ความกลัว กับ ความกล้า

“ความกล้า คือ การทำในสิ่งที่อาจจะรู้สึกกลัว”

— จากการ์ตูนอังกฤษ Postman

อะไรที่ืทำให้เราทำบางสิ่งบางอย่าง แม้จะมีความกลัวอยู่ในใจ

จะเป็นความหมายต่อสิ่งที่ทำหรือเปล่า

นึกถึง William Wallace วีรบุรุษแห่งสก๊อตแลนด์ ที่เรื่องราวของเขาถูกนำมาสร้างเป็นหนังเรื่อง Brave Heart

รู้ว่าต้องตาย (อย่างทรมานด้วย) แต่ทำไมยัง กล้าทำ สู้กับอังกฤษ — เพื่ออิสรภาพ สิทธิ และเอกราชของชนชาติ

พิธีกรรมเพื่อการเริ่มต้น

ทำอย่างไรให้เรารู้สึกใหม่กับทุก ๆ วัน

โดยมากเราจะตื่นอย่างหลับไหล ทำอะไรตามอัตโนมัติ จนหมดวัน

ฉันพยายามค้นคว้า สร้างสรรค์พิธีกรรมบางอย่างที่จะช่วยให้ตัวเอง ตื่นขึ้นกับวันใหม่ทุก ๆวันและนอนไปด้วยความตื่นรู้ว่า เราดำรงชีวิตอย่างไรในวันนี้

จึงขอแลกเปลี่ยนความคิด วิธีการที่เพียรทำได้สักระยะหนึ่ง อย่างนี้

เมื่อรู้ตัว ลืมตาตื่น ฉันจะยิ้มกับภาพแรกที่เห็น และมักมองไปนอกหน้าต่าง เพื่อดูกิ่งก้านต้นจามจุรี นก และดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้น “ดีจังวันใหม่แล้ว” ฉันบอกกับตัวเอง (บางทีก็ลืมพิธีกรรมนี้)

เมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จ ฉันจะไปนั่งสมาธิราว 15 ถึง 30 นาที เป็นพิธีกรรมแห่งวันใหม่ เพื่อตั้งใจใช้ชีวิตในวันนั้น

เมื่อใจสงบพอประมาณ ฉันจะเริ่มด้วย การขอบคุณ ธรรมชาติและสรรพสิ่ง กรรมที่ให้โอกาสฉันได้ตื่นขึ้นมาสัมผัสโลกอีกหนึ่งวัน และขอให้วันนี้เป็นโอกาสแห่งการทำดี และ มีชีวิตที่งดงาม

เมื่อจบการขอบคุณแล้ว ฉันจะตั้งความปรารถนาว่า วันนี้ฉันจะทำอะไร อย่างไร กับใครบ้าง ซึ่งในทุกๆ วัน ฉันกล่าวว่า

  • ฉันจะรักษาศีล 5 ให้ละเอียดลึกซึ้งขึ้น และอย่างมั่นคง
  • ฉันตั้งใจละเว้นอกุศลทั้งทางกาย วาจา และ ใจ
  • ฉันตั้งใจทำความดีให้ยิ่งๆ ทั้ง กาย วาจา และ ใจ
  • ฉันตั้งใจภาวนาให้จิตใจสว่าง สะอาด สงบ
  • ฉันจะดำรงตนในความเพียร ขันติธรรม ความสันโดษ

จากนั้นก็จะเป็นการพิจารณาว่าในวันนี้ จะทำการงานใดบ้างให้แล้วเสร็จ และมีนัดหมายอะไรกับใคร เราต้องการอะไร การพบปะพูดคุยเป็นไปเพื่ออะไร เป็นต้น

สุดท้าย ก็แผ่ความรัก ความปรารถนาดี ไมตรีจิตให้สรรพสิ่ง

พิธีกรรมงามเช้าง่าย ๆ เช่นนี้ เป็นอุบายให้ใจมีทิศทาง ว่าในแต่ละวันที่เราจะเดินทางบนเส้นทางชีวิตนั้น เราจะเดินไปในทิศทางใด จะได้ไม่หลง หรือ ถ้าจะหลงไปบ้าง ก็จะได้กลับมาทัน

