อยู่ที่ใจ

บรรยากาศ ความงามอยู่ที่ใจ ว่าไหม

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา พี่สาวที่รักได้ สอนโดยไม่สอน บทเรียนแห่งหัวใจที่กล้าหาญและกรุณา

คืนวันศุกร์ ขณะที่เรากำลังกินอาหารจีนแสนอร่อยอยู่ริมฟุตบาท เราก็ได้ยินเสียงดีดซอแหบ ๆ กร้าน ๆ แบบกระดาษทราย

หันไปดูต้นตอของเสียงก็เห็นชายท่าทางชราคนหนึ่ง แต่งตัวมอซอ เดินสีเครื่องสายชิ้นหนึ่ง ฟังดูแล้วรู้ว่าท่านคงมีความรู้ทางดนตรีบ้าง เพราะดีดเป็นเพลงมีจังหวะลีลาของโน้ตดนตรี หากแต่คงเป็นเพราะเครื่องสายที่ทำจากเศษไม้ถูก ๆ และสายหยาย ๆ เสียงดนตรีจึงไม่รื่นหูเท่าไร

ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรจึงจะดี หยิบกระเป๋าเข้าออก จะให้เงินดีไหม เท่าไร หรือจะเชิญคุณลุงทานข้าวด้วย

ระหว่างที่กำลังสาละวนกับความคิด พี่สาวที่นั่งกินอาหารอยู่ด้วย ก็เดินเข้าไปหาชายชรา น้อมตัวลงเล็กน้อยตามมารยาทของเด็กที่พึงทำกับผู้ที่สูงวัยกว่า “ทานอะไรไหมค่ะ”

ชายชรามองแล้วพยักหน้า “เอาอะไรดีค่ะ ข้าวหรือผัดหมี่” พี่สาวถาม

“หมี่แล้วกัน” คุณลุงตอบอย่างแผ่วเบา

พี่สาวกลับมานั่ง ฉันหันไปชวนคุณลุงมานั่งด้วย คุณลุงส่ายหัวพร้อมรอยยิ้ม แล้วเล่นดนตรีต่อ

พี่สาวอารมณ์ขันของฉันก็เปรยว่า บรรยากาศเหมือนห้องอาหารฝรั่งเศสเลยนะ ที่มีนักดนตรีเล่นดนตรีระหว่างที่เรานั่งทานอาหาร

จินตนาการของฉันบรรเจิดขึ้นมาทันที

อากาศยามค่ำคืนช่วงทุ่มกว่า ๆ กำลังเย็นสบาย

ลมโบกโชยเป็นระยะ ๆ ทั้งจากรถที่แล่นผ่านไปมาบนท้องถนน

แสงไฟถนนและหน้ารถยนต์ ทำให้กลางคืนมีความสว่างบางตา มีสีสัน พอโรแมนติก

โต๊ะเหล็กขึ้นสนิม เก้าอี้ขาโขยกเขยก บนฟุตบาทข้างถนน

ใบไม้จากต้นมะขามร่วงโรยลงมาบนหัวเป็นระยะ ๆ

อาหารรสเลิศเสิร์ฟมาในจานพลาสติก และแก้วอลูมิเนียมพร้อมหลอดดูด

ข้างๆ มีรถเข็น เห็นแม่ค้ากำลังผัด ต้มอาหารอยู่อย่างมีความสุข

โต๊ะข้าง ๆ เป็นคู่หนุ่มสาว

และมีคุณลุงเล่นดนตรีให้ฟัง

โอ้ ช่างเป็นคืนอันวิเศษดีแท้ ที่พี่ี่น้องร่วมสาบานในธรรม 3 คนนั่งคุยกันบนโต๊ะอาหารหรู ฟังเสียงดนตรี และคุยอย่างออกรสชาดตามอาหารไป

เมื่อหมี่ผัดแสนอร่อยบเสร็จแล้ว ลุงรับกล่องอาหารไป แล้ว โค้งขอบคุณ พร้อมรอยยิ้ม

ขอบคุณคุณลุงที่เล่นดนตรีให้ฟัง และสร้างบรรยากาศของค่ำคืนนั้น

ขอบคุณพี่สาวที่กล้าถามและชวนคุณลุงกินข้าว

ขอบคุณสำหรับความงามในหัวใจ

ทำให้เห็น เป็นให้ดู

“คำสอนที่ดีที่สุด คือคำสอนที่ไม่มีเสียง”

