คุณค่า(ฆ่า) ชีวิต

เรายังสะเทือนใจกับเรื่องเล่าของพี่สาวคนหนึ่ง ที่บอกเล่าเรื่องสารคดี “กบนอกกะลา” ตอนที่ตามไปดูที่มาของไข่ไก่ที่เรากินทุกวัน เพื่อเสริมสร้างร่างกายมนุษย์ให้เติบใหญ่แข็งแรง มีสมองคิด (ดี?)

เราเองก็เคยไปเยี่ยมฟาร์มไก่ชื่อดังมาก่อน ได้เห็นวิธีการปฏิบัติต่อส่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่เรียกว่า ลูกเจี๊ยบ

stk7245brd

พนักงานเล่าการทำงานให้เราฟัง แล้วเอามือทั้งสองโกยลูกไก่ขึ้นมาแล้วปล่อยลงไป เหมือนๆกับว่า กำลังโกยข้าวขึ้นมาในมือ ประมาณนั้นเลย จากนั้นเขาอธิบายกระบวนการคัดกรองลูกไก่ตัวที่แข็งแรง เหมือนเลือกผลไม้ อันไหนดี ก็โยนใส่ลังที่ 1 อันไหนเสียก็โยนลงอีกลัง ถามว่าลังลูกไก่ที่ว่าไม่แข็งแรงนั้น จะทำอย่างไรกับมัน “ขายทิ้ง”

ลูกไก่ที่ได้รับการคัดเลือก จะถูกขลิบจงอยปากเพื่อลดเหลี่ยมคม มันจะได้ไม่จิกตีกันจนเกิดบาดเจ็บให้ต้องรักษา เปลืองค่ายา

เมื่อลูกไก่เริ่มโตขึ้นพอที่จะให้ไข่แล้ว มันก็จะถูกจับใส่กรงคอก ตัวใครตัวมัน นั่งยืนอยู่ในกรงพอดีตัวทั้งวัน ทั้งคืนซึ่งสำหรับพวกไก่ที่น่าสงสารนั้น คงมีเวลากลางวันมากกว่ากลางคืน เพื่อที่เร่งการออกไข่ให้ได้ทุก ๆ วัน

ไก่เหล่านี้ถูกเร่งให้ผลิตไข่ทุก ๆ วัน เป็นระยะเวลาหนึ่ง จนร่างกายของมันเริ่มโทรม

ไก่ที่เริ่มโทรมก็จะถูกนำมาขายให้เป็นไก่เนื้อ ราคาถูกต่อไป เพราะเนื้อมันเละ ๆ (ก็ไม่ได้ออกกำลังกาย ขยับเขยื้อนไหวตัวเลยนิ)

จบชีวิตไก่—เครื่องมือผลิตไข่

ตั้งแต่วันที่เราเดินเข้าฟาร์มไก่ และเห็นภาพที่พวกมนุษย์ปฏิบัติต่อไก่ เราก็เลิกซื้อไข่จากฟาร์มมีชื่อแห่งนั้น และเลือกไข่จากฟาร์มที่บอกว่า เลี้ยงแบบธรรมชาติ แต่กระนั้น เราก็ยังรู้สึกสงสารไก่อยู่ดี จนบางทีอยากเลี้ยงเองเสียเลย จะเลิกกินไข่ก็ยังไม่ได้ เพราะเราไม่อยากกินเนื้อสัตว์มากนัก

ชะตากรรมอันน่าสงสารของไก่่ เกิดขึ้นกับมนุษย์ด้วย

มนุษย์เงินเดือนทั้งประจำและไม่ประจำหลายคนอยู่ในสภาพ ถูกกจับบังคับให้อยู่ในกรอบ ในกรง ทำงาน ทำงาน และ ทำงาน ผลิตชิ้นงาน ผลิตชิ้นงาน ทั้งวัน ทั้งคืน

มีใครสนใจบ้างว่า คนทำงานเช่นนี้ต้องสูญเสียอะรไบ้าง

สูยเสียเวลาที่ควรดูแลสุขภาพของตนเอง

สูญเสียเวลาที่เขาควรจะได้ยิ้ม หัวเราะ มีความสุขกับครอบครัว และ เพื่อน

สูญเสียเวลาที่เขาจะได้พักผ่อน อ่านหนังสือ ค้นหาสาระของการมีชีวิต

เขาสูญเสียเวลาทั้งหมด ให้เพื่อระบบ กลไก ของงานในองค์กร

แล้ววันหนึ่ง เมื่อเขาโทรม ก็ถูกปลดออก แล้วไม่นานก็็ตายไป โดยที่ไม่ได้ค้นพบว่า สาระของชีวิตที่เกิดมานั้น คือ อะไร

ท้ายที่สุด ผลของการทำงานหนักของพวกเราเป็นไปเพื่ออะไร

โลกของเราดีขึ้นหรือไม่ คนมีความสุข มีรอยยิ้มเพิ่มขึ้นหรือเปล่า สุขภาพของผู้คนโดยรวมทั้งโลกดีไหม

ถ้าคำตอบในทุกคำถามข้างต้น คือ ไม่ได้ดีขึ้นเลย แล้วทำงานหนักกันไปเพื่ออะไร (ว่ะ)

บางทีนี่อาจเป็นผลกรรมที่มนุษย์กินไก่ต้องชดใช้

กรรมที่เป็นลูกของความคิด โลกทัศน์ที่ใช้ไก่และผู้คนตอบสนองความไร้แก่นสารของอะไรก็ไม่รู้

คุณจะฆ่าชีวิตตัวเองอีกนานไหม

หนี้ชีวิต

เมื่อค่ำวาน เราได้ดูรายการข่าวศิลปวัฒนธรรมทางทีวีไทย รู้สึกประทับใจเรื่องราวที่นำมาเสนอของครูดนตรีไทยท่านหนึ่ง วัยกว่า 70 ปีจำชื่อท่านไม่ได้ชัดเจนนัก เลยไม่อยากระบุ กลัวว่าจะเพี้ยน (ต้องขออภัย หากใครทราบหรือจำได้ บอกกันด้วยค่ะ)

