จัดดอกไม้-เปลี่ยนใจ

flowers june 16เมื่อหลายวันก่อน เราไปทำบุญที่วัดกับเพื่อน ๆ ต่างคนต่างนำและทำสิ่งดีๆ ที่ตนรักไปถวายพระและแบ่งปันญาติธรรมที่ไปทำบุญด้วยกัน
เราชอบกินและรักการทำอาหาร จึงคิดทำอาหาร และอาหารที่ดูจะมีรสชาติปลอดภัยกับผู้รับประทานมากที่สุด คือ ไข่ต้ม เราตื่นแต่เช้า ต้มไข่เป็ดให้เป็นยางมะตูม (ค่อนไปทางใกล้สุก) เตรียมหอมแดง มะนาว น้ำปลา ไปทำน้ำจิ้มที่วัด

เพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งเป็นนักรักการจัดดอกไม้ พี่น้อยหน่า เตรียมดอกไม้ กิ่งไม้ มาจัดแจกันดอกไม้ถวายพระ ส่วนเพื่อนรุ่นพี่อีกคน พี่ต้อง เป็นผู้ช่วยทำทุกอย่าง ทั้งเตรียมอาหาร ปอกไข่ ผ่าไข่ และจัดดอกไม้

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย แจกันดอกไม้สวยสง่าถูกนำไปวางหน้าพระพุทธรูปในศาลาฟังธรรม ไข่ต้มสีส้มสวย (ผ่าครึ่ง) วางบนผักสลัดเขียวในจาน (eggs on the greens) ได้รับความสนใจจนเกลี้ยงจาน เหลือแต่ความว่างเปล่า

วันนั้นสิ่งที่เหลือกลับบ้านคือดอกไม้จำนวนหนึ่งและแจกัน ซึ่งพี่หน่ายกให้เราเพื่อให้ลองไปจัดดอกไม้

ในใจคิดว่า “ซวยล่ะ เราต้องจัดดอกไม้ให้พี่เค้าดูสิเนี่ย เค้าอุตส่าห์ให้เรามา”

ทีแรกคิดว่าจะทำลืมเนียน ๆ ไม่รู้ไม่ชี้ แต่พอมองดอกคาร์เนชั่นสีชมพูหวาน รู้สึกว่า ไม่อาจทิ้งให้เธอเหงาได้ คงต้องทำให้เธองามสง่าในแจกัน

คงไม่ใช่แต่ความรู้สึก “ต้อง” จัดแจกันดอกไม้ส่งให้พี่หน่า แต่เป็นสิ่งที่พี่หน่าเล่าถึงความมหัศจรรย์ของการจัดดอกไม้ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเราอย่างมากมาย

flowers 3 june16

พี่น้อยหน้า ผู้รักการจัดดอกไม้

 

พี่น้อยหน่าเล่าให้ฟังถึงการจัดดอกไม้ตามหลัก “โคริงกะ” ของญี่ปุ่น ที่เธอไปเรียนและฝึกฝนกว่า 2 ปี ซึ่งขอสรุปในส่วนที่ซึ้งใจว่า ทุกอย่างมีความงามตามธรรมชาติของมัน เราเพียงแต่ต้องสังเกต มองเห็น และนำเอาสิ่งดี จุดเด่นของสิ่งนั้นมานำเสนอ ทุกอย่าง ดอกไม้ กิ่งไม้ใบไม้ ผักสวนครัว ล้วนนำมาสร้างสรรค์เป็นศิลปะแห่งดอกไม้ ผัก ได้ทั้งนั้น
สำหรับความงามและธรรมชาติอย่างการจัดแจกันดอกไม้ใบไม้ เราไม่ใช้ความคิด แต่ใช้จิตใจสัมผัสดอกไม้และให้ดอกไม้นำทางเราว่าควรจะจัดและวางเขาอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ พี่หน่าบอกว่า การจัดดอกไม้ช่วยลดอัตตาในใจ ลดการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลกและพยายามปรับ-จัดให้ทุกอย่างเป็นดั่งใจ แต่เราจะเปิดใจมองเห็นความงามของสิ่งต่าง ๆ และคนทั้งหลายอย่างที่เป็น และดูว่า เราจะอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์และสวยงามได้อย่างไร

พี่หน่าเล่าว่าผู้เรียนจัดดอกไม้หลายคนค้นพบว่า การจัดดอกไม้ช่วยเปลี่ยนจิตใจและชีวิตของพวกเขา บางคนบอกว่า จัดดอกไม้แล้วพบว่า ตัวเองเป็นจอมบงการ อยากให้ลูกและคนอื่น ๆ เป็นดั่งใจ แต่ในการจัดดอกไม้แนวนี้ เราไม่บีบบังคับดอกไม้ให้เป็นดังใจเรา ดังนั้น เราต้องฟังผู้อื่นและเห็นความงามของผู้คนในแบบที่เขาเป็น

แม่คนหนึ่งบอกว่า ดอกไม้ต่างงาม เหมือนกับลูกของเธอที่ต่างดี ต่างงามในแบบของตน เธอเปิดใจยอมรับลูกในแบบที่แต่ละคนเป็นได้มากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีบางคนที่มีความสุขกับการจัดดอกไม้ ทำให้คลายความทุกข์ ความอาฆาตใครบางคนที่ทำร้ายสมาชิกในครอบครัวของเธอ เป็นต้น

สำหรับพี่หน่าเอง การจัดดอกไม้เป็นความสุข ความสบายใจ เป็นกิจกรรมที่ช่วยฝึกสมองซีกขวา (จินตนาการ ศิลปะ) เพื่อสร้างสมดุลให้ชีวิตสมัยใหม่ที่มักเน้นสมองซีกซ้าย (ความคิด ตรรกะ)

เพียงชั่วโมงกว่า ๆ ที่เราได้คุยกับพี่หน่าเรื่องดอกไม้ เราสัมผัสได้ถึงความรัก ความสุข ความเข้าใจชีวิตบางอย่างซึ่งความรู้สึกดี ๆ มันคงติดต่อกันได้ละมัง เมื่อกลับถึงบ้าน เราเริ่มลงมือจัดดอกไม้

flowers 5 june 16เราหยิบดอกไม้คาร์เนชั่นสีชมพูอ่อนขึ้นมาดู หมุนไปมา ใจว่างเพื่อสัมผัสกับความงามที่ดอกไม้ต้องการให้เรานำเสนอ แล้วก็จัดดอกไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ …แจกันแรกเสร็จแล้ว

