ธรรมะทาโร่ห์์

เหตุการณ์ความวุ่นวายในบ้านเมือง ทำให้ระดับสุขภาวะของคนในประเทศลดต่ำลงอย่างมาก เราพูดกันมากถึงสาเหตุปัญหา ทางออก อนาคต

คิดไป คิดมา คิดไม่ออก เราจึงหันไปถึงภูมิปัญญาโบราณ คือ การทำนายทายทัก เรามีไพ่ทาโร่ห์ Tarot Roots of Asia อยู่สำรับหนึ่ง เป็นชุดไพ่ที่วาดโดย พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส เมื่อครั้งยังเป็นฆราวาส ศิลปินชื่อ อำนาจ กลั่นประชาroots2“ไพ่สำรับนี้เป็นไพ่ที่แม่นยำที่สุด” ท่านเคยบอกไว้ เมื่อกว่า 5 ปีมาแล้ว เพราะอะไรนั่นหรือ “ข้อความทำนายจากไพ่แต่ละใบ เป็นธรรมะที่พระพุทธองค์สอนไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากนำธรรมะมาไตร่ตรอง ใคร่ครวญ มันก็แม่นหมดแหละ ธรรมะเป็นกฎธรรมชาติ สูงที่สุดแล้ว” ไพ่สำรับนี้ นำพุทธธรรมาเป็นคำอธิบายทำนาย ทุกคนที่เปิดไพ่ จะได้ธรรมะกลับไปให้ปฏิบัติ

คืนวันที่ 12 เมษายน เรากับเพื่อนจึงนำไพ่สำรับนี้มาลองพลิกเล่น ๆ ดู โดยตั้งสมาธิจดจ่ออยู่กับคำถามที่ว่า บ้านเมืองของเราเป็นอย่างไร และจะนำข้อธรรมอะไรมาพิจารณาต่อไปดี

คำเตือน: โปรดใช้วิจารณาญาณให้หนัก และรู้ไว้ว่าผู้เขียนไม่ใช่หมอดูอาชีพ หรือแม้สมัครเล่น เราไม่ใช่อะไรเลย แค่เปิดไพ่ดูเล่น ๆ แล้วแปลไปตามความหมายที่อ่าน และ ภาพที่เห็น บวกกับความรู้สึกเชิง intuition เท่านั้น อย่าได้จริงจัง หากแต่ข้อธรรมอันใดเกิดประโยชน์ ก็โปรดนำไปพิจารณาต่อ

เราช่วยกันเลือกไพ่ จำนวน 4 ใบด้วยกัน ตามหลัก อริยสัจจ์ 4

ไพ่ใบที่ 1 แทน ทุกข์ คือ ความจริงที่เกิดขึ้น ที่เป็นอยู่ในขณะนี้

เราได้ไพ่ the Judgement หมายถึง เวลาแห่งการพิพากษา หรือการตัดสินใจทำอะไรบางอย่่าง ซึ่งมีเหตุให้ต้องทิ้งสิ่งเดิม ๆ สูญเสียบางอย่าง สละบางสิ่ง เพื่อเปิดโอกาสให้สิ่งใหม่ได้เกิดขึ้น และเติบโต ทีี่สำคัญ เป็นห้วงเวลาแห่งการตื่นขึ้นมาสู่ความจริง และการเยียวยา

ไพ่ใบที่ 2 แทน สมุทัย คือ เหตุแห่งทุกข์

เราได้ไพ่ Queen of Pentacles ราชินีแห่งความร่ำรวย ในที่นี้ หมายถึง ความมั่งคั่ง ร่ำรวย ความโลภกระสันในเงินตราของคน อำนาจทางวัตถุนิยม

ไพ่ใบที่ 3 แทน นิโรธ คือ การดับทุกข์

เราได้ไพ่ Four of Cups 4 ถ้วย คือ สติ ความตระหนักรู้ ความสงบ สันติ ใคร่ครวญถึงปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่เข้ามาให้เห็นถึงความจริง และสิ่งนี้จะืทำได้ก็ด้วย การรู้จัก สมดุลของการลงมือกระทำ และการไม่กระทำ ที่สำคัญคือการมีวิถีทางใหม่ ๆ ในการจัดการกับปัญหา

ไพ่ใบที่ 4 แทน มรรค คือ ครรลองในการเดินเพื่อเข้าถึงการดับทุกข์

เราได้ไพ่ Death ความตาย การเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนผ่านdeathไม่ได้หมายถึงว่า การดับทุกข์ได้ ต้องมีคนตาย การอ่านไพ่ใบนี้ต้องสอดคล้องกับไพ่ใบที่ 2 คือ เหตุแห่งทุกข์ คือ ความโลภ

