอบ … และฉันจะรอวันที่เพื่อนได้คำตอบให้กับหัวใจและชีวิต

ฉันเชื่อมั่นว่า เพื่อนจะเห็นทางออก ทางแห่งความสุขให้กับชีวิตของตนเอง ฉันเชื่อมั่นในตัวเพื่อนเสมอ —- เหมือนวันที่ฉันเชื่อมั่นตอนที่เธอเดินทางจากกรุงเทพมาทำงานที่เชียงใหม่

ตอนนี้ ฉันมองลงมาจากตึกโรงแรมเห็นสายน้ำปิง และฉันนึกถึงเธอ

ทุกครั้งที่ฉันมาเชียงใหม่ ฉันเห็นเราสองคนเสมอ เวลาผ่านไปนานแล้ว แต่ในความรู้สึกของฉันมันเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่วันนี้เอง

ฉันตามมาส่งเธอทำงานที่เชียงใหม่ หาที่พัก หาเฟอร์นิเจอร์เข้าหอพักของเธอด้วยกัน เราเช่ารถจี๊ปพวงมาลัยหนักมาก เธอรู้ไหมว่า ฉันเหงื่อตกทุกครั้งที่ต้องเข้าทางโค้ง เกียร์กระปุกฝืด ทำให้กล้ามแขนฉันขึ้นเวลาเปลี่ยนเกียร์ แต่เราสองคนก็ขับไปรอบคูเมืองเชียงใหม่ที่เราไม่รู้จัก เพื่อหาซื้อของต่าง ๆ ด้วยกัน เราสนุกกันมาก  

ฉันเศร้าใจและเป็นห่วงเพื่อนมากในยามที่เราจากกัน เพื่อนจะเหงาไหมนะ จะมีใครบังคับให้กินข้าวหรือเปล่า เธอจะมีเพื่อนในที่ทำงานใหม่หรือเปล่า

หลังจากนั้น เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่ฉันมาทำข่าวเสมอ ๆ ปีละหลาย ๆ ครั้ง ฉันจะได้มาอยู่เป็นเพื่อน เราทำอาหารกินกันในระเบียงแคบ ๆ ฟังเพลง อ่านหนังสือ เที่ยวดอย แอ่วเมือง ปรับทุกข์สู่กันฟัง โดยมากของเธอเป็นเรื่องงาน ส่วนของฉันเป็นเรื่องความรักน้ำเน่า

จากเชียงใหม่ เราก็บินไปเรียนหนังสือด้วยกันที่อังกฤษ เราเยี่ยมเยียนกันเสมอ ระหว่าง ลอนดอนกับวอร์วิค เธอมาหาฉัน ฉันไปหาเธอ … แม้ว่าชีวิตของเราจะลุ่ม ๆ ดอน ๆ การงาน การเรียนที่ทรหด หนักหนา ปัญหาเพื่อน ความรัก เราแบ่งปันกันเสมอ และนั่นอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เรารอดมาได้ทั้งสองคน

ฉันมีความสุขมากที่มีเธอเป็นเพื่อน

ฉันอยากให้เธอพบตาน้ำแห่งความสุขของเธอ และมีความสุขกับสิ่งนั้นทุก ๆ วัน

การคิดถึง “เรา” ทำให้ฉันเห็นความรักและมิตรภาพที่เหนียวแน่นระหว่างเรา นี่เป็นพรอันวิเศษของฉัน และฉันเยาะตัวเองที่มัวเศร้ากับสิ่งที่เวียนมาให้ทุกข์

บางทีคนเรา เวลาเป็นทุกข์ เราลืมมองเห็นความสุขที่มีอยู่ มัวแต่โหยหาสิ่งที่ไม่มี และไม่รู้คุณค่าหรือนึกถึงคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่หรือได้รับ… ช่างน่าเสียดาย

ขอบคุณเพื่อนที่ทำให้ฉันเห็นความสุข และคุณค่าภายในตนเองที่มีอยู่แล้ว  

บทความนี้เคยได้ตีพิมพ์ลงในคอลัมน์ ชีวิตรื่นรมย์ หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์

ฟังเรื่องราวของทุนในชีวิตได้จากรายการ สร้างจิตรู้สู่จิตรัก ออกอากาศวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2552

——————————————————————-

ชีวิตช่วงนี้ของดิฉันกำลังหมุนเวียนรอบ “โลกแห่งทุน”

ดิฉันมักได้ยินเรื่องราว คำรำพึงรำพันเรื่องนี้จากหลายคน ซึ่งบ่อยครั้งก็สะท้อนออกมาในเนื้อข่าว เช่น จะทำอะไรก็ต้องเริ่มต้นที่ทุน ?