เมื่อมองแจกัน เราเห็นเรื่องเล่าของมิตรที่สนทนากัน ดอกคาร์เนชั่นดอกหนึ่งสูงสง่าในความว่าง อีกดอกเตี้ยลงมาหน่อยและโอบล้อมด้วยใบไม้สีเขียว สองดอก สองบุคลิก เป็นเพื่อนกันในแจกันทรงสูงใบนี้ และมันก็เป็นเพื่อนกับเราด้วย

ถ้าให้ความคิดทำงาน มันคงติง/วิพากษ์วิจารณ์ว่า น้อยไปหรือเปล่า ง่ายไปไหม คนอื่นจะมองแจกันนี้อย่างไร แต่เมื่อใช้ใจสัมผัส เราพบว่า ทุกอย่างงามอย่างที่เป็น ทุกอย่างสมบูรณ์ดีแล้วในแบบของมัน … มันเป็นความรู้สึกยอมรับ เคารพในสิ่งที่เราสัมพันธ์ด้วย … ความรู้จัก พอ-ดี เป็นบทเรียนแรกที่ได้

ดอกคาร์เนชั่นและใบไม้ยังเหลือ เรารีบไปค้นแจกันในบ้าน ซึ่งมีไม่มากและน้อยแบบ … แต่ไม่เป็นไร จัดดอกไม้ตามเงื่อนไขที่มีก็แล้วกัน

แจกันที่มีเป็นรูปทรงเตี้ยและแคบกว่า เราได้เรียนรู้เพิ่มเติมว่า การจัดแจกันดอกไม้สัมพันธ์กับภาชนะ (container) หรือบริบทด้วย ในกรณีนี้หมายถึง เราต้องไปหาดอกไม้หรือใบไม้แบบอื่นที่จะเหมาะกับแจกันที่มี และในสวนของบ้านก็มีวัตถุดิบที่พอใช้ได้มากพอ เราเลยเดินดูต้นไม้ในสวน … รู้สึกประหลาดใจว่า สายตาของเราเปลี่ยนไป เราไม่ได้มองต้นไม้ ดอกไม้ ด้วยสายตาแบบเดิม เราสังเกตต้นไม้ต่าง ๆ มากขึ้น ดูสี ลักษณะกิ่ง ฟอร์มของใบไม้ ดอกไม้ และจินตนาการเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ต่าง ๆ ที่ใบไม้ กิ่งไม้ ดอกไม้ ที่จะแสดงศักยภาพความงามของมันในแจกัน

flowers 2 june 16พี่หน่าบอกว่า มุมมองที่เรามีกับธรรมชาตินั้นสำคัญ เรามองธรรมชาติเป็นเพื่อนร่วมงาน เรามาร่วมจัดแจกันดอกไม้ด้วยกัน อันที่จริง เราอาจจะเป็นเครื่องมือให้ดอกไม้ ใบไม้ ได้สร้างสรรค์ตัวเองในรูปแบบใหม่ในแจกัน

ดอกชบาสีจัดจ้านโน้มกิ่งอย่างไร รูปดอกหันไปทางไหน เทียนหยดสีม่วงย้อยตัวลงมา ความยืดหยุ่นของกิ่งที่น้อมมาเป็นอย่างไร ฯลฯ …  สายตาใหม่ในการมองทำให้เราสนุกและเพลิดเพลินกับการมองดอกไม้มากขึ้น

การจัดดอกไม้ เราต้องตัดดอกไม้ แต่ต้องตัดด้วยความเคารพ ตัดดอกไม้โดยที่ไม่ทำให้ต้นไม้นั้นดูไม่ดี คือ ต้องรู้จักรักษาความงามของต้นไม้ด้วย

จากแจกันแรก เราจัดแจกันที่สอง และสาม … เรามีความสุขกับการอยู่กับดอกไม้ จนลืมเวลา เมื่อทั้ง 3 แจกันมีดอกไม้เป็นเพื่อนแล้ว เราเอาแจกันดอกไม้ไปวางที่หิ้งพระ ข้างเตียง และบนโต๊ะในห้องนั่งเล่น

แม้บ้านจะมีสวนต้นไม้ แต่การมีดอกไม้เล็ก ๆ ในตัวบ้านก็ทำให้บรรยากาศสดชื่นทีเดียว พี่หน่าบอกว่า ดอกไม้มีหน้าที่ของเขาตามธรรมชาติ หนึ่งในหน้าที่ของเขา คือ นำความสดชื่น เบิกบาน และความสุขมาให้กับผู้คน นั่นก็คืออีกหนึ่งคุณค่าของดอกไม้flowers 4  june16

 

ของที่ระลึก “กระทิงเขาหัก”

สำหรับนักท่องเที่ยวหลายคน ของที่ระลึกจากต่างแดน (souvenir) เป็นเสมือนสัญลักษณ์บอกไมล์การท่องเที่ยวที่ประกาศหรือเตือนความทรงจำกันว่า เราได้เดินทางไป “เหยียบ” ที่ไหนมาบ้าง และบางทีการให้ของที่ระลึกจากการเดินทางกับญาติมิตรเพื่อนฝูง ก็อาจจะเป็นการส่งสารบอกกันว่า “ระหว่างที่เราไปอยู่แดนไกล เราระลึกถึงเธอด้วยนะ”

ไม่ว่าเหตุผลในการซื้อ เก็บ แจก ของที่ระลึกของเราจะเป็นอย่างไร สำหรับฉัน การเดินทางไปสเปนและหาของที่ระลึก ทำให้ฉันพบ “ของที่ระลึก” ที่ไม่ได้เตือนว่าฉันไปที่ไหนมา แต่หากเตือนว่า ฉันได้ทำอะไร

เมื่อ ๒ ปีก่อน (ค.ศ. ๒๐๑๐) ฉันได้รับโอกาสเดินทางไปประชุมงานด้านการสื่อสารศาสนสัมพันธ์ ที่กรุงเมดริด ประเทศสเปน … สำหรับฉัน นี่คือรักแรกพบ ฉันหลงรักประเทศสเปน อาหารการกิน วัฒนธรรม อากาศ และอีกหลายอย่าง ดังนั้น ในช่วงการประชุม เมื่อมีเวลา ฉันจะหาโอกาสเตร็ดเตร่ไปตามบาทวิถีที่แสนกว้างขวาง และมีชีวิตชีวา เพื่อสำรวจสสีสันของสเปน

บ่ายคล้อยของวันหนึ่ง ฉันเดินไปบริเวณจัตุรัสคนเดิน เป็นย่านที่มีตรอกซอกซอยน้อยใหญ่ ซอกแซกขึ้นลงตามลาดเขาของที่ตั้งเมือง