การตายที่จะเป็นไปเพื่อการดับทุกข์ น่าจะหมายถึง การตายจากความโลภ การแสวงหาความร่ำรวย หากทำได้แล้ว นี่เองจะเป็นหนทางสู่การดับทุกข์  อีกนัยหนึ่ง ความตายยังหมายถึงการเกิดด้วย คือให้พื้นที่กับการเกิดสิ่งใหม่ ก็น่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยเราเดินสู่หนทางดับทุกข์

อีกคำแนะนำหนึ่งสำหรับการเปิดไพ่ใบนี้ คือ การโอบกอดความเปลี่ยนแปลงให้ได้และให้ดี เรียนรู้ที่จะ letting go และไม่ฝืนความจริงที่เกิดขึ้น

ดูเหมือนว่า ไพ่ใบแรก ที่เป็นเหตุ และ ไพ่ใบสุดท้ายที่เป็น หนทางการดับเหตุนั้น จะสอดคล้องกันตรงที่ พูดถึง สิ่งใหม่ ๆ ที่กำลังรอก่อเกิดและสิ่งเก่าที่กำลังจะต้องไป

สิ่งใหม่นั้น คือ อะไร ???

มนุษย์กำลังสูญพันธุ์

นักปราชญ์ พุทธบุตร อย่างท่านอาจารย์พุทธทาส ได้บันทึกถึงโทษภัยของวัตถุนิยมว่า ทำให้คนสิ้นความเป็นมนุษย์

อ่านแล้วให้สะท้อนใจ ว่า เสียงจากอดีตกาล ทำนายความหายนะไว้แล้วว่า หากมนุษย์ยังหลงใหลในอำนาจวัตถุนิยม อะไรจะเกิดขึ้น แล้วมันก็เป็นจริง

ในบันทึุกตอนหนึ่งของท่านอาจารย์มีว่า

ความเจริญ คือ ..

ยิ่งมีการศึกษา ยิ่งไม่มีศีลธรรม วัฒนธรรม เห็นแก่ตัว

ยิ่งมีการศึกษา ยิ่งมีความไม่สุภาพในสภา

ยิ่งเจริญ         ยิ่งต้องเพิ่มคุก ตำรวจ ศาล

ยิ่งพัฒนา       ยิ่งมีการคอร์รัปชั่น

ยิ่งมีไฟฟ้าใช้   ยิ่งมืดบอดทางใจ

ยิ่งมีน้ำแข็งกิน   ยิ่งใจร้อน

ยิ่งเจริญทางวิทยาศาสตร์ ยิ่งมีวิกฤตโลกร้อนร้ายแรงกว่า ยิ่งตายโดยอุบัติเ้หตุ

ยิ่งเศรษฐกิจดี  คนยิ่งไม่มีงานทำ ยิ่งต้องหารายได้จากอบายมุข

ยิ่งเป็นประชาธิปไตย ยิ่งเห็นแก่ตัว-พรรคยิ่งกว่าชาติ ยิ่งเป็นโอกาสใช้ความฉลาดในการเห็นแก่ตัวมากขึ้น

ยิ่งมีหนังสือพิมพ์มาก ยิ่งไม่ได้อ่านข่าวน่าชื่นใจ

ฯลฯ

หนึ่งในมรดกที่ท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านฝากไว้ คือ ให้พวกเราทั้งหลายพาตัวเองออกจากอำนาจวัตถุนิยม หาไม่แล้ว ความเป็นมนุษย์ในตัวและสังคมก็จะหายไป

หากมนุษย์หายไปจากสังคม สังคมของเราจะเป็นสังคมของอะไร?

สังคมของสัตว์ก็ยังมีอยู่ เว้นเสียแต่เราจะทำให้เขาสูญพันธุ์ไปสิ้น เพื่อที่เราจะเข้าไปแทนที่ เป็นสังคมสัตว์เดรัจฉาน

แต่ภพภูมิอื่น ๆ ยังมีเช่น

สังคมเปรตคือ สังคมของพวกจิตโลภ เต็มไปด้วยตัณหา ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น

สังคมอสรุกาย คือ สังคมที่เต็มไปด้วยพวกที่ยึดมั่นในอัตตา ตัวตนสูง ทิฎฐิมานะจัดกูเก่ง กูถูก กูดี ปิดตา ปิดหู ปิดใจ

