The Lotus Witch Project

ยามเช้า ความรักปลุกฉันจากเตียง   ให้พามันไปวิ่งเล่น ออกกำลังกาย

ฉันคล้อยตามความรักไป ก็เราเป็นเพื่อนเล่น เพื่อนรักกัน

ไม่กี่ปีก็จะ 40 แล้ว แต่ฉันกลับรู้สึกเป็นเด็ก 6-7 ขวบ เมื่อได้เล่นกับหมาน้อย

เธอขุดตาน้ำแห่งเยาว์วัยกลับมาให้ฉัน รอยยิ้ม ความไร้เดียงสา หัวเราะตัวเองได้ ติงต๊อง

ดีใจที่เป็นเด็กในวัยนี้ อยากเป็นเด็กอย่างนี้ จน 70 ปีเลยทีเดียว

ขอให้ยัง(ส)วิ่งไหวเถอะ เจ้าปะคู้น!!!

สวนแสนสุข และ เครื่องทุ่นแรง

เช้าวันนี้ ความเบิกบานมาเยือนหัวใจฉันอีกครั้ง

ขณะรดน้ำต้นไม้ฉันเห็นพวงดอกHappiness สีชมพูแกมขาวบานย้อยลงมาจากกิ่ง ช่างตั้งชื่อได้เหมาะจริง เห็นแล้วก็ต้องสุขใจ และร้องเพลง

Happiness is here and now, I have dropped my worries.

Nowhere to go, nothing to do, just enjoy with my flowers.

Happiness is here and now in my Garden.

Happiness is here and now in my Garden.

ฉันยังเห็นปุ่มดอกสีส้มของ ต้นสังกรณี ที่ทศกัณฑ์มาฝากหัวใจไว้ (เอ้ย คนขี้โมโหคล้ายทศกัณฑ์มาฝากไว้ให้ปลูกที่บ้าน แฮะๆ)ต้นนี้ค่อนข้างดูแลยาก และออกดอกยากสักหน่อย แต่ดอกมาแล้ว ดีใจจัง

ฟ้าประดิษฐ์จำล�งความเป้นผืนฟ้าลงสู่พื้นดิน

ฟ้าประดิษฐ์จำลองผืนฟ้าลงสู่ผืนดิน

ดอกกระจิดริดสีครามนิออนของต้นฟ้าประดิษฐ์ ก็บานเต็มไปหมดแทบทุกกิ่ง

เข็มชมพู เข็มแดง เข็มม่วงแข่งกันออกดอก เหลืองอุไร และ เหลืองปรีดียาธร ก็พากันออกช่อเหลืองสด ตัดกับสีฟ้าจัดยามเย็นอย่างงดงาม บานเช้า บานสาย คุณนายตื่นสายก็บาน หลิวม่วงก็แตกดอก

เทียนหยด

เทียนหยด-หยดหยาดเยิ้มลงดิน ใครยลเป็นต้องแย้มยิ้มให้

ปลายก้านเทียนหยดมีช่อดอก รอวันบานอยู่ เห็นทีอีกไม่นาน ฉันคงได้เห็นช่อสีม่วงบานสะพรั่งทุกกิ่งไป

สีสันของดอกไม้ ระบายความสุขให้ฉันทุกวันเลย

ตอนแรกฉันกำลังคิดว่า จะทำระบบให้น้ำตามท่อส่งให้ต้นไม้และหญ้า แต่พอเห็นความสดใสชื่นบานของต้นไม้ ดอกไม้ และการมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกันแล้ว ทำให้เลิิกล้มความตั้งใจนั้น

การได้รดน้ำต้นไม้ ทีละต้น แม้จะใช้เวลา 1 ชั่วโมง ซึ่งสำหรับหลายคนอาจเป็นเงินเป็นทอง สำหรับฉันมันก็มีค่าดั่งทองเช่นกัน เป็นเวลาที่ฉันจะสื่อสารกับธรรมชาติ พูดคุยกับต้นไม้ และมีความสุขร่วมกัน

เวลาเช่นนี้ เงินตราไม่อาจซื้อให้ได้

อุปกรณ์ทุ่นเวลาอาจทำให้ฉันห่างเหินกับต้นไม้

ฉันจึงขอเลือกที่จะทำแบบ manual เพื่อที่ว่้าเราจะรักษาความใกล้ในความสัมพันธ์ไว้

บางทีการใช้เครื่องทุ่นแรง ทุ่นเวลา ก็ทำให้เราเสียอะไรบางอย่างไปเหมือนกัน เช่นความสัมพันธ์ ความละเอียดอ่อน การฝึกปฏิบัติ

เวลาที่เราจะคิดทำอะไร ใช้อะไร น่าจะลองไตร่ตรองก่อนว่า สิ่งที่เราจะใช้นั้น ให้ประโยชน์อะไร และมีอะไรที่เราต้องแลก (trade off) คุ้มค่าไหมที่ต้องแลกกับสิ่งนั้น ๆ

ปัจจุบัน เ้รามีเครื่องมือ “อำนวยความสะดวก” ให้กับชีวิตมากมาย เราได้อะไร และแลกอะไรออกไปบ้าง

อย่างเช่น โฆษณาเครื่องมือนวดด้วยกระแสไฟฟ้า่อ้างว่าจะไปปรับสมดุลของชี่ พลังหยินและหยางในตัว มันอาจจะจริง เป็นไปได้ตามคำเล่าอ้าง แต่ทำไมมนุษย์จึงต้องการสิ่งนี้

เรารักษาสมดุลให้ตัวเอง ด้วยตัวเอง เพื่อตัวเอง ได้หรือไม่

เราลดการพึ่งพาสิ่งภายนอกได้ไหม

ในอดีต ผู้คนเอาตัวเข้าแลกด้วยการฝึกฝนชี่กง ไทชี่ วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า