ฉันเดินตามใจไปเรื่อย ๆ จนไปถึงร้านขายของที่ระลึกร้านใหญ่ร้านหนึ่ง “ป้าสะสมแม่เหล็กติดตู้เย็นจากประเทศต่าง ๆ ซื้อมาให้ป้าด้วยนะ” เสียงกระซิบแกมสั่งของแม่อุตสาห์เดินทางตามมาจากประเทศไทย

ฉันเดินไปหยุดดูที่แผงแม่เหล็กติดตู้เย็น ที่มีแม่เหล็กติดตู้เย็นมากมาย “เอาแบบไหนดี ที่จะแสดงถึงความเป็นสเปน” ฉันคิด

ฉันหยิบจับอันโน้นที อันนี้ที หมุนตัวไปมา จนมือเผลอปัดไปถูกแม่เหล็กติดตู้เย็นรูปหัววัวกระทิงอันหนึ่ง เจ้าวัวกระทิงปูนปั้นนูนสูงตกลงพื้น ปลายเขากระทิงข้างหนึ่งหัก

ตกใจ … ฉันหันซ้าย หันขวา “มีใครเห็นบ้างไหมนะ” ฉันคิดในใจ

ไม่มีใครเห็น … ฉันโล่งใจ และรีบอำพรางคดีโดยเร็ว ฉันเอาวัวกระทิงตัวนี้กลับไปแปะไว้ที่เดิม แล้วทำเนียน ๆ รีบเดินออกจากร้านไป

ใจเต้นรัว ฉันหวังว่า จะไม่มีเสียงใดเรียกฉันมาจากข้างหลัง ฉันรีบจ้ำฝีเท้า เพื่อไปให้ไกลจากร้านนั้นเร็วที่สุด แต่ก็มีเสียงตามฉันมาจนได้

“นางฟ้าของพี่ไม่ทำอย่างนี้หรอกนะ”

เสียงใครน่ะ … ฉันเงี่ยใจฟังให้ชัด ๆ อีกที … อ้อ เสียงพี่สาวต่างพ่อต่างแม่ของฉันเอง เธอมักเรียกฉันว่า “นางฟ้า” (Angel) อาจเป็นเพราะโปสการ์ดภาพ angel ของ ไมเคิล แองเจลโล ที่ฉันเคยให้พี่เป็นที่ระลึกจากประเทศอังกฤษ เมื่อหลายปีก่อน

“อุ๊ไม่ใช่นางฟ้าซะหน่อย” ฉันบอกปัด “อุ๊ไม่ได้ตั้งใจ อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ บางทีแม่เหล็กมันไม่ดี แค่มือไปสะกิด ก็หลุด ของมันไม่ดี” ฉันสาธยายเหตุผล

“นั่นแหละ เราก็เป็นผู้ทำความเสียหายนั้นอยู่ดี” เสียงพี่สาวตอบ

“รับผิดชอบอะไร ทำไมอุ๊ต้องจ่ายเงินซื้อกระทิงเขาหัก แล้วใครจะอยากได้เอามันไปแปะตู้เย็น ซื้อไปก็เสียเงินเปล่า” ฉันอธิบาย

“ก็นั่นนะสิ ขนาดเรายังไม่อยากได้ แล้วใครเขาจะซื้อ ถ้าเห็นว่ากระทิงเขาหัก แล้วร้านเขาจะขายของได้อย่างไร แล้วถ้าเกิดนักท่องเที่ยวคนไหนไม่ดูให้ดี แล้วซื้อกระทิงเขาหักไป เขาจะรู้สึกอย่างไร และบางที เด็กลูกจ้างที่ขายของที่ร้าน อาจโดนเจ้าของร้านปรับก็ได้นะ” พี่สาวร่ายยาว

“ร้านนั้นขายดีจะตายไป ของแค่นี้ ราคาไม่กี่ตัง ไม่เจ๊งหรอกน่า และอุ๊ก็ไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย” ฉันยังย้ำความบริสุทธิ์ใจ

พี่สาวเองก็ยืนยันความเห็นของเธอ “อุ๊ของพี่ไม่ทำอย่างนี้…”

ฉันเดินจากร้านนั้นไปไกลแล้ว แต่ฉันไม่มีความสุขเลย เสียงของพี่สาวเดินตามฉันไปตลอดทาง ร้านรวงต่าง ๆ น่าสนใจ แต่ฉันไม่สามารถเพลิดเพลินกับสิ่งต่าง ๆ ได้เลยหากพี่สาวยังคงพูดอยู่อย่างนี้ ฉันจึงตัดบท ไม่อยากคุยด้วยแล้ว เสียบรรยากาศ

ฉันพยายามกลบเสียงของเธอ โดยพุ่งความสนใจไปที่ร้านรวงต่าง ๆ อ่านป้าย ทำตัววุ่นกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ทำเป็นคิดนั่นคิดนี่ … สักพัก เสียงของพี่สาวก็หายไป ฉันลืมทุกอย่างไปสิ้น และกลับมาสนุกกับการเดินดูบ้านเมืองในย่านกลางกรุงเมดริดเหมือนเดิม

ฉันเดินเต็ดเตร่ไปเรื่อย โดยใช้สัญชาติญาณ ฉันพยายามเดินไปยังจุดที่ยังไม่ได้เดิน และจำจุดสำคัญ ๆ เอาไว้ เพื่อให้รู้ว่า เดินมาแล้ว จะได้ไม่เดินซ้ำรอยเดิม ฉันเดินอย่างสนุกสนานเพลิดเพลินใจมาก จนรู้สึกเมื่อยและคิดว่าได้เวลากลับแล้ว ฉันยังคงเดินในเส้นทางที่ยังไม่ได้ผ่าน แล้วจู่ ๆ ฉันก็เริ่มรู้สึกคุ้น ๆ กับภาพ ๆ หนึ่ง

ตรงหน้าฉันไกล ๆ เป็นร้านขายของที่ระลึกร้านนั้น …. โดยไม่คิด เท้าของฉันก้าวเดินตรงไปที่ร้านนั้น …ไม่มีความคิดหรือเสียงใด ๆ … ฉันอยู่ที่หน้าร้าน ….ก็ยังไม่มีความคิดหรือเสียงใด ๆ ในใจ…. ฉันเดินตรงไปที่แผงขายแม่เหล็กติดตู้เย็น ก้มมองดูที่กระทิง … ยิ้ม … กระทิงเขาหักยังอยู่ตรงนั้น … ฉันรีบหยิบมันออกมา ราวกับว่า กลัวใครจะมาแย่งเอาไป

