ชีวิตดั่งวิถีศิลปะ

e0b88ae0b8a7e0b899e0b88ae0b8a12-050409

“เอ้อ กลีบดอกดูบางขึ้นแล้ว” เป็นคำให้กำลังใจจากอาจา่รย์ผ่องครูผู้สอนศิลปะให้ฉัน

“ยากจังคะครู ทำไมหนูไม่สามารถนำสิ่งที่หนูเห็นลงมาบนกระดาษได้ดั่งใจ” ครูนิ่ง ไม่พูดอะไร “สิ่งที่หนูเห็น และสิ่งที่หนูวาดระบายมันไม่เหมือนกันเลยคะ”

อะไรคือความจริง ฉันรำพึงต่อในใจ หรือจริงทั้งคู่ หรือลวงทั้งสองอย่าง

“We are led to believe a lie, when we see with and not through the eyes.” –— William Blake กวีผู้นี้ต้องการจะบอกอะไร

เรามองโลกอย่างไร มองโลกด้วยสายตาอะไร นั่นอาจจะเป็นตัวกำหนดความจริงในโลกของเรา?

ฉันได้เห็นใจตัวเองที่ชอบบงการให้ทุกสิ่งเป็นไปดังใจ ให้โลกเป็นอย่างที่ตนต้องการ รวมถึงให้ตัวเองเป็นอย่างที่ต้องการด้วย

เราจะมีภาพในใจที่ต้องการเห็นตัวเองเป็น และก็มีความจริงที่ตัวเองเป็นอยู่ ซึ่งหลายครั้ง สองภาพนี้ไม่เหมือนกัน

การอยู่กับภาพในใจอาจทำให้มีความสุข แต่เมื่อใจเริ่มไขว่คว้าอยากให้เป็นดังภาพในใจ นั่นนำมาซึ่งความทุกข์

ฉันพอใจที่จะอยู่กับภาพความจริง เพราะมันเบาสบายกว่า ไม่ว่าภาพนั้นจะงดงามหรือฟอนเฟะ

บางวัน ภาพที่วาดดูใช้ได้ถึงขนาดว่า ครูผ่องบอกว่านำเอาออกงานนิทรรศการได้เลย แต่บางวันวาด ระบายไม่รู้เรื่องเลย

“ไม่เป็นไรนะ มันก็อย่างนี้แหละ มีขึ้น มีลง แต่เรามีศักยภาพในตัวแล้ว เราจะทำได้แน่นอน” ครูผ่องพูดในวาระหนึ่ง

มันเป็นคำพูดที่วิเศษทั้งให้กำลังใจ และทั้งปลอบใจ

ที่จริง ฉันไม่จริงจังนักหรอกกับความสวยงามและความสามารถทางศิลปะ แต่คำพูดของครูไปสอดคล้องกับวิถีการปฏิบัติธรรมที่ฉันสำนึกในใจเสมอตามคำสอนของพระอาจารย์ที่ฉันเพียรปฏิบัติตาม

“ความเจริญ ความเสื่อม เป็นธรรมดา ธรรมชาติ ไปให้พ้นสิ่งนี้”

“การปฏิบัติธรรมก็มีขึ้น ลง บางวันเหมือน มรรคผลนิพพานมาอยู่ต่อหน้า แต่บางวัน ภาวนาไม่ได้เลย อย่าไปใส่ใจมัน ภาวนาได้ก็ภาวนา ภาวนาไม่ได้ก็ภาวนา ขยับ ทำความเพียรลูกเดียว”

นั่นคือพรของครูที่ฉันน้อมมาใส่ใจในทุกการกระทำ ทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็ทำ ไม่ว่าจะอะไรรวมถึงการทำงานศิลปะด้วย

ฉันไม่หยุดฝึก ไม่ว่าจะทำได้หรือไม่ สวยหรือเปล่า เพราะการฝึกตนเป็นหนทางเดียวของชีวิต

ยิ่งได้ฟังครูผ่องพูดไปทำนองเดียวกับพระอาจารย์ ยิ่งเพิ่มพูนศรัทธาในวิถีแห่งความเพียร ไม่ว่าจะัทำอะไร ทำไปลูกเดียว เหมือนภาวนา รู้ลูกเดียว วาดลูกเดียว แต่ต้องมีจิตละเอียดที่โยนิโสนมสิการด้วยเท่านั้น

หากลองไปค้นประวัติชีวิตพระอาจารย์ผู้ทรงธรรมทั้งหลาย ผู้นำทางจิตวิญญาณ ท่านคานธี ปรมาจารย์ทางมวยจีน เป็นต้น ท่านเหล่านี้ไม่เคยปล่อยปะละเลยการฝึกตน ท่านฝึกทุกวัน วิปัสสนาจารย์ยังทำสมาธิเจริญภาวนาทุกวันจวบจนสิ้นสังขาร

เพราะนี่คือ วิถีเดียวของชีวิต path to self mastery

ฉันเห็นชีวิตตนยืนอยู่บนขอบปล่องภูเขาไฟ ละเลยการฝึกตนเพียงนิด เท้าก็จะกระดิกเข้าใกล้ปล่องไปอีกหน่อย

“ขอพวกเธอ จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” โอวาทสุดท้ายก่อนพระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน แสดงว่า ความไม่ประมาทนั้นต้องสำคัญจริง ๆ พระพุทธองค์จึงสั่งเสียก่อนลาจากกัน

หากเราประมาท เลิกการฝึกตน ฝนใจแม้เพียง 1 วัน เราก็เขยิบเข้าใกล้ไฟอีก 1 ก้าว เป็นอย่างน้อย

ดังนั้นวิถีชีวิต คือ การทำ การฝึก ทุกอย่างในทุกย่างก้าวไม่เลิก

ในการทำงานศิลปะ เราไม่ได้เรียนรู้สิ่งที่ถูก แต่เรารู้จากการทำแล้วดูว่า ที่มันผิด ไม่งามนั้น คือ อะไร เราืทำมันอย่างไร จากนั้น เราจึงรู้ว่า เราไม่ทำในทางที่ผิด แล้วมันจะค่อย ๆ ถูก ค่อย ๆ ดี ขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น ฉันจึงวางใจในการทำงานศิลปะ เพราะเพียงทำ แล้วเรียนรู้จากผิด จากความไม่สมดุล ความไม่งาม ฉันก็จะได้รู้ขึ้นอีกนิดว่า ที่ถูกที่งามที่สมดุล น่าจะเป็นอย่างไร

มีขึ้นมีลง ทำไป เรียนรู้ไป ปรับไป

นี่คือ วิถีแห่งศิลปะ วิถีแห่งการภาวนา และ วิถีแห่งชีวิต

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s