สังคมสัตว์นรก คือ สังคมที่เต็มไปด้วยพวกที่กรุ่นไปด้วยความโกรธ ความเกลียด ความอาฆาต ความอิจฉาริษยา ร้อนรุ่มไม่หยุดหย่อน

ดูอย่างนี้แล้ว เห็นทีว่าสัตว์ที่กำลังสูญพันธุ์ คือ มนุษย์ ผู้มีใจสูงนั่นเอง

มนุษย์เป็นสัตว์เลี้ยงของโลก

“มนุษย์เป็นเพียงฝุ่นผงเล็ก ๆ เศษธุลีของจักรวาล

จริง ๆ แล้ว มนุษย์เป็นสัตว์เลี้ยงของโลก เพียงฝุ่นผงในโลก

แต่มนุษย์คิดว่าโลกเป็นของฉัน”

พระอาจารย์ ปราโมทย์ ปาโมชโช

เทศน์เมื่อ 8 สิงหาคม 2551

ความทุกข์ที่ห้อมล้อมเราทั้งในสังคมไทย สังคมโลก มีรากเหง้ามาจากวิธีคิด “ฉัน” “ของฉัน”

ถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิดเป็น “โลก” “ของโลก” มันจะเป็นอย่างไรนะ

ร่างกายของโลก เงินของโลก อะไร ๆก็ของโลก —โลกจะเป็นอย่างไร หมุนทวนเข็มนาฬิกาไหมน้า

มรดกชีวิต

ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก เข็มนาฬิกาเดินไป ไม่ทวนย้อน

ชีวิตของเรายิ่งลดทอน ไม่หวนกลับ

ทำอะไรในชีวิตก่อนลับลา เป็นมรดกล้ำค่าให้ผู้คน

มีเวลาอยู่บนโลกแค่ฝุ่นผง ใยหลงตนว่าอยู่ยงคงค้ำฟ้า

ไม่กี่วันก็จะม้วยมรณา ดินกลบหน้า เถ้าคลุ้งฟ้ากันทุกคน

เรากำลังอ่านหนังสือ ท่านพุทธทาสกับอำนาจวัตถุนิยม หนังสือเล่มล่าสุดที่พยายามรวบรวมแนวคิดของท่านอาจารย์พุทธทาสที่พยายามบอกให้เราเห็นโทษภัยของอำนาจวัตถุนิยม ที่คุกคามความเป็นมนุษย์ของเรา

9789744099808

อาจารย์ อินทุวรรณา เชยชื่นสกุล ผู้เขียนได้บอกเล่าคำพูดและความคิดของท่านอาจารย์ที่กล่าวถึง มรดกที่ท่านฝากไว้

“ข้าพเจ้าไม่มีมรดกอะไรที่จะฝากไว้กับเพื่อนพุทธบริษัท ที่เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายทั้งหลาย นอกจากสิ่งที่ระบุไว้นี้ …” ซึ่งมีทั้งหมด 189 มรดก เช่น สวนโมกข์ ที่เป็นสถานที่ให้ความสะดวกในการเป็นเกลอกับธรรมชาติ บทสวดมนต์แปลแบบสวนโมกข์

คติพจน์ประจำสวนโมกข์ คือ กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู นอนกุฎิเล้าหมู ฟังยุงร้องเพลง ฯลฯ ปณิธานที่ ให้โลกออกมาจากอำนาจวัตถุนิยม เป็นต้น นี่ยังไม่นับ หนังสือมากมายที่ท่านได้เขียน และอธิบายพุทธรรมออกมาอย่างกระจ่างชัด

เราจึงสะท้อนใจคิดว่า ทุกวันนี้ เรามีชีวิตได้จากมรดกที่คนในอดีตจะดี ชั่วฝากไว้ แล้วเราจะทิ้งมรดกใดให้โลกและลูกหลานของเรา

เราจะทิ้งป่าอันอุดมสมบูรณ์ให้ลูกหลาน หรือ ทะเลทรายไร้น้ำ/น้ำมัน

เราจะทิ้งขยะให้พวกเขาถมเป็นที่อยู่อาศัย

เราจะทิ้งน้ำให้เขากิน ใช้หรือไม่

จะทิ้งมรดกทางปัญญา ศิลปะอะไรให้สานต่อ

มรดกของชีวิตเราคืออะไร

พุทธะ-ธิปไตย

ยุคนี้ ประชาธิปไตย กลายเป็นสินค้าแห่งยุคสมัยที่ใคร ๆ ล้วนต้องพกพาไว้แนบตัว ติดปาก เหมือนโทรศัพท์มือถือ ไม่เช่นนั้นตกยุค