คนที่อยากทำโครงการดีๆบ่นว่า หาผู้สนับสนุนไม่ได้หรือไม่มีแหล่งเงินทุนสนับสนุนที่จะทำให้ความคิดสร้างสรรค์หรือความคิดดีๆ เพื่อสังคมเกิดขึ้น แล้วก็มักลงเอยด้วยการนั่งทับโครงการดีๆ รอคอยให้ทุนมาหล่นทับเอง

หากจำกันได้ เคยมีข่าวเรื่องการจะซ่อมแซมโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งคนใจบุญหัวแหลมได้ความคิดที่จะสร้างพระเครื่องเพื่อระดมทุน แต่พอไม่มีเงินเข้ามา ผลกระทบจึงตกมาที่นักเรียนและโรงเรียนที่จำต้องเฝ้ารออย่างไร้จุดหมาย ข่าวนี้ชวนให้ดิฉันสงสัยว่า ฤาจะมี “ทุน” ในลักษณะอื่นอีกไหมที่พอจะช่วยเหลือโรงเรียนแห่งนี้ได้

ที่จริง หากเรามองเห็นทุนเพียงมิติของเงินตรา ทรัพย์สินและสิ่งของ บ้านและที่ดิน เรื่อยไปจนถึงจำนวนหุ้นที่ตีมูลค่าเป็นราคาและค่าเงินได้ ชีวิตของเรานี้ดูช่างขาดแคลนนัก

คนเบี้ยน้อยอย่างดิฉันจึงต้องดิ้นรนแสวงหาความหมายของ “ทุน” ในมิติอื่นๆ เพื่อสร้างความรู้สึกว่าชีวิตมี “สภาพคล่อง” ขึ้นมาบ้าง

เรามี “ทุน” อะไรบ้างในชีวิต?

(1)

ทุนแรกที่นึกถึงคือ ทุนทางกาย เราทุกคนมีทุนประเดิมนี้ในการตั้งต้นชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น และหากเรายังคงหายใจอยู่เราก็สามารถใช้ทุนนี้ในการดำเนินชีวิต ทำงาน และสร้างทุนอื่นๆ ให้แก่ตัวเองได้เสมอ

ผู้ที่มีรูปเป็นทรัพย์ย่อมตระหนักถึงทุนนัยยะนี้เป็นอย่างดี

ผู้ที่มีรูปร่างหน้าตาที่ยุคสมัยให้คุณค่าว่าสวยงาม เขาและเธอเหล่านี้ใช้รูปกายเป็นต้นทุนในการแสวงหาทรัพย์สิน ความร่ำรวย และชื่อเสียง ซึ่งความงามเพียงร่างกายนี้มีวันหมดอายุตามสภาพการใช้งานและวัย

เราจึงเห็นดาราจำนวนหนึ่งยอมเสียเงิน ทรมานร่างกายเพื่อประคองความงามนี้ให้ยาวนานที่สุด

แรงกายก็เป็นทุนที่หาทรัพย์ได้มากโดยเฉพาะในยุคนี้ที่การกีฬากลายเป็นเรื่องการค้า

นักกีฬาหลายคนเป็นเศรษฐี เช่น นักค้าแข้ง นักหวดลูกสักหลาด และนักมวย ในขณะที่แรงงานบางประเภท อย่างเช่นกรรมกรและชาวนา กลับไม่ได้รับการเพิ่มค่าเพิ่มราคา

แม้ดิฉันจะไม่มีรูปและแรงเป็นทรัพย์อย่างคนอื่นๆ แต่ดิฉันกลับพอใจที่เรายังมีกายที่แข็งแรง ซึ่งเพียงเท่านี้ ดิฉันรู้สึกว่าตนรวยมากแล้ว

ดิฉันไม่เคยลืมประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่ไปพบแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชน บิลค่ารักษาและค่ายาราว 1,000 บาท ได้ทำให้ไข้หวัดหมดฤทธิ์อย่างปาฏิหาริย์

