การให้หรือการขอที่เป็นบุญ

เมื่อก่อน

การให้เป็นคุณค่าที่น่าเคารพ ผู้ให้เป็นผู้น่ารักมีคุณธรรม เราควรฝึกฝนการให้

การให้ช่วยขัดเกลาความโลภและความตระหนี่

เมื่อให้ เราได้สร้างสัมพันธ์กับผู้อื่นและสิ่งรอบตัว

เมื่อรู้จักให้ เราจะมีความสุข เราจะได้บุญ

สังคมไทยจึงมุ่งให้ ให้ทาน ทำบุญ หวังผลคือความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

เราให้..ให้..ให้..โดยไม่ได้ถามว่าผู้รับต้องการหรือไม่ สิ่งที่ให้เป็นประโยชน์หรือเปล่า

เราให้..ให้..ให้..และไม่เคยลืมว่าเราได้ให้ ให้อะไร ให้ใคร ให้เมื่อใด

เราให้..ให้..ให้..เพื่อความสุขและบุญกุศลของตัวเราเอง

เมื่อกลาง

การขอเป็นคุณธรรมอันสูงส่ง แสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน และละวางอัตตา

ณ ปราสาทโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

นักบวชนิกายเซ็นในชุดสีดำครบเครื่อง ยืนนิ่งสงบอยู่เชิงบันไดของปราสาท

ขันเล็ก ๆ หมอบนิ่งอยู่ในมือข้างซ้ายของท่าน

มือข้างขวาประคองสร้อยลูกประคำไม้ไว้อย่างอ่อนโยน

หมวกฟางสานทรงสามเหลี่ยมช่วยบังแดด และบังใบหน้าของท่านไว้ในเงาของความสงบ

คงเห็นแต่ ริมฝีปากที่ขยับตามมนตราที่ท่านท่องสวด

ตัวริด (tourists) เข้าไปมุงและถ่ายรูป เสียงขรมทั่วทั้งบริเวณ

บ้างยืน บ้างยอง บ้างนั่ง เอียงซ้าย ย้ายขวา ตั้งท่าถ่ายรูป

ไม่มีสักเยนวางลงในขัน

ความโกลาหลรอบตัวไม่อาจเคลื่อนท่านออกจากความสงบได้

เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้ว ท่านยังคงยืนนิ่งดั่งหินผา

มีเพียงนิ้วหัวแม่มือเท่านั้น ที่กระดิกนับลูกประคำตามมนตราที่ท่องไป

ฉันถูกสะกดด้วยความนิ่งและความสงบของท่าน

ฉันวางธนบัตรจำนวนหนึ่งลงในขันของท่าน ด้วยความเคารพนอบน้อมในธรรมะ

ฉันไม่ได้ “ให้” ฉันเพียงถูกโน้มน้าวให้เป็นส่วนหนึ่งของ “การขอ”

การขอเป็นหนทางขัดเกลาตนเอง ละวางอัตตาความยโส

เรียนรู้ที่จะอ่อนน้อม ค้อมรับความกรุณาจากจักรวาล

เมื่อล่าสุด

การขอและการให้เป็นวิถีที่แยกจากกันไม่ได้ ในเวลาที่ขอเรากำลังให้ด้วย

พี่สาวแสนดีอยากขอยืมหนังสือธรรมะเล่มหนึ่ง “หลายคนได้อ่านเล่มนี้ บอกว่าชีวิตเบาขึ้น คลี่คลายปัญหาได้ พี่เลยอยากทำสำเนาแจกเพื่อให้เพื่อนเหล่านั้นมีความสุข”

“ยินดีคะพี่” ฉันตอบ

ระหว่างที่ค้นหาหนังสือธรรมเล่มนี้ในตู้หนังสือ สายตาที่เดินทางผ่านหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่ารำพึงว่า

“เธอมีหนังสือธรรมะมากมาย บางเล่มก็ได้อ่าน บางเล่มก็ยังไม่ได้อ่าน แต่เธอก็ยังพึงพอใจที่จะสะสมหนังสือธรรมะไว้

เธอเก็บธรรมะไว้ แล้วจะเข้าถึงธรรมะหรือ

ฉันเจอหนังสือเล่มนั้นแล้ว ยังใหม่สวยราวกับเพิ่งออกจากโรงพิมพ์

“เสียดายหนังสือไม่ได้ธรรมะนะ” เสียงแห่งสำนึกเตือน

วันรุ่งขึ้น ฉันนำหนังสือเล่มนั้นไปมอบให้พี่สาว

“พี่สาวขา น้องรู้ว่าพี่เพียงแค่ขอยืม

แต่น้องขอให้พี่ช่วยรับหนังสือเล่มนี้ไปหน่อยคะ

เปิดโอกาสให้น้องได้ทำกุศล คือ ขัดเกลาความตระหนี่ภายใน

ธรรมะในหนังสือนั้นดี แต่การเก็บหนังสือธรรมะไว้ไม่ได้ทำให้น้องมีธรรมขึ้นมาหรอกคะ

การได้ฝึกปฏิบัติธรรมต่างหากที่จะทำให้ธรรมะที่อยู่ในหนังสือนั้น เข้ามาสถิตอยู่ในเนื้อในตัวของน้อง”