ฉันพบว่า การทำอย่างนี้ ช่วยได้มาก ชีวิตดำเนินไปในทิศทางที่ตั้งใจมากขึ้นเรื่อยๆ แม้มีสิ่งที่ไม่คาดคิดจะเข้ามา ใจก็หนักแน่นพอที่จะประคับประคองไม่ให้ออกนอกทางมากนัก

ฉันขยายแนวทางนี้ไปยัง ช่วงเวลาที่จะเริ่มทำงานด้วย

เช่นว่าจะเริ่มเขียนบทความ ก็จะนั่งนิ่งๆ สักพัก ให้ใจผ่อนคลาย แล้วพิจารณาว่า เป้าหมายของงานนี้คืออะไร ต้องทำอะไรบ้าง เกี่ยวข้องกับใครบ้าง งานนี้มีประโยชน์อย่างไร งานที่จะทำน่าจะใช้เวลาสักเท่าไร

ที่สำคัญเราจะทำงานนี้ให้สำเร็จได้ต้องวางใจอย่างไร

“วางความคาดหวังในผลของงาน ว่าจะเขียนให้ดี วางความกลัวว่าจะเขียนไม่ได้ดี จดจ่อกับปัจจุบัน รวบรวมสมาธิ”

เมื่อพิจารณาทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็ลงมือทำงาน

งานเสร็จตามที่ตั้งใจ และที่สำคัญ ฉันมีความสุข และ พึงพอใจอย่างมากกับกระบวนการทำงาน และ ผลของงานที่ได้

การพิจารณาสิ่งเหล่านี้ใช้เวลาไม่นานเลย เมื่อเราเริ่มต้นได้ดี หนักแน่นมั่นคง มีแนวทางชัดเจนแล้ว ก็จะช่วยให้การทำงานราบรื่นขึ้น

เมื่อมีพิธีเริ่มต้นวันใหม่ ก็ต้องมีพิธีปิด

ก่อนนอน ฉันจะภาวนาสัก 30 นาที แล้วพิจารณาทบทวนวันที่ผ่านมา้ โดยเริ่มต้นจาก

คำ ขอบคุณวันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่าง ธรรมชาติ อาหาร ผู้คน เอ่ยชื่อกันเลยทีเดียว ที่ช่วยให้ชีวิตในวันนี้ของฉันสมบูรณ์ เป็นวันแห่งการเรียนรู้

คำ ขอโทษ สิ่งต่าง ๆ และผู้คน ทั้งเอ่ยนามและเหมารวม ทั้งในวันนี้ และวันก่อน ๆ ที่ฉันรู้สึกว่าได้ล่วงเกินทางกาย วาจา ใจ

คำ ให้อภัย สิ่งต่าง ๆ ผู้คนทั้งหลายและเป็นรายบุคคลเลย ทั้งในวันนี้ และ วันก่อน ๆ ที่ทำให้ฉันรู้สึกเป็นทุกข์ ไม่สบายใจ

จากนั้น ฉันทบทวนทิศทางในยามเช้าว่า วันนี้ ฉันได้ทำสิ่งที่ตั้งใจไว้เมื่อเช้า เป็นอย่างไรบ้าง เริ่มจาก

  • ทบทวนศีล ทีละข้อ ว่าพลาด พลั้ง เผลอ ผิด อะไรไปบ้าง และจะแก้ไขอย่างไร
  • ทบทวนว่าได้ละความชั่วอะไรไปบ้าง ทำความดีอะไรไปบ้าง และ รักษาใจได้แค่ไหน
  • ทบทวนความเพียร ความอดทน และ ความสันโดษ ว่ามีอะไรต้องเพียรต่อ ทำได้ดีกว่าเดิมไหม

สุดท้าย ก็แผ่บุญกุศลทั้งหลายให้สรรพชีวิต รวมถึงตัวเองด้วย

พิธีกรรมแห่งวันเช่นนี้ ช่วยให้ฉันรู้สึกคล้าย ๆ กับว่า ได้ใช้ชีวิตในแต่ละวันจริง ๆ