เราเองก็ถือไว้หนึ่งนิยามเหมือนกัน แต่บางคนอาจอยากมีมากกว่าหนึ่ง เหมือนคนที่มีโทรศัพท์มือถือมากกว่า 1 เพราะอะไรก็สุดจะหยั่ง

“คุยกันมาก พูดกันมาก เข้าใจกันมากขึ้น” คือ คำโฆษณาประโยชน์การมีโทรศัพท์มือถือ มันจะใช้ได้กับประชาธิปไตยไหมนะ ถ้าพูดกันให้มาก จะได้เข้าใจกันมากขึ้น

ประชาธิปไตย..บุ๋ม.บุ๋ม.บุ๋ม..เป็นอะไรสักอย่างนี่แหละของปวงประชา ปวงประชาเป็นใหญ่

ท่านพุทธทาสเคยท้วงไว้ว่า หากปวงประชาบ้าบอ ขาดศีลธรรม ขาดสติปัญญา ปวงประชาที่เป็นใหญ่ในสังคมก็จะมีหน้าตาบ้า ๆ บอ ๆไร้ศีลขาดธรรม ขาดสติยั้งคิดใคร่ครวญ ตื่นตูม ไม่ตื่นรู้

แต่ถ้าปวงประชาเป็นผู้ตื่นรู้ (พุทธะ) หรือกำลังอยู่บนหนทางเพื่อความเป็นพุทธะ (พระเจ้าก็ได้) ปวงประชาที่เป็นใหญ่นั้น น่าจะสร้าง สังคมพุทธะธิปไตย

watpakaew12

เราจะสร้างพุทธะ-ธิปไตยได้อย่างไร

เราเห็นว่า สังคมไทยแม้เป็นสังคมพุทธ แต่ละเลยเพชรแห่งพุทธธรรมที่ท่านบรมศาสดาให้ไว้ นั่นคือ กาลามสูตร 10 ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญในการแสงหาและเข้าถึงปัญญาบางคนว่า เป็นหัวใจนักปราชญ์

ในสมัยพุทธกาล เป็นยุคที่ความคิด ปรัชญารุ่งเรือง เจ้าลัทธิความคิดความเชื่อมีมากมาย ชาวกาลาม หมู่บ้านเกสปุตติยนิคม แคว้นโกศล เป็นชนหนึ่งที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังความรู้มากหลาย จนไม่รู้ว่าจะเชื่อใครดี (แสดงว่าชาวกาลามมีปัญญา เพราะเริ่มตั้งคำถามว่า ควรจะเชื่อสิ่งใด ยังไม่เชื่อในทันที อาจเพราะยังมึนตึ้บอยู่ก็ได้)

เมื่อพระพุทธเจ้าผ่านมา ชาวกาลามจึงทูลถามพระองค์

พระพุทธองค์ ไม่ได้ตอบว่า “เชื่อฉัน อย่าหลงไปเชื่อใคร ฉันนี้แหละห่วงใย รักแท้และแน่จริง ..(อุ้บส์ เพลงพี่แจ้พาไปคะ) ท่านไม่บอกว่า ฉันถูกกว่าคนอื่นๆ คนอื่นๆ ผิด”

ตรงกันข้าม ท่านกลับให้หลักที่ชาวกาลามนำเอาไปคิดเอง ทรงตรัสตอบว่า “เมื่อได้ยินคำบอกเล่าใดก็ตามให้มีหลักตัดสินก่อนจะเชื่อ 10 ประการ”

1.อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า ฟังบอกกันตามมา

เพราะอาจผิดมาตั้งแต่ต้น หรือเปลี่ยนไปตลอดเวลาที่ทำตาม/บอกตามกันมาก็ได้

2. อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า ปฏิบัติกันตามมา

เพราะอาจเป็นการปฏิบัติผิดก็ได้

3. อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า กำลังเล่าลือกันอยู่อย่างกระฉ่อน

เพราะการเล่าลืออาจเป็นการกระทำของพวกที่ไม่มีสติปัญญา มีแต่ความหลงก็ได้

4. อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า มีอ้างอิงในตำรา

เพราะตำราเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยแวดล้อม

5. อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า ถูกต้องตามหลักตรรกะ

เพราะตรรกะัเป็นเพีนงการใช้เหตุผลขั้นผิวเปลือก อาจผิดได้หากเหตุผลผิด หรือ เป็นตรรกะของเด็ก

6. อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า ถูกต้องตามหลักปรัชญา

เพราะปรัชญาเป็นการคาดคะเนตามเหตุผลทางปรัชญา อาศัยเหตุผลอีกแบบหนึ่งซึ่งไม่เหมือนกับตรรกะ

7. อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า ถูกต้องตามสามัญสำนึก

เพราะสามมัญสำนึกเดินตามความเคยชินของความรู้สึำกชั้นผิวเปลือก

8.อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า เข้ากับความคิดของตนเอง

เพราะความคิดของตนเองอาจผิดได้ โง่ได้

9. อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า ผู้พูดมีลักษณะน่าเชื่อถือ

เพราะเป็นเหตุให้ไม่ใช้สติปัญญาของตนเองในการศึกษา

10. อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า สมณะผู้พูดเป็นครูของเรา

เพราะเป็นเหตุให้ไม่ใช้สติปัญญาของตนเองในการศึกษา

ชาวกาลาม ฟังแล้วคงเิกิดปัญญา แต่มนุษย์อย่างเราอาจพาลไปแปลว่า ไม่ต้องเชื่ออะไรเลยสักอย่าง

ท่านอาจารย์พุทธทาสอธิบายว่า พระพุทธองค์แนะนำให้เชื่อความรู้สึกของตนเอง ผ่านประสบการณ์ตรงของตนเองที่มีต่อสิ่งที่ผู้อื่นพูด หาไม่แล้ว อย่าเพิ่งเชื่อ เพื่อเป็นการตัดความหลงงมงาย

คือท่านให้ฟัง แล้วใคร่ครวญ แล้วยังต้องพิสูจน์จนประจักษ์แจ้งแก่ตาใจ แล้วจึงเชื่อ (ซึ่งใช้เวลานาน คนสมัยนี้ที่ว่าเป็นวิทยาศาสตร์ รอไม่เป็นต้องการสิ่งต่าง ๆ เร็ว และเป็นสูตรสำเร็จ)

พระพุทธเจ้าทรงเป็นนักประชาธิปไตยที่แท้จริง ท่านพุทธทาสกล่าว

พระองค์เป็นผู้เปิดเผย ทรงตรัสว่า “อย่าเชื่อฉัน” แต่ฟังเอาไป แล้วไปวัด+หยั่งดูด้วยความรู้สึกของตัว เหตุผลชัดแล้วจึงเชื่อ

พระพุทธองค์ไม่โฆษณาชวนเชื่อ ไม่บังคับ ไม่หลอก ไม่โน้มน้าว หรือทำสิ่งใดทั้งสิ้นเพื่อให้ผู้คนมานับถือพระองค์และเดินตามรอยเท้าที่พระองค์ดำเนินไป

ความเป็นพุทธะที่ท่านแสดงให้เราเห็น คือ เคารพในสิทธิและเสรีภาพของมนุษย์ ในอันที่จะเลือกเชื่อ เลือกกระทำตามจิตของตน ท่านไม่ว่า ประนาม เจ้าลัทธิใดที่ไม่ตรงกับท่าน และก็ไม่พยายามแก้ไขความคิดใด หากคนนั้นวาระจิตไม่พร้อม

แล้วเราเล่า ในยุคที่เราบูชาวาทกรรม ประชาธิปไตย ราเป็นได้เพียงเสี้ยวของพุทธะไหม

เราเคารพในผู้อื่นไหม ให้เสรีภาพในการเชื่อ โดยปราศจากการพยายามโน้มน้าวด้วยวิธีการต่าง ๆ ปราศจากการบังคับ การหลอกลวงกันไหมหรือแม้แต่การดูถูกความเห็นของกันและกัน

ประชาธิปไตยไม่ใช่ระบบ ระบอบ วาทกรรม เครื่องมือหากินกับมวลชน หรือแม้แต่สิ่งพกพาติดปากทันสมัย

ไม่ว่าจะระบบระบอบใด มนุษย์จำต้องอยู่ร่วมกัน อยู่ร่วมกับสรรพสิ่งบนโลก และอยู่กับโลกอย่างให้ความเคารพ

เราไม่กลัวสิ้นชาติ เรากลัวที่สุด คือ การสิ้นโลกใบนี้ให้อยู่ อากาศแปรปรวน หายนะมาจ่อที่ประตู แต่มนุษย์ยังรบพุ่งกัน น่าอัปยศสิ้นดีในความโง่งม

ความเรื่อง กาลามสูตร นำมาจากหนังสือ ท่านพุทธทาสกับอำนาจวัตถุนิยม โดย อาจารย์ อินทุวรรณา เชยชื่นสกุล