พี่สาวรับหนังสือไว้ด้วยความกรุณา

เมื่อการขอและการให้เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน มันเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย

อีกด้านของคำขอโทษ และ กระจกสะท้อนอัตตา

เขียนเรื่องนี้เพื่อขอโทษเพื่อนบางคนและขอบคุณเพื่อนหลายคนในเวลาเดียวกัน

ทุกครั้งที่ไปบันทึกเทปรายการ “สร้างจิตรู้ สู่จิตรัก” ทางคลื่นวิทยุไทย FM 105 ฉันได้ความสุขและพลังกลับบ้านทุกที

นอกจากจะเป็นเพราะเนื้อหาและแนวปฏิบัติเชิงฮาวทูเพื่อการพัฒนาจิตใจและจิตวิญญาณ (ปัญญา) ที่เราเตรียมมาพูดคุยแล้ว คงเป็นเพราะคู่หูร่วมดำเนินรายการที่ทำให้ฉันเบิกบานเหลือเกิน เพราะเขาเป็นกัลยาณมิตรที่แท้คนหนึ่งของฉัน

เพื่อนชายคนนั้น คือ โก๋ หรือชื่อเต็มสั้นพอ ๆ กับชื่อเล่นว่า จิตร์ ตัณฑเสถียร

คราวล่าสุด เราพูดคุยกันเรื่อง “การขอโทษ” เป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง ละเอียดอ่อน และงดงามมาก ที่สำคัญการขอโทษไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไม่เช่นนั้นคงไม่มีเพลง “Hard to say I’m sorry” หรอก

เราคุยเรื่องนี้อย่างออกรส เพราะมันเป็นเรื่องใกล้หัวใจของเรามาก ๆ เราล้วนรู้สึกผิด และ สำนึกผิดกับหลายเรื่อง และกับหลายคนที่เราพลั้งพลาดล่วงเกินไป ทั้งทางวาจา และการกระทำ แต่ทางวาจาเห็นจะมากและบ่อยที่สุด จะว่าไปการทำร้ายกันทางวาจานั้นเจ็บจริง ๆ

การขอโทษเป็นต้นทางการเติบโตทางจิตวิญญาณ

คำขอโทษจะหลุดจากปากได้ ต้องมีใจที่ “รู้สึกผิด” เสียก่อน รู้สึกว่า เราได้ทำอะไรสักอย่างที่ทำร้าย ทำลายผู้อื่นทางใดทางหนึ่ง

แต่การรู้สึกผิดนั้นยังไม่พอ มันต้องเขยิบขึ้นไปขั้น “สำนึกผิด” ด้วย

ความสำนึกผิดเป็นความรู้สึกที่มีพลังนำไปสู่การแปรเปลี่ยนพฤติกรรม เมื่อเราสำนึกผิด เราจะมีแรงจูงใจในการแก้ไขตัวเอง ปรับปรุงนิสัย หรือชดใช้ความผิดที่ทำลงไป — นี่เอง เป็น โอกาสแห่งการพัฒนาตน

การพลาดเผลอทำผิด พูดผิด และคิดผิดนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ เพราะมนุษย์ไม่สมบูรณ์แบบ สติสัมปชัญญะไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ และความผิดพลาดนั้นเองก็ชี้ช่องทางในการพัฒนาตนไว้ด้วย

การขอโทษบอกอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับตัวเรา และผู้ที่เป็นคู่กรณี  ยกตัวอย่างว่า คนที่ไม่เอ่ยคำขอโทษ อาจเพราะไม่คิดเลยว่าตนผิด ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นความผิดของคนอื่นเสียหมด “ฮือ ๆๆ เราเป็นเหยื่อ มีแต่คนรังแก ใส่ร้าย” (เขาจึงหมดโอกาสในการพัฒนาจิตตัวเอง น่าสงสาร) หรือบางคนอัตตาสูงจนไม่อาจยอมรับในความผิดที่ตนทำได้ โดยเฉพาะหากผู้ที่เราล่วงเกินเป็นผู้ที่มีอายุน้อยกว่า

เอาเป็นว่าอยากฟังเรื่องที่เราคุยลองเข้าไปฟังทางอินเตอร์เน็ทที่ คลื่นวิทยุไทย รายการ สร้างจิตรู้ สู่จิตรัก (ไม่ต้องแปลกใจหากใบหน้าที่ปรากฏในเว็บไม่ใช่อุ๊กะโก๋ แต่เป็นพี่กี้ผู้ดำเนินรายการคนเก่าที่ให้โอกาสอุ๊ทำรายการแทนคะ) ) ฟังย้อนหลังได้

