รหัสรัก รหัสรอดในความฝัน

ความฝันคือประตูสู่จิตใต้สำนึก เราเก็บ กด ขังอะไรไว้ในห้่องใต้สำนึกนี้ เราก็จะได้พบมันในความฝัน หากเราอ่านรหัสฝันออก บางทีเราอาจพบพลังและศักยภาพภายใน ความทุกข์ที่รอการคลี่คลาย ทางออกที่เรายังคิดไม่ออก คิดไม่ถึง หรืออนาคตที่กำลังจะมา

เราสนใจที่จะอ่านความฝันเพื่อการเยียวยาตัวเอง หลายความฝันทำให้เราค้นพบปัญหา และหาทางออกจนสบายขึ้น

ฉันมักฝันถึงเสือโคร่งตัวหนึ่ง มันล่าฉัน ฉันรู้สึกว่ามันจะทำร้ายฉัน และทุกครั้งที่เข้าตาจน หนีไม่ไหว วิ่งไม่ออก ยายจะปรากฏขึ้นในฝัน พร้อมกับเรียกฉันให้เข้าไปหา เมื่อมียาย เสือไม่อาจเข้าใกล้ฉันได้ และฉันปลอดภัย (ในความเป็นจริง ยายก็เป็นเช่นนั้น เป็นที่หลบภัยทุกชนิดของฉัน)

ฉันไม่ได้ฝันถึงพี่เสือโคร่งนานแล้ว และเขาอาจไม่มาพบฉันในฝันอีกก็ได้ เพราะว่าฉันทำใจเป็นเพื่อนกับเขาไปแล้ว

มันเกิดขึ้นเมื่อคราวหนึ่ง ในช่วงการอบรมศาสตร์แห่งแม่มด (มันก็แค่ค้นหาพลังจิตใต้สำนึกในใจ แต่เรียกให้กิ๊บเก๋ยูเรก้าไปงั้นมั้ง) ฉันเลือกไปนั่งสมาธิบนก้อนหินเหนือลำธารแห่งหนึ่ง พอใจสงบประมาณหนึ่ง ในความรู้สึก ฉันเหมือนเห็นเสือโคร่งนั่งอยู่ด้านหลังฉัน เขานั่งนิ่งราวกับดูแล ป้องกันฉัน ฉันรู้สึกสบายขึ้นและไม่กลัวเขาอีกเลย

อีกความฝันประหลาดเกิดขึ้นเมื่อเราไปร่วมงานภาวนานิเวศแนวลึก ที่อำเภอสบลาน จังหวัดเชียงใหม่

นิเวศแนวลึกเป็นแนวทางที่ทำให้มนุษย์อย่างเรา ที่ชีวิตตัดขาดจากธรรมชาติและความรู้เชื่อมโยงกับจักรวาล หันมาเห็นความจริงอีกครั้ง สิ่งที่เราทำก็คือ เปิดใจรับพลังปัญญาและฟังเสียงจากธรรมชาติ และค้นลึกไปในโลกภายในของเราที่เชื่อมต่อกับจักรวาล

เราแต่ละคนต้องเลือกพื้นที่จะพำนักในป่าตามลำพัง เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ไม่กินอาหาร ดื่มได้แต่น้ำซึ่งก็น้อยนิด

การอดอาหารและจำกัดน้ำ ในหลายวัฒนธรรมโบราณและชนเผ่าต่าง ๆ ถือเป็นการบูชาเทพ เชื่อว่าจะทำให้เราเข้าใกล้เทพเจ้า ก็น่าจะจริง ในแง่ที่ว่า ในสภาวะเช่นนั้น ร่างกายอ่อนแอ และใจนิ่งสงบง่าย หรือบางรายก็อาจจะอ่อนไหว