เมื่อ งู กับ คน ดวลกัน

หากฉันเป็นนักเรียนใน Hogwart ของวรรณกรรมเด็ก เรื่อง แฮรี่ พอทเตอร์ ฉันเชื่อแน่ว่า The Hat คงเลือกให้ฉันอยู่บ้าน Slitherin บ้านแห่งงูแน่ๆ เลย

ทำไมนะหรือ เพราะฉันเริ่มรู้สึกว่า เชื่อมโยงและสื่อสารกับงูได้

ความรู้สึกเชื่อมโยงกับงู เกิดขึ้นอย่างเด่นชัด ราว ปีกว่าๆ เห็นจะได้ ตอนนั้น ฉันกำลังนั่งคุยโทรศัพท์ริมบ่อน้ำหน้าบ้าน กำลังเพลินๆ ก็เห็นงูตัวใหญ่ตัวหนึ่งเลื้อยมาหยุุดอยู่ตรงข้ามบ่อน้ำ

เราสบตากัน เวลาหยุดนิ่ง ราวกับไม่เคยมีอยู่

ในช่วงสั้นๆ นั้น ฉันเห็นความงามในสีสัน ในเลื่อมเกล็ดของงู

ฉันเห็นแววตาแห่งมิตรภาพ ความสันโดษลำพัง และแววตาแห่งความกลัวในงูตัวนั้น

เวลาผ่านไปเพียงใดไม่ทราบแน่ สักพัก เราต่างสะดุ้ง ฉันหันหลังเดินเข้าบ้าน ส่วนงูตัวนั้นเลื้อยลับไปกับอากาศ

เราต่างกลัวกันและกัน สัญชาติญาณแห่งความกลัวในงู มีอยู่ในฉันซึ่งเป็นผลผลิตของวิวัฒนาการจากสัตว์เลื้อยคลานด้วย

การพบกันครั้งนั้น ทำให้ฉันรู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า งู

งูไม่น่ากลัว มันเป็นสัตว์ที่สง่างาม สันโดษ รักสงบ

ความน่ากลัวของงู อยู่ที่ความกลัวในสัญชาต์ญาณที่ยังไม่ได้รับการขัดเกลา งูฉกและกัด เพราะมันกลัว กลัวจนต้องปกป้องตัวเอง และทำร้ายผู้อื่นก่อน

มนุษย์เองก็เป็นเช่นนั้น

ไม่กี่วันมานี้ ฉันกำลังจะเอารถออกจากบ้าน เมื่อเดินไปถึงประตูรั้ว เห็นงูเห่าขนาดกลาง (วัยรุ่น) ตัวหนึ่งนอนนิ่งอยู่ ฉันชะงัก รู้สึกว่า มันกำลังหลงทาง งงอยู่ว่าจะไปทางไหนดี

ส่วนฉัน คิดเพียงว่า อย่าเข้ามาในบ้านนะ

แล้วมันก็เลื้อยเข้ามาในบริวเณบ้าน ฉันหยิบไม้กวาด พยายามบอกทางให้เขาออกไป เขาแผ่แม่เบี้ยเล็กน้อย แล้วเลื้อยไปในทางที่ฉันชี้บอก

คุณพ่อเดินออกมาพอดี ฉันบอกพ่อว่ามีงู ให้ระวัง แล้วจะไปเอาการบูรมาโปรยไล่ เพราะ พะตีปะกากะญอบอกฉันคราวไปนอนป่าลำพังว่า สัตว์อันตราย เช่นเสือ และ งู ไม่ชอบกลิ่นฉุน เปรี้ยว ประมาณนั้น

แต่ยังไม่ทันทำอะไร ยามหมู่บ้านผ่านมาพอดี พ่อจึงเรียกให้มาจับงู

เขาหยิบไม้กวาดมา เงื้อขึ้นสุดมือ ฉันร้อง “อย่าฆ่า” เสียงไม้ฟาดพื้นดังตึ้บ “อย่าฆ่าเขา ให้เขาไปหลังบ้าน” เสียงดังอีกหนึ่งตึ้บ