สมัยนี้ นอนนิ่ง ๆแล้วมีเครื่องมือนี้ช่วยปรับสมดุลให้ ง่ายดี รวดเร็วทันใจด้วยมั้ง? เราหวังผลทุกอย่างเร็วไปไหม

อะไรคือสิ่งที่เราเสียไปในการใช้เครื่องทุ่นแรงและเวลาทั้งหลาย ที่เราใช้อยู่ในชีวิต

ฉันไม่ปฏิเสธเทคโนโลยี แต่คิดว่าเราน่าจะรู้เท่าทัน และรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่ตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตของเรา

สำหรับฉัน หนทางการฝึกปฏิบัติ ไม่มีทางลัดสั้น short cut หรือ how tips

เส้นทางที่สั้นที่สุด คือ การลงมือปฏิบัติ และ ปฏิบัติ พากเพียรจนเกิดปัญญาจะเกิดจาการฝึกฝน

อยากได้อะไร ต้องทำเอา

อยากรู้อะไร ต้องฝึกฝนเอา

คิดอย่างเดียว ไม่รู้

หยุดคิด ลงมือทำ จึงรู้

เมื่อความรักผลิดอก

หลายครั้ง คนเราเป็นทุกข์กับความรักและความสัมพันธ์ที่มีกับคนรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เรารัก และคนที่รักเรา

นี่คือชะตากรรมของมนุษย์ — สัตว์ที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์และความคิดอย่างนั้นหรือ?

ฉันไม่มีคำตอบ

แต่วันนี้ ฉันได้เรียนรู้บทหนึ่งของความรักจากต้นไม้ในสวนที่บ้าน

เย็นวันนี้ ขณะ่กำลังรดน้ำต้นไม้ ฉันสังเกตุเห็นพวงดอกไม้เล็กๆ สีม่วง

หัวใจฉันพองโต — ต้นเทียนหยด ตั้งแต่ฉันปลูกเธอมา กว่า 4 ปี นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นความรักของเธอ “ขอบคุณนะ เธอสวยจริงๆ” ฉันโน้มตัวลงไปสััมผัสกลีบดอกไม้

ไม่เพียงเทียนหยด ฉันยังเห็นดอกไม้อีกหลายพันธุ์กำลังผลิดอก รอวันเบ่งบาน อีกทั้งใบไม้หลายต้นก็อิ่มเอม เขียวสด งามตา

ฉันมีความสุข และฉันก็รู้สึกว่าต้นไม้ก็มีความสุขเช่นกัน

ต้นไม้ที่ท่าทางไม่สู้ดีนัก เหี่ยวแห้งคล้ายจะลาโลก อย่าง กุหลาบพันปีก็ฟื้นตัว ตุ่มดอกสีบานเย็นสดสะพรั่งไปทั้งต้น

กล้วยไม้ก็พากันออกดอก ทั้งกอเล็ก กอใหญ่

โมกก็กำลังออกดอก

หลายเช้าแล้ว ที่ฉันแอบรู้สึกว่า ต้นไม้ในสวนมีความสุข ร่าเริง และฉันก็มีความสุขทุกครั้งที่มองไปที่สวน เราต่างเป็นความสุขของกันและกัน

ฉันทบทวนเหตุปัจจัยที่เอื้อให้ต้นไม้อิ่มสุข คงเป็นเพราะ

อากาศในช่วงนี้กระมัง ที่อาจเอื้อต่อการเติบโต

น้ำที่ฉันให้อาจพอดี เพียงพอ

ฉันให้เวลากับสวนของฉันทุกวัน ถ้าไม่เช้า ก็เย็น อย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง ไม่เพียงปริมาณของเวลาที่ให้ ฉันยังคิดว่าได้ให้คุณภาพบางอย่างลงไปในเวลานั้นๆด้วย คือ ความรักและความใส่ใจ

ฉันให้น้ำต้นไม้ทีละต้น มองพวกเขาเหมือนกับพยายามรับรู้ว่า เขาต้องการน้ำเท่าไรจึงจะพอดี ระหว่างที่รดน้ำ ฉันก็ได้มอง ได้ชื่นชม และ สังเกตุ ลำต้น กิ่งก้าน หน่อใบ ดอกไม้

สำหรับต้นที่ดูเหมือนป่วย ฉันจะเพิ่มการพูดคุย เช่นว่า “ฉันรักเธอนะ อย่าตายเลย บอกฉันมาว่าจะให้ดูแลเธออย่างไร”

อีกอย่าง เป็นไปได้ไหมที่สภาวะใจของฉันขณะรดน้ำต้นไม้ส่งผลต่อการเติบโตของต้นไม้ด้วย

ในช่วงที่ฉันรดน้ำต้นไม้ มักเป็นช่วงที่ฉันภาวนา ฟังธรรมะและเจริญสติได้ความรู้สึกสุข และ ปีติพอสมควร

ที่อดพูดถึงไม่ได้ คือ ฉันไม่เคยคาดหวังจากต้นไม้เลย ถ้าเขาไม่โต หรือ ตาย ฉันก็ปลง “เป็นไปตามธรรมชาติ”

สิ่งที่ฉันทำ คือ ดูแลรักษาหล่อเลี้ยงต้นไม้ ให้สิ่งที่จะเอื้อเฟื้อต่อการเจริญเติบโตของเขา เพื่อที่เขาจะได้เติบโตอย่างที่เขาเป็น

ฉันไม่คิดให้เขาโต หรือ ออกดอกอย่างที่ฉันต้องการ—ไร้ซึ่งความคาดหวังแบบคาดคั้นโดยสิ้นเชิง