ชีวิตดั่งวิถีศิลปะ

e0b88ae0b8a7e0b899e0b88ae0b8a12-050409

“เอ้อ กลีบดอกดูบางขึ้นแล้ว” เป็นคำให้กำลังใจจากอาจา่รย์ผ่องครูผู้สอนศิลปะให้ฉัน

“ยากจังคะครู ทำไมหนูไม่สามารถนำสิ่งที่หนูเห็นลงมาบนกระดาษได้ดั่งใจ” ครูนิ่ง ไม่พูดอะไร “สิ่งที่หนูเห็น และสิ่งที่หนูวาดระบายมันไม่เหมือนกันเลยคะ”

อะไรคือความจริง ฉันรำพึงต่อในใจ หรือจริงทั้งคู่ หรือลวงทั้งสองอย่าง

“We are led to believe a lie, when we see with and not through the eyes.” –— William Blake กวีผู้นี้ต้องการจะบอกอะไร

เรามองโลกอย่างไร มองโลกด้วยสายตาอะไร นั่นอาจจะเป็นตัวกำหนดความจริงในโลกของเรา?

ฉันได้เห็นใจตัวเองที่ชอบบงการให้ทุกสิ่งเป็นไปดังใจ ให้โลกเป็นอย่างที่ตนต้องการ รวมถึงให้ตัวเองเป็นอย่างที่ต้องการด้วย

เราจะมีภาพในใจที่ต้องการเห็นตัวเองเป็น และก็มีความจริงที่ตัวเองเป็นอยู่ ซึ่งหลายครั้ง สองภาพนี้ไม่เหมือนกัน

การอยู่กับภาพในใจอาจทำให้มีความสุข แต่เมื่อใจเริ่มไขว่คว้าอยากให้เป็นดังภาพในใจ นั่นนำมาซึ่งความทุกข์

ฉันพอใจที่จะอยู่กับภาพความจริง เพราะมันเบาสบายกว่า ไม่ว่าภาพนั้นจะงดงามหรือฟอนเฟะ

บางวัน ภาพที่วาดดูใช้ได้ถึงขนาดว่า ครูผ่องบอกว่านำเอาออกงานนิทรรศการได้เลย แต่บางวันวาด ระบายไม่รู้เรื่องเลย

“ไม่เป็นไรนะ มันก็อย่างนี้แหละ มีขึ้น มีลง แต่เรามีศักยภาพในตัวแล้ว เราจะทำได้แน่นอน” ครูผ่องพูดในวาระหนึ่ง

มันเป็นคำพูดที่วิเศษทั้งให้กำลังใจ และทั้งปลอบใจ

ที่จริง ฉันไม่จริงจังนักหรอกกับความสวยงามและความสามารถทางศิลปะ แต่คำพูดของครูไปสอดคล้องกับวิถีการปฏิบัติธรรมที่ฉันสำนึกในใจเสมอตามคำสอนของพระอาจารย์ที่ฉันเพียรปฏิบัติตาม

“ความเจริญ ความเสื่อม เป็นธรรมดา ธรรมชาติ ไปให้พ้นสิ่งนี้”

“การปฏิบัติธรรมก็มีขึ้น ลง บางวันเหมือน มรรคผลนิพพานมาอยู่ต่อหน้า แต่บางวัน ภาวนาไม่ได้เลย อย่าไปใส่ใจมัน ภาวนาได้ก็ภาวนา ภาวนาไม่ได้ก็ภาวนา ขยับ ทำความเพียรลูกเดียว”

นั่นคือพรของครูที่ฉันน้อมมาใส่ใจในทุกการกระทำ ทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็ทำ ไม่ว่าจะอะไรรวมถึงการทำงานศิลปะด้วย

ฉันไม่หยุดฝึก ไม่ว่าจะทำได้หรือไม่ สวยหรือเปล่า เพราะการฝึกตนเป็นหนทางเดียวของชีวิต

ยิ่งได้ฟังครูผ่องพูดไปทำนองเดียวกับพระอาจารย์ ยิ่งเพิ่มพูนศรัทธาในวิถีแห่งความเพียร ไม่ว่าจะัทำอะไร ทำไปลูกเดียว เหมือนภาวนา รู้ลูกเดียว วาดลูกเดียว แต่ต้องมีจิตละเอียดที่โยนิโสนมสิการด้วยเท่านั้น

หากลองไปค้นประวัติชีวิตพระอาจารย์ผู้ทรงธรรมทั้งหลาย ผู้นำทางจิตวิญญาณ ท่านคานธี ปรมาจารย์ทางมวยจีน เป็นต้น ท่านเหล่านี้ไม่เคยปล่อยปะละเลยการฝึกตน ท่านฝึกทุกวัน วิปัสสนาจารย์ยังทำสมาธิเจริญภาวนาทุกวันจวบจนสิ้นสังขาร

