เหตุของรักริมทาง คน+หมา

เช่นเคย เช้านี้ เจ้า้ขาว หมาผอมมอซอร่อนเร่ริมทาง กระดิกหางรอฉันอยู่ที่จุดเดิมข้างบริษัทของแม่

ฉันดีใจที่ได้เห็นมัน ดีจังที่ยังมีชีวิตอยู่ (ทั้งคนและหมา นั่นแหละ)

ฉันซื้อไก่และหมูทอดให้มันกินเหมือนทุกวันและมันรอคอยอย่างใจเย็น สุภาพ ไม่ลุกลี้ลุกลนจนเกินงาม

แม่ค้าแถวนั้นมองเจ้าขาวแล้วเปรยว่า “เจ้านี่มันวาสนาดีนะ ใคร ๆ ก็เอ็นดูมัน ให้อาหารมันกินอยู่เรื่อย คนโน้นที คนนี้ที”

สายตาหลายคู่ตรงแผงอาหารริมถนน ปรายไปยังเจ้าขาวที่กำลังกินหมูและไก่ทอดอยู่ใจจดใจจ่อ

“หมาบางตัวผอมพอ ๆ กัน ยังไม่มีคนให้กินเท่ากับเจ้าขาวเลย” ป้าขายข้าวแกงว่า

ป้าขายข้าวเหนียวปิ้งเสริม “มันวาสนาดีกว่าคนบางคนอีกนะ มีคนรัก คนเอ็นดู”

จริงสิ ฉันฉุกคิดถามตัวเองว่า เหตุใดฉันจึงเมตตาเจ้าขาวกว่าหมาทุกตัวในระแวกนั้น

คงเริ่มจากวันแรกพบ

วันแรกที่ฉันเห็นเจ้าขาว มันผอมมาก เดินเซไปมาเหมือนกำลังจะหมดแรงเดินและสลบหรือตายไป

พ่อค้าขายกาแฟโบราณตรงนั้นเล่าว่า เจ้าขาวเคยสลบไปเพราะไม่ได้กินอะไรเลย และดูเหมือนว่า มันจะถูกขนมาทิ้งไว้ตรงนี้ น่าจะเคยเป็นหมามีเจ้าของมาก่อน เพราะมันหากินเองไม่เป็น ไม่เหมือนหมาข้างถนนโดยกำเนิด

ฉันสงสารและเริ่มซื้อข้าว+ไก่ให้มันกิน

แม้มันจะหิวมาก มันก็ยังสำรวมในการกิน ไม่ตะกละรีบเข้ามาแย่ง มันจะรอให้เรียกแล้วจะมากิน เวลากินก็เรียบร้อยค่อยๆ กิน

บางที หมาตัวอื่นมีคนเอาอาหารมาให้ ฉันเห็นเจ้าขาวมองอย่างเจียมตัว แต่ไม่เข้าไปแย่ง ได้แต่มองอยู่ไกล ๆ

เมื่อถึงคราวที่มันมีอาหารกิน หมาตัวอื่นจะเข้ามาขอส่วนแบ่ง ฉันไม่เคยเห็นเจ้าขาวแสดงอาการขู่ แยกเขี้ยวเลย

เคยเห็นด้วยซ้ำว่า มันคาบไก่ชิ้นหนึ่งเดินหนีไป แล้วปล่อยให้หมาตัวอื่นเข้ามากินอาหารแทนที่มัน ไม่รู้้เพราะมันกลัว หรือมันตั้งใจหลีกทางให้เพื่อนได้กิน

เจ้าขาวเป็นหมาตัวผู้ ขนาดใหญ่ปานกลาง ฉันคิดว่ามันมีนิสัยรักสงบ สันโดษมากกว่า เพราะดูจากรูปร่างท่าทาง มันสามารถทำให้หมาตัวอื่นกลัวได้ไม่ยาก แต่แม้หมาตัวเล็กกว่ามันครึ่งตัว ก็ยังกล้าดีเห่าและขู่เจ้าขาว ซึ่งมันก็มักหันหน้าหนีไป ไม่อยากมีเรื่อง ทำนองนั้น

เจ้าโลตัสหมา“โซฮาย” ที่บ้าน เคยเห่าเจ้าขาว มันก็ไม่สนใจ ใครอยากทำอะไรก็ช่าง ฉันไม่สน ไม่อยากมีเรื่อง มันน่ารักจริง ๆ นะ

มันอ่อนโยนมาก ซึ่งฉันไม่คิดว่ามันอ่อนแอเลย มันไม่ทำร้ายใคร มันเดินหนี หลีกให้เท่านั้นเอง

มันสุภาพกับคนด้วยเหมือนกัน สีหน้าท่าทางของมันเรียบร้อย ไม่ขอข้าว ตื้อใคร ได้แต่นั่งใกล้ ๆ และ รอไปเรื่อยๆ ได้ก็ได้ ไม่ได้ มันก็เดินจากไป

ฉันว่า ความอ่อนโยนสุภาพทั้งกับคนและหมาด้วยกัน ความรักสงบ สันโดษ ความแพ้ได้ ยอมเป็นของมัน และความไม่เรียกร้อง อะไรอย่างไรก็ได้ของมันกระมัง ที่ได้ใจของคนแถวนั้น รวมถึงฉันด้วย

วันนี้ได้เรียนรู้ว่า หมาน่ารัก น่าเอ็นดูนั้น เป็นได้อย่างไร ไม่รู้ว่าการจะเป็นคนน่ารัก น่าเอ็นดู ต้องทำตัวเหมือนเจ้าขาวไหมน้อ

ฉันอยากเอามันมาเลี้ยงที่บ้านจัง แต่ทางบ้านไม่ยอมแน่ ๆ

“วาสนาความรักของเรา คงเป็นได้เพียงความผูกพันริมทางเท่านั้นนะ เจ้าขาว”


Advertisements

ความรักคือพลัง

เคยอยากลดการบริโภคกาแฟจากวันละ 3 แก้ว ให้เหลือ 2 และ 1 แก้วต่อวัน

แต่ใจของเราสู้ฤทธิ์คาเฟอีนไม่ไหว แพ้ทุกที

พยายามใช้เทคนิค วิธีคิดหลากหลาย

ไม่ว่าจะเหตุผลทางเศรษฐกิจว่า ราคาแพง หากคำนวนดูแล้ว เราสนับสนุนพ่อค้าแม่ขายกาแฟรายย่อย รายใหญ่ ถึงเดือนละอย่างน้อย 1500 บาทเชียวนะ

“ไม่เป็นไรน่า ช่วยกัน เงินหมุนเวียน”

พอหันไปใช้เหตุผลทางสิ่งแวดล้อม หากดูแพคเกจกาแฟแล้วจะเห็นว่า เราทิ้งแก้วกาแฟ ทั้งพลาสติกและกระดาษไปอย่างน้อย 30 แก้วต่อเดือนเชียว

“ก็เก็บให้ซาเล้งไปรีไซเคิลซิ”