หัวใจฉันร้องไห้ รู้สึุกเหมือนว่าเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา ฉันรู้สึกว่า น้องงูเดินทางตามลำพัง สันโดษ เขาออกจะกลัวผุ้คนเสียด้วยซ้ำ ด้วยมนุษย์รุกรานพื้นที่อยู่อาศัยของเขา เขาจึงจำเป็นต้องอยู่รอดด้วยการปะปนอยู่กับคนด้วย และจบชีวิตลงเช่นนี้

ฉันเสียใจ ในฐานะผู้บอกพ่อว่า งูตัวนี้อยู่ในบ้าน

ฉันเสียใจที่งูต้องตาย และ มีคนที่ร่วมทำกรรมนี้

มันเป็นการดวลกันระหว่าง ความกลัวของ งู และ ความกลัวของ คน

ในการดวลครั้งนี้ งูอาจจะตาย แต่ผู้แพ้ คือ คนที่ไม่อาจก้าวข้าม และดูแลความกลัวภายในได้

ความกลัวทำให้เราทำร้ายกัน

เรากลัวเพราะ เราไม่รู้

เรากลัวเพราะความคิดปรุงแต่งสร้างภาพมายา

ท้ายที่สุด เราฆ่ากัน สร้างกรรม เพราะภาพมายาที่จิตปรุงแต่ง

ฉันร้องไห้ เสียใจอย่างที่สุด การฆ่าไม่ดีเลยจริงๆ ไม่ว่าจะฆ่าอะไร ฉันเจ็บปวดเหลือเกินกับเหตุการณ์ครั้งนี้

ฉันอยากให้งูตัวนั้น ที่ฉันนับเป็นเพื่อน ไปดีอย่าได้มีชะตากรรมเช่นนี้อีก

ฉันจึงตั้งใจว่้า จะทำบุญให้เขา ด้วยการให้การตายของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันเปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจ ยกให้เขาเป็นครู เป็นพระโพธิสัตว์ที่เสียสละชีวิตเพื่อมาปลุกจิตวิญญาณของฉัน

ด้วยความเสียสละของงูตัวนี้ ฉันตั้งใจว่า จะดำรงตนในศีลข้อที่ 1 อย่างมั่นคง จะหมั่นสำรวจตรวจสอบและทำศีลข้อนี้ให้ละเอียด ปราณีตขึ้นเรื่อยๆ ฉันจะทำทุกวิถีทางที่จะบำรุงหล่อเลี้ยงชีวิตทุกชีวิตเต็มสติปัญญาความสามารถ และฉันจะละ ลด เลิก การฆ่าทางอ้อม เช่นการบริโภคเนื้อสัตว์และเบียดเบียนสัตว์ต่างๆ เป็นต้น

ขอกุศลผลแห่งความตั้งใจนี้ ส่งถึงน้องงู ให้น้องมีความสุข ศานติ

นิทานหอยนางรมพระโพธิสัตว์

กาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ ณ ชายหาดแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของทวีปอเมริกา ยังมีนิคมอันกว้างไกล อันเป็นแหล่งอาศัยที่อบอุ่นและปลอดภัยของเหล่าหอยนางรมยักษ์ เนื้อแน่น นุ่ม แสนอร่อยทั้งหลาย

พวกเขาอยู่ที่นั่นอย่างมีความสุข อุดมสมบูรณ์ด้วยอาหาร แร่ธาตุจากดินภูเขาไฟ และบรรดาแพลงตอนในทะเล นอกจากนั้น ชายหาดแห่งนี้ยังได้รับการพิทักษ์รักษาจากผู้คนที่อาศัยร่วมกับหอยนางรมในบริเวณชายฝั่งนั้น

ดินแดนแห่งห�ยนางรม

ดินแดนแห่งหอยนางรม

ที่นั่น มีกฏอยู่ว่า เฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นจึงจะมีสิทธิจับหอยนางรมได้ และในแต่ละครั้งจะสามารถนำหอยนางรมไปได้เพียงคนละไม่เกิน 16 ตัว

มาตราการนี้ออกโดยสภาชาวบ้านและหอยนางรม เพื่อการอยู่ร่วมที่เบียดเบียนกันน้อยที่สุด