เรื่อง คำขอโทษ นี้ออกอากาศ วันอาทิตย์ที่ 2 สค. นี้จ๊ะ เวลา 5 ทุ่ม ถึงเที่ยงคืน (ส่วนวันเสาร์ 1 สค เวลาเดียวกัน เป็นเรื่อง ช้าๆ เพื่อชีวิตงาม)

“กระจกสะท้อนอัตตา”

ระหว่างที่เราเตรียมการบันทึกเทปรายการ เราแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับ การขอโทษกัน

“บางคนพูดคำขอโทษบ่อยจนเรารู้สึกว่ามันไร้ความหมาย ขอโทษเรื่องเดิม ๆ มา 10 ครั้งแล้ว ทำไมยังต้องขอโทษเรื่องเดิมอีก เราไม่อยากได้ยินแล้ว เราอยากให้เขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะได้ไม่ต้องขอโทษเรื่องเดิม ๆ อีก” ฉันเล่าประสบการณ์ที่ขุ่นเคืองใจครั้งหนึ่งให้เพื่อนฟัง

โก๋ เพื่อนรักมองเข้าไปในดวงตาฉันอย่างลึกซึ้ง นิ่งสักอึดใจ แต่ในอึดใจสั้น ๆ นั้นหลายความคิดฉวัดเฉวียนเข้ามาในหัวของฉัน “คนเราพูดพร่ำเพรื่อ ไม่ได้หมายความอย่างนั้นจริง ๆ ไม่จริงจังในการปรับปรุงตัวเองเล้ย เอาแต่ขอโทษอย่างเดียว และเราปรารถนาดีอยากให้เขาพัฒนาตัวเองนะเนี่ย …”

ความคิดสะดุดลงเมื่อโก๋เริ่มพูด “อุ๊มีเงื่อนไขในการให้อภัยสินะ ถ้าเธอขอโทษ เธอต้องไม่ทำอีก”

ฉันสะดุดกึ้ก

ความอ่อนโยนและจริงใจของเพื่อนวิ่งเข้ามาในใจของฉันเร็วกว่าความไวของอัตตาที่มักจะตั้งกำแพงป้องกันตัวเองอย่างรวดเร็วเสมอ

แววตา คำพูดและน้ำเสียงอันอ่อนโยนของเพื่อน เป็นกระจกสะท้อนให้ฉันบางอย่างในตัวเอง แล้วก็เกือบระเบิดหัวเราะออกมาทีเดียว แต่คงระบายเพียงรอยยิ้มเท่านั้น

อมยิ้มครั้งที่หนึ่ง

“แหม เห็นกันจนได้ อุตส่าห์หลอกเธอมาตั้งนานว่าเป็นแม่แสนดี มีใจคอกว้างขวางให้อภัย และลุ่มลึก” เป็นเสียงรำพึงของความคิดหนึ่งที่ตอนนี้หลบฉากไป

“โถ เริ่มฉลาดเมื่อรู้ว่าโง่นี่แหละ” ฉันพูดโต้ตอบในใจ “ทำไมเราจึงมองไม่เห็นมุมนี้ของความคิดตัวเองนะ และทำไมจึงไม่เห็นมุมอื่น ๆ ด้วย อะไรทำให้เรามองไม่เห็นว่า ตัวเองถูกครอบอยู่ในกะลาความคิดที่ไม่บริบูรณ์ ไม่รอบ อะไรทำให้เราคิดว่า สิ่งที่เราคิดนั้น ถูกและจริง”

ใจฉันอ่อนยวบลงแล้ว และโก๋ก็ลงแส้อัตตาฉันต่อ “บางทีนะครับอุ๊ เวลาที่โก๋ได้ยินคำขอโทษซ้ำ ๆ บ่อย ๆ จากคนเดิม ๆ ในเรื่องเดิม ๆ สิ่งที่โก๋ได้ยินเคล้ามากับคำขอโทษ คือ please help me”

อมยิ้มครั้งที่สอง

การที่เขาขอโทษซ้ำ ๆ กับเรื่องเดิม ๆ แสดงว่า เขาอ่อนแอกว่าที่จะเอาชนะสิ่งที่เขารู้สึกว่ามันผิด มันไม่ควร แต่เขาก้าวข้ามมันไม่ได้” โก๋พักให้ฉันคิดนิดหนึ่ง “โก๋พบว่า ถ้าเราช่วยเขา ให้พลังและกำลังใจเขา เขาอาจจะมีโอกาสแปรเปลี่ยนนิสัยนั้นได้มากขึ้น การที่เราเพิกเฉย โกรธ ไม่ให้อภัย หรือซ้ำเติมในความอ่อนแอของเขา คงไม่ได้ช่วยให้เขาแก้พฤติกรรมนั้นได้”