สุดท้ายเหตุผลใกล้ตัว คือ สุขภาพ กินกาแฟและความหวานมากไม่ดีต่อร่างกาย ฮอร์โมน ต่อมไร้ท่อได้รับผลกระทบ ตับทำงานหนัก หัวใจเต้นเร็ว สมองจะตื้อๆ ในบางครั้งโดยเฉพาะเมื่อเกิดภาวะพร่องคาเฟอีนในกระแสเลือด

“โรคภัยมีอยู่รอบตัวอยู่แล้ว ไม่กาแฟก็อย่างอื่น เลี่ยงไม่ได้หรอก อีกอย่างก็กินของดีๆ ทดแทนเข้าไปสิ” โบ้ยไปซะงั้น มั่วซะ

ไม่ว่าจะคิดมุมใด แพ้ทุกประตู จนกระทั่ง ประตูความรักแย้มออก ให้เห็นหนทาง

เป็นไปได้ว่า การติดกาแฟเป็นเรื่องของใจ ใช้ความคิดมาแก้อาจไม่เป็นผลนัก ต้องใช้ใจดักทางกันเอง

เกือบทุกเช้า เราไปส่งแม่ที่ที่ทำงานไม่ไกลจากบ้านนัก และที่นั่น เราจะแวะให้ข้าว หรือไม่ก็ซื้อไก่หรือหมูทอดเลี้ยงหมาขาวมอซอซี่โครงขึ้นตัวหนึ่ง เราเรียกมันว่า “เจ้าขาว”

เช้าที่ผ่านมาไม่กี่วันนี้ เราก็ทำเช่นเดิม ซื้อหมูและไก่ทอดให้มันกิน เท่าที่คิดว่ามันน่าจะพออิ่ม เราก็จ่ายเงินไป 40-50 บาท

ระหว่างที่เฝ้าดูเจ้าขาวกินไก่และหมูจนเรียบไร้ร่องรอยอยู่นั้น ความรู้สึกหนึ่งก็แผ่ซ่านในใจ “เอ ถ้าเราไม่ซื้อกาแฟกิน 1 แก้ว เราก็จะมีเงินซื้อไก่เลี้ยงเจ้าขาวได้เพิ่มขึ้นสินะ เพราะกาแฟที่เราซื้อโดยมากราคา 50 บาท”

“ระหว่าง 50 บาทที่สนองความอยาก กับ 50 บาทที่จะประคองชีวิตหมาที่เจ้าของมาทิ้งไว้ริมทาง เราเลือกอย่างหลัง”

คิดได้อย่างนั้น การลดกาแฟไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป “หนูทำได้” ขึ้นมาทันที

“เพื่อเอาเงินไปซื้อไก่ให้เจ้าขาว” เมื่อจิตบอกอย่างนี้ ใจก็มีกำลังต้านความอยาก และ ชนะในที่สุด

ทุกวันนี้ เรายังดื่มกาแฟอยู่ 2 แก้ว และโดยมากเป็นกาแฟที่ชงกินเองได้ เกิดประหยัดได้ ประหยัดเป็นขึ้นมาโดยอัตโนมัติและมีความสุขมากที่ประหยัดเงินได้

“เมื่อมีความรัก ความรู้สึกนำทาง ไม่มีอะไรยากเกินจะทำเลย”

อย่างที่อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ พูด ความรักมีพลังมาก เราสามารถใช้พลังนี้ขับเคลื่อนสิ่งดีงามภายในและภายนอกได้

ีชีวิตในโลกแห่งการเรียนรู้

ศ. คริสโตเฟอร์ เชฟเฟอร์ จาก Sunbridge College USA ผู้เชี่ยวชาญด้านองค์กรเรียนรู้ ภาวะผู้นำ การสื่อสารและปรัชญาการศึกษาแบบวอลดอร์ฟ ได้มาเมืองไทยเมื่อเร็ว ๆนี้ และเราได้มีโอกาสดีได้เข้าไปร่วมฟังการบรรยาย เรื่ององค์กรและมนุษย์เรียนรู้ ที่สถาบันรักลูก จึงอยากแบ่งปันให้เพื่อน ๆ อย่างคร่าว ๆ ดังนี้

คนเราสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ มากจากคุณค่า ความเชื่อบางอย่าง สังคม ประเพณีต่างๆ ก็มีพื้นฐานมาจากความเชื่อของเราแต่ละคน และเมื่อความเชื่อของเราได้รับการแปรเป็นรูปธรรมแล้ว สิ่งนั้นจะส่งอิทธิพลต่อเราอีกชั้นหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างโลกภายในและโลกภายนอกจะกระทบถึงกันตลอดเวลา

การที่คนไทยสมัยก่อนมีวัดมากมาย แสดงถึงอะไรบ้าง และที่สมัยนี้สร้างตึกสูงมากมาย แสดงให้เห็นอะไร

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า เรามีความเชื่อ ให้คุณค่าต่างไปจากสมัยก่อน ศ. คริสโตเฟอร์บอกว่า คำถามสำคัญคือ เราจะสามารถแปรรูปความคิด ความเชื่อ คุณค่าภายในออกมาภายนอก อย่างตระหนักรู้ และสร้างสรรค์ได้อย่างไร

เรา๊คิดต่อไปถึง มาร์กาเรต วีทเลย์ ผู้เขียนหนังสือหันหน้าเข้าหากัน ที่เคยเขียนไว้ด้วยว่า ที่จริง เราควรสำรวจการกระทำ คำพูด วิถีปฏิบัติของเรา เพื่อค้นหาคุณค่า หรือความเชื่อภายในที่แสดงออกมา (ก็น่าสนใจดีนะ)

รู้จักประวัติ+ที่มาของตัวเอง (องค์กร)

แต่ละคนมีเอกลักษณ์และคุณลักษะพิเศษ ที่เราทุกคนควรให้เกียรติและเคารพกัน และตัวเราเองก็ควรรู้จักตนเองให้มากขึ้น ว่าเราเป็นใคร ครอบครัว พี่น้อง เป็นมาอย่างไร เรามีแบบแผนอะไรไหมในชีวิต สำรวจทุกแง่มุมในชีวิต เพื่อให้เห็นรากที่สร้างเราขึ้นมา องค์กรก็เช่นกัน ผู้ที่รู้ว่าองค์กรมีความเป็นมาอย่างไร เรื่องเล่า อุปสรรคที่ผ่านเข้ามาและพ้นไป สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้เราตระหนักในคุณค่าของชีวิต ..