และแล้ววันหนึ่ง หอยนางรมยักษ์ก็เกิดนิมิตรว่า ชะตากำลังจะขาดด้วยน้ำมือของนักท่องเที่ยวสาวคนหนึ่งผู้มาทางจากแดนไกลโพ้นทวีป จะมีหอยกี่ตัวที่จะกลายเป็นซากศพในท้องของหญิงคนนั้น หอยนางรมตัวหนึ่่งรำพึง “เราจะช่วยเพื่อนหอยนางรมของเราให้รอดจากปากมนุษย์ผู้นี้ได้อย่างไร”

ทีบ้านริมชายหาด หญิงวัยกลางคนถามสาวผิวเข้มจากเอเชียว่า “ชอบกินหอยนางรมไหม ป้าจะ้พาไปเก็บสดๆ จากชายหาด ทั้งสด สะอาด นานๆที่จะได้กินอะไรแบบนี้” ป้าบอก

หญิงสาวผู้โปรดปรานหอยนางรม ตาลุกวาว  รีบหยิบถังพลาสติก แล้วเดินตามป้าลงไปยังชายหาดที่ดารดาดด้วยเปลือกหอยสีขาว จนไม่เห็นพื้นทราย “ทั้งหมดนี้เป็นหอยนางรมทั้งที่เหลือแต่เปลือก และที่ยังเป็น ๆ อยู่ เลือกเก็บได้เลย” ป้าบอก

แต่สำนึกถึงชีวิตยังมีอยู่ในใจ ระคนไปกับรสชาติความอร่อยของหอยนางรม “เราเลือกเก็บเฉพาะตัวใหญ่ ๆ และ ตัวที่อยู่ลำพังแล้วกันนะ” ป้า หลานตกลงกัน

ข้อตกลงเช่นนั้นทำให้การเก็บยากขึ้น เพราะหอยนางรมมักจะเกาะกันอยู่เป็นกลุ่ม ยิ่งตัวใหญ่จะยิ่งมีหอยตัวเล็ก ๆ มาขอเกาะอาศัยด้วย

ด้วยเหตุนี้ พวกเธอจึงใช้เวลาในการเก็บอยู่นาน “โชคร้ายหน่อยนะ ไม่ยอมรวมกลุ่มกับเพื่อน ก็โดนกินอย่างนี้แหละ” หญิงสาวพูดกับหอยที่เธอเลือกเก็บใส่ถัง

ขณะที่หญิงสาวกำลังเลือกเก็บ พิจารณาหอยแต่ละตัว เธอหยิบหอยนางรมตัวใหญ่ตัวหนึ่งขึ้นมา และเธอก็ได้ยินเสียงหนึ่งในใจ

ห�ยนางรมโพธิสัตว์

หอยนางรมโพธิสัตว์

“เธอเองก็เคยเป็นหอยนางรมมาก่อน จำไม่ได้หรือ เธอจำความรู้สึกที่โดนแงะเปลือก ขุดเธอออกจากเปลือก และกลืนเธอสด ๆ ลงท้องไปได้ไหม”

ตาของหญิงสาวชุ่มด้วยน้ำตา ไม่อยากกินหอยนางรมแล้ว สงสารจับใจ

“ทะเล คือ บรรพบุรุษของเรา คือ อู่ที่ให้และหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษยชาติมาตลอด” เธอรำพึงในใจ เกิดความรู้สึกเชื่อมโยงกับบรรดาหอยนางรมและสัตว์ทะเลทั้งหลาย ราวกับว่า เคยเป็นครอบครัวเดียวกันมาแต่ชาติปางก่อน

ปฏิสัมพันธ์ที่ผู้ฆ่า มีกับ เหยื่อ เป็นนาทีทองแห่งชีวิต และพลิกจิตได้ นี่กระมัง การที่เราไม่เห็นเหยื่อในขณะที่กำลังจะตาย ไม่เห็นกระบวนการ เราเห็นและกินแต่สิ่งที่ เสร็จ แล้ว ทำให้เรากินสิ่งๆ นั้นได้อย่างง่ายดาย เพราะเราไม่เห็นจิตวิญญาณในขณะที่มันยังมีชีวิต”