อมยิ้มครั้งที่สาม

ที่อมยิ้มเพราะความเขลาที่ปรากฏขึ้นให้ความรู้สึกว่า มันมีรูปร่างหน้าตาตลกน่าขัน

“ฉันเห็นเธอแล้วความเขลา” ฉันรำพึงในใจ ฉันไม่เคยมองมุมนี้มาก่อน และฉันก็ได้เห็นตัวเองชัดเจนขึ้น

ที่ผ่านมาฉันคิดว่า คนเราต้องเข้มแข็ง พัฒนาปรับปรุงตัวเองด้วยตัวเอง รู้สึกผิดแล้วต้องแก้ไขให้ได้ พยายามเข้าสิ และฉันใช้มาตรฐานที่ฉันใช้กับตัวเองนี้กับผู้อื่นด้วย

ฉันเห็นโลกทัศน์ภายในที่กำกับความเป็นไปในชีวิตของฉัน และยังจุ้นจ้านไปบงการชีวิตของคนอื่นอีกด้วย

ฉันเห็นแล้วว่า เรามักเอาโลกของเราไปวางทาบโลกของคนอื่น

และถ้าลองทบทวนดูว่า เราเองเคยทำอะไรผิด ๆ เดิม ๆ แล้วก้าวไม่พ้นไหม คำตอบ คือ “มีเยอะเลย”

“นั่นไง แล้วเธอจะพูดอย่างไรกับตัวเอง ฉันไม่ฟังคำขอโทษแก้ตัวของเธอแล้ว เธอจะพูดอย่างนั้นกับตัวเองไม” แล้วจะทำอย่างไรกับตัวเอง ไม่ให้อภัย ไม่แก้ไข แล้วไงต่อ

ฉันตระหนักรู้แล้วว่า โลกทัศน์ของเราไม่ครบสมบูรณ์ ดังนั้นก็ไม่ควรยึดมั่นมากนัก เพราะอาจมีอีกหลายแง่มุมที่เป็นจริงด้วย และเมื่อหลายแง่ที่จริงรวมกัน ก็จะได้ภาพที่จริงกว่ายิ่งขึ้นไปอีก

โลกทัศน์ภายในเป็นสิ่งที่น่าสนใจยิ่ง หากเรารู้เท่าทัน บางทีเราอาจจะยั้งใจ ยั้งปากทัน ไม่ให้มันไประรานโลกของคนอื่น แล้วเราอาจมองปัญหา ความสัมพันธ์ในแง่มุมที่เป็นจริงมากขึ้น อย่างน้อยก็ไม่อยู่เฉพาะในมุมของตัวเอง

หลังบันทึกรายการเสร็จ ฉันขับรถกลับบ้านด้วยรอยยิ้ม เป็นยิ้มแห่งการได้ค้นพบตัวเองเพิ่มขึ้น มันสนุกและน่าตื่นเต้นที่ได้เห็นว่า เรายังไม่รู้จักโลกภายในอีกมาก และน่าตื่นเต้นที่จะออกสำรวจ

ใจของเราเป็นดินแดนมหัศจรรย์ที่รอวันสำรวจและค้นพบ

เพราะความรู้สึกสนุกกับการผจญภัยค้นพบและเข้าใจตัวเองเช่นนี้เอง ที่ทำให้ฉันอมยิ้มและอยากจะกล่าวคำขอบคุณเพื่อนที่เป็นกระจกส่องให้ฉันเห็นความพิลึก ร้ายกาจ และอัปลักษณ์ของตัวเอง

กัลยาณมิตรเป็นกระจกที่ใสตรง ทำให้นาซิซัสอย่างเรารู้ว่า ตัวเองไม่ได้น่าหลงใหลอะไรปานน้าน

สร้างพระสถูปในใจ

ความสุขอย่างหนึ่งที่เรามอบให้ตัวเองได้ คือ การละเมียดละไมและประณีตกับชีวิตให้มากขึ้น และความรู้สึกขอบคุณทุกอย่างในชีวิต — ฉันรู้สึกอย่างนี้กับชีวิตในเวลานี้ ต้นเหตุอาจจะมาจากซองผ้าป่า

กว่า 1 เดือนมาแล้ว เพื่อนคนหนึ่งมอบซองผ้าป่าให้ฉัน 10 ซอง เพื่อร่วมบุญในโครงการ “สายใยพันดารา ทอดผ้าป่าหนึ่งพันกองเพื่อพระศานติตารามหาสถูป ของมูลนิธิพันดารา

นานมาแล้วที่ฉันไม่ใคร่ให้ความสนใจทำบุญสร้างถาวรวัตถุทางศาสนา ฉันเห็นว่าสังคมของเรามีวัตถุมากมายเหลือเกินแล้ว วัดใหญ่โตโอ่อ่าเกินกว่าจะทำให้เราเข้าถึงธรรมอันเรียบง่าย เราน่าจะทำบุญที่สร้างคนให้มีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น จิตใจงดงามและมีความสุขกันให้เต็มแผ่นดินดีกว่า