ฉันใส่ใจกับความต้องการของต้นไม้มากกว่าความต้องการของตัวเอง

ลึก ๆฉันอาจรู้ว่า ต้นไม้ไม่ใช่ของฉัน ฉันไม่ได้สร้างเขาขึ้นมา แม้จะซื้อมาก็ตาม

และการที่เขาสื่อสารโต้ตอบแบบมนุษย์ไม่ได้หรือเปล่านะ ที่ทำให้ฉันจะไม่มีวันได้ยินคำพูดก้าวร้าว ด่าทอ เหน็บแนม ประชดประชัน หรืออาการรุนแรงทางกายใด ๆ

ต้นไม้ประท้วงอย่างมาก ก็เหี่ยวเฉา และตายไป

จากต้นไม้ ฉันวกกลับมามองความรัก ความสัมพันธ์กับผู้คนต่างๆ ในชีวิต

เราจะวางใจอย่างที่เราทำกับต้นไม้ได้หรือไม่

คนจะเติบโต ออกดอก ผลิผลไหม หากเราดูแลเขาดั่งที่เราดูแลต้นไม้

ให้เวลา

ให้ความใส่ใจ 100 เปอร์เซนต์

ใส่ใจกับความต้องการเพื่อการเติบโตของเขา มากกว่าความต้องการของเรา

วางความคาดหวัง คาดเค้น

ปลงหากทุกอย่างไม่เป็นดังที่ปรารถนา (เอ มันดูค้านกับประเด็นข้างบนว่าวางความคาดหวังนะ)

แต่คนมันซับซ้อน ไม่ตรงไปตรงมาดั่งต้นไม้

ต้นไม้รู้จักพอ อยู่ตามธรรมชาติ แต่คนอาจไม่รู้จักพอ หรือเปล่า?

เวลาของมนุษย์

ถ้าเปรียบเวลาของโลก เท่ากับ หนึ่งวัน 24 ชั่วโมง

เผ่าพันธุ์และอารยธรรมของมนุษยชาติเริ่มต้นและกำลังดำเนินอยู่ราว ๆ 5 ทุ่มกว่า

ได้ยินแล้ว รู้สึกอย่างไรกันบ้าง

ชีวิตของเราจะเป็นกี่เสี้ยวเศษของวินาที

ยังคิดว่าตนใหญ่ และสำคัญมากมายในโลกอยู่หรือเปล่า

โลกเก่าแก่กว่าเรามาก หลายเผ่าพันธุ์บนโลกนี้เป็นบรรพบุรุษของเรา

เราปฏิบัติต่อบรรพบุรุษ และ บ้านของเราอย่างไร

ใครทำ?

ณ ที่ไม่อาจเอ่ยนาม

ณ ห้วงยามที่ไม่อาจเอ่ยนับ

คุณยึดติดปรากฏขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเสียงรำพัน

“ไม่รู้ว่า คนอื่นจะรู้สึกอย่างไรกับงานเขียนของเรานะ”

คุณปล่อยวางอดไม่ได้ จึงต้องตื่นขึ้นมารับฟังและเป็นเพื่อนปรับทุกข์

“นี่ เธอคิดว่างานเขียนนั้นเป็นของเธอจริงๆ หรือ?”

“ก็มันเป็นชื่อฉัน คนเขาอ่านก็รู้ว่าใครเขียน” คุณยึดติดตอบ

“อันนั้นก็ใช่ ไม่เถียงหรอก แต่อยากจะถามว่า เธอเป็นคนทำงานนั้นเหรอ”

“อ้าว ถ้าฉันไม่เขียน ไม่พิมพ์ตัวอักษรลงไป แล้วมันจะเกิดเป็นเรื่องราวได้อย่างไร เธอพูดตลกอีกแล้ว ไม่ขำนะเนี่ย”

“เธอเป็นคนพิมพ์ตัวอักษรนะใช่ ฉันไม่เถียง แต่ถามหน่อยว่า ตัวอักษร และความคิดนั้นมาจากไหน”

“ถามอะไรแปลก ๆ ความคิดก็มาจากหัวสมองของฉันนั่นไง ฉันนี่แหละเป็นคนคิด” คุณยึดติดเริ่มฉุน

“สมองเป็นของเธอหรือ?” คุณปล่อยวางถามต่อ

“ก็ถ้าเธอว่าไม่ใช่ แล้วมันเป็นของใคร ไหนว่ามาซิ” คุณยึดติดท้า

ถ้าเป็นสมองของเธอ เธอก็น่าจะทำให้ตัวเองฉลาดกว่านี้ซิ สั่งสิ สั่งเลย ทำได้ไหม? สั่งเลยว่าให้คิด หรือ ห้ามคิด สั่งให้จำข้อมูลทุกอย่างที่อ่าน รู้ทุกเ่รื่องที่ผ่านเข้ามาในสมอง เธอบอกมันสิให้ทำตามที่เธอต้องการ” คุณปล่อยวางร่ายยาว

คุณยึดติด นิ่งเงียบ หลบอยู่ในความคิด

“ฉันไม่รู้ คิดไม่ออก นี่หมายความว่า ฉันไม่สามารถสั่งให้สมองคิดคำตอบให้ได้ดังทีี่ใจต้องการจริงๆ หรือเนี่ย”

“เธอไม่ได้เป็นเจ้าของความคิดหรอกนะ แต่เธอเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดความคิดนั้นๆ สมองเป็นเหมือนเครื่องรับสัญญาณ และส่งสัญญาณ ข้อมูลจึงเกิดขึ้น ไหลผ่าน ทำปฏิกิริยากันก็เท่านั้น