เพราะนี่คือ วิถีเดียวของชีวิต path to self mastery

ฉันเห็นชีวิตตนยืนอยู่บนขอบปล่องภูเขาไฟ ละเลยการฝึกตนเพียงนิด เท้าก็จะกระดิกเข้าใกล้ปล่องไปอีกหน่อย

“ขอพวกเธอ จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” โอวาทสุดท้ายก่อนพระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน แสดงว่า ความไม่ประมาทนั้นต้องสำคัญจริง ๆ พระพุทธองค์จึงสั่งเสียก่อนลาจากกัน

หากเราประมาท เลิกการฝึกตน ฝนใจแม้เพียง 1 วัน เราก็เขยิบเข้าใกล้ไฟอีก 1 ก้าว เป็นอย่างน้อย

ดังนั้นวิถีชีวิต คือ การทำ การฝึก ทุกอย่างในทุกย่างก้าวไม่เลิก

ในการทำงานศิลปะ เราไม่ได้เรียนรู้สิ่งที่ถูก แต่เรารู้จากการทำแล้วดูว่า ที่มันผิด ไม่งามนั้น คือ อะไร เราืทำมันอย่างไร จากนั้น เราจึงรู้ว่า เราไม่ทำในทางที่ผิด แล้วมันจะค่อย ๆ ถูก ค่อย ๆ ดี ขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น ฉันจึงวางใจในการทำงานศิลปะ เพราะเพียงทำ แล้วเรียนรู้จากผิด จากความไม่สมดุล ความไม่งาม ฉันก็จะได้รู้ขึ้นอีกนิดว่า ที่ถูกที่งามที่สมดุล น่าจะเป็นอย่างไร

มีขึ้นมีลง ทำไป เรียนรู้ไป ปรับไป

นี่คือ วิถีแห่งศิลปะ วิถีแห่งการภาวนา และ วิถีแห่งชีวิต

ไทแพนิค The Fate of Thai-panic

ชนชาติหนึ่งชายขอบโลกเหิมเกริมอยากเป็นใหญ่ในน่านน้ำ ริเริ่มสร้างเรือเดินสมุทรขนาดมหึมา เพื่อเดินทางข้ามห้วงน้ำอันล้ำ่ลึกไม่อาจหยั่ง ต่างร่วมกันตั้งชื่อเรือนั้นว่า ไทแพนิค

ชนในชาตินี้ต่างเผาผลาญทรัพยากรที่มีเพื่ออุทิศถวายแก่เรือลำนี้ ด้วยหวังว่าจะไปถึงฝั่งฟ้าอันศิวิไลซ์ ตามคำเขาโฆษณา

เรือเหล็กเสร็จสิ้น ลำโตมโหฬาร ผู้คนตัวมดพากันโห่ร้องกัมปนาถ จนพสุธาเลื่อนไหว ระลอกน้ำกระเพื่อมเลื่อนไปหลายสิบโยชน์

ผู้คนเดินละเมอลงเรือ ผู้มีศักดิ์นั่งลอยหน้าชั้นบน ผู้มีเงินซื้อที่นั่งบนชั้น(ดาด)ฟ้า ส่วนชนชั้นกลาง ๆ นั่งลอยหน้าไม่ยุ่งกับใคร ชนชั้นล่างเล่า นั่งจับเจ่าอยู่ใต้ถุนเรือ รอคอยความช่วยเหลือจากผู้ให้ทาน

ดวงดาวเต็มฟ้า ตีนไม่ติดดิน ได้ฤกษ์ดี …. นำเรือออก เรือไทแพนิคประกาศศักดาข้าใหญ่เหนือนาวาเวิ้งว้าง

จันทร์คว่ำ จันทร์หงาย จันทร์ฉายเฉิดโฉม ทุกคนเริงร่ากับภาพความสนุกสนาน ร่ำรวย ที่ฉายให้ดู บอกย้ำทุกวัน

เมื่อกินเสร็จแล้ว อิ่มแปร้ ทั้งเก็บตุน ที่เหลือจึงโปรยปรายเศษอาหารจากชั้นฟ้า ลงมาให้พวกชั้นล่าง ๆ “โอ้ช่างวิเศษ ช่างใจดี นักบุญนะเจ้าประคู้น”