ในสภาวะเช่นนี้ ใจของเราจะเปิดและอ่อนโยนขึ้น รับรู้สิ่งรอบตัวได้่ง่าย

ในทางการแพทย์เท่าที่เคยได้ยินมา ในสภาวะเช่นนี้ ร่างกายจะหลั่งสารเคมีบางอย่างทำให้รู้สึกเป็นสุข สบาย หรือไม่บางทีก็อาจมีภาพประหลาดๆ บางอย่างผุดพรายมาก็ได้

ในการไปภาวนานี้ ผู้นำการอบรมบอกว่า หากจำได้ ให้ลองนำสิ่ง สัญลักษณ์ที่ปรากฏในความฝัน หรือระหว่างช่วงที่วิเวกในป่าลำพัง มาเล่าสู่กันฟัง อาจจะได้พบความรู้สึก ความปรารถนา หรือแนวทางชีวิตจากภายใน

ความฝันของฉันมี 2 สิ่ง

ฉันฝันเห็นนก 2 ตัว สีตุ่นๆเทาๆ ตัวค่อนข้างใหญ่ี้ เกาะอยู่ที่โขดหินในลำธารที่อยู่ใต้พื้นที่ที่ฉันนอนอยู่ (ฉันเลือกนอนบนหินตรงหน้าผาข้างน้ำตก)ในฝันฉันรู้สึกกลัว ๆนิดหน่อย แต่รู้ว่านกทั้งสองตัวนี้ไม่ทำอันตรายอะไรฉัน ออกจะมาคุ้มครองฉันด้วยซ้ำ

ฝันที่สองน่ากลัวกว่า คือ ฉันฝันถึงสัตว์ในเทพนิยาย 2 ตัว คือ ยูนิคอร์น และ มังกรสีขาว สัตว์สองตัวนี้มีขนาดเล็ก (แบบย่อส่วน) มันกำลังต่อสู้กัน ฉันเข้าไปห้าม โดยเอามือแยกทั้งสองออกจากกัน

เจ้ามังกรขาวกัดฉัน ฝังเขี้ยวลงไปในนิ้วโป้งของฉัน เลือดสีแดงไหลกระฉูดออกมา ฉันจำได้ว่าฉันรู้สึกเจ็บจริงๆ มันเจ็บมาก

ตอนนั้น ปฏิกิริยาแรก คือ อยากดึงมือออก แต่มีเสียงจากภายในว่า “อย่าดึงมือออกนะ จะยิ่งอันตราย” ฉันเลยหยุดนิ่ง ปล่อยให้เจ้ามังกรฝังเขี้ยวจมนิ้ว เจ็บก็ทน แล้วฉันก็กล่าวกับเจ้ามังกรขาวตัวน้อยว่า “ฉันรักเธอนะ ทำไมเธอจึงกัดฉัน และ ทำให้ฉันเจ็บ” พูดจบ เจ้ามังกรถอนเขี้ยวออกไป

เมื่อเราออกจากป่า ฉันได้มาเล่าความฝันให้พะตีและผู้ใหญ่ชาวปกากะญอฟัง ท่านว่า

เราโดนลองใจ หากเราพยายามสู้หรือหนีจากความเจ็บปวดจากเจ้ามังกร เราอาจจะเจอดีอะไรบางอย่าง เจ็บตัวจริง ๆ ประมาณนั้น —ซึ่งฉันเดาเอาว่า ฉันอาจตกจากหน้าผาตรงนั้นที่นอนอยู่ก็ได้

ส่วนนกสองตัว ท่านว่า เป็นวิญญาณของเราเองที่ออกมามองตัวเอง ซึ่งก็ไม่เข้าใจหรอกว่าหมายความว่าอย่างไร เมื่อกลับมาบ้าน คราวหนึ่งมานั่งที่หิ้งพระ เห็นนกไม้ 2 ตัวแล้วสะดุ้งเล็ก ๆ รูปร่างกลมป้อมเหมือนในฝันเราเลย