ฉันรีบเดินตรงไปที่แคชเชียร์ ยื่นกระทิงเขาหักให้พนักงาน ท่าทีของพนักงานสะดุดกับอะไรบางอย่างเล็กน้อย และเขาก็รีบเอากระทิงตัวนั้นใส่ถุงราวกับกลัวว่าฉันจะเปลี่ยนใจ .. ฉันส่งยิ้มให้เขา หยิบเงิน ๒ ยูโรออกมาจากกระเป๋า และจ่ายเงินด้วยความภาคภูมิใจ

ฉันเดินออกจากร้านนั้นด้วยรอยยิ้ม ฉันเก็บของที่ระลึกตัวนี้ด้วยความรักและระมัดระวังอย่างที่สุด

ถึงเมืองไทย ฉันเอากระทิงเขาหักตัวนี้แปะที่ตู้เย็น ที่ที่ฉันจะเห็นมันทุกวัน และทุกครั้งที่ฉันเห็นเขากระทิงที่หัก … ฉันยิ้ม

คนที่บ้านถามฉันว่า “อ้าว กระทิงเขาหักซะแล้ว เสียดาย” ฉันยิ้ม “ไม่เป็นไรหรอกคะ สวยดี”

ทุกครั้งที่ฉันมองกระทิงเขาหัก ฉันยิ้ม และนึกถึงเรื่องราวที่พาฉันให้ได้มันมาประดับตู้เย็น ฉันนึกถึงเสียงของพี่สาวที่พยายามจูงใจฉันให้ทำในสิ่งที่ควร

กระทิงเขาหักเตือนให้ฉันเห็นความสำคัญของกัลยาณมิตร ผู้ที่เดินทางไปกับเราด้วยไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน เดินทางไปไกลสักเพียงใด หรือแม้เราจะเดินทางไปตามลำพัง แต่กัลยาณมิตรไม่เคยทิ้งเราให้เดียวดาย โดยเฉพาะในเวลาที่เราเผชิญกับอสูรร้ายในใจของเรา กัลยาณมิตรจะประคับประคองใจเราให้รอดพ้นวิกฤตแห่งจิตวิญญาณ  

พรมแดนแห่งภาวะผู้นำ (ตนเอง) Leadership at the edge

A flash of sunshine

หนึ่งในนิยาม “ภาวะผู้นำ” คือ การก้าวข้ามตนเอง การเอาชนะตัวเอง

เห็นด้วยจากตรรกะ และคิดว่าเข้าใจพอประมาณด้วยการคิดตาม แต่ไม่แน่ใจว่า ตนเองเห็นเคยสัมผัสสภาวะแห่งการก้าวข้ามหรือเอาชนะตัวเองหรือไม่

เวลาที่เราก้าวข้ามตนเอง เอาชนะตนเอง สภาวะตอนนั้นเป็นอย่างไร ใจของเราเป็นอย่างไร

สิ่งที่เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ คือมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ทำให้เรามีความรู้สึกโกรธ ขุ่นเคือง รำคาญ เบื่อ และเกิดความคิดที่อยากพูดหรือทำอะไรบางอย่าง …. หากเราพูดและทำตามแรงกระตุ้นนั้น เราก็อยู่ในแบบแผนพฤติกรรมหรืออุปนิสัยเดิม ซึ่งหลายครั้งก็มักนำไปสู่ผลที่เราพอจะคาดเดาได้อยู่บ้าง

แต่เมื่อเราให้พื้นที่ จะเรียกว่า ห้อยแขวน ปล่อยวาง หรือ อยู่กับอารมณ์ ความคิดนั้น ๆ ไปสักพักก่อน โดยไม่ต้องทำตามแรงกระตุ้นภายใน มันจะเกิดช่องว่าง ซึ่งเป็นโอกาสให้เราเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ความคิดความเห็นใหม่ ๆ แบบแผนพฤติกรรมใหม่ ๆ และตรงนั้นเอง ที่เราอยากเรียกว่า a small edge of leadership

ตรงนั้น เราเลือกได้ว่า จะยังคงอยู่ใน loop เดิม หรือจะกระโดดข้ามมันออกไป

ช่องว่างนี้เป็นโอกาสให้การก้าวข้ามเกิดขึ้นได้ การเอาชนะตัวเองเกิดขึ้นได้

ณ พรมแดน ที่เป็นรอยต่อของความคุ้นชินกับความใหม่ที่ไม่เคย ไม่ง่ายเลยที่จะกระโดดข้ามออกไป มันต้องใช้แรงมากพอสมควรที่จะฝืนแรงภายใน

แต่เมื่อได้ทำและทำได้ เราจะพบคนใหม่ (ในชั่วขณะนั้น) และความสดใหม่ในตัวเองนำความปีติมาให้กับหัวใจ เราได้เห็นผลของการเป็นคนใหม่ในขณะนั้นว่า ให้ผลที่ต่างออกไปจากเดิม

ในขณะนั้นเอง ร่องแห่งพฤติกรรมใหม่ ตัวตนใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว

หากมีการทำซ้ำ ๆๆๆ ก็จะกลายเป็นแบบแผนใหม่ของตัวเรา ทั้งการคิด ทำ พูด (new being) — การเปลี่ยนแปลงตนเองจะปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ

ในแง่นี้ สิ่งที่เราเห็นและเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงตนเอง (self transformation) ว่าเป็นเรื่องที่เราก้าวข้าม และเอาชนะตัวเอง ในขณะต่าง ๆ ที่ถูกท้าทายกับเรื่องราวมากมายในชีวิตประจำวัน

เก็บชัยชนะเรื่อย ๆ บ่อย ๆ จนตัวตนเก่าค่อย ๆ ผลัดเปลี่ยนไป กลายเป็นคนใหม่อยู่เรื่อย ๆ จนถึงที่สุดแห่งภาวะผู้นำ คือ ความเป็นมนุษย์ที่แท้

 

“Love is shown in Little Ways”

“Love is shown in Little Ways” ชื่อหนังสือเล่มจิ๋วในมือ ที่ได้รับมาในถุงกระดาษของฝากจากพี่สาวคนหนึ่ง

ทุกครั้งที่พบกัน พี่มักมีของติดไม้ติดมือมาเสมอ คราวนี้มาเป็นถุง มีทั้งหนังสือ ผ้าขนหนู ซีดีฝึกกดจุดดูแลตัวเอง และหนังสือเล่มจิ๋วเล่มนี้ ที่ฉันเจอมันนอนอยู่ด้านล่างของถุงกระดาษ

Such a lovely surprise! เวลาที่เจอสิ่งดี ๆ ที่ไม่คาดว่าจะเจอ มักนำความชื่นใจมาให้เสมอ และนี่เองละมัง เป็นแง่งามของสิ่งเล็ก ๆ