“การที่เธอรู้สึกว่า เธอมีความทรงจำเก็บประทับไว้ในเนื้อสมองนั้น มันเป็นเพียงปฏิกิรกยาของสมสองที่มีระบบ มีแบบแผนบางอย่าง ที่เมื่อใดเกิดขึ้นเป็นเหตุปัจจัยแบบเดิม เรื่องราว ข้อมูลเดิมก็จะผุดขึ้นมา เลยดูเหมือนเธอเก็บความคิด ข้อมูล และ ความทรงจำได้แบบเรียกว่า ถาวร”

“คิดดูนะ ถ้าข้อมูลอยู่ในสมองจริง เราก็ไปเอาจากอัจฉริยะที่ตายไปแล้วก็ได้นะ ข้อมูลไม่สูญหาย” คุณปล่อยวางกล่าว

“งั้น ความคิดก็ไม่ใช่ของฉัน สมองก็ไม่มช่ของฉัน” คุณยึดติดเสียงอ่อย

“ใช่ และความคิดก็ไม่ใช่เธอด้วย” คุณปล่อยวางตอบ

“โอ๊ย พอก่อน ชักปวดหัวแล้ว เอาว่า วันนี้เธอช่วยบอกฉันสิว่า ฉันควรจะรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่ทำ หรืองานที่เขียน โดยที่ไมยึดครองเป็นเจ้าของ”

“ขอให้เธอมองอย่างลึกซึ้งและเข้าใจว่า ตัวเธอนั้นเป็นเพียงเครื่องมือของจักรวาล ของมวลสรรพสิ่ง ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ สมองซึ่งเป็นเครื่องรับสัญญาณนำความรู้จากจักรวาลมา โดยอาศัยต้วเธอเป็นสื่อ ข้อมูลต่างๆ ก็ไหลผ่านตัวเธอมา”

“ถ้าเธอมองเช่นนั้น เธอก็จะใจเบา ตัวเธอเป็นเครื่องมือของสัจจธรรมเท่านั้นเอง” คุณปล่อยวางแนะ ก่อนพูดต่อไปว่า

“เธอคิดว่า ทำไมธรรมชาติจึงมอบสมอง และ สติปัญญาให้มนุษย์ ทำไมวิวัฒนาการจึงทำให้มนุษย์มีสมองที่คิดได้อย่างนี้ มันมีเป้าประสงค์อันใดไหม? ถ้าเธอลองใคร่ครวญเรื่องนี้ เธอจะเห็นว่า สมองเป้นผลผลิตของบางอย่างที่ีไม่ใช่เธอ แต่สิ่งนั้นจะเรียกว่า ธรรมชาติก็ได้ ต้องการให้เธอทำอะไรบางอย่าง”

“งานเขียนใช่ไหม” คุณยึดติดเริ่มยิ้ม

“ใช่เลย ถ้าเธอมีความสุข สุนกเบิบานกับการเขียน นั่นอาจเป้นเหตุผลหนึ่งของจักรวาล เป็นของรางวัลแห่งความสุขให้เธอก็ได้นะ” คุณปล่อยวางตอบ

คุณยึดติดยิ้มกว้าง เมื่อนึกถึงความสุขที่เกิดระหว่างการเขียน “ฉันเป็นเพียงเครืื่องมือของธรรมะ ฉันเป็นเพียงเครืื่องมือของธรรมะ ฉันเป็นเพียงเครืื่องมือของธรรม” คุณยึดติดท่องราวราวกับว่า คำนั้นเป็นมนตราอันศักดิ์สิทธิ์

เสียงค่อบๆจางหาย รอยยิ้มค่อยๆ กลืนคุณยึดติดหายไปกับความว่าง พร้อมๆ กับคุณปล่อยวาง

ณ สถานที่ไม่อาจเอ่ย และ ห้วงเวลาที่ไม่อาจคะเน เสียงสุดท้ายในความว่างปรากกฏขึ้น

“ท่านพระอาจารย์พุทธทาสยังเคยกล่าวไว้เลยว่า พระพุทธเจ้าเป็นปากของพระเจ้าอิทัปปัจยตา (ความเป็นเช่ันนั้นเอง) แล้วเราจะเป็นอะไรได้มากกว่าพระพุทธเจ้าหรือ”

บทสนทนาระหว่าง คุณยึดติด กับ ปล่อยวาง

เมื่อเห็นคุณยึดติด นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด คุณปล่อยวางจึงเดินเข้าไปถามไถ่ เพื่อชวนคุยถึงภาวะที่กำลังเกิดขึ้น

คุณปล่อยวาง : มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า เราพอจะช่วยอะไรได้ไหม

คุณยึดติด : กลุ้มใจจัง รู้สึกว่า งานที่เขียนไปไม่ค่อยดีเท่าไร ไม่ดีอยา่งที่คิดและอยากทำ

คุณปล่อยวาง : อย่าคิดมากเป็นทุกข์ไปเลย สิ่งที่ดีที่สุดไม่มีหรอก ใจของเราเองที่ให้ค่ากับทุกสิ่งทุกอย่าง เราสร้างภาพและความคาดหวังขึ้นมา และ พยายามผลักตัวเองให้เข้ากับความคาดหวังนั้น ความคาดหวัง คือ ความคิด เธอกำลังติดอยู่กับเมฆหมอกแห่งความคิดนะ

คุณยึดติด : แต่ฉันก็ยังคิด และ คาดหวัง มันจะเป็นไปได้หรือที่จะอยู่โดยไม่คาดหวัง

คุณปล่อยวาง : เป็นไปได้สิถ้าเธอเชื่อ เธอก็แค่ทำในสิ่งที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ ทำตามกำลังความคิด สติปัญญาที่มี สนุกกับงานในขณะที่ทำ แล้วพองานเสร็จ ก็หัดพอใจกับผลของงานเสียบ้าง