จะอะไรก็ตาม ฉันรู้สึกผูกพันกับเจ้ามังกรขาวอย่างประหลาด ก็เราแลกเลือด แลกน้ำลายกันแล้ว

มันทำให้ฉันรู้ว่า การไม่โต้ตอบความเกลียดชัง การทำร้าย คือความรัก และความรักละลายหัวใจอันแข็งกร้าวได้

ถ้าจะอ่านฝัน อ่า่นใจให้ลึกขึ้นอีกนิด เป็นไปได้ว่า ฉันเป็นคนหนีทุกข์ หนีความเจ็บปวด แต่หากฉันสามารถทนได้  ฉันจะรอด

ความรัก คือ ความสามารถในการอดทนและความทนได้ แม้ในยามเจ็บปวด

โอ้ … ความรักช่วยให้เรารอด

ความรักช่วยให้โลกรอด

Advertisements

เล่นให้สนุก

พี่หล่อเป็นคนเล่นฟุตบอลได้ดี ฝีเท้าเข้าขั้นนักกีฬาระดับจังหวัด เขาจึงเล่นค่อนข้างจริงจัง หวังเอาชนะในเกม นักเตะในทีมที่เล่นไม่ดีจะโดนด่าเปิง หรือรายที่เตะลูกไม่โดนใจก็จะโดนพี่หล่อแตะแทนลูกฟุตบอล

การเล่นฟุตบอลยามเย็นแบบนี้ จึงมีเจ็บตัวเป็นครั้งคราว และกลายเป็นความเครียดอีกชั้น หลังเลิกงานพัฒนาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมที่เคร่งเครียดอยู่แล้ว

พี่หล่อขาดหายจากสนามฟุตบอลไปเกือบปี เพราะงานหนัก จนวันหนึ่งพี่หล่อล้มป่วย ต้องนอนดูพัดลมเพดานหมุน ๆ ๆ จนเกิดปัญญาว่า “เราต้องกลับไปเล่นบอลอีกครั้ง และคราวนี้เรารู้แล้วว่า เราเล่นบอลไปเพื่ออะไร”

หลังจากออกโรงพยาบาลในครั้งนั้น พี่หล่อกลับคืนสู่สนามบอล ลีลาการเล่นของเขาเปลี่ยนไป เป็นอ่อนโยน ถ้อยทีถ้อยอาศัย “เล่นเพื่อสุขภาพ” พี่หล่อบอกพร้อมรอยยิ้ม

ในตอนแรกที่พี่หล่อถือลูกฟุตบอลลงสนาม เขาเล่นคนเดียว เพราะเวลานั้นไม่มีใครรู้จัก และอาจไม่มีใครกล้าเล่นด้วย แต่พี่หล่อไม่สนใจ “เล่นคนเดียวได้ เพราะเราต้องดูแลร่างกายของเรา เล่นแล้วมีความสุข”

ผ่านไป สองสัปดาห์ เริ่มมีคนมาขอเล่นด้วย เพื่อนเล่นบอลเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ จนได้ครบทีม และเล่นแข่งอย่างสนุกสนาน

“เมื่อคนอื่นเห็นเราเล่นสนุก เขาก็อยากเล่นด้วย” พี่หล่อบอก

พี่หล่อยังบอกอีกด้วยว่า ในสนามฟุตบอลเพื่อสุขภาพ เป็นที่ละลายอัตตาบางอย่าง ลุงถีบสามล้อสามารถสั่งนายพันให้เตะลูกดีๆหน่อย สั่งให้ส่งลูกมาทางนั้น ทางนี้ หรือ เด็กส่งเอกสารสามารถสอนให้ดอกเตอร์ในมหาวิทยาลัยเล่นให้ดีขึ้นได้

คนทุกคนมีสนามของตน เมื่อเราเปลี่ยนสนามก็ต้องเคารพเจ้าของสนาม คือผู้ที่เชี่ยวชาญกว่าเรา อย่างเช่นที่ นายพันยอมคนถีบสามล้อ และอาจารย์ยอมเด็กเดินเอกสาร