ในใจเธอ คิดยุติการกิน แต่เกรงใจความปรารถนาดีของป้าที่อยากให้เราได้กินของดี และ อร่อย

หญิงสาวจึงตัดสินใจ ตั้งสัจจะอธิษฐานต่อหอยนางรมตัวใหญ่ทั้งหลายที่เธอเก็บมาว่า “เราจะให้ท่านทั้งหลายสละชีวิตของท่านเป็นทาน ดั่งที่พระโพธิสัตว์เคยทำ ชีวิตของท่านจะไม่สูญเปล่า แต่จะแปรเปลี่ยนเป็นความรักและปัญญาที่เติบโตในใจของข้าพเจ้า”

ชีวิตของท่านจะช่วยชีวิตทั้งหลายบนชายหาดนี้ และ ชีวิตหอยนางรมทั้งหลายทั่วโลก ต่อแต่นี้ไป ข้าพเจ้าจะไม่กินหอยนางรมอีกเลย ชั่วชีวิต”

และขอให้บุญจากความตั้งใจ ตั้งสัจจะอธิษฐาน และ ความพยายามที่ข้าพเจ้าจะได้ทำตามคำมั่น ขอให้บุญกุศลทั้งหลาย ไปถึงท่านตลอดกาลนาน”

เย็นนั้น หญิงสาวช่วยป้าแงะหอยนางรมออกจากเปลือก ในใจเธอก็ภาวนาระลึกถึงคำสัญญาที่ให้

จนทุกวันนี้ คำสัญญายังคงงอกงาม มั่นคงในใจของเธอ

เจ็บ – ไม่เจ็บ

โ�บก�ดความเจ็บปวดด้วยรัก ภาพจากสมคิด ชัยจิตวนิช

โอบกอดความเจ็บปวดด้วยรัก ภาพจากสมคิด ชัยจิตวนิช

“หากศิษย์พร้อม ครูจะมา” เป็นคำพูดที่สะท้อนสัจจธรรมอย่างหนึ่งว่า ไม่มีสิ่งใดเป็นเรื่องบังเอิญ ทุกสิ่งมีที่มา มีทางที่จะดำเนินไปและมีเป้าหมายในการที่เกิดขึ้น

เมื่อใจของศิษย์พร้อมที่จะเรียบนรู้บทเรียนบางอย่าง  ครูจะปรากฏขึ้นเพื่อสอน สั่ง และ ชี้ทางแห่งการฝึกตน

ครูในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะบุคคล อาจเป็นสัตว์ เหตุการณ์ หนังสือ คำพูดที่ได้ยินจากคนที่นั่งข้างๆ บนรถเมล์ หรือ ภาพในธรรมชาติบางอย่าง เป็นอะไรก็ได้ ที่กระตุกเตือน ให้เราได้เห็นชีวิตและโลกในมุมมองที่ต่างไป

ทุกคนเป็นศิษย์มีครูทั้งนั้น มากบ้าง น้อยบ้าง ต่างกรรม ต่างวาระ

ในปีนี้ ครูของเรา คือ ความทุกข์ทางร่างกาย ความเจ็บปวด

เราประเดิมปีใหม่ด้วยอาการ ปวดท้อง ปวดฟัน และ ตอนนี้ ปวดหน้าอก

อาการเจ็บปวดสอนเราให้รู้จักร่างกายตนเองมากขึ้น ได้เห็นว่า ความเจ็บปวดมีผลอย่างไรกับร่างกายในส่วนอื่น ๆ

ความปวดระดับใดที่ทำให้ ร่างกายอ่อนเพลียล้าจนเกิดอาการไข้ ตามมาได้

ความปวด ทำให้เกิดอาการเครียดในสมอง และส่วนใดของสมองที่มีอาการเกร็งกับอาการปวด

สิ่งใดที่อาจช่วยบรรเทาความปวดได้บ้าง เช่นลมหายใจลึกๆ การบริหารร่างกายเบาๆ บางอย่าง ความสุข ความสงบใจ เป็นต้น