คุณยึดติด :แล้วนั่นจะทำให้งานออกมาดีหรือ ฉันกลัวว่าคนอื่นจะมองว่า งานฉันไม่ดี

คุณปล่อยวาง : เธอไม่มั่นใจว่า ตัวเองจะสามารถทำงานออกได้ดีอย่างนั้นหรือ อย่างที่บอก ดี กับ ไม่ดี มันเป็นการตัดสินจากความคิด

ถ้าเธอเองยังตัดสินตัวเอง แล้วจะกลัวว่า คนอื่นจะตัดสินเธอ มันก็แน่อยู่แล้ว เพราะใจเธอสร้าง ศาลขึ้นมา มีตัวเองเป็นจำเลย และ ผู้คนที่ก็ไม่รู้ว่าใคร เป็นโจทย์ ทนายความเธอก็สร้างขึ้นมาเอง สุดท้าย ใจของเธอเองนั่นแหละ ที่อ่านคำพิพากษาให้ตัวเอง

อีกอย่างนะ หากเธอรู้สึึกว่า สิ่งที่เธอทำเป็นของเธอ เวลามีคนไม่ชอบ หรือ ตำหนิงานเธอ เธอจึงรู้สึกว่า มันกระทบตัวตน ประมาณ คนอื่นไม่ชอยฉันแทนที่จะเป็นการวิพากษ์วิจารณืชิ้นงาน กลับเป็นวิพากษ์วิจารณ์ตัวเธอไปฉิบ

คุณยึดติด : งั้นฉันควรทำไง

คุณปล่อยวาง : ก็ท่องคาถา “มันก็เท่านี้เอง” เธอจะเอาอะไรมากมายจากชีวิตนี้ ผิดพลาดบ้างไม่เห็นจะเป็นไร หัวเราะกับมันสิ

คุณยึดติด : (กัดฟัน) ฮึ ฮึ

คุณปล่อยวาง : อย่างนั้น เรียนรู้ว่า คราวหน้า จะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด แล้วปล่อยวางความคาดหวังในผลเสีย ใจจะได้เบาสบายขึ้น

คุณยึดติด : ก็ได้ จะพยายาม คงไม่มีใครมานั่งจำ นั่งจดความผิดพลาดของฉันมากนักหรอกเนอะ ทุกคนคงสนใจในตัวเองเป็นหลักอยู่แล้ว

ตลกดีนะ คิดๆไป ดูเหมือนว่า ฉันจะมองเห็นตัวเองเป็นศูนย์กลางของความสนใจของผู้คน เมื่อเวลาผ่านไป คนก็ลืมแล้ว มีแต่ตัวฉันเองนี่แหละ ที่ยังจดจ่อกับคำตัดสินของตัวเอง เฮ้อประหลาดดี

คุณปล่อยวาง : คิดได้อย่างนั้นก็ดีแล้ว เรามันก็แค่ฝุ่นผงในอากาศ

จากนั้น ทั้งคุณยึดติดและคุณปล่อยวางก็ละลายหายไปกับความว่างในอากาศ

รัก คือ ยาแก้ความขี้เกียจ

เคยไหม ที่เรารู้สึกว่า อยากทำกิจกรรมหลายสิ่งหลายอย่างที่ดีต่อสุขภาพ กาย และ ใจ ไม่ว่าจะเป็น โยคะ ไทชี่ อาหารมีประโยชน์ นอนเพียงพอ สารพัดกิจกรรมที่เราอาจนึกถึง หรือ วาดแผนการลงมือปฏิบัติเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเรา

แต่เวลาผ่านไป แผนการยังคงนิ่งสนิท ในความคิด หรือ บนแผ่นกระดาษ

“ไว้ก่อน” “เดี๋ยวก่อนน่า” “ยังไม่ว่าง งานยุ่งมาก ๆ” สารพัดข้อแก้ตัวที่เรานำมาอ้างความชอบธรรมในการผัดผ่อนสิ่งดีๆ ที่เราปรารถนามอบให้ตัวเอง

มาวันนี้ ฉันค้นพบพลังที่จะช่วยผลักดันแผนการดีๆ ต่อสุขภาพ ที่ฉันเขียนและคิดไว้มากว่า 5 ปีแล้ว

พลังนั้น คือ ความรัก ความห่วงใยที่ฉันมีต่อคนๆ หนึ่ง ที่ฉันนับสายใยทางจิตว่า เป็นพี่สาว

พี่สาวป่วยค่อนข้างมาก แม้จะยังไม่ถึงขั้นอันตราย แต่สุขภาพไม่ดีเอาเลย

พี่สาวคนนี้ก็เหมือนฉัน เรามีความสนใจคล้ายกัน เราเรียนโยคะ ไทชี่ อาหารสุขภาพ อายุรเวท วิปัสสสนา สมาธิ ศิลปะ และอีกมากมาย

เรามีความรู้พอที่จะดูแลสุขภาพให้ดี และ ดีขึ้นได้ แต่ความรู้ที่เรามีรอคอยการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง

ในครั้งที่เราไปปฏิบัติวิปัสสนา และ อบรมเผชิญความตายอย่างสงบ พี่สาวบอกฉันว่า ในวาระสุดท้ายของเธอ ขอให้ฉันเป็นผู้ช่วยนำทางจิตวิญญาณ

เป็นเกียรติสูงสุดที่ฉันได้รับ ฉันไม่ลืมสัญญานี้ และฉันรู้ดีว่า เธอเองก็จะทำกับฉันเฉกเดียวกัน ฉันแน่ใจว่า เราต่างรู้กันว่า เราต้องการอะไรในวาระสำคัญเช่นนั้นของชีวิต