อีกอย่างที่เราได้เรียนรู้จากสนามฟุตบอลที่ไม่ได้ลงเล่น คือ

เมื่อรักที่จะทำอะไร ก็ทำสิ่งนั้นให้สนุก สบาย และ มีความสุข เราอาจไม่มีเพื่อนเล่น ไม่มีใครลงเล่นด้วยในตอนแรก

แต่ถ้าเรายังมั่นคงเล่นด้วยความรัก ความสนุก คนอื่นที่เห็นเราสนุกและมีความสุข เขาก็อยากมาร่วมเล่นด้วยเอง

ดังนั้น เราไม่ต้องกลัวว่า เราจะเหงาถ้าต้องเล่นคนเดียว หากเราเล่นได้สนุก ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเพื่อน

วิกฤตของโอกาส

วิกฤตใช่ว่าจะสร้างโอกาส ได้เท่านั้น โอกาสเอง ก็แปรเปลี่ยนเป็นวิกฤตได้เช่นกัน

คนที่ได้รับเสนองานมากมาย รู้สึกปวดหัว ไม่รู้ว่าจะเลือกงานอะไรดี งานนั้นก็ดี งานนี้ก็มช่ ปวดหัว ปวดใจเหลือเกิน

คนที่พบคนมากและใหม่ๆ เสมอ อาจจะเห็นว่า คนนี้ก็ดี คนนี้ก็ใช่ แล้วจะเลือกใครกันหว่า

คนที่ชอบเรียนรู้ก็เช่นกัน วิชานี้ กระบวนการนี้ก็น่าเรียน กระบวนการนี้ไม่สมควรพลาด

กลุ่ม community นี้ก็น่าสน อันนี้ก็น่าเข้า่ร่วม

ตลาดวิชามีมากหลาย งานอบรมก็เยอะทุกความสนใจ ทุกกลุ่มอาชีพ และวัย

งานสัมมนามีทุกวันน่าสนใจทั้งน้าน  ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข

ภาพยนตร์ทั้งไทยและเทศ ก็เกลื่อนทั้งในจอ บนแผ่น

รายการโทรทัศน์ดีๆมีมากขึ้น ไม่รู้จะดูช่องไหนดี ตั้งแต่ 1-100 เปิดไปเปิดมาทุกช่องรวมๆ กันแล้ว ดูไม่เป็นเรื่องสักเรื่องเดียว

โอ้ย! ชีวิตในแต่ละวันก็แค่ 24 ชั่วโมงจะทำไอะไรกันได้มากนักหนา

ในช่วงชีวิตนี้ก็มีเวลาเพียง 36,500 วัน (ถ้าอยู่ถึง 100 ปี และสุขภาพดี) จะทำอะไรได้มากมายเล่า

ชีวิตชนชั้นกลางในเมืองดูเหมือนจะมีโอกาสให้เลือกมากมาย แต่ลองทบทวนกันดูเถอะว่า ได้เลือกอะไร อย่างไร สิ่งที่เลือกนั้นเป็นสิ่งที่ต้องการ และตอบสนองเป้าหมายในชีวิตกันหรือไม่

บางทีเราเพลิดเพลินกับโอกาสเสียจน งงงวย มึนเมา จนเบลอ แล้วเราทำอะไรมากมาย แบบไม่รู้สึกตัว

วันนี้ฉันจึงกลับมาทบทวนเป้าหมายชีวิต และลำดับความสำคัญขององค์ประกอบต่างๆ ในชีวิต อะไรใช่ อะไรไม่ใช่ แล้วก็คงใช้ชีวิตตามนั้น ทำทุกอย่างที่ตะกละอยากทำไม่ได้ และไปร่วมทุกงานที่เพื่อนชวนก็ไม่ได้