พลิกอ่านไม่กี่นาทีก็จบเล่ม ภาพประกอบสดใสน่ารัก ดูแล้วจิตในเบิกบาน เหมือนหนังสือวัยแจ่มใส แรกเรียนรู้รัก (ฮ่าๆๆ)
ถ้อยความดูเป็น cliche “เด็กๆ รู้อยู่แล้ว” ใจเปรยขึ้น
แล้วก็สะดุดกับสิ่งที่คิด “เด็ก ๆ เหรอ? เรารู้อยู่แล้วจริงหรือ เราเห็นรักในสิ่งเล็ก ๆ จริง ๆ หรือเปล่า” ใจย้อนถามตัวเอง

ฉันว่า หากเราเห็นความรักในสิ่งเล็ก ๆ หลายปัญหาที่มีระหว่างกันในความสัมพันธ์จะลดน้อยลง เราจะชื่นชมรอยยิ้ม คำพูดดี ๆ การหาซื้ออาหารให้ การเตือนกันให้กินยา การให้เวลาสนุกหรือรับฟังกัน ฯลฯ มีอีกหลากเรื่องราวที่ความรักแสดงตัวออกมา แต่เรามองข้าม เพราะเรามักวาดภาพความรักว่าเป็นสิ่งที่ต้องยิ่งใหญ่ ศักดิ์สิทธิ์ สูงส่ง หรือบางที ก็ต้องแพง ๆ หรือเมื่อคนอื่นตอบสนองความต้องการของเรา

เวลาที่เรามองความรักด้วยสายตาอย่างนี้ ชีวิตจะเต็มไปด้วยขวากหนามและทุกข์ยาก เพราะเราไม่อาจชื่นชมกับผู้คน และสิ่งต่าง ๆ ที่เขามอบให้เราได้
เมื่อปราศจากการชื่นชม (ซึ่งเป็นการแสดงความรักของเราต่อผุ้คนและสื่งอืิ่นๆ) ก็ยากที่จะเห็นความรัก เพราะมันมีไม่แม้ในหัวใจของเราเอง

การเห็นความรักในสิ่งเล็ก ๆ ทำให้ตัวตนเราเล็กลง อ่อนน้อม พอใจกับสิ่งที่ได้รับ

ฉันว่า ฉันรู้ แต่อาจจะยังเห็นความรักไม่ทั่วถึง และยังเห็นความรักได้ไม่ละเอียดลึกซึ้งเท่าไรนัก … แต่หลายสิ่งที่พานพบในชีวิตเวลานี้ทำให้เพียรฝึกฝนใจตนเองว่า

“รักคือการทำนุบำรุงความดีงาม ความเบิกบาน ความสุขสงบในหัวใจของผู้อื่น” 

วันนี้เล่นโยคะ นอนหมดสภาพ มองดูต้นไม้ ใบไม้ ฟังเสียงนกร้อง ฉันมีความสุขมาก … รู้สึกได้รับความรักจากทั้งหมดทั้งมวลที่อยู่ตรงนั้น
ขอบคุณวันดี ๆ
อยากชวนให้ทุกคนร่วมพิจารณาเห็นความรักรอบตัว ฝึกใจบ่อย ๆ จะเห็นได้ง่ายเข้า ขอชวนเพื่อน ๆ ที่สนใจที่จะบ่มเพาะควาสุข ความรัก จากความรู้สึก “กตัญญู” ขอบคุณ รับฟังรายการที่นี่ … มีลมหายใจ ย้อนหลัง เป็นการสนทนากับพระจิตร์ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมนี้ค่ะ

http://www.thaipbsonline.net/program_rerun.asp?id=P0265&NewsID=W0013887

อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก ….

เมื่อวานได้คุยกับเพื่อนแล้วถูกกล่าวหาว่า “อ้อย” จึงถามไปว่า “อ้อยอะไร หมายถึง อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก …. หรือเปล่า โบราณไปไหม”
“ม๊ากกกก” เพื่อนบอก และไม่ยอมเฉลยว่า ที่บอกให้ “ฉันหาอ้อยกิน” นั้นหมายความว่าอย่างไร เธอว่าฉันเป็นช้างเหรอ

แม้จะยังไม่เข้าใจตลกร้ายของเพื่อน แต่การที่ได้นึกถึงกลอนของสุนทรภู่ “อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูมิรู้หาย” ก็เกิดความเข้าใจที่ซึ้งกว่าเดิมที่เคยท่องกลอนนี้สมัยเด็ก ๆ เพราะเมื่อวาน ตื่นขึ้นมาแล้วได้รับสารบางอย่างในกล่องข้อความทางเฟสบุ๊ค ทำให้เรายิ้มได้ทั้งวัน และไม่ว่าจะมีเรื่องราวใด ๆ เข้ามากวนความคิด กวนใจ ก็ไม่อาจทำให้ใจที่พองฟูอยู่นั้นฝ่อฟีบและหล่นลงได้ จนกระทั่งหลับไปพร้อมกับลมปากนั้น … อ้อยกินแล้ว ได้รับความหวานหมดแล้ว เหลือแต่ซาก แต่ความหวานของคำพูดนี่สิ ยังหวานหู มิรู้หายจริง ๆ

ความรู้สึกดีที่เกิดขึ้นเป็นฉนวนกันไฟไม่ให้ลามมาเผาใจ แม้ในระหว่างวัน จะมีคลื่นความร้อนเข้ามา ให้รู้สึกร้อน ๆ บ้าง แต่ไม่เผาไหม้ใจ เพราะพลังลมปากที่ได้รับนั้นเอง

เรื่องนี้ทำให้ได้เรียนรู้ความสำคัญของการพูด โดยเฉพาะในยามเช้า ที่หากเราพูดดีต่อกัน ด้วยวาจาที่เป็นจริง จริงใจ ส่งผ่านความรู้สึกดีต่อกัน การชื่นชม ความรัก ความคิดถึง ฯลฯ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็จะดูแลชีวิตภายในของเราได้ทั้งวัน ทำให้เรามีแรง มีพลังที่จะรับมือกับคลื่นอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนาอื่น ๆ ที่แทรกเข้ามาได้

คิดต่อไปว่า ข่าวเช้าน่าจะเป็นข่าวสารที่บำรุงหัวใจและสติปัญญานะ ผู้คนจะได้เบิกบานในชีวิต และสร้างข่าวดีให้เกิด มากกว่าการได้รับสารที่ทำร้ายหัว+ใจ แล้วก็ทำตนเป็นข่าวที่สะท้อนสารร้าย ๆ นั้นด้วยตัวเอง