ครูดนตรีท่านนี้กล่าวว่า ท่านเปิดบ้านสอนดนตรีไทยฟรีให้เด็ก ๆ ในย่านชุมชนจังหวัดอยุธยา มากว่า 4-5 ปีแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เพราะเหตุใดท่านจึงเปิดบ้านสอน และสอนฟรี ๆ (ก็น่าคิดนะ คนชรา เบี้ยเลี้ยงบำนาญจากรัฐ เดือนละ 300 บาทจะอยู่อย่างไร)

คุณครูผู้ใจดีตอบว่า “ทำงานใช้หนี้” ท่านยิ้มเห็นฟันเพียงไม่กี่ซี่ที่ยังคงเหลืออยู่ในปากชายชรา “ใช้หนี้ครูดนตรีที่สอนเรามา”

เราอึ้งไปเลย เห็นหัวใจชายชราที่งอกงามมีพลัง

คำพูดเล็ก ๆ ของท่านทำให้หัวใจเราบานขยายทะลุหลังคาบ้านไปเลย ปัญหาที่คับอกอยู่ ก็พลอยระเบิดกระจัดกระจายหายไปสิ้น

นี่ซิคนจริง ครูดนตรีของท่านคงภาคภูมิใจที่ศิษย์คิดและทำเช่นนี้

หันกลับมามองตัวเอง เรามีหนี้อะไร กับใครบ้าง

โอ้โห เยอะมาก ๆ ตามใช้กันไม่หมดแน่ ๆ

ที่เรายังมีชีวิตอย่างทุกวันนี้ ก็เพราะอาศัยคนอื่น สิ่งอื่นเจือจาน

เราเป็นหนี้ธรรมชาติ ที่ให้อากาศ น้ำ ดิน แร่ธาตุ อาหาร …และร่างกายนี้

เราเป็นหนี้สัตว์ทั้งหลายที่สละเนื้อ สละไข่ ให้เรากิน

เราเป็นหนี้ พ่อแม่ ญาติ ครูบาอาจารย์ มิตร ศัตรู

เราจะใช้หนี้ชีวิตนี้อย่างไีร

หากเราจดจำคำนี้ใส่หัวใจ บางทีเราอาจจะรู้ว่า ในการสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ สัตว์ ธรรมชาติ เราควรมีท่าทีและปฏิบัติต่อกันอย่างไร

เราประทับใจคำพูดจากพระอาจารย์ทั้งหลาย และเพื่อน ๆบางคนที่พูดว่า “เรามอบชีวิตให้โลก”

คำนี้มันวิเศษมากเลย มันทำให้เรารู้สึกได้เลยว่า ทำงานเต็มที่เพื่อสรรพชีวิต และไม่คิดจะเอาอะไรเข้าตัว เป็นของตัว (แบบแนวคิดฝรั่งเรื่องลิขสิทธิ์ เป็นต้น)

นอกจากนั้น โลกทัศน์เช่นนี้ช่วยให้เราไม่คิดมากเรื่องการได้รับการตอบแทน ค่าตอบแทนว่าเป็นธรรมหรือไม่ อารมณ์แบบทวงบุณคุณจะไม่มีเพราะเราทำงานเพื่อทดแทนคุณผู้อื่นและโลก ไม่คิดได้อะไรตอบคืนเลย

ที่สำคัญเมื่อเราคิดว่า ชีวิตนี้มอบให้โลก ชีวิตนี้เพื่อทดแทนคุณของสรรพสิ่ง เราจะรู้ว่า อะไรที่สำคัญและมีความหมายต่อการแทนคุณ และอะไรไม่ใช่แก่นที่ควรดำเนินไป

ไม่ใช่ว่าทำทุกอย่าง ทำทุกเรื่อง แต่

เราจะเลือกทำในสิ่งที่มีคุณค่า เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน มากกว่าประโยชน์ฉาบฉวยเฉพาะหน้า เช่นเพื่อให้ได้ชื่อว่าทำงานแล้ว หรือทำตามสัญญาในกระดาษ ทำตามพิธีรีตรองที่เขาทำ ๆ กันมา

เราจะเลือกทำในสิ่งที่เอื้อประโยชน์ให้ผู้คนส่วนมาก มากกว่าส่วนตัวและส่วนกลุ่มก้อนเล็ก ๆ

การมีหนี้แบบอื่น อาจทำให้หนักใจ

แต่การมีหนี้ประเภทนี้ ช่วยให้ใจเบา อิ่มสุข และชีวิตสบายขึ้น

ลองคิดดู

ช้า ๆ กับชีวิต

สิ่งต่างๆกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ผิด

คนดีพบว่าการพยายามทำในสิ่งที่ตนเชื่อว่าดีที่สุดนั้นเป็นไปได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ หรือองค์กรใหญ่ระดับโลก

ในประเทศใดก็ตาม ทำงานใดก็ตาม เราถูกเร่งเร้าให้ต้องทำงานเร็วขึ้น แข่งขันกันสูงขึ้น เห็นแก่ตัวมากขึ้น และสนใจเพียงผลในระยะสั้นเท่านั้น

ชีวิตลูกกระสุน

ชีวิตลูกกระสุน

ค่านิยมเช่นนี้ไม่อาจนำเราไปสู่อนาคตที่เข้มแข็งและยั่งยืนได้ ท่วาเป็นเพียงการทำลายล้างอย่างน่าตื่นตระหนก

……

เราต้องใช้ชีวิตให้ช้าลง ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงไปสู่จุดที่ดีขึ้นได้หากเราไม่ลงมือกระทำ