แต่สำหรับผ้าป่าโครงการนี้ ฉันรับมาด้วยความเต็มใจและสุขใจยิ่ง

แม้เพื่อนจะโทรมาบอกบุญทางโทรศัพท์ แต่ฉันได้ยินเสียงของความรัก มิตรภาพ และศรัทธาที่เพื่อนมีให้กับโครงการนี้และ ศรัทธาที่เพื่อนมีให้กับฉัน — “ไม่เป็นการรบกวนอะไรเลย ขอบคุณเพื่อนเสียอีกที่ชวนกันทำความดี ขอบคุณที่นึกถึงเรา และขอบคุณที่ให้โอกาสเราทำความดี” ฉันคิดและอาจเผลอพูดออกไปด้วย

ฉันรับรู้ถึงโครงการสร้างพระสถูปนี้มาสักระยะแล้ว ตั้งแต่คราวที่สัมภาษณ์ รศ. ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ เรื่องที่อาจารย์เดินกราบอัษฏางคประดิษฐ์ในทิเบตเป็นระยะทาง 80 กิโลเมตร

เรื่องเล่าการเดินทาง ความยากลำบากของอาจารย์ได้รดน้ำต้นกล้าแห่งศรัทธาในใจของฉัน ความศรัทธาเป็นสิ่งสำคัญมาก เป็นหนึ่งในพละ 5 ที่จะพาเราก้าวเดินสู่เป้าหมายที่มุ่งหวัง

นับแต่วันที่ได้คุยกับอาจารย์ พลังแห่งศรัทธาที่ฉันมีในตัวเอง ในตัวผู้อื่น และสิ่งที่ดีที่ตั้งใจทำ ก็ยังไม่เลือนหายไป

“ศรัทธาคือพลังที่ทำให้เราก้าวเดินไปแม้ท่ามกลางความยากลำบากหรือความไม่รู้” หากฉันมีศรัทธาในการสร้างพระสถูปว่าเป็นสิ่งที่ดี ฉันก็จะกล้าก้าวเดินไปด้วยใจมั่นคง — ฉันคิด

ฉันเองก็เคยถามอาจารย์ตรง ๆ ว่า ทำไมเราจึงจะต้องสร้างพระสถูปอีก สิ่งที่อาจารย์ตอบทำให้หัวใจฉันเปิดกว้าง

การสร้างพระสถูปเป็นการอนุรักษ์อารยธรรมสำคัญของโลกที่ดำรงอยู่มานาน ทิเบตเป็นดินแดนที่สืบทอดพุทธศาสนามายาวนาน มีภาษา ศิลปวัฒนธรรม และความดีงามที่เป็นสมบัติของโลก เราน่าจะได้ดูแลสมบัติของมนุษยชาตินี้ไว้ โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ จะว่าไป พุทธศาสนาก็มีต้นกำเนิดจากเนปาล-อินเดีย หากเราคิดแบ่งแยกแล้ว พุทธธรรมคงไม่มีโอกาสมาถึงดินแดนของเราหรือโลกตะวันตกดังปัจจุบัน ชาวพุทธควรช่วยกันดูแลและอนุรักษ์พุทธศาสนาโดยไม่แบ่งแยก

นอกจากนั้น พลังของพระสถูปอันเป็นที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์แทนกาย วาจา ใจ ของพระพุทธเจ้า จะช่วยให้ เกิดความรักใคร่ปรองดองกัน นำไปสู่สันติภาพและสันติสุขในการดำรงชีวิต คนที่เห็นพระสถูปแล้วน้อมใจระลึกถึงความดี ธรรมก็อาจแปรเปลี่ยนจิตเขาได้

ที่สำคัญกว่านั้น คำตอบที่ได้ใจฉันมากที่สุด คือ

“การสร้างสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่าพระสถูปให้สำเร็จนั้น เป็นเป้าหมายก็จริง แต่เป้าหมายที่แท้จริงกว่านั้น คือ การสร้างพระสถูปในใจของผู้คน นั่นคือพระสถูปที่แท้จริง”

ผู้หญิงรูปร่างเล็กดูบอบบาง อย่างอาจารย์กฤษดาวรรณมีปณิธานที่ยิ่งใหญ่ แต่ท่านไม่รีบร้อน ท่านค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ “ทำไปเรื่อย ๆ ไม่หยุด นี่คือการปฏิบัติความเพียร ความอดทน” ทุกขั้นตอนของการทำและการเดินทางสู่เป้าหมาย ต้องมีความสุข และศานติ

หลายครั้งในโลกแห่งความเร็วและเป้าหมาย เรามักคุ้นที่จะวิ่งไปข้างหน้า สู่เป้าหมาย โดยที่ละเลยสำรวจว่า ระหว่างการเดินทางสู่เป้าหมายนั้น เราเดินอย่างไร เดินด้วยสภาวะใจอย่างไร เราเครียดไหม เครียดเรื่องอะไร และทำไม เราทะเลาะกับใครบ้าง เหยียบหัวใจใครกี่คน