ความปวดนี้่เอง ที่ช่วยให้การฝึกสติ และสมาธิเราได้เข้มแข็งขึ้น การวางใจเฉยกับความเจ็บปวด ช่วยได้มาก เห็นความปวดเป็นคนละส่วนกับจิตใจ เป็นเส้นขนานกันไป ก็เพลินได้เหมือนกัน

ที่สำคัญ ความปวดทำให้ หัวใจของเรางอกงาม มีความรัก ความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์ ที่ล้วนต้องผ่านประสบการณ์เจ็บปวดทำนองเดียวกัน หรือมากกว่า รู้สึกเป็นหนึ่งเดียว และปรารถนา่จะให้กำลังใจเพื่อนร่วมโลกที่กำลังเผชิญกับความเจ็บปวด ทุกข์กายอยู่ในตอนนี้

ความเห็น และความรู้สึกเช่นนี้ ทำให้ความเจ็บปวด ไม่ใช่เรื่่องส่วนตัวแต่เป็นเรื่องสากล เราไม่เพ่งแต่ความเจ็บปวดของเราเป็นเรื่องใหญ่ หนำซ้ำเรารู้สึกว่าทุกข์น้อยกว่าหลายคน และควรส่งกำลังใจไปให้คนที่ทุกข์มากกว่าด้วยการภาวนาทองเลน

ไม่รู้ว่า จบจากอาการปวดหน้าอกแล้ว ครูคนใหม่จะเข้ามาสอนวิชาอะไรต่อไป

แต่ไม่ว่า ครูจะเป็นอะไร หน้าตาแบบไหน ถ้าวางใจได้ว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เหมาะและสมแล้วด้วยเหตุปัจจัย มีเหตุผลเพื่อการพัฒนาตัวเองและการเรียนรู้ เราก็จะไม่รังเกียจครูที่เข้ามา

ขอบคุณค่ะ คุณครู

การศึกษา

ท่าน�าจารย์พุทธทาส

ท่านอาจารย์พุทธทาส

เมื่อวันก่อนดูรายการ รู้ทันประเทศไทยของอาจารย์ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เมื่อครั้งที่ท่านไปสนทนาธรรมกับพระอาจารย์ พุทธทาส

เนื้อความที่กระตุุกใจเราให้คิดต่อถึงวันนี้ และคงต่อเนื่องไปในอนาคต คือ ความหมายของการศึกษา

(กระบวน) “การศึกษา คือ ดูตัวเอง ด้วยตัวเอง ในตัวเอง เห็นตัวเอง เข้าใจตัวเอง รู้จัึกตัวเอง วิจัยตัวเอง …” ท่านพุทธทาสกล่าว

ลำดับขั้นของคำพูดของท่านมีความหมายด้วยนะ

เราต้องดูตัวเอง ด้วยตัวของเราเอง ดูภายในของเรา เพื่อให้เห็นตัวเองชัด เมื่อเห็นชัดก็จะเข้าใจตัวเอง เข้าใจแล้วก็รู้จักตัวเองว่าเป็นเช่นไร แล้วก็สามารถวิจัยตัวเองต่อไป เพื่อพัฒนา …. (ต้องขอโทษด้วยที่ว่า เราพลาดข้อมูล หลังการวิจัยตัวเองไป)

แต่เพียงเท่านี้ เ้รามองย้อนไปยังการศึกษาที่เราร่ำเรียนมาในระบบ เรารู้จักตัวเองกันไหม แม้จะเป็นนอกระบบ เช่นจากสื่อ จากสิ่งแวดล้อมในสังคม เรารู้จักตัวเองกันดีหรือยัง

เราศึกษาเรื่องนอกๆ กันเสียมาก มีผู้เชี่ยวชาญหลายคน แย่งกันรู้ รู้ดี และรู้ดีที่สุด แต่ผู้รู้โลกภายนอก บางทีก็มืดบอดต่อโลกภายใน และชีวิตก็อัปปาง

เรารู้โลกภายนอกมามากแล้ว หันมาศึกษาโลกภายในกันบ้างดีไหม

ที่จริง เราเห็นจะต้องเรียนทั้งสองอย่างให้สมดุล ให้การศึกษาโลกภายนอกเกื้อกูลความเข้าใจโลกภายใน และ การศึกษาโลกภายในสนับสนุนการศึกษาโลกภายนอก

จนท้ายที่สุด เราเป็นคนไม่มีนอก ไม่มีใน โปร่งใสที่สุด ...