เราต้องการเวลาเพื่อคิดใคร่ครวญ เพื่อเรียนรู้ เพื่อทำความรู้จักซึ่งกันและกัน

เรากำลังสูญเสียศักยภาพอันเป็นเลิิศของมนุษย์ ไปกับชีวิตสมัยใหม่ที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว

มาร์กาเร็ต เจ. วีตเลย์

หันหน้าเข้าหากัน

สุขใจที่มีเพื่อน

โชคดีจริง ๆ วันนี้ความสุขที่เกิดขึ้นยาวนานถึง 5 ชั่วโมงเมื่อฉันนั่งสุนทรียสนทนาแบบกันเองกับเพื่อนผู้แสนดีคนหนึ่ง

นับแต่ตอนที่ฉันเดินเข้าไปในออฟฟิสเพื่อนคนนี้ ฉันได้ยินเสียงเขา “อุ๊มาแล้วเหรอ?” ใจฉันตื่นและเต้นแรง เมื่อเขาปรากฏขึ้น ฉันรู้เลยว่า เราดีใจเหลือเกินที่ได้เจอกัน เราโผเข้ากอดกันด้วยสติ ตามลมหายใจสัก 3 ครั้ง ช่างวิเศษจริง ๆ

จากนั้นเราเริ่มต้นคุยกัน เขาเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ชีวิตในช่วง 3 เดือนที่ไม่ได้ติดต่อกัน“เราขอเล่าอย่างแบใจ เหมือนกับว่าเรากำลังเล่าให้หัวใจของเราเองฟังนะ” เพื่อนบอก

ฉันพยักหน้า หัวใจเปิดออกเพื่อรองรับความรู้สึกทั้งหมดที่เพื่อนจะแบ่งปัน

เพื่อนเล่าเรื่องราวที่เข้ามาในชีวิต ความคาดหวัง ความไม่เป็นดังคาด ความหนักใจ ความอดทนต่อปัญหา และทางออกหลากหลายบท หลากหลายพฤติการ

ฉันนั่งฟังอย่างตั้งใจ ไม่มีเสียงของตัวเองเจือปน ตัดสิน วิพากษ์วิจารณ์

บางครั้งเพื่อนเงียบไป ใจฉันขยุกขยิกด้วยไม่อยากให้ความเงียบครอบครองพื้นที่ แต่ความเงียบก็เป็นภาษาและใจความอย่างหนึ่งที่เพื่อนต้องการสื่อ ฉันจึงเงียบและรอคอย เพื่อนพูดต่ออย่างไหลเลื่อน

ฉันให้เพื่อนพูดจนเขารู้สึกและบอกฉันเองว่าเขาพูดจบแล้ว

“นั่นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด อุ๊ช่วยสะท้อนให้เราฟังหน่อยซิ” ฉันมองลึกเข้าไปในดวงตาของเพื่อนและมองเข้าไปในใจตัวเอง

“สิ่งที่เราได้ยินคือ ความศรัทธาที่เพื่อนมีต่อมนุษย์ ศรัทธาในพุทธะและคุณความดีของคนที่มีโอกาสเติบโตได้ แม้ในวันนี้เราจะยังไม่เห็นมัน และศรัทธาต่อตัวเอง”

“สิ่งที่เราได้ยินคือขันติ ความอดทนที่เพื่อนฝึกฝน ฝึกฝืนต่อความลำบากใจต่าง ๆ”

“สิ่งที่เราได้ยินคือการเผชิญปัญหาด้วยความรัก ความเมตตา และความกรุณาที่เพื่อนมีต่อคนทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง”

“สิ่งที่เราได้ยินคือความซื่อสัตย์จริงใจต่อหัวใจตัวเองและผู้อื่น”

“สิ่งที่เราได้ยินคือการนำธรรมะมาปฏิบัติจริงในพื้นที่ชีวิต”

“ขอบคุณที่เพื่อนให้ความทุกข์ของเพื่อนเป็นครูสอนธรรมะแก่ฉัน”

“ขอบคุณที่ให้แรงบันดาลใจในการนำธรรมมาสู่ชีวิตประจำวัน”

“ขอบคุณที่ทำให้ฉันเห็นคุณค่าของความศรัทธาว่า เป็นพลังยิ่งใหญ่ที่ช่วยกู้วิกฤตในใจได้ สอนให้เรามองเพื่อนมนุษย์ด้วยสายตาแห่งความรัก ความเข้าใจ และการให้อภัย”

“ขอบคุณที่สอนให้เราเห็นว่า การซื่อสัตย์ต่อหัวใจตัวเอง แบใจออกมาอย่างหมดท่า (ไม่เก๊ก) นั้นงดงามและมีพลังเพียงไร มันไม่ยากเลย และเป็นสิ่งล้ำค่าที่จะมอบให้ผู้อื่นด้วยซ้ำไป คือ หัวใจของเรา”

“ขอบคุณที่พูดจากหัวใจ วางใจในเรา และทีเราวางใจในกันและกัน”

“ขอบคุณมิตรภาพที่แสนอบอุ่น”

“ขอบคุณที่เป็นคนดี ขอบคุณที่ทำดีให้เห็น ขอบคุณที่เราได้รู้จักกัน และขอบคุณการดูแลกันและกัน การช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอด”

การสนทนาของเราเป็นการฝึกจิต บ่มเพาะสติและความรัก

มันก็ไม่ได้ซีเรียสเคร่งเครียด หรือมีพิธีรีตรอง รูปแบบอะไร

ก็แค่ คน2 คน นั่งคุยกันด้วยหัวใจที่เปิดออก รับฟังอย่างลึกซึ้ง พูดอย่างมีสติและซื่อสัตย์ และทั้งสองคนมีความรัก ความปรารถนาดีต่อกันอย่างที่สุด

ดีนะ ที่ไม่แน่

คนเรามักทำในสิ่งที่คุ้นเคย ทำแบบเดิมๆ ที่ตนเคยชิน เพราะมันง่าย สบาย และไม่ต้องเสี่ยง แต่นั่นอาจปิดหู ปิดตาเราจากความจริงหลายอย่างในชีวิตก็ได้