หากไม่ระวัง โอกาส จะเป็น อุปสรรค

โอกาส คือ มารล่อให้เราเสียเวลาออกจากเป้าหมายในชีวิต ไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ ชี้ชวนให้เราแวะทำโน่นนิด ทำนี่หน่อย

ฉันมองกลับหลังไป เห็นมาร “โอกาส” ยิ้มแฉ่งให้ฉัน เธอทำหน้าที่ของเธอได้ดีมาก

โอกาส … ฉันเห็นเธอแล้ว

เดินไปกับฉันเพื่อนยาก

ช่วยเป็นเครื่องเตือนใจฉันในยามที่ฉันเอื้อมคว้าโอกาสใหม่ ๆ

เพื่อที่ฉันจะได้จำเธอไว้ และไม่เผลอใจไปกับเธออีก

ฉันนึกถึงพระพุทธเจ้า ท่านทำมากมาย แต่ก็ทำอย่างเดียว และได้ช่วยเหลือคนมหาศาล

เมื่อคนไข้ยิ้มให้หมอ

โลกนี้คือข่ายใยของความสัมพันธ์ Web of life

ไม่ได้จำมาจากนักฟิสิกส์ที่หันมาสนใจปรัชญาเต๋าอย่าง Frijof Capra เท่านั้น แต่ยังมาจากครูชาวอินเดียนแดงที่บอกเราว่า ภาษาของอินเดียนแดงไม่มี “กรรมของกริยา” แต่ภาษาของเขาจะบ่งบอกความสัมพันธ์ระหว่า่งสรรพสิ่งที่มีต่อกัน

สุดยอดของปราชญ์ อย่างบรมครูพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็สอนไว้ชัดว่า เมื่อเหตุเป็นเช่นนั้น ผลก็เป็นเช่นนี้ อิทัปปัจยตา และปฏิจสมุปบาท เป็นธรรมที่แสดงถึงความสัมพันธ์ เชื่อมโยงของสรรพสิ่งได้อย่างลึกซึ้ง

เมื่อใดที่มนุษย์ไม่อยู่ตามกฏธรรมชาติที่เป็นสายใยความสัมพันธ์ เครือข่าย เราก็เป็นทุกข์ตามธรรมดา

Carl Marx เองก็เขียนไำว้ใน German Ideology ว่า ความทุกข์ของมนุษย์มาจาก ความเป็นอื่น alienation การแบ่งเขาแบ่งเราื ต้ดตัวเองจากสิ่งต่างๆ

วิถีชีวิตในสังคมทุนนิยมและอุตสาหกรรม เห็นมนุษย์เป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆตัวหนึ่งที่หล่อเลี้ยงระบบ คนจึงอยู่ในสภาพตัดขาดจากสายใยระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ เราจึงทุกข์ มีความขัดแย้งในความสัมพันธ์กันอยู่เนือง ๆ และขัดแย้งกับธรรมชาติด้วย

ฉันเป็นคนหนึ่งที่มีความเชื่อในเรื่องสายใยความสัมพันธ์ และพยายามอย่างยิ่งที่จะเชื่อมใจของฉันไปยังผู้คนและสรรพสิ่งที่ฉันเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

ปฏิบัติการแห่งความสัมพันธ์ เป็นปฏิบัติการแห่งธรรม เราสัมพันธ์กับโลกอย่างไร หัวใจ สภาวะใจของเราก็เป็นเช่นนั้น

ความสัมพันธ์เป็นเรื่องยาก แต่ก็เป็นหนทางเดียว the Only Way ที่เราจะมีชีวิตและดูแลชีวิตของเราต่อไปเราจึงต้องพยายาม พากเพียร เรียนรู้ที่จะสัมพันธ์กับผู้คนและสิ่งต่างๆ รอบตัวเราเสมอ

ฉันขอยกตัวอย่างความพยายามปฏิบัติการแห่งความสัมพันธ์ ที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จ ระหว่าง หมอและคนไข้