พัฒนาการของชีวิตและองค์กร

ให้เรามองย้อนช่วงเวลาต่างๆ ของชีวิต ว่าแต่ละช่วงมีความงามและความพิเศษแตกต่างอย่างไร และกว่าที่เราจะผ่านแต่ละช่วง มันต้องเจอช่วงเปลี่ยนผ่าน วิกฤตกันทั้งสิ้น ทารกจะคลอดก็เป็นช่วงวิกฤต พอคลอดแล้วเป็นวัยเด็กก็มีความท้าทายของแต่ละช่วงวัย คำถามสำคัญคือ เราทำอย่างไรเมื่อเจอกับวิกฤต หรือช่วงเปลี่ยนผ่านในชีวิต คนหรือองค์กรที่มีวุฒิภาวะมีลักษณะอย่างไร

ความสัมพันธ์

เราไม่ใช่แค่ร่างกายแต่มีจิตวิญญาณภายในที่รู้สึกนึกคิด และส่วนนี้เองที่เป็นเรื่องของการเชื่อมโยง สัมพันธ์กับผู้อื่นและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ศ. คริสโตเฟอร์บอกว่า ท่านชอบเดินในตัวอาคารยามค่ำคืน เพื่อให้พลังงานหรือบรรยากาศพาท่านท่องไปในโลกจินตนาการว่า ระหว่างวัน มีกิจกรรม ความสัมพันธ์อะไรบ้างเกิดขึ้นในที่นั่น

หากสถานที่ให้พลังงานที่ดี แสดงว่าคนที่อยู่ที่นั่นมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและผู้คน

หากต้นไม้เหี่ยวแห้ง สถานที่ไม่ได้รับการดูแล แสดงว่า ผู้คนอาจไม่รักที่ทำงานนั่นนัก

ความหมายของการเกิดและดำรงอยู่

ทั้งคนและองค์กรที่เกิดมาล้วนแต่มีความหมายอะไรสักอย่าง หากแต่มันคืออะไรเล่า คนและองค์กรต้องตระหนักรู้เอง จริง ๆทุกคน หรือ ทุกองค์กรในทุก ๆ ปี ควรหาเวลาพักคลาย retreat เพื่อถามและใคร่ครวญ ดังนี้

เราเป็นอย่างไรบ้างในตอนนี้

ที่ผ่านมาจนถึงเดี๋ยวนี้ละ เราเป็นอย่างไร

สิ่งที่เราทำได้ดี และสิ่งที่ทำไม่ขึ้นเล่า มันคืออะไร

คุณค่าที่เรายึดถือคืออะไร และสิ่งที่เราทำไปในช่วงที่ผ่านๆ มาแสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่เรายึดถือไหม —ช่องว่างระหว่างความคิด กับความจริง ห่างกันมากไหม

สำรวจด้านมืดภายใน shadow ทุกอย่างมีด้านมืด ด้านสว่าง ศ. คริสโตเฟอร์ให้ข้อสังเกตว่า องค์กรใดที่มี spirit สูงมาก ในแง่มีเป้า ต้องการช่วยเหลือผู้อื่น เรียนรู้ พัฒนาผู้อื่น และสังคม สิ่งที่เป็นด้านมืดคือ คนในองค์กรจะไม่ค่อยเป็นอย่างนั้น จะไม่ค่อยทำอย่างนั้นกับตัวเอง คือ มันมีช่องว่างระหว่างความเชื่อ เป้าหมาย และการปฏิบัติอยู่สูง

คำถามที่จะช่วยนำทางเราไปสำรวจด้านมืด คือ อะไรที่เราไม่อยากพูดถึง เลี่ยงที่จะพูด รู้สึกเจ็บแปลบที่จะมอง

รับผิดชอบต่อสังคมและบริบทที่ให้เราเกิดมาและหล่อเลี้ยงเรา

คือในฐานะปัจเจกเราย่อมต้องดูแลรับผิดชอบต่อครอบครัวและสังคม องค์กรที่เราอยู่ ในระดับองค์กรก็ต้องดูแลใส่ใจกับสังคม สิ่งแวดล้อมที่ให้องค์กรเกิดมา องค์กรธุรกิจที่ไม่ใส่ใจลูกค้าจะค่อยๆ ตายไป องค์กรสิ่งแวดล้อมที่ไม่หมั่นดูแลสิ่งแวดล้อมก็จะล่มสลายในที่สุด เพราะไม่มีสิ่งแวดล้อมให้ใช้อีกต่อไป สิ่งมีชีวิตใดที่ไม่รู้จักให้และเกื้อกูลสิ่งอื่น จะตายในที่สุด

เกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น่าสนใจ

• ศ. คริสโตเฟอร์เล่าว่า แพทย์แผนทางเลือกคนหนึ่งจะใช้คำถาม 3 ข้อในการสำรวจดูว่า ผลการรักษาเยียวยาของหมอจะได้ผลเพียงใดกับคนไข้ที่มารับคำปรึกษา คำถามที่ว่านั้น คือ

1. คุณกำลังทำอะไรที่อยู่บนหนทางของการพัฒนาตัวเองภายในไหม

2. มีใครสักคนที่คุณรักไหม

3. คุณชอบงานที่คุณทำไหม

ถ้าคนไข้ตอบ “ใช่” กับคำถามทั้ง 3 ข้อ ก็มีหวังที่การรักษาโดยมาจะเกิดผล หากไม่แล้ว โอกาสหายคงเบาบาง คำถาม 3 ข้อนี้สะท้อนให้เห็นหัวใจของชีวิต คือ มีเรื่องปัญญา ความสัมพันธ์ และ ชีวิตความเป็นอยู่

• ในโลกใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 นี้ เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์ต้อง “หันกลับมาต่อเชื่อมกับโลกในมิติทางใจให้มากขึ้น” reconnect with spiritual world

เรียนรู้ร่วมกัน — เป็นสิ่งจำเป็นมาก ศ. คริสโตเฟอร์ให้ลองสังเกตวิธีการประชุมของเราว่าเป็นการเรียนรู้ร่วมกันหรือไม่ เพราะถ้าเราไม่ใส่ใจที่จะเรียนรู้ร่วมกัน เราจะเจอกับวิกฤตในองค์กรอยู่ร่ำไป

• ในองค์กร เฉกเช่นปัจเจก เราจำเป็นต้องให้เวลากับตัวเองสักช่วงในแต่ละวัน เพื่ออยู่กับความเงียบและสะท้อน ใคร่ครวญถึงวันและการงานที่ทำอยู่ องค์กรก็เช่นกัน จำเป็นต้องช้า และหยุดเพื่อใคร่ครวญตัวเองด้วย

หมอที่ดีที่สุด คือ หมอที่รักและใส่ใจผู้ป่วย ไม่ใช่หมอที่มาจาก schools ที่ดีที่สุด เราเองก็เช่นกัน หมั่นถามตัวเองว่า “Do you really care for …?’’

พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงที่แท้และหนักแน่นมาจากหัวใจและความใส่ใจอย่างจริงจังต่อสิ่งนั้น ๆ คนนั้นๆ

• เวลาที่มีปัญหาทั้งส่วนตัวและองค์กร จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเอื้ออำนวยเปิดพื้นที่ให้ความจริงได้เผยปรากฏและอยู่ตรงนั้น เราจึงจะแสวงหาทางออกร่วมกันได้

เต็มที่กับชีวิตหมา ๆ

นับแต่วันที่เราได้หมาน้อยสีขาวหน้าตาเจ้าเล่ห์มา เราก็ได้เรียนรู้หลายบทเรียน โดยเฉพาะการเผชิญกับความเจ็บป่วยและความตาย

200309

ช่วงอายุ 2 เดือนกว่า เจ้าโลตัสป่วยเป็นลำไส้อักเสบ ซึ่งในลูกสุนัขแล้ว โอกาสรอดมีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะเชื้อแบคทีเรียจะทำให้มันอาเจียนและถ่ายเป็นเลือดจนช๊อคตายไป

ในตอนที่กำลังใช้เครื่องมือตรวจผลเชื้ออยู่นั้น ใจของฉันลุ้นระทึก เมื่อเครื่องมือแสดงผลบวกมากขึ้น ใจฉันลดต่ำลง แวบแรก อยากให้หมอ put to sleep เจ้าโลตัส เพราะไม่อยากให้หมาน้อยต้องทรมาน

แต่เมื่อนึกได้ ฉันเห็นโอกาสที่จะช่วยมันทางจิตใจ จึงทำใจตัวเองให้เข้มแข็งเผชิญความตายของมันร่วมกัน

และช่วงนี้เองที่ฉันตั้งชื่อใหม่ให้มัน จากขนมจีน เป็นโลตัส ซึ่งแปลว่า บัวขาว (เพื่อการตื่นรู้) ถือเอาว่ามอบโลตัสให้พระธรรมดูแล

ช่วงนั้น ทรมานกายและใจของเรามาก แต่เจ้าโลตัสเป็นหมาเข้มแข็ง ตัวมันสั่นเพราะการบีบตัวของลำไส้แต่มันไม่ร้องสักแอะเดียว

ฉันทำทองเลน นำทุกข์ของมันมาในตัวเพื่อแปรเปลี่ยนเป็นความสุขนำกลับคืนไปให้ ฉันเปิดเทปธรรมให้มันฟัง 24 ชั่วโมง เพื่อที่ว่าหากขณะจิตใดที่มันสิ้นลม หากจิตรับรู้ได้ มันจะได้ไปดี

ผ่าน 3 วันอันตราย โอกาสรอดมีสูงขึ้น จนเป็น 1 สัปดาห์ หนึ่งเดือน และ หนึ่งปี

โลตัสได้ชื่อว่า “หมาตัวที่รอด”

แม้มันจะรอดตาย แต่รอยกรรมก็ฝากเชื้อโรค ความเจ็บป่วย และความตายไว้ในตัวของมัน (คงไม่ต่างกับคนที่ล้วนมีรอยกรรมฝากไว้ในดีเอ็นเอทางกาย และ ทางจิต) 

ในวันนี้ เชื้อโรคนั้นกำเริบ เป็นพยาธิในเม็ดเลือด Ehrlichia canis ที่ทำให้มันอ่อนแอ หมดแรง ไม่กินอาหาร และอาจมีผลต่ออวัยวะต่าง ๆ ตามเป็นลำดับ

หมอเพิ่งรายงานผลว่า เกร็ดเลือดมันต่ำมาก จากที่ปรกติควรเป็นสักหนึ่งแสน แต่โลตัสมักน้อย ขอเพียง 5000

ฉันสำรวจใจตัวเองและเห็นว่า ต่างไปจากวันวาน ฉันสงบขึ้น และยอมรับอะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้น อาจเป็นเพราะเคยผ่านห้วงวิกฤตมาแล้ว หรืออาจเป็นเพราะฉัันทำใจกับธรรมชาติของชีวิตได้มากขึ้นก็เป็นได้

ไม่เป็นไร เราจะดูแลเขาให้ดีที่สุด ไม่ว่าเขาจะอยู่ในโลกนี้อีกนานแค่ไหน ให้คุ้มกับที่เกิดมาเป็นหมา (ที่ไม่ใช่หมา) ของเรา

กิจวัตรที่เราทำร่วมกัน คือ เล่น กินกาแฟและขนมด้วยกัน นั่งดูวิวหน้าบ้าน จากห้องนอนบ้าง เดินเล่นในหมู่บ้าน วิ่งไล่นก และ ในเวลาที่ฉันนั่งสวดมนต์ภาวนา ก็จะให้โลตัสมานั่งอยู่ใกล้ด้วย แน่นอนที่สุด ฉันเปิดซีดีธรรมะให้มันฟังด้วย

lotuskampoo

หากวันสุดท้ายมาถึง ฉันรู้ว่าวันหน้าของมันจะเป็นภพภูมิที่ดีกว่า

โลตัสเป็นครูที่สอนบทเรียนธรรมะมากมายให้ฉัน

มันสอนฉันให้รู้จักสื่อสารโดยไม่อาศัยคำพูด

มันสอนให้ฉันปล่อยวางความถือคนว่าเป็นคน ให้ลดตนไปเป็นเ้หมือนหมาได้บ้างเป็นความเท่าเทียมกันของสรรพชีวิต

มันสอนฉันให้หัดวางใจกับความเจ็บป่วยและความตาย

มันสอนฉันให้รู้จักอยู่ รู้จักมีชีวิต

….

ท้ายที่สุด มันสอนฉันให้รักอย่างที่ฉันเคยถูกรัก

ฉันเข้าใจคำพูดที่แม่คนหนึ่งพูดกับลูกที่เป็นออทิสติกว่า “ลูกจะเป็นอย่างไร แม่ก็รัก”

ฉันเข้าใจคำพูดที่ว่านั้น แม้สิ่งมีชีวิตที่ฉันพูดด้วยจะไม่ใช่ คน 2 เท้า แต่เป็นสัตว์ 4 ขาก็ตาม “ถึงลูกจะเป็นหมา แม่ก็รัก” — อะไรประมาณนั้น

วันนี้ โลตัสยังอยู่กับฉัน และเราจะสนุกกับชีวิตกันให้เต็มที่เลย

นิทาน หมู ๆ

เย็นย่ำอันโหยหวนวันหนึ่ง

เหล่าวิญญาณหมูที่ถูกฆ่าเป็นเนื้อให้มวลมนุษย์ต่างมาประชุมกัน เพื่อหาวิธีการโน้มน้าวใจมนุษย์ให้ละเว้น ลดเลิกการฆ่าพวกพ้องของตน ที่ยังคงหรรษากับอาหารขุนเนื้อที่มนุษย์นำมาให้ทุกมื้อในโรงเลี้ยง

piggy1

หัวหน้าหมูที่ถูกฆ่ามาหลายภพชาติ จนบรรดาวิญญาณหมูต่างยกย่องให้เป็นโคตรวิญญาณหมู เกิดความคิดบรรเจิด จึงสั่งให้วิญญาณหมูตัวหนึ่งมาดลใจให้นักข่าวสารคดีช่อง TV Monde 5 จากสำนักฝรั่งเศสไปทำสารคดีเรื่อง ที่มาของเนื้อหมูเพื่อผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ (ของตนเอง)

จากนั้น ผู้ประสานงานปรโลกหมูก็ให้หมูในแต่ละประเทศขยายผลการชม ให้มนุษย์ในประเทศของตน