วันนี้ ฉันได้เรียนรู้ที่จะปล่อยให้ตัวเองไปอยู่ในพื้นที่แห่งความไม่รู้ ระคนกลัวนิด ๆ ก็เรื่องทำฟันอันน่าหวาดเสียว

เราได้ผูกสัมพันธ์กับหมอสาวผู้ใจดีไว้แล้ว และไม่อยากเปลี่ยนหมอเพราะกลัวว่า จะได้หมอที่มือไม่คุ้น และไม่เข้าใจเราพอที่จะรู้ว่า เรากลัวหมอฟันขนาดไหน

แต่สถานการณ์ชีวิตของฉันและหมอไม่ลงตัว หมอไม่ว่างในวันที่ฉันต้องการและจำเป็นต้องทำฟัน ทำให้ฉันต้องตัดสินใจลองหมอคนใหม่ พอรู้ว่าเป็นหมอผู้ชาย รู้สึกเสียวยิ่งขึ้น — กลัวหมอฟัน (อย่าคิดมาก)

อย่างเคย เมื่อพบหมอสิ่งแรกที่บอก คือ หนูกลัวการทำฟันนะค่ะ ช่วยทำเบาๆ และเห็นใจกันบ้าง

หมอคนใหม่ทำฟันได้ดีเยี่ยม เวลากรอฟัน ฉันรู้สึกเหมือนหมอกำลังวาดพู่กันบนฟันของฉันเลย ลีลาพริ้วไหวนุ่มนวลเหลือเกิน จนทำให้ฉันจินตนาการว่าคุณหมอกำลังวาดภาพอะไรนะ

คุณหมอยังถามฉันเสมอ ๆ ว่า เจ็บไหม เจ็บไหม และบอกเป็นระยะว่า กรอฟันเสร็จแล้วนะ ตอนนี้กำลังอุดฟัน ฉันรู้สึกสบายใจขึ้น สามารถกระดิกนิ้วที่เกร็งอยู่ได้เป็นระยะ ๆ

ที่สำคัญ หมอบอกว่า ฉันฟันผุเพียงซี่เดียว และไม่มาก ทำนิดเดียวก็เรียบร้อย ไม่เจ็บ ส่วนฟันอีก 1-2 ซี่ที่หมอสาวคนเก่าสงสัยว่าจะผุและอาจต้องทำ หมอหนุ่มบอกว่า ไม่เห็นผุเลย มีแต่คอฟันที่สึกซึ่งทำเคลือบเท่านั้นก็ใช้ได้ และไม่เจ็บ

ส่วนฟันอีก 3 ซี่ที่หมอสาวบอกว่าควรรื้อเพราะมันเริ่มไม่ดีแล้ว เดี๋ยวจะเป็นปัญหา หมอหนุ่มบอกว่า ไม่เป็นไรนิ ที่อุดเดิมยังอยู่ได้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเลย

โอ้ ช่างเป็นข่าวดีจริง ๆ ฉันพร้อมจะเชื่อหมอหนุ่มคนนี้

ทำไม? ฉันตรวจสอบความเชื่อตัวเอง

อ้อ ก็เพราะเขาพูดในสิ่งที่ฉันอยากจะได้ยิน ถูกใจ และพร้อมจะเชื่ออยู่แล้ว

คนเราเชื่อตามเหตุและปัจจัยเช่นนี้หรือเปล่านะ

พอรู้ว่าตัวเองเชื่อเพราะเหตุนี้ เลยลองถอยมาพิจารณาความเชื่ออีกต่อหนึ่งว่า มันสมเหตุสมผลไหม เพราะการเชื่อผู้อื่นเพราะเขาพูดเข้าทางเรา มันเป็นเรื่อง ถูกใจ มากกว่า ถูกต้องตามความเป็นจริง

ฉันเลยลองมาดูความเป็นจริงอีกทีว่า สิ่งที่เขาพูดน่าเชื่อตามเหตุและปัจจัยหรือไม่

ดูฟิล์มที่เอ็กซเรย์ฟันแล้วก็ไม่เห็นร่องรอยฟันผุนะ

ส่วนซี่ที่อุดไว้มันเริ่มไม่ดีก็จริง แต่ก็ยังไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพแต่อย่างใด

เอาเป็นว่า ฉันเชื่อหมอหนุ่มแล้ว และเฝ้าระวังฟันที่หมอสาวเตือนว่าอาจเป็นปัญหา

ฉันจึงประหยัดเงินในกระเป๋า ถนอมตัวไว้จากความเจ็บปวดอันยังไม่จำเป็น แถมความรู้ ความตั้งใจที่จะดูแลสุขภาพฟันให้ยิ่ง ๆ

ฉันไม่ตำหนิหมอสาวว่าหาโรคมาให้ฉันหรอกนะ นอกจากฉันทาคติที่มีต่อหมอแล้ว ฉันเห็นว่า การวินิจฉัยอาการและการดูแลเป็นเรื่องของบุคคล เป็นของแพทย์แต่ละคนด้วย

หมอไม่เหมือนกัน ต่างกันทั้งความรู้ ประสบการณ์ ความเชื่อ ดังนั้นการเห็นต่างย่อมเกิดขึ้นได้

ที่นี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้รับบริการแล้วว่าจะพิจารณาอย่างไร ซึ่งเห็นได้เลยว่า บางทีเราก็จำเป็นต้องได้รับความเห็นจากหมอมากกว่า 1 คนนะ เป็นการหาข้อมูลเพื่อการดูแลรักษาตัวเองด้วย

คนที่เราว่าแน่ในวันก่อน อาจไม่แน่ในวันนี้

และคนที่แน่ในวันนี้ อาจไม่แน่ในวันหน้าก็ได้

เปิดพื้นที่ให้กับความไม่แน่ในชีวิต ช่วยคลายความยึดติดได้มาก หนำซ้ำยังได้ประโยชน์อีกด้วย