โดยมาก เวลาเราไปหาหมอ การพูดคุยค่อนข้างทางการ บางทีหมอไม่ถามว่าเราชื่ออะไร บางครั้งเราก็จำชื่อหมอไม่ได้ หมอรู้จักโรคที่เราเป็นมากกว่าตัวตนของเราเสียอีก

วันหนึ่ง ฉันจึงลองเริ่มต้นสานความสัมพันธ์กับหมอก่อน

เมื่อเดินเข้าไปในห้องตรวจ ฉันมองหน้าหมอ สบตาแล้วส่งยิ้มให้ ยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะวันนี้หนูรู้สึกเครียดนิดหน่อยค่ะ มันเจ็บปวดมากเลย คุณหมอช่วยดูหน่อยนะค่ะ”

การพูดแบบนี้ดูเหมือนจะได้ผล ฉันเจตนาพูดสิ่งนี้เพื่อให้หมอสัมผัสความรู้สึก จิตใจของฉัน และความทุกข์ มากกว่าเรื่องความคิดจากสมอง ที่เน้นอาการโรค และ เชื้อโรค

ระหว่างการตรวจโรค หมอระมัดระวัง ดูแลฉันอย่างดี กลัวว่าจะเจ็บ พูดคุยให้เวลา

อีกคราวหนึ่ง ฉันไปหาหมอฟัน เช่นเดิม “สวัสดีค่ะ กรรณจริยาค่ะ คุณหมอชื่ออะไรค่ะ” ฉันทักทายกับหมอก่อนให้บรรยากาศเป็นเหมือน คนกับคน “ดิฉันไม่ค่อยกล้ามาหาหมอฟันหรอกค่ะ กลัว” บอกหมอให้รับรู้เรื่องความทุกข์ ความกลัวของเรา (ช่วยได้มากทีเดียว เพราะหมอทำเจ็บน้อยมากๆ)

ในโอกาสต่อมา เราซื้อขนมเล็กๆน้อยๆ ไปฝากหมอและผู้ช่วย เราพูดคุยกันเรื่องของกิน เรื่่องการงาน และอื่นๆ หมอให้เวลาฉันมากพูดคุยให้ฉันเข้าใจเรื่องฟัน หยิบรูปภาพฟันมานั่งอธิบายตอบทุกคำถาม จนกว่าฉันจะออกจากห้อง

เรารู้จักกันแล้ว หมอชอบกินเค้กเหมือนฉัน หมอไปเที่ยวซานติก้าเหมือนกันแต่ไม่ใช่คืนวันปีใหม่

การวิจัยบางเรื่องบอกว่า หมอพยายามหลีกเลี่ยงการรู้จักคนไข้ เพราะความรู้สึกรู้จักเป็นส่วนตัว personal อาจมีผลสะเทือนต่อการรักษาโดยเฉพาะในกรณีที่มีความเสี่ยงต่อชีวิต หมอจะหวั่นไหวมาก ฉันว่าทฤษฏีนั้นควรได้รับการท้าทาย

ฉันว่าความรักต่างหากที่ทำให้เรากล้าหาญที่จะทำสิ่งต่างๆ เพื่อประโยชน์ของคนที่เรารัก ไม่ใช้่ประโยชน์ของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นเงิน ชื่อเสียง

ความรักทำให้เราใส่ใจผู้ที่เป็นทุกข์ ราวกับว่าเป็นทุกข์ของเราเอง

ซึ่งอีกงานวิจัยหนึ่งก็ระบุว่า หากหมอรู้สึกสัมผัสกับทุกข์คนไข้ได้มากแล้ว จะทำให้ไม่สามารถรักษาหรือทำอะไรได้ เพราะความสงสารมันเอ่อล้น ประมาณสงสารมาก ไม่อยากมอง ไม่อยากรับรู้ พาลทำอะไรไม่ถูกถึงไม่ทำดีกว่า ทนรับความทุกข์มือสองไม่ไหว