หลายคนเคยพูดว่า เกิดอะไรขึ้นไม่ว่า เลิกคบคนไปเท่าไรไม่สน ขอให้สิ่งที่ตั้งใจจะทำ (ซึ่งมักเป็นวัตถุ โครงการ)  สำเร็จ

ทำเช่นนั้นแล้วเราได้อะไร

เมื่อใคร่ครวญเห็นเป้าหมายของการสร้างพระสถูปเช่นนี้ ใจของฉันฟูขึ้นอีก จริงอย่างที่อาจารย์ว่า งานนี้ไม่ใช่งานสร้างพระสถูปภายนอก แต่เป็นงานสร้างพระสถูปแห่งศานติภายใน

ฉันจึงเริ่มสร้างพระสถูปภายในทันที

ฉันนำซองผ้าป่าวางไว้หน้าหิ้งพระ และสวดภาวนานึกถึงคนใกล้ตัวที่ฉันจะนำข่าวบุญนี้ไปถึง และคนที่ฉันรักและปรารถนาให้เข้าร่วมบุญกับฉัน แน่นอนว่า พอถึงจุดนี้ ใบหน้าของครอบครัว และ เพื่อนๆ ก็ผุดขึ้นมากมาย ในสมาธิ ฉันพิจารณาดูว่า ฉันควรพูดกับใครบ้าง และพูดอย่างไร

สมาชิกในครอบครัวและเพื่อน ๆ หลายคนต่างร่วมบุญนี้ด้วยกัน แม้คนที่ฉันไม่คาดคิดว่าจะอยากทำบุญก็ร่วมด้วย

แม้ฉันจะไม่อยากให้เพื่อนทำบุญเพราะตัวฉัน แต่ฉันอดที่จะขอบคุณเพื่อน ๆ ไม่ได้ว่า เขาทำบุญเพราะฉัน — ตรงนี้เอง ที่ทำให้ฉันเห็นว่า กัลยาณมิตรและความรักเพื่อน เป็นต้นทางแห่งบุญ ความสุข และศานติได้ เพราะเพื่อนรัก เพื่อนจึงร่วมทำบุญกับเรา และความรักของเราก็งอกงามขึ้นอีก

ความรู้สึกมากมายที่เกิดขึ้นระหว่างทางการบอกบุญและทำบุญทำให้ฉันละเอียดขึ้นกับบางเรื่อง

ฉันซาบซึ้งในทุกอย่างที่เข้ามา และอยากจะตอบแทนน้ำใจของทุกคน จึงนำเอาเงินที่เพื่อน ๆ ครอบครัวให้ใส่ไว้ในซองผ้าป่า หน้าหิ้งพระและสวดมนต์ภาวนาทุกคืน

เมื่อใจสงบพอสมควร ฉันนำซองปัจจัยนั้นมาพนมไว้ที่หัวใจ แล้วท่องมนต์สวดถึง พระโพธิสัตว์ตารา

ระหว่างนั้น ฉันสัมผัสได้ถึงความสว่างไสวและความสงบเย็นภายใน ที่น่าสนใจ คือ ภาพพระแม่ตาราปรากฏชัดในจินตภาพของฉันโดยที่ฉันไม่ต้องใช้ความพยายามเลย

ฉันนึกอธิษฐานให้ทุกคนที่ร่วมบุญกันมีความสุข สุขภาพแข็งแรง มีศานติในใจ ฉันยังแผ่ความรู้สึกปีติและบุญกุศลให้กับเพื่อน ๆ ทุกคนแม้ไม่ได้บอกบุญกันในครั้งนี้ — ฉันขอให้พลังแห่งความกรุณาและศานติแผ่ไปในจิตใจของทุกคนที่ฉันรัก ทุกคนที่รักฉัน และสรรพชีวิตไม่มีประมาณ

สำหรับฉัน ทุกสิ่งที่ฉันทำในสิ่งที่ดี ๆ ฉันก็ให้ทุกคนและเพื่อน ๆ เราเป็น ดั่งกันและกัน อยู่แล้ว หากไม่มีครอบครัว ครูอาจารย์ เพื่อน ๆ และสรรพสิ่ง มีหรือที่ฉันจะมีโอกาสทำในสิ่งที่ฉันทำไปแล้ว หรือกำลังทำได้

ฉันขอบคุณความรัก ความกรุณาที่ฉันได้รับจากทุกสิ่ง และจากทุกคนในชีวิตของฉัน

อย่างนี้ จะเรียกได้ไหมว่า พระสถูปศานติตารามหาสถูปกำลังเป็นรูปเป็นร่างภายในใจของฉัน

วันที่ 12 สิงหาคมนี้ จะมีการทอดผ้าป่า ที่วัดบวรนิเวศวิหาร เวลาประมาณ 15.00 น. ขอเชิญเพื่อนที่รักทุกคนมารวมหัวใจกันนะคะ

ความฝันของเมฆ

DSC02535เมฆจ๋า เจ้ามาแต่แห่งไหน และกำลังล่องลอยไปหนใด

เมฆจ๋า เจ้าเป็นอะไร เป็นความฝันของน้ำ อย่างที่กวีบางคนว่าหรือ?