ฉันอยากให้พี่สาวอยู่กับฉันนาน ๆได้มีโอกาสปฏิบัติเรียนรู้ร่วมกันอีกในหลายโอกาส

แต่หากพี่สาวสุขภาพไม่ดี จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า

ฉันไม่อาจบังคับ ผลักดันให้พี่สาว ลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองด้านสุขภาพได้ แต่ฉันตั้งใจว่า ฉันจะทำสิ่งนั้นเพื่อตัวเองและเพื่อเธอ

ลึกๆ ในใจ ฉันรู้สึกว่า เราเป็นดั่งกันและกัน

ฉันหวังว่า ความตั้งใจ และ ความเพียรนี้ จะช่วยให้พี่สาวของฉันมีสุขภาพดีขึ้น

ใจจริงแล้ว ฉันอยากบอกพี่สาว ว่า เรามาสร้างสุขภาพที่ดี เพื่อกันและกันเถอะนะจะยิ่งมีพลัง เราทำร่วมกัน แลกเปลี่ยนกันว่าวันนี้ทำอะไร รู้สึกอย่างไรบ้าง สนุกดีนะ

ฉันอยากมีพี่สาวอยู่ด้วยนาน ๆ แม้จะรู้ว่า ไม่ว่าชาตินี้ หรือ ชาติไหน จนกว่าจะถึงที่สุดที่เราหวังวาด เราจะได้เจอกัน รัก และ สนับสนุนกันอีก ทุกภพทุกชาติไป

ขอฝากคำกลอนไร้ระเบียบนี้ให้พี่สาวแสนดีคนนั้นด้วย

“พี่สาวจ๋า … ไม่รู้ว่ารู้จักกันแต่หนไหน หัวใจจึงพันผูกเมื่อแรกเห็น

ใกล้เธอแล้ว หัวใจฉันสงบเย็น ด้วยเพราะเธอเป็นที่พักให้ใจพิง

เธอเป็นเหมือนร่มเงาบังไอแดด

เธอเป็นเหมือนอรุณแรกให้ความหวัง

มีเธอแล้ว ใจฉันมีพลัง ให้ต่อสู้ฝ่าฟันผองทุกข์ภัย

พี่สาว เธอคือ คููู่่่ชีวิิตบนวิถีธรรม”

จะเริ่มดูแลตัวเองจริงจังวันพรุ่งนี้แล้ว และจะคอยอัพเดทให้ฟังจ๊ะ

ความกลัว กับ ความกล้า

“ความกล้า คือ การทำในสิ่งที่อาจจะรู้สึกกลัว”

— จากการ์ตูนอังกฤษ Postman

อะไรที่ืทำให้เราทำบางสิ่งบางอย่าง แม้จะมีความกลัวอยู่ในใจ

จะเป็นความหมายต่อสิ่งที่ทำหรือเปล่า

นึกถึง William Wallace วีรบุรุษแห่งสก๊อตแลนด์ ที่เรื่องราวของเขาถูกนำมาสร้างเป็นหนังเรื่อง Brave Heart

รู้ว่าต้องตาย (อย่างทรมานด้วย) แต่ทำไมยัง กล้าทำ สู้กับอังกฤษ — เพื่ออิสรภาพ สิทธิ และเอกราชของชนชาติ

พิธีกรรมเพื่อการเริ่มต้น

ทำอย่างไรให้เรารู้สึกใหม่กับทุก ๆ วัน

โดยมากเราจะตื่นอย่างหลับไหล ทำอะไรตามอัตโนมัติ จนหมดวัน

ฉันพยายามค้นคว้า สร้างสรรค์พิธีกรรมบางอย่างที่จะช่วยให้ตัวเอง ตื่นขึ้นกับวันใหม่ทุก ๆวันและนอนไปด้วยความตื่นรู้ว่า เราดำรงชีวิตอย่างไรในวันนี้

จึงขอแลกเปลี่ยนความคิด วิธีการที่เพียรทำได้สักระยะหนึ่ง อย่างนี้

เมื่อรู้ตัว ลืมตาตื่น ฉันจะยิ้มกับภาพแรกที่เห็น และมักมองไปนอกหน้าต่าง เพื่อดูกิ่งก้านต้นจามจุรี นก และดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้น “ดีจังวันใหม่แล้ว” ฉันบอกกับตัวเอง (บางทีก็ลืมพิธีกรรมนี้)

เมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จ ฉันจะไปนั่งสมาธิราว 15 ถึง 30 นาที เป็นพิธีกรรมแห่งวันใหม่ เพื่อตั้งใจใช้ชีวิตในวันนั้น

เมื่อใจสงบพอประมาณ ฉันจะเริ่มด้วย การขอบคุณ ธรรมชาติและสรรพสิ่ง กรรมที่ให้โอกาสฉันได้ตื่นขึ้นมาสัมผัสโลกอีกหนึ่งวัน และขอให้วันนี้เป็นโอกาสแห่งการทำดี และ มีชีวิตที่งดงาม

เมื่อจบการขอบคุณแล้ว ฉันจะตั้งความปรารถนาว่า วันนี้ฉันจะทำอะไร อย่างไร กับใครบ้าง ซึ่งในทุกๆ วัน ฉันกล่าวว่า

  • ฉันจะรักษาศีล 5 ให้ละเอียดลึกซึ้งขึ้น และอย่างมั่นคง
  • ฉันตั้งใจละเว้นอกุศลทั้งทางกาย วาจา และ ใจ
  • ฉันตั้งใจทำความดีให้ยิ่งๆ ทั้ง กาย วาจา และ ใจ
  • ฉันตั้งใจภาวนาให้จิตใจสว่าง สะอาด สงบ
  • ฉันจะดำรงตนในความเพียร ขันติธรรม ความสันโดษ

จากนั้นก็จะเป็นการพิจารณาว่าในวันนี้ จะทำการงานใดบ้างให้แล้วเสร็จ และมีนัดหมายอะไรกับใคร เราต้องการอะไร การพบปะพูดคุยเป็นไปเพื่ออะไร เป็นต้น