ในมุมของคนแต่ละคน ในครอบครัว เราก็น่าจะมีวาจาที่ดีให้กัน นิด ๆ หน่อย ๆ แต่มีทุกวัน เรามีเครื่องมือสื่อสารที่เอื้ออำนวยต่อการส่งความรู้สึก ขึ้นอยู่กับเราว่าจะใช้เครื่องมือนี้ส่งสารแบบไหนให้กัน เพื่ออะไร บำรุงจิตใจ หรือทิ่มแทงกัน

เข้ามาใกล้วตัวอีกนิด อันที่จริง ชาวพุทธเป็นผู้ที่มักพึ่งพาตัวเอง เราเองก็อาจต้องเรียนรู้ที่จะพูดจาดี ๆ กับตัวเองด้วยไหม ทุกเช้าชื่นชมตัวเองบ้าง

ลมปากจะหวานได้อย่างแท้จริง ต้องมีความจริงในนั้น (สัจจะ truth) มีความจริงใจ มีความเหมาะสมในการบอกกล่าวทั้งเวลาและสถานที่ ที่สำคัญ เหมาะกับผู้ฟังด้วย (พูดสิ่งที่เป็นจริง เป็นประโยชน์ ในเวลาที่ใช่ สถานที่ที่ใช่ คนที่ใช่)

สุนทรภู่ยังต่อกลอนนี้อีกว่า
“อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูมิรู้หาย”
ถึงเจ็บอื่นหมื่นแสนไม่แคลนคลาย เจ็บเจียรตายเพราะเหน็บให้เจ็บใจฯ.”

สุข ทุกข์ กับคำพูดของคนนั้นยาวนาน กว่าสุข ทุกข์ทางกาย
เจ็บกายเดี๋ยวก็หาย แต่เจ็บใจ ลืมยาก เรามักเอาความทรงจำมาตอกย้ำซ้ำเติมตัวเอง ครั้งแล้วครั้งเล่า เจ็บแล้วเจ็บอีก — แต่ก็คงขึ้นกับจริตของคนเช่นกัน บางคน ใจเอียงไปทางเก็บสุข บางคนชอบเก็บทุกข์

สำหรับฉัน ใจโน้มไปทางสุขนิยม จำสุขเสมอ และ ลืมทุกข์ง่าย ดังนั้น แม้จะมีคำให้เจ็บใจ แต่เมื่อมีลมหวาน ทุกถ้อยคำเจ็บช้ำก็ปลิวหายไปเลย

คำหวานในวันวาน สั้น ๆ แต่กินหัวใจ คือ “คิดถึง” — และวันนี้ ก็ดูเหมือนความหวานจะยังอยู่นะเนี่ย

LOVE and love

ช่วงนี้มีหลากเรื่องราวที่ให้ใจพิจารณาเรื่อง “รัก” การไปทำบุญให้คุณน้าและญาติมิตรที่จากไป แววตาของน้องหมาที่เราช่วยเหลือ ความขัดแย้งระหว่างคนใกล้ชิดคุ้นเคย (ทั้งของตัวเองและเพื่อน ๆ) อ้อ แล้วคงเป็นเรื่องเดือนแห่งความรักด้วยละมัง ฯลฯ
“บางที เราก็เหมือนจะรักคนที่ตายจากไปมากกกว่าคนที่มีชีวิตอยู่” ฉันรำพึงกับตัวเองเวลาทำบุญกรวดน้ำแผ่อุทิศบุญกุศลให้ผู้ล่วงลับ
ยิ่งอายุมากขึ้น รายชื่อของคนและหน้าตาของสิ่งมีชีวิตที่ฉันแผ่อุทิศบุญให้ก็มากขึ้นตามไปด้วย จนหลายครั้งรู้สึกว่า ต้องให้เวลากับพิธีกรรมนี้มากทีเดียว

ฉันนึกเลยไปถึงความรักในอดีตที่นับไม่ถ้วน (innumerable lifetimes) คนที่ฉันรัก เคารพ ผู้ที่มีพระคุณต่อฉัน มีมากมายขนาดไหนหนอ แล้วพวกเขาอยู่ที่ไหน เป็นอย่างไรกันบ้าง เวลาที่นึกถึงความรู้สึกดี ๆ เช่นนี้ในอดีตไม่ว่ากับใครหรือสิ่งใดก็ตาม (จำไม่ได้) มันมีความรู้สึกลึก ๆ บางอย่างในเชิงบวก ซึ่งยากจะอธิบาย เวลาที่เกิดความรู้สึกเช่นนี้ ฉันสัมผัสความรู้สึก “รัก” และส่งความรักและความรู้สึกขอบคุณไปให้ใครหรืออะไรก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเป็นอย่างไร

น้องหมาโอเล่ เป็นหมาแก่ที่ฉันดูแลแทนเจ้าของที่ไม่แยแสมัน ทุกครั้งที่เข้าไปให้อาหาร ให้น้ำ พลิกตัว เช็ดตัว ลูบหัว คุยด้วย มันจะมองจ้องฉันอยู่นานด้วยสายตาที่ทะลวงเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจของฉันเลยทีเดียว ลึก ๆ ใจสั่นสะเทือนจนน้ำตาจะไหลทุกที
ฉันนึกถึงเรื่องเล่าในทิเบต จำได้คร่าว ๆ ว่า ครั้งหนึ่ง พระทิเบตเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังให้นมลูกของเธอ ขณะนั้นมีหมาข้างถนนตัวหนึ่งผอมแห้งเข้ามาใกล้ ๆ เหมือนจะขออาหารจากหญิงคนนั้น (คงมีอาหารด้วย) เธอกลัวว่าหมาจะแย่งอาหารของเธอ และทำร้ายลูกน้อย จึงคว้าหินใกล้มือแล้วขว้างไล่หมาตัวนั้น พระทิเบตรูปนั้นส่ายหน้าด้วยความปลงสังเวชแล้วพูดว่า “สังสารวัฏช่างน่ากลัวนัก ในอดีตชาติลูกน้อยที่หญิงสาวคนนั้นทะนุถนอมเคยเป็นศัตรูที่ทำร้ายเธอมาก่อน ส่วนหมาข้างถนนผอมโซนั้นเล่าในอดีตเป็นแม่ของหญิงผู้นั้น“

เราไม่มีทางรู้เลยว่า ผู้คนและสัตว์ทั้งหลายที่เราพบเจอในปัจจุบันสัมพันธ์กับเราอย่างไรในอดีต ๆๆๆๆๆ หากเราเห็นอดีตได้ เราจะรู้สึกและปฏิบัติกับคนหรือสัตว์ต่างไปจากที่รู้สึกและทำอยู่ในปัจจุบันหรือไม่