หากเรายังคงอยู่กับหมอสาว ต้องได้ทำฟัน 6 ซี่ เจ็บตัว และจ่ายเงินเพิ่ม

วันนี้จึงมีความสุขจังเลย

มีรัก ไม่กลัวดำ

สองวันมาแล้วที่ฉันไม่ได้รดน้ำต้นไม้ เพราะต้องรีบออกจากบ้านแต่เช้าและกลับมาดึก

เช้าวันนี้ก็ชวดที่จะรดน้ำให้ต้นไม้ เพราะไปทำฟัน

กลับมาบ้านตอนบ่าย ๆ เห็นต้นไม้แล้วใจห่อเหี่ยว เพราะใบไม้คอพับลู่ไปตาม ๆ กัน ฉันใจไม่ดีเลย

เที่ยงพอดี แดดเปรี้ยง ร้อนมาก ๆ รอไว้ตอนเย็นค่อยรดน้ำดีไหม ฉันถามตัวเอง แล้วหันไปมองต้นไม้ “อย่าดีกว่า สงสารพวกเขา อย่างเราถ้าหิวน้ำ แล้วมีคนบอกว่า รอไปอีกสัก 5 ชั่วโมงนะ” เราจะรู้สึกอย่างไร

เอ้า “ดำเป็นดำ” ฉันรำพึง มันคงดำไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

ฉันใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว และหมวกปีกกว้าง เดินย่ำไปในสวนเพื่อรดน้ำต้นไม้ ก่อนจะรด วัดอุณหภูมิก่อน ถ้าน้ำร้อนเกินไปไม่ดี เดี๋ยวต้นไม้ปากพอง

ระหว่างรดน้ำต้นไม้ ฉันไม่รู้สึกว่าแดดร้อนเลย รู้สึกกำลังสบาย “หิวน้ำก็ดื่มเสียให้พอ” ฉันบอกต้นไม้ในใจ

ฉันรดน้ำจากหน้าบ้านไปหลังบ้าน พอกลับมาที่หน้าบ้านอีกที เห็นใบไม้เริ่่มชูก้าน สดชื่นขึ้นแล้ว ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรวดเร็วมาก

ฉันดีใจที่ตัดสินใจให้น้ำพวกเขาในทันที คำว่า “รอ” คงใช้กับสิ่งมีชีวิตไม่ได้กระมัง

ฉันวาง “ความกลัวดำ” ได้เพราะมีรัก

ความรักทำให้เรากล้าทำในสิ่งที่เรากริ่งเกรง ขลาดกลัว

มีรัก ไม่ต้องกลัวดำ อีกต่อไป

มีใครอยู่ในโลกของเราบ้าง

เกอเธ่ ปราชญ์และกวีชาวเยอรมันเคยกล่าวว่า เราอยู่ในโลก และ โลกอยู่ในเรา

ฉันอยากถามต่อว่า แล้วในโลกของเรา มีใครและอะไรอยู่บ้าง

ต้องขอบคุณ หนึ่งคนร่วมงานและหนึ่งเพื่อนแสนดี ที่ช่วยตั้งกระทู้ผ่านการกระทำและคำพูดของเธอและเขา

คนแรกเป็นผู้ที่ฉันทำงานร่วมด้วย ในความคิดของเธอ เป็นไปได้ว่าฉันเป็นลูกจ้างหรือผู้ถูกว่าจ้าง

เธอทวงถามงานที่ฉันต้องนำส่ง ทว่าฉันไม่คาดคิดว่ามันจะต้องเร็วจี๋ขนาดนี้ น่าจะให้เวลาฉันสัก 10 วัน เพราะฉันไม่ได้ทำงานรับใช้เธอเพียงคนเดียวในโลกใบนี้

หากเป็นเช่นนั้น ฉันคงต้องหุ่นเพรียวผอมโซไปแล้ว

เธอบอกความต้องการของเธอ แล้วจบไว้เท่านั้น

อากาศภายนอกช่วงเดือนแห่งความรักนี้ร้อนผ่าว และคำพูดของเธอคนนี้ทำให้ฉันรู้สึกว่ากำลังอยู่ในทะเลทราย พาลละเมอว่า คนเรามักเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เห็นสิ่งที่ตัวเองทำและเกี่ยวข้องสำคัญที่สุด ไม่มีคนอื่นอยู่ในโลกของเรา

ฉันเข้าใจความต้องการและความรู้สึำกของเธอผู้นี้ แต่อดเศร้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ และไม่ใช่ว่าเธอเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ ฉันเองก็อาจมีพฤติกรรมเช่นนั้นก็ได้ หากขาดสติและความกรุณาในหัวใจ

ฉันจึงลองมองกลับมาดูตนเองว่า เคยไหมนะที่เราทำงานแล้วไม่เห็นใครนอกจากตัวเอง ความต้องการของตัวเอง

เราเห็นเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างไร เราสัมพันธ์กับเขาอย่างไร เรานึกถึงคนอื่น ๆ ที่เราืำทำงานร่วมกันด้วยหรือไม่ เรารู้หรือไม่ว่า ชีวิตที่บ้านของเขาเป็นอย่างไร ปัญหาสุขภาพ ปัญหาชีวิตมีไหม

สองชั่วโมงให้หลัง เพื่อนแสนดีคนหนึ่งก็เข้ามาแปรเปลี่ยนทะเลทรายในใจฉัน ให้เป็นทะเลสาปกลางป่า

เขามีปัญหาความทุกข์บางเรื่องและกังวลว่า ความทุกข์ที่เขามีนั้นอาจกระทบกับการงาน และใครหลายคนที่ทำงานร่วมด้วย