ทูตหมูประจำประเทศไทย รอนเรมมาถึงบ้านหลังคาแดงหลังหนึ่งย่านดอนเมือง เห็นสาวคนหนึ่งนั่งหน้าจอสี่เหลี่ยมอย่างไร้สติ เปลี่ยนช่องโทรทัศน์ไปมาเหมือนคนไม่รู้จะดูอะไร ทูตหมูถึงกับยิ้ม “ได้เหยื่อแล้ว ไอ้คนประเภทหลง ๆ เบลอ ๆ นี่แหละ โฆษณาชักจูงง่ายนักเชียว”

pig-angel1

ว่าแล้ว ท่านทูตหมูก็ลงมาประทับข้างสาวคนนั้น แล้วจัดการช่วยเปลี่ยนช่องไปที่ เตเวมงด์ (TV Monde) แล้วค้างเอาไว้ ให้สาวเจ้าเห็นภาพ หมูผิวขาวอมชมพู ดูสะอาดสะอ้านหลายตัวกำลังถูกต้อนในช่องทางเดินแคบ ๆ มีมนุษย์ถือไม้ที่ตรงปลายมีปุ่มปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ มาจี้เพื่อให้เดินไปข้างหน้า เพราะการตี ลงแส้ หรือโบย อาจทำให้ผิวขาวอมชมพูของบรรดาหมู ๆ เป็นรอยแผลคล้ำหมองได้

ในสารคดีนั้นบรรยายเป็น 2 ภาษา ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส ทูตหมูจึงต้องทำหน้าที่แปลภาษาฝรั่งเศสให้สาวเจ้าด้วย จะได้ฟังรู้เรื่อง

สารคดีเรื่องนี้พยายามทำความเข้าใจกระแสความนิยมในการบริโภคเนื้อสัตว์เพื่อสุขภาพ คือ การเลี้ยงและการฆ่าที่ไร้มนุษยธรรมนั้น ทำให้สัตว์เกิดความเครียด เมื่อสัตว์เครียด ร่างกายก็จะหลั่งสารเคมีที่เป็นพิษออกมา เมื่อสัตว์นั้นตายลง มนุษย์ที่บริโภคเนื้อสัตว์นั้นก็จะรับเอาสารที่เป็นพิษในเนื้อสัตว์นั้นเข้าสู่ร่างกายตนไปด้วย (เราอยากเรียกว่า สารวิบากกรรม)

เช่นนี้แล้ว มนุษย์จึงคิดค้นวิธีให้บรรดาสัตว์ ๆ มีความสุข ไม่ว่าจะเปิดเพลงคลาสสิกในโรงเลี้ยง เพื่อให้บรรดาหมู ๆ ผ่อนคลายสบายใจ ให้อาหารที่ปลอดสารพิษ และเสริมวิตามินแร่ธาตุต่างๆ เพื่อให้ร่างกายของคุณหมู ๆ แข็งแรง ล่ำสัน เนื้อเป็นมัด ๆ

เท่านั้นยังไม่พอ มนุษย์คิดหนักและคิดมากในการเตรียมการส่งคุณหมู ๆ ไปอย่างสงบ และ สบายที่สุด เพื่อที่จะไม่เกิดการหลั่งสารพิษมาให้คนที่จะกินต่อไป

เมื่อหมูตัวใดถึงที่แล้ว ผู้เลี้ยงก็จะกวาดต้อนอย่างละมุนละม่อมด้วยกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ พอสะดุ้ง ให้เดินไปตามทางแคบ ๆ เข้าไปในห้องอาบน้ำ (กึ๊กกึ๋ย เหมือนค่ายนาซีเลย)

จากนั้น สปริงเกิลข้างบนก็จะโปรยปรายละอองน้ำที่อุณหภูมิพอเหมาะ ไม่ร้อน ไม่เย็นเกินไป มาให้พวกหมู ๆ ได้รู้สึกผ่อนคลาย และเป็นการทำความสะอาดไปในตัวพวกหมูพากันครางเสียงพออกพอใจ ในขณะเดียวกันก็มีเสียงเพลงบรรเลงคลอย้อมใจ

เหล่าหมูที่ยังไม่รู้ชะตากรรม ดูสีหน้า สีตาสดชื่น “โอ้ เจ้านายช่างใจดี เรามีความสุขจัง”

เมื่ออาบน้ำร่าเริงได้ที่ เจ้าหมูก็จะเดินออกจากห้องอาบน้ำเข้าสู่ แดนประหาร

“เราทำอย่างเมตตาที่สุด ไม่รุนแรง ไม่ทรมาน หมูจะไม่รู้สึกอะไร จากไปอย่างสบาย” ผู้เลี้ยง และนักวิชาการด้านอาหารกล่าว

“ไอ้บ้า! พูดออกมาได้ว่าสบาย” ทูตหมูที่สิงอยู่ในตัวฉันถึงกับอุทานออกมา

เสียงในสารคดีอธิบายต่อว่า การส่งหมูไปแดนปรโลกทำด้วยการใช้กระแสไฟฟ้าชอร์ตฉับพลันทันใด แทบไม่ทันรู้สึกตัวเลย คุณหมูทั้งหลายก็จะไปรู้ตัวอีกที ก็อยู่ในโลกหน้าแล้ว

เขาใช้ไฟฟ้าชอร์ต 2 จุด คือ ที่บริเวณคอ (ถ้าเป็นคน ก็ประมาณ ต้นคอไขสันหลังอะไรประมาณนี้) และอีกจุดคือ ที่หัวใจ

การชอร์์ตไฟฟ้าทั้งสองตำแหน่งจะทำให้หมูหงายท้องนอนหลับไปในทันที จากนั้นการชำแหละดำเนินต่ออย่างรวดเร็ว

“มันก็เหมือน ๆ กับหัวใจวายเท่านั้นแหละ” ผู้เลี้ยงหมูกล่าว

“เท่านั้นเหรอ” ทูตหมูโวย “พวกเราตายเพราะหัวใจสลายต่างหาก”

“นึกว่าเลี้ยงดูกันมาเพราะรักใคร่ ใส่ใจ แหม ให้อาหารดี ๆ กับพวกเราทุกวัน เปิดเพลงเพราะ ๆ ให้ฟัง แล้วก็ฆ่ากันซะงั้น…เธอรู้สึกอย่างไรถ้าคนที่เธอคิดว่ารักเธอทรยศหักหลัง”

การบันทึกและแสดงภาพในห้องประการนั้น อาจรบกวนจิตใจของผู้ชม ซึ่งอาจมีผลต่อการบริโภค จึงของดไม่แสดงให้เห็น ภาพที่ปรากฏต่อหลังจากที่คุณหมู ๆ เข้าแดนประหารแล้ว ก็เป็นภาพที่ร่างของหมูถูกห้อยและลำเลียงออกมาบนสายพาน หัวห้อย ลำตัวแบ่งเป็นสองส่วน

จะเห็นได้ว่า หมูที่ผ่านกระบวนการอย่างที่นำเสนอไป จะให้เนื้อที่สะอาด ปลอดภัย” เสียงของผู้เลี้ยงกล่าวต่อ พร้อมภาพที่เห็นภาพเนื้อสะอาดเกลี้ยงเกลา