เราจำเป็นต้องเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ให้ได้ เพื่อการรักษาที่ดี และลดทอนการฟ้องร้องหมอ เพราะหากหมอรู้จักคนไข้ ใส่ใจห่วงใยในฐานะเพื่อนและมนุษย์ สื่อสารกันพอสมควร

ความรักความเข้าใจนี่แหละ จะทำให้หมอกล่าวคำว่า ขอโทษเวลาพลาด และพยายามสุดความสามารถที่จะไม่เผลอเรอกระทำผิดต่อคนไข้ที่ท่านรัก

Finale ฉากสุดท้าย

What do you want to see before you sleep eternally?

What do you want to hear before you leave the world?

อะไรคือภาพสุดท้ายที่คุณปรารถนาจะมองและเห็น ก่อนจะหลับตาลงลาโลก

อะไรคือเสียงสุดท้ายที่คุณปรารถนาที่จะได้ยินและฟัง ก่อนหูจะดับลับโลก

หากำไรจากการเจ็บตัว

เมื่อต้องเจ็บตัวอย่างเลี่ยงไม่ได้ ฉันจึงคิดจะหากำไรจากความเจ็บปวด “เราต้องไม่เจ็บตัวฟรีๆ” ฉันคิดในใจ

การทำฟันหนึ่งซี่เสร็จสิ้นลงแล้ว และ้พบว่ายังมีอีกหลายซี่จ่อคิวรออยู่

ฟันและสุขภาพช่องปาก เป็นด่านแรกของระบบย่อยอาหารและดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ไปหล่อเลี้ยงชีวิต ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากต่อสุขภาพทั้งหมดของเราโดยรวม

ฉันรีบปรึกษาหมอประจำบ้าน Google เพื่อเข้าใจฟันให้มากขึ้น เพื่อที่จะดูแลพวกเขาทั้งหลายให้อยู่ดี กินสะดวก

เมื่ออ่านข้อมูลพอสมควรแล้ว นำมาเทียบเคียงวิเคราะห์กับพฤติกรรมการกินและการดูแลของตัวเอง พบว่า “ตัวเราเองนี่แหละคือผู้ร้ายนำความเจ็บปวดเสียดแทงให้แก่ตัวเอง ด้วยพฤติกรรมการกินต่างๆ”

ฟันของเราผุเพราะ

การสูญเสียแร่ธาตุจากตัวฟัน คือ แคลเซียม และ ฟอสฟอรัส ซึ่งโดยปรกติร่างกายก็จะมีการแลกเปลี่ยนแร่ธาตุในน้ำลายอยู่แล้วหากแต่บางราย การแลกเปลี่ยนนั้นไม่สมดุล ทำให้ฟันสูญเสียแร่ธาตุไปแล้วได้คืนมาไม่ครบประมาณนั้น

เหตุที่ทำให้การแลกเปลี่ยนแร่ธาตุไม่สมดุล ก็คือ น้ำลายเป็นกรด

น้ำลายเป็นกรดก็เพราะ … ของหวาน นั่นเอง

การบริโภคอาหารบางประเภทที่เป็นกรดมาก หรือประเภทที่ดึงแร่ธาตุออกจากกระดูกและฟัน ก็เช่น พวกน้ำซ่าส์ต่างๆ และกาแฟ

ความหวานจากน้ำตาลทำให้แบคทีเรีย Streptococcus mutans เติบโตเร็วและแข็งแรง

และคนไทยที่ฝากท้องไว้กับร้านริมทางก็ต้องทำใจ ที่แม่ค้าพ่อขายต่างอุดหนุนธุรกิจโรงงานน้ำตาล ทำให้อาหารคาว กลายเป็นอาหารหวานได้ ไม่ว่าจะเป็น แกงเขียวหว๊านหวาน ส้มตำหวานเจี๊ยบ หรือยำหวานจ๋อย เป็นต้น