เขาอยากหาวิธีที่จะดูแลทั้งคนและงานที่กำลังดำเนินไป

คำพูดของเขา เป็นของขวัญล้ำค่าอย่างหนึ่งในชีวิตวันนี้ ฟังแล้วชื่นใจมาก ๆ

การเห็นคนอื่นอยู่ในโลกของเขา การดูแลกันและกัน เป็นน้ำใจและปุ๋ยที่ทำใจเบิกบาน

ในโลกของเรามีใครและอะไรอยู่ในนั้นบ้าง

ถ้าเรามีคน สัตว์ ธรรมชาติอยู่มาก เราคงไม่เหงาและอุดมด้วยความสุข

เกาะในใจเรา มีนกร้อง มีธารน้ำไหล เสียงนก และ อากาศสดชื่น

จะเป็นเช่นนั้นได้ เราต้องน้อมใจนำสรรพสิ่งเหล่านั้นมาใส่ในใจของเรา

ขอบคุณทั้งเธอและเขา ที่นำบทเรียนดี ๆ มาให้ชีวิตในวันนี้

ในโลกของฉัน มีทั้งเธอและเขาคนนี้

ดังนั้น คงต้องเร่งทำงานเพื่อให้เธอผู้นั้นสบายใจ ทำได้พอสมควรก็ทำกันไปเน้อ

รหัสรัก รหัสรอดในความฝัน

ความฝันคือประตูสู่จิตใต้สำนึก เราเก็บ กด ขังอะไรไว้ในห้่องใต้สำนึกนี้ เราก็จะได้พบมันในความฝัน หากเราอ่านรหัสฝันออก บางทีเราอาจพบพลังและศักยภาพภายใน ความทุกข์ที่รอการคลี่คลาย ทางออกที่เรายังคิดไม่ออก คิดไม่ถึง หรืออนาคตที่กำลังจะมา

เราสนใจที่จะอ่านความฝันเพื่อการเยียวยาตัวเอง หลายความฝันทำให้เราค้นพบปัญหา และหาทางออกจนสบายขึ้น

ฉันมักฝันถึงเสือโคร่งตัวหนึ่ง มันล่าฉัน ฉันรู้สึกว่ามันจะทำร้ายฉัน และทุกครั้งที่เข้าตาจน หนีไม่ไหว วิ่งไม่ออก ยายจะปรากฏขึ้นในฝัน พร้อมกับเรียกฉันให้เข้าไปหา เมื่อมียาย เสือไม่อาจเข้าใกล้ฉันได้ และฉันปลอดภัย (ในความเป็นจริง ยายก็เป็นเช่นนั้น เป็นที่หลบภัยทุกชนิดของฉัน)

ฉันไม่ได้ฝันถึงพี่เสือโคร่งนานแล้ว และเขาอาจไม่มาพบฉันในฝันอีกก็ได้ เพราะว่าฉันทำใจเป็นเพื่อนกับเขาไปแล้ว

มันเกิดขึ้นเมื่อคราวหนึ่ง ในช่วงการอบรมศาสตร์แห่งแม่มด (มันก็แค่ค้นหาพลังจิตใต้สำนึกในใจ แต่เรียกให้กิ๊บเก๋ยูเรก้าไปงั้นมั้ง) ฉันเลือกไปนั่งสมาธิบนก้อนหินเหนือลำธารแห่งหนึ่ง พอใจสงบประมาณหนึ่ง ในความรู้สึก ฉันเหมือนเห็นเสือโคร่งนั่งอยู่ด้านหลังฉัน เขานั่งนิ่งราวกับดูแล ป้องกันฉัน ฉันรู้สึกสบายขึ้นและไม่กลัวเขาอีกเลย

อีกความฝันประหลาดเกิดขึ้นเมื่อเราไปร่วมงานภาวนานิเวศแนวลึก ที่อำเภอสบลาน จังหวัดเชียงใหม่

นิเวศแนวลึกเป็นแนวทางที่ทำให้มนุษย์อย่างเรา ที่ชีวิตตัดขาดจากธรรมชาติและความรู้เชื่อมโยงกับจักรวาล หันมาเห็นความจริงอีกครั้ง สิ่งที่เราทำก็คือ เปิดใจรับพลังปัญญาและฟังเสียงจากธรรมชาติ และค้นลึกไปในโลกภายในของเราที่เชื่อมต่อกับจักรวาล

เราแต่ละคนต้องเลือกพื้นที่จะพำนักในป่าตามลำพัง เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ไม่กินอาหาร ดื่มได้แต่น้ำซึ่งก็น้อยนิด

การอดอาหารและจำกัดน้ำ ในหลายวัฒนธรรมโบราณและชนเผ่าต่าง ๆ ถือเป็นการบูชาเทพ เชื่อว่าจะทำให้เราเข้าใกล้เทพเจ้า ก็น่าจะจริง ในแง่ที่ว่า ในสภาวะเช่นนั้น ร่างกายอ่อนแอ และใจนิ่งสงบง่าย หรือบางรายก็อาจจะอ่อนไหว

ในสภาวะเช่นนี้ ใจของเราจะเปิดและอ่อนโยนขึ้น รับรู้สิ่งรอบตัวได้่ง่าย

ในทางการแพทย์เท่าที่เคยได้ยินมา ในสภาวะเช่นนี้ ร่างกายจะหลั่งสารเคมีบางอย่างทำให้รู้สึกเป็นสุข สบาย หรือไม่บางทีก็อาจมีภาพประหลาดๆ บางอย่างผุดพรายมาก็ได้

ในการไปภาวนานี้ ผู้นำการอบรมบอกว่า หากจำได้ ให้ลองนำสิ่ง สัญลักษณ์ที่ปรากฏในความฝัน หรือระหว่างช่วงที่วิเวกในป่าลำพัง มาเล่าสู่กันฟัง อาจจะได้พบความรู้สึก ความปรารถนา หรือแนวทางชีวิตจากภายใน