ฉันเชื่อว่าการเกิดเป็นมนุษย์อย่างที่เป็นอยู่เป็นโอกาสดี ที่เอื้อให้ฉันทำสิ่งดี ๆ แทนผู้ที่ฉันรักทั้งหลาย หากพวกเขาขาดโอกาสที่จะทำอะไรดี ๆ ให้กับตัวเอง ชีวิตที่มีจึงไม่ใช่เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่เพื่อผู้ที่เป็นที่รักทั้งหลาย ทั้งรู้จักและจำได้กับจำไม่ได้ ความดีงามทั้งหลายที่ได้ทำและกำลังทำ ขอให้พวกเขาทั้งหลายได้รับด้วยราวกับว่าพวกเขาทำด้วยตัวเอง

ความรักจะข้ามภพ (กาละและเทศะ) ได้ไหมนะ เราได้แต่เชื่อและจินตนาการสัมผัสเอา

แต่ที่แน่ ๆ ความรักในภพนี้ ชีวิตนี้ เราสัมผัสและรับรู้ได้ “เราดูแลพวกเขาอย่างไร โดยเฉพาะคนที่เรารัก ครอบครัว เพื่อน คนรัก ฯลฯ เรารัก ดูแลและห่วงใยกันอย่างไร ในยามที่ต่างฝ่ายมีลมหายใจ หรือเราจะรอให้พวกเขาเป็นอดีต เพื่อที่เราจะรักเขาให้มากขึ้น”
เวลานี้ เมื่อนึกถึงการกรวดน้ำให้ผู้ที่จากไป ฉันนึกถึงคนที่ยังอยู่ที่วันหน้าก็จะจากฉันไป และฉันอยากจะรักพวกเขาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในปัจจุบัน

ฉันอยากจะรักคนที่ยังมีลมหายใจให้มากและไร้เงื่อนไข พอ ๆ กับที่ฉันรู้สึกกับผู้ที่จากไปแล้ว ความยากคงอยู่ที่ การอยู่ด้วยกัน ใกล้กัน สัมพันธ์กันนั้นมีการปะทะ เสียดสี ขัด แย้ง ของตัวตนอยู่เสมอ ๆ รักเพียงใดก็ยังน้อยกว่ารักตนเอง เราจึงรู้สึกขัดข้องหมองใจได้อยู่ร่ำไปเมื่ออีกฝ่ายไม่พูด ไม่คิด ไม่เป็น ไม่ทำ อย่างใจ “เรา”

ฉันนึกถึงคำพูดของเพื่อนคนหนึ่งที่ตอนนี้ท่านเป็นพระ “คนเราเหมือนหินก้อนหนึ่ง ต้องถูกขัด เสียดสี ปะทะ เพื่อขัดเกลาเหลี่ยมคมในตัวออกไปบ้าง เราจะได้กลม ๆ กลิ้งไปไหน เข้ากับใครได้ และยิ่งถูกกระทบกระแทก เสียดสี ขัดเกลา หินก้อนนี้ก็จะได้เล็กลงไปเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุด ไม่มีหินอีกต่อไป”
ความรักและตัวตนสัมพันธ์กัน (relative) ไหม

ถ้าเราตัวตนเล็กลง ความรักของเราจะใหญ่โตกว้างขวาง ถ้าตัวตนใหญ่โตคับฟ้า ความรักก็จะเล็กคับแคบ ….

หลายครั้งที่ อยากจะเอาแต่ใจ “ตน” ฉันจะนึกถึงคำบอกเล่าของอ. ประมวล ทีี่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องความสัมพันธ์กับอ. สมปอง คู่ชีวิตของท่าน ความโดยย่อว่า อ. ประมวลไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องขับรถไกล ๆ เพื่อไปทานอาหารร้านนั้นหรือร้านนี้ และก็จะไม่ไป แต่เมื่อเห็นว่า การไปทานอาหารที่โน้นมีความหมายและทำให้บุคคลอันเป็นที่รักมีความสุข ท่านก็ยินดีที่จะวางความเห็นของตนลง แล้วพาภรรยาไปทานข้าว ในกรณีเช่นนี้ … อะไรมีความหมายกับเรามากกว่ากัน “ความเห็นของตน” หรือ “ความสุขของคนที่รัก”

คิดถึงเรื่องนี้ทีไร ฉันวางหลายเรื่องที่เป็นความคิดความเห็น ความถูกใจส่วนตัวลง เพื่อคนที่รัก แล้วหลายเรื่องมันก็ง่ายเข้า

การให้และการรับ ตอนที่ 2 : ปัญญาจากผู้ขอ

โปสการ์ดเขียนถึงตัวเอง บอกเล่าความประทับใจครั้งไปญี่ปุ่น

โปสการ์ดเขียนถึงตัวเอง บอกเล่าความประทับใจครั้งไปญี่ปุ่น

การให้และการขอ (ได้รับ) เป็นกระบวนการเดียวกัน ในเวลาให้ เราจะได้รับ และเวลารับ เรากำลังให้ เหมือนลมหายใจเข้า-ออก

ฉันได้เรียนรู้บทเรียนของการ “ขอ” ที่เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่จากพระเซนที่ได้พบ ณ ปราสาทโอซาก้า ญี่ปุ่น เมื่อปีพ.ศ. 2548

ตอนนั้นเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ฉันเพลิดเพลินกับการเดินชมปราสาทโอซาก้า ต้นไม้ ดอกไม้บริเวณรอบปราสาทหินงดงาม ชาวญี่ปุ่นช่างมีความละเมียดละไมในการจัดบรรยากาศปราสาทและภูมิทัศน์แวดล้อมให้สงบงามอย่างเรียบง่าย ฉันรู้สึกสุขสงบและสบายใจมากทีเดียว

ระหว่างทางลาดเดินลงไปชมสวนและพื้นที่รับประทานอาหารเบื้องล่างปราสาท ฉันเห็นพระเซนรูปหนึ่ง ท่านแต่งตัวเหมือนพระเจ้าอาวาส หลวงพ่อของอิคคิวซังเลย ชุดสีดำ สวมหมวกสาน มือหนึ่งถือถ้วยบิณฑบาต อีกมือถือลูกประคำ

ฉันรีบล้วงกระเป๋าควักเงินเยนจำนวนไม่มากไม่น้อยออกมาเพื่อจะใส่บาตร แล้วก็ชะงักเพราะเห็นปฏิกิริยาของนักท่องเที่ยวหลายคนทั้งต่างชาติและญี่ปุ่นที่มองท่านแปลก ๆ คำถามที่มักเกิดขึ้นในบริบทไทยคือ “พระจริงหรือเปล่า หรือขอทานปลอมเป็นพระ?”

