เมื่อคนไข้ยิ้มให้หมอ

โลกนี้คือข่ายใยของความสัมพันธ์ Web of life

ไม่ได้จำมาจากนักฟิสิกส์ที่หันมาสนใจปรัชญาเต๋าอย่าง Frijof Capra เท่านั้น แต่ยังมาจากครูชาวอินเดียนแดงที่บอกเราว่า ภาษาของอินเดียนแดงไม่มี “กรรมของกริยา” แต่ภาษาของเขาจะบ่งบอกความสัมพันธ์ระหว่า่งสรรพสิ่งที่มีต่อกัน

สุดยอดของปราชญ์ อย่างบรมครูพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็สอนไว้ชัดว่า เมื่อเหตุเป็นเช่นนั้น ผลก็เป็นเช่นนี้ อิทัปปัจยตา และปฏิจสมุปบาท เป็นธรรมที่แสดงถึงความสัมพันธ์ เชื่อมโยงของสรรพสิ่งได้อย่างลึกซึ้ง

เมื่อใดที่มนุษย์ไม่อยู่ตามกฏธรรมชาติที่เป็นสายใยความสัมพันธ์ เครือข่าย เราก็เป็นทุกข์ตามธรรมดา

Carl Marx เองก็เขียนไำว้ใน German Ideology ว่า ความทุกข์ของมนุษย์มาจาก ความเป็นอื่น alienation การแบ่งเขาแบ่งเราื ต้ดตัวเองจากสิ่งต่างๆ

วิถีชีวิตในสังคมทุนนิยมและอุตสาหกรรม เห็นมนุษย์เป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆตัวหนึ่งที่หล่อเลี้ยงระบบ คนจึงอยู่ในสภาพตัดขาดจากสายใยระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ เราจึงทุกข์ มีความขัดแย้งในความสัมพันธ์กันอยู่เนือง ๆ และขัดแย้งกับธรรมชาติด้วย

ฉันเป็นคนหนึ่งที่มีความเชื่อในเรื่องสายใยความสัมพันธ์ และพยายามอย่างยิ่งที่จะเชื่อมใจของฉันไปยังผู้คนและสรรพสิ่งที่ฉันเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

ปฏิบัติการแห่งความสัมพันธ์ เป็นปฏิบัติการแห่งธรรม เราสัมพันธ์กับโลกอย่างไร หัวใจ สภาวะใจของเราก็เป็นเช่นนั้น

ความสัมพันธ์เป็นเรื่องยาก แต่ก็เป็นหนทางเดียว the Only Way ที่เราจะมีชีวิตและดูแลชีวิตของเราต่อไปเราจึงต้องพยายาม พากเพียร เรียนรู้ที่จะสัมพันธ์กับผู้คนและสิ่งต่างๆ รอบตัวเราเสมอ

ฉันขอยกตัวอย่างความพยายามปฏิบัติการแห่งความสัมพันธ์ ที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จ ระหว่าง หมอและคนไข้

โดยมาก เวลาเราไปหาหมอ การพูดคุยค่อนข้างทางการ บางทีหมอไม่ถามว่าเราชื่ออะไร บางครั้งเราก็จำชื่อหมอไม่ได้ หมอรู้จักโรคที่เราเป็นมากกว่าตัวตนของเราเสียอีก

วันหนึ่ง ฉันจึงลองเริ่มต้นสานความสัมพันธ์กับหมอก่อน

เมื่อเดินเข้าไปในห้องตรวจ ฉันมองหน้าหมอ สบตาแล้วส่งยิ้มให้ ยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะวันนี้หนูรู้สึกเครียดนิดหน่อยค่ะ มันเจ็บปวดมากเลย คุณหมอช่วยดูหน่อยนะค่ะ”

การพูดแบบนี้ดูเหมือนจะได้ผล ฉันเจตนาพูดสิ่งนี้เพื่อให้หมอสัมผัสความรู้สึก จิตใจของฉัน และความทุกข์ มากกว่าเรื่องความคิดจากสมอง ที่เน้นอาการโรค และ เชื้อโรค

ระหว่างการตรวจโรค หมอระมัดระวัง ดูแลฉันอย่างดี กลัวว่าจะเจ็บ พูดคุยให้เวลา

อีกคราวหนึ่ง ฉันไปหาหมอฟัน เช่นเดิม “สวัสดีค่ะ กรรณจริยาค่ะ คุณหมอชื่ออะไรค่ะ” ฉันทักทายกับหมอก่อนให้บรรยากาศเป็นเหมือน คนกับคน “ดิฉันไม่ค่อยกล้ามาหาหมอฟันหรอกค่ะ กลัว” บอกหมอให้รับรู้เรื่องความทุกข์ ความกลัวของเรา (ช่วยได้มากทีเดียว เพราะหมอทำเจ็บน้อยมากๆ)

ในโอกาสต่อมา เราซื้อขนมเล็กๆน้อยๆ ไปฝากหมอและผู้ช่วย เราพูดคุยกันเรื่องของกิน เรื่่องการงาน และอื่นๆ หมอให้เวลาฉันมากพูดคุยให้ฉันเข้าใจเรื่องฟัน หยิบรูปภาพฟันมานั่งอธิบายตอบทุกคำถาม จนกว่าฉันจะออกจากห้อง

เรารู้จักกันแล้ว หมอชอบกินเค้กเหมือนฉัน หมอไปเที่ยวซานติก้าเหมือนกันแต่ไม่ใช่คืนวันปีใหม่

การวิจัยบางเรื่องบอกว่า หมอพยายามหลีกเลี่ยงการรู้จักคนไข้ เพราะความรู้สึกรู้จักเป็นส่วนตัว personal อาจมีผลสะเทือนต่อการรักษาโดยเฉพาะในกรณีที่มีความเสี่ยงต่อชีวิต หมอจะหวั่นไหวมาก ฉันว่าทฤษฏีนั้นควรได้รับการท้าทาย

ฉันว่าความรักต่างหากที่ทำให้เรากล้าหาญที่จะทำสิ่งต่างๆ เพื่อประโยชน์ของคนที่เรารัก ไม่ใช้่ประโยชน์ของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นเงิน ชื่อเสียง

ความรักทำให้เราใส่ใจผู้ที่เป็นทุกข์ ราวกับว่าเป็นทุกข์ของเราเอง

ซึ่งอีกงานวิจัยหนึ่งก็ระบุว่า หากหมอรู้สึกสัมผัสกับทุกข์คนไข้ได้มากแล้ว จะทำให้ไม่สามารถรักษาหรือทำอะไรได้ เพราะความสงสารมันเอ่อล้น ประมาณสงสารมาก ไม่อยากมอง ไม่อยากรับรู้ พาลทำอะไรไม่ถูกถึงไม่ทำดีกว่า ทนรับความทุกข์มือสองไม่ไหว

เราจำเป็นต้องเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ให้ได้ เพื่อการรักษาที่ดี และลดทอนการฟ้องร้องหมอ เพราะหากหมอรู้จักคนไข้ ใส่ใจห่วงใยในฐานะเพื่อนและมนุษย์ สื่อสารกันพอสมควร

ความรักความเข้าใจนี่แหละ จะทำให้หมอกล่าวคำว่า ขอโทษเวลาพลาด และพยายามสุดความสามารถที่จะไม่เผลอเรอกระทำผิดต่อคนไข้ที่ท่านรัก

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s