ความฝันของฉันมี 2 สิ่ง

ฉันฝันเห็นนก 2 ตัว สีตุ่นๆเทาๆ ตัวค่อนข้างใหญ่ี้ เกาะอยู่ที่โขดหินในลำธารที่อยู่ใต้พื้นที่ที่ฉันนอนอยู่ (ฉันเลือกนอนบนหินตรงหน้าผาข้างน้ำตก)ในฝันฉันรู้สึกกลัว ๆนิดหน่อย แต่รู้ว่านกทั้งสองตัวนี้ไม่ทำอันตรายอะไรฉัน ออกจะมาคุ้มครองฉันด้วยซ้ำ

ฝันที่สองน่ากลัวกว่า คือ ฉันฝันถึงสัตว์ในเทพนิยาย 2 ตัว คือ ยูนิคอร์น และ มังกรสีขาว สัตว์สองตัวนี้มีขนาดเล็ก (แบบย่อส่วน) มันกำลังต่อสู้กัน ฉันเข้าไปห้าม โดยเอามือแยกทั้งสองออกจากกัน

เจ้ามังกรขาวกัดฉัน ฝังเขี้ยวลงไปในนิ้วโป้งของฉัน เลือดสีแดงไหลกระฉูดออกมา ฉันจำได้ว่าฉันรู้สึกเจ็บจริงๆ มันเจ็บมาก

ตอนนั้น ปฏิกิริยาแรก คือ อยากดึงมือออก แต่มีเสียงจากภายในว่า “อย่าดึงมือออกนะ จะยิ่งอันตราย” ฉันเลยหยุดนิ่ง ปล่อยให้เจ้ามังกรฝังเขี้ยวจมนิ้ว เจ็บก็ทน แล้วฉันก็กล่าวกับเจ้ามังกรขาวตัวน้อยว่า “ฉันรักเธอนะ ทำไมเธอจึงกัดฉัน และ ทำให้ฉันเจ็บ” พูดจบ เจ้ามังกรถอนเขี้ยวออกไป

เมื่อเราออกจากป่า ฉันได้มาเล่าความฝันให้พะตีและผู้ใหญ่ชาวปกากะญอฟัง ท่านว่า

เราโดนลองใจ หากเราพยายามสู้หรือหนีจากความเจ็บปวดจากเจ้ามังกร เราอาจจะเจอดีอะไรบางอย่าง เจ็บตัวจริง ๆ ประมาณนั้น —ซึ่งฉันเดาเอาว่า ฉันอาจตกจากหน้าผาตรงนั้นที่นอนอยู่ก็ได้

ส่วนนกสองตัว ท่านว่า เป็นวิญญาณของเราเองที่ออกมามองตัวเอง ซึ่งก็ไม่เข้าใจหรอกว่าหมายความว่าอย่างไร เมื่อกลับมาบ้าน คราวหนึ่งมานั่งที่หิ้งพระ เห็นนกไม้ 2 ตัวแล้วสะดุ้งเล็ก ๆ รูปร่างกลมป้อมเหมือนในฝันเราเลย

จะอะไรก็ตาม ฉันรู้สึกผูกพันกับเจ้ามังกรขาวอย่างประหลาด ก็เราแลกเลือด แลกน้ำลายกันแล้ว

มันทำให้ฉันรู้ว่า การไม่โต้ตอบความเกลียดชัง การทำร้าย คือความรัก และความรักละลายหัวใจอันแข็งกร้าวได้

ถ้าจะอ่านฝัน อ่า่นใจให้ลึกขึ้นอีกนิด เป็นไปได้ว่า ฉันเป็นคนหนีทุกข์ หนีความเจ็บปวด แต่หากฉันสามารถทนได้  ฉันจะรอด

ความรัก คือ ความสามารถในการอดทนและความทนได้ แม้ในยามเจ็บปวด

โอ้ … ความรักช่วยให้เรารอด

ความรักช่วยให้โลกรอด

เล่นให้สนุก

พี่หล่อเป็นคนเล่นฟุตบอลได้ดี ฝีเท้าเข้าขั้นนักกีฬาระดับจังหวัด เขาจึงเล่นค่อนข้างจริงจัง หวังเอาชนะในเกม นักเตะในทีมที่เล่นไม่ดีจะโดนด่าเปิง หรือรายที่เตะลูกไม่โดนใจก็จะโดนพี่หล่อแตะแทนลูกฟุตบอล

การเล่นฟุตบอลยามเย็นแบบนี้ จึงมีเจ็บตัวเป็นครั้งคราว และกลายเป็นความเครียดอีกชั้น หลังเลิกงานพัฒนาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมที่เคร่งเครียดอยู่แล้ว

พี่หล่อขาดหายจากสนามฟุตบอลไปเกือบปี เพราะงานหนัก จนวันหนึ่งพี่หล่อล้มป่วย ต้องนอนดูพัดลมเพดานหมุน ๆ ๆ จนเกิดปัญญาว่า “เราต้องกลับไปเล่นบอลอีกครั้ง และคราวนี้เรารู้แล้วว่า เราเล่นบอลไปเพื่ออะไร”

หลังจากออกโรงพยาบาลในครั้งนั้น พี่หล่อกลับคืนสู่สนามบอล ลีลาการเล่นของเขาเปลี่ยนไป เป็นอ่อนโยน ถ้อยทีถ้อยอาศัย “เล่นเพื่อสุขภาพ” พี่หล่อบอกพร้อมรอยยิ้ม

ในตอนแรกที่พี่หล่อถือลูกฟุตบอลลงสนาม เขาเล่นคนเดียว เพราะเวลานั้นไม่มีใครรู้จัก และอาจไม่มีใครกล้าเล่นด้วย แต่พี่หล่อไม่สนใจ “เล่นคนเดียวได้ เพราะเราต้องดูแลร่างกายของเรา เล่นแล้วมีความสุข”