สุภาษิตที่ว่า “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” ผุดขึ้นในใจ “นี่หากไม่เป็นหวัด ไม่ต้องไปหาหมอ เท่ากับว่าเรามีเงินอยู่ 1,000 บาท อยู่กับตัวทีเดียว”

ตั้งแต่นั้นมา ดิฉันตั้งใจว่าจะรักษาเงินในร่างกายไม่ให้รั่วไหลง่ายๆ อีกต่อไป

ดิฉันเคยได้ยินพระอาจารย์ท่านหนึ่งพูดด้วยว่า “การบำรุงหล่อเลี้ยงทุนทางร่างกายนับว่าเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่เพื่อบำรุงบำเรอตามอำนาจความอยาก แต่เป็นการดูแลอย่างสมควรของธรรมชาติเพื่อให้กายนี้ช่วยเราในการทำหน้าที่ความเป็นมนุษย์ได้เต็มที่และยาวนานที่สุดเพื่อประโยชน์ของสรรพชีวิตทั้งมวล”

(2)

ทุนอีกลักษณะที่เราทุกคนต่างมีคือทุนการศึกษา ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเงินส่งเสียค่าเรียนที่ได้รับจากใคร แต่เป็น ทุนความรู้ ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ ที่ช่วยให้เราแปรเปลี่ยนไปสร้างทุนทรัพย์อื่นๆ ได้ ดังสุภาษิตที่ว่า “มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน”

วิชาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความรู้ตามระบบการศึกษาที่มีใบประกาศเท่านั้น แต่รวมถึงความรู้ที่ได้จากการอ่าน การถ่ายทอดจากครู การทำงาน ประสบการณ์ตรงในชีวิต รวมทั้งความรู้จากการสังเกต ตลอดจนความรู้พื้นฐานที่ช่วยให้เรามีชีวิตรอดในแต่ละวัน เช่น การรู้วิธีการเดินข้ามถนนให้ปลอดภัย รู้วิธีการทำอาหาร รู้จักการดูแลตัวเอง รู้วิธีทำมาหากิน รู้วิธีสร้างและกระชับความสัมพันธ์กับผู้อื่น

สังคมปัจจุบันมักให้ความสำคัญกับความรู้และความคิดสร้างสรรค์ กระทั่งผลักให้คนจำนวนหนึ่งไล่ล่าใบประกาศทางการศึกษาเพื่อไต่บันไดแห่งความฝันทั้งทางการงานและการเงิน โดยปราศจากการถามตัวเองว่า เราสร้างสมทุนความรู้และความสามารถไปเพื่ออะไรกัน เพื่อตัวเองหรือผู้อื่น

เกี่ยวกับประเด็นนี้ ดิฉันยังนึกถึงความประทับใจในเรื่องราวของดร.อัมเบดการ์ (Dr.Bhimrao Ramji Ambedkar) ปราชญ์ผู้ได้รับการยกย่องบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญของอินเดีย

ท่านถือกำเนิดในชนชั้นจัณฑาลที่ยากจนและขาดโอกาสทางสังคมอย่างมาก ในสมัยนั้น (พ.ศ.2434 – 2499) เด็กจัณฑาลไม่มีโอกาสนั่งในชั้นเรียนเหมือนเด็กในวรรณะอื่น พาให้เด็กชายอัมเบดการ์ไม่มีทางเลือก จำต้องนั่งเรียนอยู่นอกห้อง และไม่ได้รับการเอาใจใส่จากครูผู้สอน

แต่เนื่องจากเด็กคนนี้ตั้งใจเรียนและผ่านการสอบสำคัญๆ ต่อมาจึงมีผู้แนะนำให้เปลี่ยนนามสกุลและได้รับการส่งเสียให้เรียนต่อ ซึ่งที่สุด นับว่า ดร.อัมเบดการ์ คือจัณฑาลคนแรกที่ได้รับการศึกษาสูงที่สุดในช่วงเวลานั้น

ท่านได้รับใช้ชาวอินเดียหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการร่างกฎหมาย การรื้อฟื้นพุทธศาสนาในอินเดีย รวมทั้งการต่อสู้เรียกร้องสิทธิให้แก่คนในวรรณะจัณฑาล

ความรู้ของท่านจึงเป็นปัญญาที่มีประโยชน์และมากความหมายต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อทุนชีวิตของชาวอินเดียอีกหลายล้านคน โดยเฉพาะผู้คนจากวรรณะดังกล่าว