หรือเจ้าคือ ฟุ้งฝอยแห่งจินตนาการมนุษย์

จะมีใครบอกจุดเริ่มต้นและปลายทางของเมฆได้หรือไม่

เมฆจะคงอยู่ตลอดไป ไม่ล่องลอยไปไหนได้หรือเปล่า

“ได้สิ” เสียงภายในบอก “ก็เมฆอยู่ในตัวเธอ ในน้ำที่เธอดื่ม ในอาหาร ในลมหายใจ ในทุกสิ่งที่เธอสัมผัส”

“และชีวิตของเธอเองก็ไม่ต่างอะไรกับชีวิตของเมฆ”

เธอจ๋า เธอมาแต่แห่งไหนและกำลังเดินทางไปสู่หนใด

เธอจ๋า เธอเป็นใคร เป็นความฝันของจักรวาล อย่างที่กวีบางคนว่าหรือ?

หรือเธอคือ ฟุ้งฝอยแห่งจินตนาการมนุษย์

จะมีใครบอกจุดเริ่มต้นและปลายทางของเธอได้หรือไม่

เธอจะคงอยู่ตลอดไป ไม่เกิด-ตายได้หรือเปล่า

เมฆคืออะไร—คือ ธรรมทูตผู้ล่องลอยไปประกาศสัจจธรรม “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”

สัมผัสความมหัศจรรย์และธรรมจากเมฆ http://www.guardian.co.uk/books/interactive/2009/jul/17/cloud-collector-pretor-pinney

ไม่รู้ว่า เพื่อน ๆ ดูแล้ว รู้สึกอย่างไร

สำหรับเรา รู้สึกอยากนั่งดูเมฆ ปล่อยใจให้เ้ดินทางไปกับเมฆ ชื่นชมความงามของโลกที่แสนกรุณาต่อเรา สูดดมลมหายใจแห่งชีวิตและความสุข

โลกนี้ช่างสวยงามและอยากเก็บรักษาโลกให้งามอย่างนี้นาน ๆ —นี่คือบ้านของเรา

ขอขอบคุณพี่หน่อย ปรานี ที่ส่งเว็บลิงค์นี้มาให้ชื่นใจอย่างที่ไม่สามารถเก็บไว้ชื่นชมคนเดียวได้

สู่วัยเยาว์อันรื่นรมย์และวิถีแห่งอัศวิน

ความเป็นผู้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องกระชากความเป็นเด็กออกไปจากเรา ความเป็นเด็กอาจดำรงอยู่ในร่างกายที่กำลังร่วงโรยก็ได้มิใช่หรือ และนั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับฉัน

เด็กหญิงผมตรงซอยสั้นกลัยเข้ามาในชีวิตอีกครั้ง “มาเล่นกันเถอะ อย่างที่เราเคยเล่น โลกของผู้ใหญ่น่าเบื่อจะตาย แห้งแล้ง ไร้จินตนาการ เธอไม่เบื่อหรือไง” เด็กหญิงในชุดยีนส์ถาม “เธออยู่กับความจริงมากไป หรือไม่เธอก็จริงจังกับหลายสิ่งในชีวิตมากไป เลยหมดสนุก”

“เล่นอะไรกันดี”ฉันถาม

“เล่นเกมส์ที่เราชอบเล่นไง เกมส์อัศวิน” เด็กน้อยพูดเสียงแหลม

ฉันอมยิ้ม ใช่สิ ฉันลืมไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ เกมส์เล่นเป็นอัศวินเป็นเกมส์โปรดของฉันที่เล่นได้คนเดียว และเล่นกับเพื่อน ๆ

ฉันเป็นเด็กที่หลงใหลยุคกลาง ยุคที่โลกเต็มไปด้วยเรื่องราวของเหล่าอัศวิน พ่อมด แม่มด สารพัดสัตว์ในเทพนิยาย

ฉันชอบอ่านและดูหนัง เรื่องราวของอัศวินโต๊ะกลมของกษัตริย์อาเธอร์ และจินตนาการตามไปด้วยว่า ตัวเองเป็นหนึ่งในอัศวินผู้กล้าผู้ต่อสู้กับคนร้าย อสูร และสัตว์ร้าย เพื่อพิทักษ์ความดีงาม ปกป้องผู้อ่อนแอ และช่วยเหลือเจ้าหญิงที่ถูกจับเป็นตัวประกันจากตัวร้าย (ฉันไม่เล่นเป็นเจ้าหญิงเพราะเจ้าหญิงมีชีวิตที่น่าเบื่อ อยู่ในวัง รอคอยการแต่งงานหรือไม่ก็การช่วยเหลือจากอัศวิน)