ผ่านไป สองสัปดาห์ เริ่มมีคนมาขอเล่นด้วย เพื่อนเล่นบอลเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ จนได้ครบทีม และเล่นแข่งอย่างสนุกสนาน

“เมื่อคนอื่นเห็นเราเล่นสนุก เขาก็อยากเล่นด้วย” พี่หล่อบอก

พี่หล่อยังบอกอีกด้วยว่า ในสนามฟุตบอลเพื่อสุขภาพ เป็นที่ละลายอัตตาบางอย่าง ลุงถีบสามล้อสามารถสั่งนายพันให้เตะลูกดีๆหน่อย สั่งให้ส่งลูกมาทางนั้น ทางนี้ หรือ เด็กส่งเอกสารสามารถสอนให้ดอกเตอร์ในมหาวิทยาลัยเล่นให้ดีขึ้นได้

คนทุกคนมีสนามของตน เมื่อเราเปลี่ยนสนามก็ต้องเคารพเจ้าของสนาม คือผู้ที่เชี่ยวชาญกว่าเรา อย่างเช่นที่ นายพันยอมคนถีบสามล้อ และอาจารย์ยอมเด็กเดินเอกสาร

อีกอย่างที่เราได้เรียนรู้จากสนามฟุตบอลที่ไม่ได้ลงเล่น คือ

เมื่อรักที่จะทำอะไร ก็ทำสิ่งนั้นให้สนุก สบาย และ มีความสุข เราอาจไม่มีเพื่อนเล่น ไม่มีใครลงเล่นด้วยในตอนแรก

แต่ถ้าเรายังมั่นคงเล่นด้วยความรัก ความสนุก คนอื่นที่เห็นเราสนุกและมีความสุข เขาก็อยากมาร่วมเล่นด้วยเอง

ดังนั้น เราไม่ต้องกลัวว่า เราจะเหงาถ้าต้องเล่นคนเดียว หากเราเล่นได้สนุก ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเพื่อน

วิกฤตของโอกาส

วิกฤตใช่ว่าจะสร้างโอกาส ได้เท่านั้น โอกาสเอง ก็แปรเปลี่ยนเป็นวิกฤตได้เช่นกัน

คนที่ได้รับเสนองานมากมาย รู้สึกปวดหัว ไม่รู้ว่าจะเลือกงานอะไรดี งานนั้นก็ดี งานนี้ก็มช่ ปวดหัว ปวดใจเหลือเกิน

คนที่พบคนมากและใหม่ๆ เสมอ อาจจะเห็นว่า คนนี้ก็ดี คนนี้ก็ใช่ แล้วจะเลือกใครกันหว่า

คนที่ชอบเรียนรู้ก็เช่นกัน วิชานี้ กระบวนการนี้ก็น่าเรียน กระบวนการนี้ไม่สมควรพลาด

กลุ่ม community นี้ก็น่าสน อันนี้ก็น่าเข้า่ร่วม

ตลาดวิชามีมากหลาย งานอบรมก็เยอะทุกความสนใจ ทุกกลุ่มอาชีพ และวัย

งานสัมมนามีทุกวันน่าสนใจทั้งน้าน  ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข

ภาพยนตร์ทั้งไทยและเทศ ก็เกลื่อนทั้งในจอ บนแผ่น

รายการโทรทัศน์ดีๆมีมากขึ้น ไม่รู้จะดูช่องไหนดี ตั้งแต่ 1-100 เปิดไปเปิดมาทุกช่องรวมๆ กันแล้ว ดูไม่เป็นเรื่องสักเรื่องเดียว

โอ้ย! ชีวิตในแต่ละวันก็แค่ 24 ชั่วโมงจะทำไอะไรกันได้มากนักหนา

ในช่วงชีวิตนี้ก็มีเวลาเพียง 36,500 วัน (ถ้าอยู่ถึง 100 ปี และสุขภาพดี) จะทำอะไรได้มากมายเล่า

ชีวิตชนชั้นกลางในเมืองดูเหมือนจะมีโอกาสให้เลือกมากมาย แต่ลองทบทวนกันดูเถอะว่า ได้เลือกอะไร อย่างไร สิ่งที่เลือกนั้นเป็นสิ่งที่ต้องการ และตอบสนองเป้าหมายในชีวิตกันหรือไม่

บางทีเราเพลิดเพลินกับโอกาสเสียจน งงงวย มึนเมา จนเบลอ แล้วเราทำอะไรมากมาย แบบไม่รู้สึกตัว

วันนี้ฉันจึงกลับมาทบทวนเป้าหมายชีวิต และลำดับความสำคัญขององค์ประกอบต่างๆ ในชีวิต อะไรใช่ อะไรไม่ใช่ แล้วก็คงใช้ชีวิตตามนั้น ทำทุกอย่างที่ตะกละอยากทำไม่ได้ และไปร่วมทุกงานที่เพื่อนชวนก็ไม่ได้

หากไม่ระวัง โอกาส จะเป็น อุปสรรค

โอกาส คือ มารล่อให้เราเสียเวลาออกจากเป้าหมายในชีวิต ไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ ชี้ชวนให้เราแวะทำโน่นนิด ทำนี่หน่อย

ฉันมองกลับหลังไป เห็นมาร “โอกาส” ยิ้มแฉ่งให้ฉัน เธอทำหน้าที่ของเธอได้ดีมาก

โอกาส … ฉันเห็นเธอแล้ว

เดินไปกับฉันเพื่อนยาก

ช่วยเป็นเครื่องเตือนใจฉันในยามที่ฉันเอื้อมคว้าโอกาสใหม่ ๆ

เพื่อที่ฉันจะได้จำเธอไว้ และไม่เผลอใจไปกับเธออีก

ฉันนึกถึงพระพุทธเจ้า ท่านทำมากมาย แต่ก็ทำอย่างเดียว และได้ช่วยเหลือคนมหาศาล