(3)

ทุนสำคัญอีกอย่าง คือ ทุนทางความสัมพันธ์ จากครอบครัว เพื่อนฝูง และชุมชน

สำหรับเด็ก ครอบครัวและพ่อแม่คือแหล่งทุนสำคัญของพวกเขาทั้งทางกาย ใจ ความคิด และการเงิน ทุกวันนี้ คนทำงานจำนวนไม่น้อยยังพึ่งแหล่งทุนลักษณะนี้อยู่

คนรวยเพื่อน (ดี) นั้น ก็ถือได้ว่าเป็นบุญเช่นกัน เพราะเพื่อนที่ดีย่อมจุนเจือเราได้สารพัด ในยามมีปัญหาการงาน ขัดสนทางการเงิน ปัญหาหัวใจ แม้กระทั่งยามเจ็บป่วยหรือใกล้จะจากไป

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวบั่นปลายชีวิตของ “สุภาพร พงศ์พฤกษ์” ขณะป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย

เรื่องของเธอคือแรงบันดาลใจให้แก่ชีวิตของดิฉัน

เธอไม่จำเป็นต้องจ้างพยาบาลพิเศษมาคอยดูแล เพราะเธอมีเพื่อนๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาให้กำลังใจ เล่นดนตรีและอ่านหนังสือให้ฟัง รวมทั้งทำความสะอาดและปรุงอาหารให้เธอ

สุภาพรไม่ได้ป่วยโดยลำพัง แม้ยามหมดลมหายใจ เพื่อนๆ ก็ยังล้อมวงสวดมนต์และนั่งสมาธิเพื่อให้เธอจากไปอย่างสงบ

อย่างไรก็ตาม การที่เราจะได้รับทุนรอนประเภทนี้ เราก็ต้องลงทุนด้วย นั่นคือ การลงทุนด้วยเวลาและหัวใจ

จิตใจที่ซื่อตรง ความจริงใจที่ปรากฏ และมิตรภาพอันประเสริฐเท่านั้นที่จะหยั่งรากและผลิบาน

ประเทศชาติและธรรมชาติก็เป็นทุนในการดำรงชีวิตของเราเช่นกัน

ลองคิดดูว่า หากเราอยู่ในประเทศที่มีสงครามกลางเมือง ทรัพยากรขาดแคลน เราคงไม่รู้สึกผ่อนคลาย ด้วยต้องกระเสือกกระสนหาหนทางเอาชีวิตรอด มิพักต้องเอยถึงการสร้างสรรค์ความงามใดๆ ในชีวิต

(4)

สำหรับดิฉัน ทุนสำคัญที่สุดคือ ทุนทางจิตวิญญาณ มโนสำนึก และคุณธรรม เพราะเป็นต้นทุนที่ประคับประคองชีวิตสู่ความสมบูรณ์ เต็มเปี่ยมด้วยความหมาย ต่อยอดสู่ทุนทางปัญญา ความสัมพันธ์ และสังคมได้

ชีวิตที่ขาดทุนประเภทนี้ ทำให้เราทุกข์ง่ายและนาน ทั้งยังอาจก่อทุกข์ให้แก่ผู้อื่นได้ด้วย

ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่อุดมด้วยทุนทางจิตวิญญาณ แม้จะพร่องทุนทางการเงิน ชีวิตก็จะกลับเต็ม

ดังตัวอย่างท่านคานธี ชายร่างเล็กสวมผ้าทอผืนเดียว พักอาศัยอย่างสมถะในบ้านหลังเล็กๆ ไร้ทรัพย์สมบัติใดๆ แต่กลับทรงอิทธิพลทางปัญญาและความศรัทธาในอหิงสา เป็นสัจจะแห่งชีวิต ย่อมไม่มีผู้ใดปฏิเสธ

ดิฉันเห็นตนเองมีทุนชีวิตอยู่มากโขแล้ว ท่านล่ะ มีทุนอะไรบ้างในชีวิต จะใช้ทุนเหล่านั้นอย่างไรและใช้เพื่ออะไร โปรดเล่าสู่กันฟัง…

ชีวิตทาส

อิสรภาพดำรงอยู่ในลมหายใจ ฉันสูดอิสรภาพเข้าเต็มปอด .. ยิ้ม… เป็นสุข

อิสรภาพดำรงอยู่ในสองมือ ฉันหยิบจับ ทำการงานต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ มีความสุข