สุดท้าย ก็แผ่ความรัก ความปรารถนาดี ไมตรีจิตให้สรรพสิ่ง

พิธีกรรมงามเช้าง่าย ๆ เช่นนี้ เป็นอุบายให้ใจมีทิศทาง ว่าในแต่ละวันที่เราจะเดินทางบนเส้นทางชีวิตนั้น เราจะเดินไปในทิศทางใด จะได้ไม่หลง หรือ ถ้าจะหลงไปบ้าง ก็จะได้กลับมาทัน

ฉันพบว่า การทำอย่างนี้ ช่วยได้มาก ชีวิตดำเนินไปในทิศทางที่ตั้งใจมากขึ้นเรื่อยๆ แม้มีสิ่งที่ไม่คาดคิดจะเข้ามา ใจก็หนักแน่นพอที่จะประคับประคองไม่ให้ออกนอกทางมากนัก

ฉันขยายแนวทางนี้ไปยัง ช่วงเวลาที่จะเริ่มทำงานด้วย

เช่นว่าจะเริ่มเขียนบทความ ก็จะนั่งนิ่งๆ สักพัก ให้ใจผ่อนคลาย แล้วพิจารณาว่า เป้าหมายของงานนี้คืออะไร ต้องทำอะไรบ้าง เกี่ยวข้องกับใครบ้าง งานนี้มีประโยชน์อย่างไร งานที่จะทำน่าจะใช้เวลาสักเท่าไร

ที่สำคัญเราจะทำงานนี้ให้สำเร็จได้ต้องวางใจอย่างไร

“วางความคาดหวังในผลของงาน ว่าจะเขียนให้ดี วางความกลัวว่าจะเขียนไม่ได้ดี จดจ่อกับปัจจุบัน รวบรวมสมาธิ”

เมื่อพิจารณาทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็ลงมือทำงาน

งานเสร็จตามที่ตั้งใจ และที่สำคัญ ฉันมีความสุข และ พึงพอใจอย่างมากกับกระบวนการทำงาน และ ผลของงานที่ได้

การพิจารณาสิ่งเหล่านี้ใช้เวลาไม่นานเลย เมื่อเราเริ่มต้นได้ดี หนักแน่นมั่นคง มีแนวทางชัดเจนแล้ว ก็จะช่วยให้การทำงานราบรื่นขึ้น

เมื่อมีพิธีเริ่มต้นวันใหม่ ก็ต้องมีพิธีปิด

ก่อนนอน ฉันจะภาวนาสัก 30 นาที แล้วพิจารณาทบทวนวันที่ผ่านมา้ โดยเริ่มต้นจาก

คำ ขอบคุณวันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่าง ธรรมชาติ อาหาร ผู้คน เอ่ยชื่อกันเลยทีเดียว ที่ช่วยให้ชีวิตในวันนี้ของฉันสมบูรณ์ เป็นวันแห่งการเรียนรู้

คำ ขอโทษ สิ่งต่าง ๆ และผู้คน ทั้งเอ่ยนามและเหมารวม ทั้งในวันนี้ และวันก่อน ๆ ที่ฉันรู้สึกว่าได้ล่วงเกินทางกาย วาจา ใจ

คำ ให้อภัย สิ่งต่าง ๆ ผู้คนทั้งหลายและเป็นรายบุคคลเลย ทั้งในวันนี้ และ วันก่อน ๆ ที่ทำให้ฉันรู้สึกเป็นทุกข์ ไม่สบายใจ

จากนั้น ฉันทบทวนทิศทางในยามเช้าว่า วันนี้ ฉันได้ทำสิ่งที่ตั้งใจไว้เมื่อเช้า เป็นอย่างไรบ้าง เริ่มจาก

  • ทบทวนศีล ทีละข้อ ว่าพลาด พลั้ง เผลอ ผิด อะไรไปบ้าง และจะแก้ไขอย่างไร
  • ทบทวนว่าได้ละความชั่วอะไรไปบ้าง ทำความดีอะไรไปบ้าง และ รักษาใจได้แค่ไหน
  • ทบทวนความเพียร ความอดทน และ ความสันโดษ ว่ามีอะไรต้องเพียรต่อ ทำได้ดีกว่าเดิมไหม

สุดท้าย ก็แผ่บุญกุศลทั้งหลายให้สรรพชีวิต รวมถึงตัวเองด้วย

พิธีกรรมแห่งวันเช่นนี้ ช่วยให้ฉันรู้สึกคล้าย ๆ กับว่า ได้ใช้ชีวิตในแต่ละวันจริง ๆ

เมื่อ งู กับ คน ดวลกัน

หากฉันเป็นนักเรียนใน Hogwart ของวรรณกรรมเด็ก เรื่อง แฮรี่ พอทเตอร์ ฉันเชื่อแน่ว่า The Hat คงเลือกให้ฉันอยู่บ้าน Slitherin บ้านแห่งงูแน่ๆ เลย

ทำไมนะหรือ เพราะฉันเริ่มรู้สึกว่า เชื่อมโยงและสื่อสารกับงูได้

ความรู้สึกเชื่อมโยงกับงู เกิดขึ้นอย่างเด่นชัด ราว ปีกว่าๆ เห็นจะได้ ตอนนั้น ฉันกำลังนั่งคุยโทรศัพท์ริมบ่อน้ำหน้าบ้าน กำลังเพลินๆ ก็เห็นงูตัวใหญ่ตัวหนึ่งเลื้อยมาหยุุดอยู่ตรงข้ามบ่อน้ำ