“อึม” ทูตหมูเริ่มมีอารมณ์อีกครั้ง

ตอนท้าย สารคดีเรื่องนี้ฉายภาพผู้บริโภคเดินเลือกซื้อเนื้อที่มีตราการันตีว่า สัตว์ไม่ถูกฆ่าอย่างทารุณ “เราสบายใจกว่าที่จะบริโภคเนื้อแบบนี้ เพราะดีต่อสุขภาพ และไม่ทรมานสัตว์” คนหนึ่งพูด

“โอ้ เธอช่างมีใจสงสารสัตว์เสียจริง ๆ” ทูตหมูพึมพำ

“เธออยากถูกเลี้ยงและถูกฆ่าอย่างหมูพวกนี้ไหม”ทูตหมูถาม

“อะไร คือ การทรมาน”

“การที่ทำใจดี เลี้ยงพวกเราอย่างดีเพื่อฆ่าเอาเนื้อที่มีคุณภาพสำหรับมนุษย์ มันทำให้การกระทำนี้มีมนุษยธรรมมากขึ้นไหม”

“ท้ายที่สุด เธอแคร์ตัวเองมากกว่าเราใช่ไหม”

“เธอสงสารหมูอย่างพวกเราไหม ถ้าสงสาร เธอจะแสดงออกอย่างไร” ทูตหมูทิ้งคำถามไว้ แล้วลอยจากไป พร้อมกับครวญเพลง

“อยากให้เขารู้ ว่ามันเจ็บ เจ็บเพียงไหน ตอบฉันได้ไหม ว่าฉันผิด ผิดอย่างไร

จริงสิ เรามันเป็นแค่หมู มนุษย์ที่ไหนจะยอมเห็นใจ

สิ่งที่เขาเห็น คือ หมูปิ้ง หมูย่าง หมูหัน หมูอบ หมูทอดกระเทียม … (หยุดร้อง เดี๋ยวหิว)

สิ่งที่เขามอบให้ … คือความตาย ความตาย ความตายของเราไง”

ชีวิตในเวลา

time

เราทุกคนที่ยังมีลมหายใจอยู่ ล้วนมีเวลาด้วยกันทั้งสิ้น ฉะนั้นตอนที่เราพูดว่า ไม่มีเวลา มันหมายความว่าอย่างไรกัน

ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง ยุ่งอยู่หรือเปล่า

ยุ่งมาก งานยุ่งจริงๆ ไม่มีเวลาเลย เดี๋ยวก็ต้องไปประชุม

ข้าพเจ้าไม่คิดสานบทสนทนาต่อ ถ้าอย่างนั้นไปทำธุระก่อนแล้วกัน สะดวกเมื่อไรค่อยคุยกันก็ได้ ใครจะกล้าขอเวลาจากคนไม่มีเวลาเล่า


นักพัฒนาสังคมหลายคนที่ข้าพเจ้าพูดคุยด้วยบ่นระบายว่า ไม่มีเวลา ถูกคาดหวังให้ทำงานมากมาย ไปประชุมหลายองค์กรได้ทุกวัน จนไม่ได้ทำงานหลักที่ตนเองตั้งใจ เวลาให้ครอบครัวน้อยลง และสุขภาพย่ำแย่

ยุ่ง ไม่มีเวลา เป็นคำพูดติดปากของหลายคนโดยเฉพาะมนุษย์ประชุม ในยุควิถีชีวิตติดจรวด บีบคั้น เร่งรีบ ต่างคนตั้งหน้าตั้งตาวิ่งไปข้างหน้า แข่งและแย่งกันในทุกเรื่อง ไม่มีโอกาสหยุดเพื่อไถ่ถามหัวใจตัวเองว่า เรากำลังวิ่งไปไหน และรีบไปเพื่ออะไรกัน

ภาพอย่างนี้ทำให้นึกถึงกระต่ายขาวจากวรรณกรรมคลาสสิก อลิซในดินแดนมหัศจรรย์ ที่วิ่งวุ่นและดูนาฬิกาตลอดเวลาพร้อมร้องว่า สายแล้ว ไม่ทันแล้ว ไม่มีเวลาแล้ว

ข้าพเจ้าเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยมีคำนี้ติดปาก แต่ตั้งใจว่าจะเลิกให้ได้ เพราะยิ่งพูด ดูเหมือนจะยิ่งยุ่งและไม่มีเวลาเอาเสียเลย

จริงๆ แล้ว เราทุกคนที่ยังมีลมหายใจอยู่ ล้วนมีเวลาด้วยกันทั้งสิ้น ฉะนั้นตอนที่เราพูดว่า ไม่มีเวลา มันหมายความว่าอย่างไรกัน

คราวหนึ่งข้าพเจ้าคุยกับคุณลุงที่นับถือมากท่านหนึ่งว่า สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงนัก เพราะงานมาก ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกายเท่าไร

ท่านตอบด้วยการถามว่า ไม่มีเวลาหรือไม่จัดสรรเวลาให้กับสิ่งนั้นกันแน่

คุณลุงวัยใกล้เกษียณให้ความเห็นต่อว่า แน่ใจหรือว่า อยากออกกำลังกายและเห็นว่ามันสำคัญจริงๆ เพราะถ้าเราอยากทำอะไรจริงๆ แล้ว เรามักจะหาเวลาทำมันจนได้ จะไม่มีข้ออ้าง ข้อแก้ตัวใด ๆ ที่จะไม่ทำสิ่งนั้น แต่ดูเหมือนหลานมีเหตุผลและพร้อมจะคล้อยตามเหตุผลที่ยกมาเพื่อที่จะไม่ออกกำลังกายได้เสมอ ข้าพเจ้าอึ้งไปและชี้ชวนคุยเรื่องอื่นแทน

จริงอย่างที่คุณลุงว่า ที่ข้าพเจ้าไม่ออกกำลังกายเพราะขี้เกียจเสียมากกว่า หรือไม่ก็เอาเวลาไปทำเรื่องอื่นที่ไม่ใช่สาระสำคัญในชีวิตนัก

ข้าพเจ้ามองดูชีวิตคุณลุง ท่านมีเวลาเสมอสำหรับสิ่งที่ท่านบอกว่าสำคัญในชีวิต ทุกเช้าท่านจะขี่จักรยานไปรอบหมู่บ้าน ทุกคืนท่านนั่งสมาธิ ท่านใช้ช่วงเวลาวันหยุดทำสวนและเดินป่าพักผ่อนกับภรรยา และหัดทำวีดีโอคลิปเรื่องราวต่างๆที่พบเจอเป็นงานอดิเรก

ท่านเองก็ยังเป็นมนุษย์เงินเดือน แต่สามารถจัดสรรเวลาทำกิจกรรมที่ท่านชอบและมีความหมายกับชีวิตได้ ท่านรู้สึกอิ่มและเต็มที่กับชีวิตจริงๆ