อิสรภาพดำรงอยู่ในเท้าทั้งสอง ที่พาฉันเดินทางไปตามที่ใจปราถนา

อิสรภาพดำรงอยู่ในความคิด ฉันคิด ๆๆๆๆ ทั้งวัน

ความคิดเดินทางย้อนไปในอดีต ท่องไปในอนาคต ความคิดเดินทางไปสถานที่ต่าง ๆ ไปหาเพื่อนที่ทำงาน ที่บ้าน ไปทั่วประเทศ ความคิดไม่อาศัยวีซ่าหรือตั๋วบินไปต่างประเทศ บางทีความคิดก็หลุดออกนอกโลกไป

อิสรภาพดำรงอยู่ในความรู้สึก โอ้ … ความโกรธ ความรัก ความกลัว ความท้อแท้ พวกเธอช่างมีอิสรภาพที่จะแวะเวียน สิงสถิตในใจฉัน บังคับให้ออกไปก็ไม่ได้

ฉันรู้สึกมาตลอดว่า อิสรภาพดำรงในทุกที่ ทุกขณะ และฉันเป็นอิสระ

แต่ในวันนี้ ฉันพบว่า ฉันเป็นทาส

บางสิ่งบางอย่างทำให้อิสรภาพแหว่งวิ่น ลดทอน หรือเลือนหายไป

ไม่ใช่ระบอบเผด็จการ ไม่ใช่เงินไม่กี่บาทในกระเป๋าสตางค์ ไม่ใช่ภาวะสังคมและเศรษฐกิจ

แต่เป็นตัณหาและความอยากภายในใจของฉันเอง ที่จองจำใจให้ตกอยู่ภายใต้แรงกด แรงเหวี่ยงของความอยากนั้น

เมื่ออยากอะไร ก็ตกเป็นทาสของสิ่งนั้น เรื่องนั้น ถูกสิ่งนั้นปั่นหัว ชีวิตอลหม่าน ต้องแสวงหา ทำทุกทางเพื่อได้สิ่งที่ปรารถนา ไม่ได้สิ่งที่ปรารถนาก็เป็นทุกข์ ได้มาก็เป็นทาสต้องดูแลรักษา ..

………………….

อิสรภาพที่ขาดไป คือ อิสรภาพในใจ

เข้าใจเดี๋ยวนี้เองว่า ทำไมพระพุทธเจ้าทรงชี้ทางสู่อิสรภาพที่แท้

อิสรภาพในใจสำคัญอย่างไร เป็นสุขเพียงใดถ้าได้อิสรภาพนั้น

ฉันเป็น … ในสายตาเธอ


ฉันเป็น คนไม่เอาถ่าน ในสายตาเธอ

เพราะฉันไม่ขวนขวายขึ้นบันไดตำแหน่งหน้าที่การงาน ไม่ใฝ่หาอำนาจ ความรุ่งเรือง และ ชื่อเสียงทางสังคม

ฉันเป็น คนขี้เกียจ ในสายตาเธอ

เพราะฉันไม่ทำงานหนัก เช่น 10 ชั่วโมงต่อวัน 6-7 วันต่อสัปดาห์ และไม่รับงานพิเศษมาก ๆ

ฉันเป็น คนไม่มีอนาคต ในสายตาเธอ

เพราะฉันไม่มีบ้าน ไม่มีรถยนต์เป็นของตัวเอง ไม่มีเงินในบัญชีเป็นล้าน ไม่มีที่ดิน ไม่มีประกันชีวิต

…………………………….

ฉันอมยิ้มกลั้วเสียงหัวเราะ

ฉันเป็น อะไรก็ได้ ในสายตาเธอ … ขยะ … สวะ … ฝุ่นผง

เธอจะเห็นฉันเป็นอะไร ฉันไม่เถียง ไม่โกรธ  ไม่เกี่ยง … ฉันยอมให้ เพราะฉันรักเธอ

แม้ฉันจะเป็นขยะ แต่ฉันก็รู้ว่า ฉันเป็นขยะที่เธอยังคงเลือกที่จะเก็บไว้ใกล้ตัว และดูแลฉันในยามทุกข์