เราสบตากัน เวลาหยุดนิ่ง ราวกับไม่เคยมีอยู่

ในช่วงสั้นๆ นั้น ฉันเห็นความงามในสีสัน ในเลื่อมเกล็ดของงู

ฉันเห็นแววตาแห่งมิตรภาพ ความสันโดษลำพัง และแววตาแห่งความกลัวในงูตัวนั้น

เวลาผ่านไปเพียงใดไม่ทราบแน่ สักพัก เราต่างสะดุ้ง ฉันหันหลังเดินเข้าบ้าน ส่วนงูตัวนั้นเลื้อยลับไปกับอากาศ

เราต่างกลัวกันและกัน สัญชาติญาณแห่งความกลัวในงู มีอยู่ในฉันซึ่งเป็นผลผลิตของวิวัฒนาการจากสัตว์เลื้อยคลานด้วย

การพบกันครั้งนั้น ทำให้ฉันรู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า งู

งูไม่น่ากลัว มันเป็นสัตว์ที่สง่างาม สันโดษ รักสงบ

ความน่ากลัวของงู อยู่ที่ความกลัวในสัญชาต์ญาณที่ยังไม่ได้รับการขัดเกลา งูฉกและกัด เพราะมันกลัว กลัวจนต้องปกป้องตัวเอง และทำร้ายผู้อื่นก่อน

มนุษย์เองก็เป็นเช่นนั้น

ไม่กี่วันมานี้ ฉันกำลังจะเอารถออกจากบ้าน เมื่อเดินไปถึงประตูรั้ว เห็นงูเห่าขนาดกลาง (วัยรุ่น) ตัวหนึ่งนอนนิ่งอยู่ ฉันชะงัก รู้สึกว่า มันกำลังหลงทาง งงอยู่ว่าจะไปทางไหนดี

ส่วนฉัน คิดเพียงว่า อย่าเข้ามาในบ้านนะ

แล้วมันก็เลื้อยเข้ามาในบริวเณบ้าน ฉันหยิบไม้กวาด พยายามบอกทางให้เขาออกไป เขาแผ่แม่เบี้ยเล็กน้อย แล้วเลื้อยไปในทางที่ฉันชี้บอก

คุณพ่อเดินออกมาพอดี ฉันบอกพ่อว่ามีงู ให้ระวัง แล้วจะไปเอาการบูรมาโปรยไล่ เพราะ พะตีปะกากะญอบอกฉันคราวไปนอนป่าลำพังว่า สัตว์อันตราย เช่นเสือ และ งู ไม่ชอบกลิ่นฉุน เปรี้ยว ประมาณนั้น

แต่ยังไม่ทันทำอะไร ยามหมู่บ้านผ่านมาพอดี พ่อจึงเรียกให้มาจับงู

เขาหยิบไม้กวาดมา เงื้อขึ้นสุดมือ ฉันร้อง “อย่าฆ่า” เสียงไม้ฟาดพื้นดังตึ้บ “อย่าฆ่าเขา ให้เขาไปหลังบ้าน” เสียงดังอีกหนึ่งตึ้บ

หัวใจฉันร้องไห้ รู้สึุกเหมือนว่าเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา ฉันรู้สึกว่า น้องงูเดินทางตามลำพัง สันโดษ เขาออกจะกลัวผุ้คนเสียด้วยซ้ำ ด้วยมนุษย์รุกรานพื้นที่อยู่อาศัยของเขา เขาจึงจำเป็นต้องอยู่รอดด้วยการปะปนอยู่กับคนด้วย และจบชีวิตลงเช่นนี้

ฉันเสียใจ ในฐานะผู้บอกพ่อว่า งูตัวนี้อยู่ในบ้าน

ฉันเสียใจที่งูต้องตาย และ มีคนที่ร่วมทำกรรมนี้

มันเป็นการดวลกันระหว่าง ความกลัวของ งู และ ความกลัวของ คน

ในการดวลครั้งนี้ งูอาจจะตาย แต่ผู้แพ้ คือ คนที่ไม่อาจก้าวข้าม และดูแลความกลัวภายในได้

ความกลัวทำให้เราทำร้ายกัน

เรากลัวเพราะ เราไม่รู้

เรากลัวเพราะความคิดปรุงแต่งสร้างภาพมายา

ท้ายที่สุด เราฆ่ากัน สร้างกรรม เพราะภาพมายาที่จิตปรุงแต่ง

ฉันร้องไห้ เสียใจอย่างที่สุด การฆ่าไม่ดีเลยจริงๆ ไม่ว่าจะฆ่าอะไร ฉันเจ็บปวดเหลือเกินกับเหตุการณ์ครั้งนี้

ฉันอยากให้งูตัวนั้น ที่ฉันนับเป็นเพื่อน ไปดีอย่าได้มีชะตากรรมเช่นนี้อีก

ฉันจึงตั้งใจว่้า จะทำบุญให้เขา ด้วยการให้การตายของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันเปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจ ยกให้เขาเป็นครู เป็นพระโพธิสัตว์ที่เสียสละชีวิตเพื่อมาปลุกจิตวิญญาณของฉัน

ด้วยความเสียสละของงูตัวนี้ ฉันตั้งใจว่า จะดำรงตนในศีลข้อที่ 1 อย่างมั่นคง จะหมั่นสำรวจตรวจสอบและทำศีลข้อนี้ให้ละเอียด ปราณีตขึ้นเรื่อยๆ ฉันจะทำทุกวิถีทางที่จะบำรุงหล่อเลี้ยงชีวิตทุกชีวิตเต็มสติปัญญาความสามารถ และฉันจะละ ลด เลิก การฆ่าทางอ้อม เช่นการบริโภคเนื้อสัตว์และเบียดเบียนสัตว์ต่างๆ เป็นต้น

ขอกุศลผลแห่งความตั้งใจนี้ ส่งถึงน้องงู ให้น้องมีความสุข ศานติ