ในคืนดาวดับ เดือนลับ เห็นกระจ่างชัด ภูเขาน้ำแข็งขาวโพลน

เรือวิ่งมาแรง ทะยานใส่น้ำแข็งขาวใสกลางมหาสมุทร

เหล็กแกร่งแยกร้าว แตกเป็นสอง

“แกเผลอ นั่งหลับ ไม่รู้หรือไงว่ะว่าภูเขาน้ำแข็ง”

“แกแหละ สร้างเรือยังไง เหล็กบาง .ิบหาย คงงาบงบประมาณ”

เสียงด่าขรมทั่วท้องเรือ สาดน้ำลายใส่กัน จนเรือเริ่มจม

“เอายอดภูเขาน้ำำแข็งออก เรือผ่านไปได้” เสียงตะโกนมา ผู้คนเสียสติกุลีกุจอ เลื่อยทุบ น้ำแข็ง หาเห็นไม่ว่าภายใต้ยอดน้ำแข็งนั้น ยังมีฐานภูเขาน้ำแข็งมหาศาล เบื้องลึก เบื้องล่าง

ความกระหายอำนาจในกมลสันดานของชาวไทแพนิค  ที่อยากมี อยากได้ อยากเป็น แต่ไม่อยากลงมือทำ อยากได้อะไรง่าย ๆ ดังเสก หรือขอจากเทพประทาน

หลงไหลผู้มีอำนาจ แค่ยืนข้างหลังผู้มีอำนาจ ก็เบ่งได้ บานใจ

หลงในอำนาจเงิน มีเ้งิน มีทุกอย่าง มีอำนาจมีทุกสิ่ง มีตำแหน่ง มีตัวตน

เป็นเผ่าชนสิ้นหวังในศักดิื์ศรี หาความภูมิใจในตัวเองไม่ กลวงอยู่ภายใน จำต้องหาสิ่งนอกกายมาเป็นเครื่องเคราสร้างความเป็นคน จึงหลงโง่งมไปกับแรงกิเลส และคำโฆษณาเลื่อนลอย

ความทะเยอทะยานเกินตัวอยากเป็นใหญ่ อยากเป็นคนสำคัญ ทำให้กระเสือกกระสนดิ้่นรนทุกหนทาง แม้จะชั่ว ก็ไม่กลัว

ปากว่าตาขยิบ กล่นด่าความชั่ว แต่ปล่อยคนชั่วลอยนวล หากกูได้ด้วย กูสบาย จะปิดตาเสียข้าง ปิดหูอีกทาง พวกมึงทำไป

กติกาของกู กูได้ กูก่อน นั่นคือ ความจริง ทิ้งขว้างไปสิ้นสำนึกศีลธรรม

ตีนลบสัจจะ ถ่มถุยธรรมะ ตบหน้าความงาม สูญสิ้นความเป็นมนุษย์สิ้นแล

……

น้ำกำลังเข้าเรือ

เรือเิ่ริ่มจม

ผู้คนแก่งแย่งหนีออกจากเรือที่กำลังล่ม ผู้อยู่ชั้นดาดฟ้าบังคับบัญชาฝูงชนซื้อเรือเล็ก นำพาพวกของตนออกไปก่อน ทิ้งให้พวกชั้นอื่น ๆ กระเสือกกระสนท่ามกลางชะตากรรมอันสับสน

อนาคตของเรือไทแพนิคจะเป็นอย่างไร

จะมีเรือผู้อารีมาช่วยนำเรือเล็กขึ้นและผู้คนที่กำลังจะจมน้ำไปไหม

จะมีคนตายไหม และพวกชาวไทแพนิคจะลอยคอในน้ำและรอดจากชะตากรรมนี้ได้อย่างไร

โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยใจระทึก

………..

ชาวไทแพนิคทุกคนลงเรือลำเดียวกัน มีส่วนทำให้เรือล่มด้วยกันทั้งสิ้น

เรือลำนี้แตกล่มด้วยอกุศลธรรมในใจของผู้ร่วมเดินทาง

สำหรับเรา หนึ่งในชาวไทแพนิค ตั้งใจจะใช้เวลาที่เหลือในชีวิตฝึกฝนใจตนให้แข็งแกร่งด้วยสัจจะ และความกรุณา จะรักสัจจะ ความดี เหนือ ความเป็นตัวกู ของกู

ด้วยศรัทธาว่าศักยภาพแห่งความดี จะช่วยพาตนและผูุ้้อื่นสักจำนวนหนึ่ง ให้ว่ายพ้นห้วงสมุทรแห่งสังสารวัฏได้ ในอนาคตกาลข้างหน้าสักวัน