ารดื่มน้ำไม่เพียงพอ ดื่มน้ำน้อยไประหว่างวันก็เป็นเหตุที่ส่งเสริมฟันผุได้ เพราะพอน้ำในร่างกายน้อย น้ำลายก็น้อย เหนียวหนืด ทำให้เกิดสภาพความเป็นกรดสูง สร้างโอกาสให้่เชื้อแบคทีเรียทำงานง่ายและสะดวกขึ้น

เมื่อฟันผุ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายกันบ้าง ทั้งความเจ็บปวดที่จะได้รับ และเงินที่ต้องควักไป

การดูแลรักษาและป้องกัน จึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

ดื่มน้ำให้พอเพียง เมื่อเริ่มรู้สึกว่าปากแห้ง น้ำลายเหนียว — ได้เวลาดื่มน้ำ แต่อย่าปล่อยให้ถึงตรงนี้เลย (ผู้ที่ทำงานยุ่งและเคร่งเครียดมักละเลยการดื่มน้ำ และปล่อยน้ำออกจากร่างกาย ระวังสุขภาพให้ดี)

ทานอาหารที่เป็นกรดน้อย ไม่ดื่มน้ำซ่าส์ ลดกาแฟ ลดอาหารรสจัด เปรี้ยว ลดอาาหรหวานจากน้ำตาล (แต่ความหวานจากผลไม้ยังได้อยู่)

ลดการทานหวานและแป้งที่เปลี่ยนเป็นน้ำตาล หากเลี่ยงได้ยาก ควรทานของหวานหรืออาหารรสหวานร่วมกัยอาหารอื่นๆ การทานของหวานโดด ๆ เหมือนเป้นของว่าง ระหว่างมื้อจะเสี่ยงสูงมากต่อภาวะฟันผุ

รักษาสุขภาพกระดูกด้วยการกินอาหารที่มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส เช่นผักใบเขียว งา ไข่ นม เป็นต้น

หลีกเลี่ยงอาหารแข็งและเหนียว (เริ่มเชื่อทฤษฏีมนุษย์เป็นสัตว์กินพืชซะแล้ว)

ส่งความรักให้ฟันในขณะแปรงฟันด้วย ยิ้มให้ฟันและปากทุกครั้งที่แปรงฟัน

แปรงฟันให้ถูกวิธี ใช้ไหมขัดฟันด้วยจะดีมาก ควรแปรงฟันนตอนเช้า ก่อนนออนและถ้าทำได้ หลังอาหารทุกมื้อ

ใช้น้ำ+เกลือกลั้วปากตอนแปรงฟัน และหลังมื้ออาหาร

พบทันตแพทย์เพื่อเช็คสุขภาพช่องปากทุก ๆ 6 เดือน

อ้อ! สุดท้าย การดื่มไวน์ขาวหรือแดงวันละ 1 แก้ว จะช่วยลดความเสี่ยงสำหรับฟันผุ เพราะในไวน์มีสารที่ยับยั้งการทำงานของแบคทีเรียชนิดนี้ (อึม! จะเชื่อดีไหมน้อ ก็การศึกษานี้มาจากศาสตราจารย์ชาวอิตาลี ถิ่นผลิตไวน์อันดับต้นๆ ของโลกตั้งแต่อดีต สมัยเทพเจ้าไดโอไนซุส ที่ชาวกรีก-โรมัน พากันเมาหยำเป

ขอบคุณ Tooth fairy ที่อยู่เป็นเพื่อนมาจนขวบปีนี้

อย่าได้จาก-ทิ้งกันไปเลย

ฉันผิดไปแล้ว

ขอสัญญาว่า

จะดูแลนางฟ้าทุกๆตนให้ดีที่สุด

ฉันรัก tooth fairies