ฉันจึงหยุดยืนอยู่ไกล ๆ แล้วเฝ้ามองพระเซนรูปนั้น

นักท่องเที่ยวหลายคนเดินผ่านไป หลายคนกรูเข้าไปยืนข้าง ๆ ท่านแล้วถ่ายรูป ทำท่าทางต่าง ๆ นานา บ้างก็ยื่นหน้าไปใกล้ๆ ท่าน บ้างนั่งลงแล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปที่พระเซน ทำหน้าตาทะเล้นใส่ ส่งเสียงดังมากเจี๊ยวจ๊าว

พระเซนรูปนั้นไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ โต้ตอบ ทำให้นึกถึงทหารประจำการที่พระราชวังบัคกิ้งแฮม (guards at Buckingham Palace) ที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง ไม่ยิ้ม ไม่สนทนา

ท่านยืนนิ่งราวกับเป็นรูปปั้น กายสงบบนรองเท้าไม้โบราณแบบญี่ปุ่น (เกี๊ยะ) ใบหน้าเรียบเฉยภายใต้ปีกหมวกที่ปิดสายตาที่มองต่ำ ถ้วยที่เป็นเหมือนบาตรในมือนิ่งสนิท มืออีกข้างนับลูกประคำตามเสียงสวดมนต์ที่ท่านพึมพำที่ริมฝีปาก

ความสงบนิ่งของท่านตรึงให้ฉันยืนนิ่งไปด้วยและเฝ้ามองท่านอย่างจดจ่อ ฉันยืนมองท่านในอากัปกิริยาอย่างนี้นานกว่า 20 นาทีเห็นจะได้ เกิดความรู้สึกปีติในหัวใจ

ฉันเดินไปหาท่านแล้ววางเงินเยนลงในบาตรโดยระวังไม่ให้มีเสียงที่จะรบกวนการสวดมนต์ของท่าน ฉันภาวนาในใจ “ขอขอบคุณพระที่บำรุงจิตใจฉันให้สงบงามตามท่าน ขอบคุณที่ท่านให้โอกาสฉันทำความดี ขอบคุณที่สอนธรรมให้ฉันและขอให้ฉันเจริญงอกงามในธรรม เห็นธรรม เข้าถึงธรรม”

จากนั้น ฉันก็ถอยออกมายืนมองท่านต่อเพราะอาการสงบของท่านน่ามองมาก “ท่านยืนอยู่นานแค่ไหนแล้ว ทำไมจึงนิ่งสงบได้เพียงนี้ สิ่งแวดล้อมภายนอกไม่อาจรบกวนท่านได้เลย” ใจนึกอยากได้คำตอบว่าท่านยืนนานแค่ไหน ด้วยการที่จะหยุดยืนดูท่านแล้วจับเวลา แต่ก็ต้องเลิกล้มความตั้งใจนั้น เพราะต้องกลับไปขึ้นรถกับคณะที่มาเที่ยวด้วยกัน

ฉันเดินจากไปด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบหัวใจ ฉันรู้สึกว่าพระเซนรูปนี้มาโปรด (ให้) ฉันเสียมากกว่า ด้วยการ “ขอ” ถ้วยบาตรที่หงายในมือท่านเปิดโอกาสให้ฉันทำทาน ฝึกความอดทน (ที่จะยืนนิ่งและเฝ้ามองท่าน) ฝึกสมาธิไปพร้อมกับท่าน ซึ่งผลบุญที่ได้รับคือความอิ่มใจ ความสุข

ฉันเข้าใจว่าการที่พระออกบิณฑบาต นอกจากจะเป็นการบำรุง “พระ” ในพุทธศาสนาแล้ว การที่พระไปบิณฑบาตนั้นเป็นไปเพื่อให้ธรรมะกับผู้คนด้วย อย่างที่หลวงพ่อชา สุภัทโท เคยพูดคราวหนึ่งว่า ไปบิณฑบาตไม่ใช่เพื่อเอา “ข้าว” แต่เอา “คน”

ฉันยังเห็นอีกด้วยว่า อาการ “ขอ” ของพระเซนรูปนี้เป็นไปด้วยความอ่อนน้อม การขอจึงเป็นการฝึกความอ่อนน้อมถ่อมตนและฝึกลดละอัตตาตัวตนไปด้วย ให้รู้ว่าชีวิตเรานั้นพึ่งพิงอิงอาศัยผู้อื่น สิ่งอื่น เราไม่ได้ยิ่งใหญ่

ฉันยังคงเหลียวมองพระเซนรูปนั้นเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งไปทานอาหารกลางวัน แล้วขึ้นรถกลับที่พัก ไกด์คนไทยที่อยู่ญี่ปุ่นมานับสิบปีเอ่ยขึ้นว่า “ใครเห็นพระเซนบ้างไหม โชคดีมากเลย เพราะปกติท่านจะไม่ค่อยออกมาแบบนี้ …. แต่งตัวเต็มยศอย่างนี้มักใช้ออกงาน … “ (แล้วก็เล่ากรณีที่พระปลอมประพฤติไม่ดีก็มีซึ่งจำไม่ได้แล้ว

ฉันมองกลับขึ้นไปตรงที่พระเซนยืนอยู่ ท่านไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว

วันนั้นเองฉันได้รับโทรศัพท์จากเมืองไทยว่า บ้านเก่าที่บอกขายตั้งแต่ต้นปียังไม่มีคนติดต่อซื้อ เพิ่งมีคนมาซื้อวันนี้เองได้ราคาที่เราพอใจ …อึมประหลาดดีเหมือนกัน..อย่างนี้สิ ไทยแท้ ๆ ต้องมีเรื่องแบบนี้ตบท้ายสักหน่อย

ใครจะเชื่ออย่างไรก็ตาม สำหรับฉันการทำบุญเป็นไปเพื่อปัญญาในธรรม สิ่งดี ๆ ที่ได้รับในทางโลกนั้นเป็นเพียงเศษบุญเท่านั้น ไม่ใช่สาระที่ปรารถนา

นอกจากเราต้องฝึกการให้แล้ว เราน่าจะต้องฝึกการ “ขอ” ให้เป็นด้วย

“ขอ” อย่างไรให้งดงาม

“ขอ” อย่างไรให้เป็นบุญ (ประโยชน์) ทั้งผู้ขอและผู้รับ