ฉันช่างเป็นขยะที่แสนโชคดี

………………………………………

ฉันเป็นอะไรก็ได้ในสายตาเธอ

เพราะฉันยังไม่รู้ว่า ฉันเป็นอะไร ในสายตาของตัวเอง

ฉันควรเป็นอะไรสักอย่างหรือ

ทุกวัน ฉันตั้งใจ “ทำ” ในสิ่งที่คุ้มค่ากับลมหายใจที่ธรรมชาติมอบให้

ทุกวัน ฉันตั้งใจ “มอบความสุข” ให้ผู้คน ให้สมกับความหมายของความสัมพันธ์ที่เรามีต่อกัน

ฉันอยู่โดยไม่ต้องเป็นอะไรสักอย่างได้ไหม

…………………………………………………

ฉันเป็นอะไร ในสายตาโลกและจักรวาล และกาลเวลา

อ้า … ฉันรู้แล้วว่า ฉันเป็นอะไร ……………….

นานมาแล้ว เราไม่ได้รับประทานอาหาร Fast Food เช่น French fries แฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด และ อื่น ๆ ที่ขายกันในร้านอาหาร franchise ข้ามชาติ

เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา เราติดฝนระหว่างเดินเล่นที่ Avenue แห่งหนึ่ง เนื่องจากมีเพียงหนึ่งกระเพาะ จึงอยากหาอะไรเบา ๆ เล่น ๆ กินไปพราง ๆ ก่อน จึงคิดสั้นเดินเข้าี่ร้านอาหาร fast food แห่งหนึ่ง ซื้อ french fries และ ไก่ชิ้นทอด มากิน แน่นอน ใน set นั้นมีน้ำดื่มหวานฉ่ำมาด้วย

เนื่องจากลิ้นของเราห่างหายจากอาหารเหล่านี้ อาหารถุงขบเคี้ยว และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมานาน เมื่อมาเจอกันอีกครั้ง ลิ้นบอกว่า อาหารนี้ขยะจริง ๆ มันเค็มมาก เค็มจนขมปาก เป็นความขมแบบสารเคมีมากกว่าขมยา

ร่างกายปฏิเสธทันที บอกว่า “ไม่เอานะ ไม่กิน ทิ้งไปเถอะ ฉันไม่อยากกินยาพิษ” แต่ก็สายไปนิด เพราะเราได้กินไปพอสมควร

เมื่อถึงบ้าน เราวางของเหล่านั้นไว้ที่โต๊ะโดยไม่ได้บอกใคร มาดูอีกที french fries หมดไปแล้ว คุณแม่บอกว่าช่วยกันจัดการกับเจ้าลูกหมาโลตัสจนเกลี้ยง

คืนนั้น แม่ โลตัส และเราเข้าห้องน้ำบ่อยมาก ไตคงต้องทำงานหนัก ส่วนตัวเราเอง นอนไม่ค่อยหลับ ลิ้นชาไปหมด ร่างกายอ่อนเพลีย เรารับรู้การทำงานผิดปรกติเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในสมองด้วย อวัยวะภายในบางส่วนที่ไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว ส่งสัญญาณผ่านทางความรู้สึกเจ็บปวดเล็ก ๆ — ต้องขอบคุณความอ่อนแอของเขา ทำให้เขาได้รับผลกระทบเร็วและมากกว่าอวัยวะอื่น ๆ เราจึงรู้ว่ามีสิ่งไม่พึงประสงค์เข้าสู่ระบบร่างกาย

เรานึกขอบคุณลิ้นที่ยังรู้สึกชากับอาหารแบบนี้ และอวัยวะที่ไม่แข็งแรงที่ส่งสัญญาณเตือนภัยได้รวดเร็ว ทำให้เราไม่กินมันอีกต่อไป แต่อดนึกถึง เด็ก ๆ วัยรุ่น และอีกหลา่ยคนที่ยังรับประทานสิ่งเหล่านี้ — เป็นประจำ — ลิ้นของเค้าคงชาจนไม่รู้ว่า สิ่งเหล่านั้นกำลังทำอะไรกับร่างกายของเขา่ — ไม่แปลกใจที่คนเป็นโรคไต หัวใจ เบาหวาน ความดันสูงเพิ่มขึ้น

เกลือเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยในการรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย และ ช่วยส่งสารนำประสาทสื่อสารสุ่อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย

ในอาหารไม่ว่า เนื้อสัตว์ หรือผัก ผลไม้ก็มีีโซเดียมอยู่บ้าง มากน้อยต่างกันไป แต่ในการปรุงอาหาร เราเพิ่มโซเดียม (เกลือ) มากเข้าไปอีก ซึ่งถ้ามากเกินไปจะมีผลกับหัวใจ ความดันโลหิตสูง ภาวะอ้วนง่าย กระดูกพรุน หรือแม้แต่ strokes คือ เส้นเลือดในสมองตีบและแตก

เราเศร้าใจที่คนทำธุรกิจอาหาร ไม่เห็นคุณค่าของอาหารกับชีวิตผู้คน ทำอาหารอย่างนี้ให้ผู้อื่นกินได้อย่างไรกัน ไม่รักกันเลย ไม่ดูแลกันเลย

เรานึกถึงหนังสือ Fast Food Nation และ หนังเรื่อง Super Size Me ที่ตัวแสดงทดลองกินอาหารอย่างว่า ติดต่อกันเป้นเวลา 1 เดือน ทุกวัน ทุกมื้อ ผลปรากฏว่า ร่างกายไม่ไหว หมอบอกให้หยุด ไม่งั้นตายได้ เพราะความดันสูง มีภาวะตับ ไต และหัวใจ เป็นต้น

เรายังนึกถึงผู้สรรค์สร้าง ไอศกรีม ยี่ห้อหนึ่ง ตายเพราะคลอเลสเตอรอลสูง หัวใจวายหรือเป็นภาวะหัวใจสักอย่าง คือ เขาต้องกินไอติมมาก ชิมมากนั่นเองมั้ง

ลองสำรวจอาหารรอบตัว มีกี่อย่าง กี่ชนิด ที่ผู้ผลิตอาหารไม่มีหัวใจรักผู้บริโภค ไม่ว่า กุ้ง ไก่ เนื้อหมู เนื้อวัวใส่สารเร่งต่าง ๆ ฮอร์โมน ผัก ผลไม้ฉีดยา เครื่องดื่มหวานจ๋อยเร่งให้คนเป็นเบาหวาน แถมมีโซดาทำให้กระดูกพรุนอีกด้วย

“ช่วยไม่ได้ ผู้้บริโภคต้องรู้จักเลือก รู้จักคิดเอาเอง ดูแลตัวเองให้เป็น” ก็คงจริง แต่เราก็อยากสัมผัสกับความรักที่มีจากผู้ที่ทำอาหารเหมือนกันนะ จะได้อบอุ่นหัวใจว่าคนในสังคมดูแลกัน

เวลากินอาหารที่ทำมาจากความรู้สึกรัก มันอิ่มเอิบทั้งกายและใจ สร้างพลังชีวิตให้อย่างอัศจรรย์

เราสัมผัสถึงความมหัศจรรย์ในข้อนี้อย่างแจ่มใจ ก็ตอนที่เพื่อนชายแสนดีคนหนึ่งให้ผลไม้เรามาทาน

ในกล่องนั้นมีผลไม้สด เช่น เชอรี่ ฝรั่ง แก้วมังกร และอื่น ๆ เพื่อนเล่าว่า เขาล้างผลไม้เหล่านั้นเองกับมือ ล้างโดยผ่านการแช่น้ำหลายครั้ง เพื่อเอาสารเคมีที่อาจมีออกไป เขาปอกผลไม้ และตัดแต่ง บรรจุใส่กล่องมา

เวลาเรากินผลไม้เหล่านั้น มันเย็นฉ่ำไปถึงหัวใจ มีความสุขเบิกบานใจ

เรากินความรัก พลังการภาวนาของเพื่อนเข้าไปด้วย วิเศษที่สุด

เพราะอาหารไม่ใช่สิ่งที่ใส่เข้าปาก เข้าท้อง แล้วอยู่ไปวัน ๆ แต่อาหารมีความหมายลึกไปถึงจิตวิญญาณ

เราน่าจะใส่ใจเรื่องอาหารการกินให้มากขึ้น ไม่ใช่อาหารดี อาหารแพง แต่เป็นอาหารที่มีพลังแห่งความดี และความรัก ในทุก ๆ ขั้นตอน

อย่างน้อย ขั้นตอนสุดท้าย คือ การปรุง และการกินอาหารควรจะมีความรัก และ ความดีลงไปด้วยก่อนที่ร่างกายจะย่อยนามธรรมทั้งสองเข้าไปอยู่ในเนื้อในตัวของเรา

Older Posts »