ย้อนสำรวจตัวเอง ข้าพเจ้าสัมผัสความรู้สึกกลวงๆ ในใจ เหมือนโพรงกระต่ายที่ชี้ชวนให้ลองค้นลึกลงไปดูว่า เหตุใดตางรางชีวิตที่เต็มเหยียดและกิจกรรมมากมายจึงไม่อาจทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเต็มหรืออิ่มใจสักเท่าไร ตรงกันข้าม หลายครั้งข้าพเจ้ากลับรู้สึกว่าชีวิตกระจายเป็นเสี่ยง ๆ

คราวที่แลกเปลี่ยนประเด็นนี้กับเพื่อน ๆ บางคนสารภาพว่า เขาต้องทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้เพื่อจะได้ลืมความรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว

เมื่อพลิกปฏิทินนัดหมายและการทำงานในแต่ละวัน พบว่าหลายครั้งข้าพเจ้าหมดเวลาไปกับกิจกรรมหลายอย่างที่ไม่ใช่งานหลัก ไม่ใช่งานสำคัญในชีวิต และอาจไม่ใช่สิ่งที่จะนำพาข้าพเจ้าสู่เป้าหมายชีวิตที่ปรารถนาได้

เวลาในแต่ละวันของคนเรามีจำกัด คือ 24 ชั่วโมง เราจะใช้มันกับอะไร เพื่ออะไร และ อย่างไร

การใช้เวลาสัมพันธ์กับเป้าหมายและความหมายที่เราให้กับชีวิต สตีเฟน โควี่ เจ้าของหนังสือดัง “7 อุปนิสัยแห่งความสำเร็จ” (7 Habits for Highly Effective People) กล่าวว่า การบริหารเวลานั้นไม่มีหรอก มีแต่การบริหารชีวิต เราใช้เวลาอย่างไร ชีวิตเราก็เป็นเช่นนั้น

การบริหารชีวิตจึงเริ่มจาก

๑. คร่ครวญเป้าหมายและความหมายของชีวิตว่าสิ่งใดบ้างที่สำคัญสำหรับเรา เมื่อเห็นเป้าหมายชัดเจน เราจะเห็นภาพของกิจกรรมและการงานที่ควรทำว่ามีอะไรบ้าง สิ่งใดใช่ สิ่งใดไม่ใช่ จากนั้นจึงจัดสรรเวลาทำกิจกรรมต่างๆ ให้สอดคล้องกับลำดับเป้าหมายสำคัญในชีวิต

ยกตัวอย่างเช่น เราให้ความสำคัญกับครอบครัวอันดับแรก สุขภาพอันดับสอง การงานเป็นที่สาม การเงินเป็นที่สี่ ดังนั้นกิจกรรมและการให้เวลาในแต่ละเรื่องก็ควรสอดคล้องกับความสำคัญที่ให้กับเป้าหมายในแต่ละลำดับ

ลองทบทวนว่า ที่ผ่านมา ในแต่ละวัน สัปดาห์ หรือภายในหนึ่งปี เราให้เวลากับการทำสิ่งที่เราเห็นว่ามีความหมายกับชีวิตเรามากน้อยเพียงใด หากเราให้ความสำคัญกับการเจริญปัญญาและอบรมพัฒนานิสัย เราภาวนามากน้อยเพียงใดในแต่ละวัน หรือ ถ้าเราให้ความสำคัญกับครอบครัว เราใช้เวลากับครอบครัวและคนที่เรารักเพียงพอแล้วหรือไม่

๒. ตารางลำดับงานตามความสำคัญและความเร่งด่วน ซึ่ง สตีเฟน โควี่ ได้เสนอไว้ตามตารางข้างล่างนี้

เรื่องเร่งด่วน และ สำคัญ

วิกฤต ปัญหางาน และ โครงการที่มีกำหนดส่งชัดเจน

เป็นต้น

โดยมากกิจกรรมในช่องนี้มักเกิดขึ้นโดยไม่คาดไว้ล่วงหน้า และสำคัญจำเป็นที่จะต้องลงมือไปดูแลแก้ไขให้ทันท่วงที

เรื่องไม่เร่งด่วน แต่สำคัญ

การดูแลสุขภาพ งานความสัมพันธ์ ในครอบครัว องค์กร การวางแผนป้องกันปัญหา งานพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ เป็นต้น

กิจกรรมในช่องนี้ถือว่าสำคัญ เป็นงานที่แท้ในชีวิต เพราะหากไม่ทำ อาจจะนำไปสู่ปัญหาซึ่งจะเป็นช่องในกิจกรรม เร่งด่วนและสำคัญได้ เช่นว่าหากไม่ดูแลสุขภาพให้ดี วันหนึ่งล้มป่วย เข้าสู่ภาวะวิกฤต

เรื่องเร่งด่วน แต่ไม่สำคัญ

เช่นประชุมด่วน โทรศัพท์ อีเมล์ สิ่งที่เข้ามาแทรกในแต่ละวัน

งานในช่องนี้จะไม่ทำก็ได้ ไม่เกิดผลกระทบใดมากนักในชีวิต หลายงานอาจจะด่วน แต่ไม่สำคัญเท่าไรก็มี

แต่พบว่าหลายคนใช้เวลามากไปกับการทำกิจกรรมในช่องนี้

เรื่องไม่เร่งด่วน และไม่สำคัญ

การท่องเว็บไซต์ไปเรื่อยเปื่อย กิจกรรมเล็กๆ น้อย ๆ ที่ไร้จุดหมาย ทำเพื่อ ฆ่า เวลา เป็นต้น

หลายคนใช้เวลาไปกับกิจกรรมในช่องนี้

ตารางนี้ช่วยเราทบทวนกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบันและที่ผ่านมา เหมือนการลงบัญชีเวลาและกิจกรรมประจำวัน ซึ่งจะทำให้เราวิเคราะห์ดูภาพรวมว่า เราใช้เวลาไปกับสิ่งจำเป็นมากน้อยแค่ไหน เพื่อที่จะได้ปรับแก้และใช้ชีวิตได้สอดคล้องกับเป้าหมายและเวลาอันจำกัดได้ดียิ่งขึ้น

หากเราวางแผนคิดจะทำอะไร บางทีลองนำตารางนี้มาช่วยใคร่ครวญและแยกแยะกิจกรรมต่างๆ ที่มีในใจลงไปในช่องตารางดังกล่าว เราจะเห็นว่า กิจกรรมใดที่เราควรทำอย่างยิ่ง และกิจกรรมใดไม่จำเป็นต้องทำ จะได้ไม่เสียเวลาไปทำงานไม่สำคัญ แล้วมีเวลาทำเรื่องสำคัญและเร่งด่วนไม่มากพอ