ดอกไม้จัดใจ

Flowers teach me how to arrange them.

Flowers teach me how to arrange them.

หลายวันมาแล้วที่ในระหว่างรดน้ำต้นไม้ ฉันสังเกตุเห็นเจ้าต้นนี้โอนไหวไปมา ราวกับกำลังพูดว่า เด็ดฉันซิ เล็มฉันไปหน่อย น้ำหนักมากคล้อย ย้อยไปไม่สวย

วันนี้ ฉันจึงตัดสินใจ ตัดกิ่งก้านบางส่วน ที่ระเกะระกะจากต้นตามคำเรียกร้อง ต้นไม้เองก็ต้องการการตัดแต่งเพื่อเติบโตต่อไปเหมือนกัน

ก่อนจะตัด ฉันก็แอบกระซิบกับต้นไม้ว่า มาทำบุญกันนะ เดี๋ยวจะเอาขึ้นไปถวายพระ ไปด้วยกันนะ

บนโต๊ะมีดอกไม้วางอยู่เต็ม จัดอย่างไรดี?

ฉันลองหยิบดอกไม้ขึ้นมาพิจารณาดู รูปร่าง รูปทรง เป็นอย่างไร เอียงขวา ซ้าย หรือตั้งตรง

แล้วฉันหยิบดอกไม้มาตัดกิ่ง ริดใบ ใส่แจกัน หยิบอะไรได้ รู้สึกอะไร ก็ทำเลย บางทีก็งงๆ อยู่ว่า ทำไมตัดกิ่งเท่านี้ ทำไมริดใบออกเท่านั้น ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ทำๆ ไป — สงสัยองค์ดอกไม้ลง —

ระหว่้างจัดดอกไม้ ฉันไร้ความคิด เพราะคิดไม่ออก ไม่รู้เรื่องดอกไม้เลย และอาจจดจ่อกับดอกไม้ก็ได้

ในภาวะที่จิตมีพื้นที่ว่างอยู่นั้น ดอกไม้และแจกันสอนฉันว่า

ความลงตัวอยู่ที่ไม่มากไป ไม่น้อยไป — อย่าโลภ อย่าตระหนี่

ความผสมผสานกลมกลืนลดละการจัดการ บังคับสิ่งต่างๆลงบ้าง และปล่อยให้สิ่งต่างๆ บอกเราว่า เราจะไปด้วยกันอย่างกลมกลืนได้อย่างไร เอาสิ่งอื่นเป็นที่ตั้งบ้าง แล้วชีวิตเราอาจดีขึ้น

แม้ไม่สวยเหมือนนักจัดดอกไม้ฝีมือโปร แต่ฉันรู้สึกว่า นี่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างดอกไำม้ แจกัน และตัวฉันเอง

ฉันรู้สึกอิ่มใจ ปีติอย่างมาก ถ่ายรูปไว้ และนำเอาดอกไม้ไปถวายพระ

ดอกไม้ที่ตัดไว้ยังมีเหลือ จึงจัดใส่แจกันไปวางในห้องนอน และ ห้องน้ำ

สวยจังเลย หมายถึงดอกไม้นะ

บางครั้ง เราแค่เพิ่มเติมองค์ประกอบเล็ก ๆ บางอย่างลงไปในพื้นที่ เช่น ในห้อง บนโต๊ะ ในรถ หรือแม้ในชีวิต

สิ่งเล็กๆ น้อยๆ นั้น กลับนำความเบิิกบานสดใส และมีชีวชีวามาให้อย่างมหาศาล

เพื่อนๆ จ๊ะ วันนี้จะนำองค์ประกอบเล็ก ๆ อะไรมาใส่ให้ชีวิตเบิกบานดีล่ะ ?