ทุกวัน เมื่อแดดร่ม ลมตก ผู้คนที่อาศัยอยู่ย่านแฟลตตำรวจในซอยสวนพลู จะเห็นภาพเจนตาของคนสองวัย

ยายและหลานสาววัยก่อนประถม ชอบมานั่งอยู่ที่ระเบียงหน้าแฟลตที่พัก ทั้งคู่พูดคุยกัน ยิ้มหัวเราะ และแบ่งปันความสุขให้กับผู้คนที่เดินผ่านไปมาด้วยรอยยิ้มและคำทักทาย

เย็นวันหนึ่งระหว่างที่ทั้งคู่กำลังนั่งทอดอารมณ์ดีอยู่ด้วยกัน ก็เห็นเพื่อนวัยเดียวกันของคุณยายกำลังเดินกลับบ้าน คุณยายรูปร่างท้วมเดินกระโผลกกะเผลก บนบ่าอวบ ๆ มีสาแหรกที่มีถุงแค้บหมูร้อยกันเป็นพวงอยู่ที่ปลายสาแหรกทั้งสองข้าง

แม้ไม่ได้พูดกัน ยายกับกับหลานรู้ดีว่ากำลังมองภาพเดียวกัน

“กินแค้บหมูไหม” ยายถาม

“ไม่เอาค่ะ อิ่มแล้ว และเมื่อวานก็กินแล้ว เบื่อแล้วค่ะ” หลานสาวตอบ ยายไม่เซ้าซี้ถามต่อ หรือพูดอะไร ใบหน้าของยายนิ่งสงบ

“พี่ ๆ” ยายตะโกนเรียกเพื่อนชรา “ซื้อแค้บหมูหน่อย”

เด็กน้อยคิดว่ายายไม่ได้ยินสิ่งที่เธอตอบ กำลังจะอ้าปากบอกยายว่าไม่กิน แต่พอเห็นใบหน้าของยายที่บ่งบอกความรู้สึกบางอย่างแล้ว คำพูดนั้นก็ปลิวหายไปในอากาศ

เพื่อนของคุณยายตรงมานั่ง วางสาแหรกลง ปาดเหงื่อบนใบหน้า “วันนี้ขายไม่ดีเลย ขายไม่ได้”

“เอาให้ฉัน 5 ถุงซิ” ยายบอกเพื่อน พร้อมยื่นสตางค์ให้ ก็ไม่กี่บาท แต่สำหรับคนจนที่อาศัยในสลัมแล้ว เงินจำนวนนี้พอทำให้อิ่มได้ อีกสัก 2 มื้อ

เมื่อคุณยายอ้วนเดินจากไปแล้ว ยายยังคงนิ่งเงียบ ในความเงียบแฝงความรู้สึกบางอย่าง ยายแกะยางรัดถุง และัหยิบแคบหมูชิ้นหนึ่งเข้าปาก แล้วยื่นถุงให้หลานสาว

หลานสาวยื่นมือล้วงลงไปหยิบแค้บหมู เคี้ยว ๆ พร้อมกลืนความเบื่อที่กินแค้บหมูมาแล้วหลายวันลงไปด้วย

ยายและหลานไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น ได้แต่กินแค้บหมูจนหมด ในความเงียบ

แต่นั้น ทุกครั้งที่หลานสาวเห็นแม่ค้าขายของที่นั่งเจ่ากับของที่ขายไม่ได้ ขายไม่หมด หรือผู้คนที่น่าสงสารเช่นคนในสลัม หลานสาวของยายจะหยิบยื่นอะไรบางอย่างให้พ่อค้าแม่ขายเหล่า่นั้นเสมอ ๆ

ไม่ใช่เพราะยายบอกหรือสอน แต่เพราะยายทำให้เห็น เป็นให้ดู นี่เป็นคำสอนที่ทรงพลังที่สุด มันประทับเข้าไปในหัวใจอย่างไม่รู้ลืม