๓. พิธีกรรมเข็มทิศชีวิต ข้าพเจ้าเรียนรู้จากโจเอลและมิเชล เลวี่ วิทยากรกระบวนการอบรม หัวใจนักรบแห่งพระโพธิสัตว์ ท่านเสนอให้เรามีพิธีกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตเพื่อช่วยให้ทุกย่างก้าวของชีวิตไม่หลุดจากเป้าหมาย โดยที่ทุกเช้า ขอให้เราจัดสรรเวลาสักนิดให้กับตัวเอง นิ่งสงบแล้วใคร่ครวญถึงเป้าหมาย ความหมายสูงสุดของชีวิตในแต่ละวัน ระหว่างวัน ขอให้หาเวลาสั้น ๆ ที่จะกลับมาย้ำเตือนตัวเองให้อยู่บทหนทางแห่งเป้าหมาย ซึ่งอาจเป็นช่วงพัก ช่วงเข้าห้องน้ำ หรือช่วงขับรถ เป็นต้น การทำเช่นนี้เตือนสติเราให้รู้ว่า เราจะใช้เวลาไปกับเรื่องอะไร และอย่างไรในชีวิตประจำวัน

เมื่ออายุมากขึ้น ชีวิตก็สั้นลง นึกถึงเจ้ากระต่ายขาวในดินแดนมหัศจรรย์อีกครั้ง เวลากำลังจะหมดแล้ว จะไม่ทันแล้ว เราได้ทำสิ่งที่มีความหมายและสำคัญในชีวิตแล้วหรือยัง

จาก สารเพื่อนเสม ฉบับมีนาคม ๒๕๕๒

เมื่ออดีตและอนาคตพบกันที่ปัจจุบัน

น้องโฟล์ค

น้องโฟล์ค

เด็กน้อยลืมตาดูโลก เจ้าเห็นอะไร

โลกหน้าตาเป็นอย่างไรสำหรับเจ้า

โลกสดใส สดสวย หรือ วุ่นวายสับสน

เมื่อเจ้าจ้องมองหน้าป้า เจ้าเห็นนางฟ้าหรือซาตาน

เห็นสิ่งใด คิดอะไร ขอให้เจ้าคิดดี เห็นสิ่งงดงาม

กระจกใสที่ห้องปลอดเชื้อกั้นสัมผัสระหว่างฉันกับหลานชายแรกเกิด ฉันเฝ้ามองเด็กน้อยผิวบางสีแดง เส้นขอบตาพริ้มสนิท ริมฝีปากอ่อนบางเม้ม เบ่งแก้มยุ้ย

เนิ่นนานเวลาผ่านไป…ฉันยังเฝ้ามอง และเห็นตัวเอง เมื่อ 37 ปีก่อน ฉันก็เกิดด้วยน้ำหนัก 2.8 กิโลกรัม พอ ๆ กับหนูน้อยผู้ที่พ่อของเขาตั้งชื่ออย่างเก๋ (แม่ของเด็ก) ว่า น้องโฟล์ค (เป็นภาษาเยอรมันแปลว่า ปวงชน)ช่วงวันที่เกิดก็ใกล้เคียงกัน

ภาพของเด็กน้อยนอนสบายทำให้ฉันรำพึงกับหลายคำถาม

ฉันรู้สึกอย่างไรนะ เมื่อออกมาจากถุงน้ำในท้องแม่

อากาศข้างนอกรู้สึกอย่างไร

แสงสว่างข้างนอกระคายตามากไหม

เสียงและสัมผัสข้างนอกเร้าใจอย่างไร

ฉันเห็นอะไร รู้สึกอย่างไรและคิดอะไรบ้างไหม

ฉันดีใจไหมที่ได้ออกมาข้างนอก

………

ฉันมาไกลจากจุดเริ่มต้นในชีวิตนี้ และใกล้บั้นปลายเข้าไปทุกที

ด้านหนึ่งของกระจก เด็กน้อยเอ๋ย เจ้าย้อนอดีตที่ป้าเคยผ่านมา

ส่วนอีกด้าน หนูน้อยเอ๋ย เจ้าเห็นอนาคตที่เจ้าจะต้องเดินทางไหม

เด็กน้อยลืมตา เหมือนรู้ว่าฉันคิดอะไร เจ้ามองตรงผ่านหน้าต่างมาราวกับจะประกาศว่า

“หนูคือความหวังของโลก หนูเป็นความหวังของชีวิตและความดีงาม หนูคือความหวังของมนุษยชาติ”

“ถูกแล้ว….หนูน้อยเอ๋ย ขอให้เจ้ารักษาความสดใส ใจบริสุทธิ์ในวัยเยาว์ไว้ให้นานเท่านาน และหากวันใดที่เจ้าหลงลืมจิตในวันแรกเกิด ก็ขอให้ในวันหนึ่ง เจ้าได้มีโอกาสเวียนกลับมาเห็นตัวเจ้าเอง อย่างในวันนี้ที่ป้้าได้เห็น”

จิตในวันนี้ยังปลอดมายา แม้เกิดมาจากเมล็ดพันธุ์แห่งอวิชชาก็ตาม จิตเจ้าคงเบาสบาย ไร้กังวล ปลอดความคิดเป็นพิษมากมาย …ป้าบอกไว้ก่อนนะ ระวังให้ดี เจ้าความคิดเนี่ย เมื่อไรรู้จักมันแล้ว อย่าหลงไปอยู่ในโลกของมันเชียวนา”

เด็กน้อยมองนิ่ง แล้วหาว …..

“ในความธรรมดาของการเกิด ป้าได้เห็นความหวัง โอกาสของชีวิต และได้เห็นว่า ป้าได้ใช้พรแห่งชีวิตอันวิเศษนี้ไปมากน้อยเพียงใด เสียโอกาสไปเท่าใด”

“หนูน้อยเอ๋ย ชีวิตคือโอกาส ขอให้เจ้าตระหนักในพรที่ได้รับนี้ และใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตัวเจ้าเอง เพื่อจะเป็นประโยชน์แก่ผู้คนมากมาย”

ในชีวิตนี้มีพรมากมายให้เจ้าเก็บเกี่ยวตามทาง

ท่ามกลางความทุกข์ระทมในโลก เจ้าจะเห็นรอยยิ้มในทะเลน้ำตา

ก็เจ้าเองนั่นไง ที่เป็นผู้ให้รอยยิ้มแก่โลก

Bravo!

“เด็ก คือ รูปธรรมของความรักจากพ่อและแม่” อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์กล่าวเมื่อมาเยี่ยมหลาน และพ่อเอกที่กำลังเห่อก็ขอให้ท่านอาจาีรย์รับขวัญน้องธรรมธร ด้วยการอุ้มลูกในอ้อมกอดแห่งรัก

อาจารย์ประมวลกับน้องโฟล์ค

อาจารย์ประมวลกับน้องโฟล์ค

จริง ๆ ด้วย ตัวเราเองคือ ภาพสะท้อน หรือภาพแสดงของความรักทั้งจากพ่อ แม่ ญาติพี่น้อง ครูอาจารย์ ธรรมชาติ สรรพสัตว์ ที่ให้กำเนิด หล่อเลี้ยงชีวิตอุ้มชูกันมา

ในเมื่อเราเกิดมาจากความรัก เติบโตได้ด้วยความรัก แล้วเราจะไม่รักผู้คนและโลกได้อย่างไร