ฉันจะมีดาบประจำกาย มีม้าคู่ใจ และแน่นอนที่สุด ฉันต้องเรียนรู้วิชาต่าง ๆ จากพ่อมด เมอร์ลินด้วย

เมื่อความทรงจำวัยเด็กกลับมา โลกของฉันเริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย

รถยนต์ที่ฉันขับไม่ใช่รถยนต์อีกต่อไป “นี่คือ Mustang ม้าคู่ใจอัศวินต่างหาก”

ก่อนออกเดินทาง ฉันบอกเจ้าม้าของฉันว่า “เราไปผจญภัยด้วยกันนะ ท่องโลกไปด้วยกัน เธอดูแลฉันและฉันดูแลเธอ”

เมื่อท่าทีที่เรามีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเปลี่ยนไป วิธีที่เราสัมพันธ์และรู้สึกกับสิ่งนั้นก็เปลี่ยนไปด้วย เมื่อฉันไม่มองว่า รถเป็นเครื่องยนต์ที่ไร้ชีวิต มันก็กลับมีชีวิตชีวาให้ฉันสัมผัส

ระหว่างขับรถ รู้สึกเหมือนกำลังขี่ม้านี่มันให้ชีวิตชีวากับหัวใจดีจริง ๆและฉันรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นด้วย เพราะม้าต้องดูแลตัวเองให้พ้นอันตรายอยู่แล้ว ซึ่งหมายความว่า อัศวินย่อมรอดไปด้วย

นอกจากม้าแล้ว ฉันยังมีมังกรเป็นพาหนะประจำตัวดว้ย

เร็ว ๆ นี้ ฉันเดินทางไปเชียงใหม่ ต้องขึ้นเครื่องบิน ในตอนที่เดินไปจะขึ้นเครื่องนั้น ฉันมองไปที่ตัวเครื่องและจินตนาการหนึ่งก็ผุดขึ้นมา

“เจ้ามังกรขาวเพื่อนยาก เราไปผจญภัยในดินแดนแห่งดาวเหนือด้วยกันเถอะ” ความรู้้สึกนี้ทำให้การเดินทางเป็นเรื่องสนุก ฉันเชื่อมโยงสัมพันธ์กับเจ้ามังกรที่กำลังทะยานออกไป “วี้” คือเสียงที่ฉันร้องในใจ เราเป็นหนึ่งเดียวกัน หากเกิดอะไรขึ้นระหว่างการบิน อัศวินย่อมไม่หวาดหวั่นที่จะตายกับเพื่อนคู่ใจ (หายกลัวไปเยอะเลย)

บ้าหรือเปล่า หลายคนอาจถาม ทำตัวเป็นเด็ก บางคนอาจพูดถึงพฤติกรรมที่ฉันเล่าให้ฟังนี้

ฉันก็ทบทวนตัวเองเหมือนกัน แต่เสียงของครูชาวอินเดียนแดงของก็ดังขึ้น

“มี spirit ในทุกสิ่งทุกอย่าง โลกนี้เป็นโลกของสายใยแห่งความสัมพันธ์ เราสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ อย่างไร เราก็เป็นเช่นนั้น” ครูแลรี่กล่าว

สำหรับอินเดียนแดง ทุกอย่างมีจิตวิญญาณ ต้นไม้ ภูเขา น้ำ ปลา หมาป่า ก้อนหิน สายลม สร้อยคอ ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ เรียกได้ว่า ทุกอย่างที่ชีวิตของเขาสัมพันธ์ด้วย ทุกอย่างที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ล้วนมีจิตวิญญาณ มีชีวิตทั้งสิ้น

เวลาที่เรามองสิ่งต่าง ๆ เป็นสิ่งที่มีจิตวิญญาณ spirit ท่าทีของเราอ่อนโยนและเคารพรูุ้้คุณ ครูอินเดียนแดงบอก

ครูแลรี่บอกว่า แม้ชาวอินเดียนแดงจะล่าควายเอามากินเป็นอาหาร และเอาเขาควายและส่วนอื่น ๆ มาทำเครืองใช้ แต่พวกเราเคารพมัน ใช้ร่างกายของมันให้เกิดประโยชน์เต็มที่ ไม่มีสิ่งใดเหลือทิ้ง และเราขอบคุณควายและกล่าวถึงควายนั้นในเวลาที่เราทำพิธีกรรมต่าง ๆ เราขอบคุณสัตว์ต่าง ๆ ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเรา

แน่นอนว่า พวกเขารูุ้้สึกกตัญญูต่อกระโจม ต่อธนู ต่อมีดที่เขาใช้ด้วย

ด้วยความรู้สึกรู้คุณ เคารพนี้เอง ทำให้เขาดูแลรักษาทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาอย่างเต็มที่ (อุปนิสัย เบื่อแล้วทิ้ง ของใหม่มา ของเก่าไปจะไม่เกิดขึ้น)

ฉันว่า บางทีเราอาจนำปัญญาญาณจากอดีตของชนเผ่าต่าง ไ ในโลกมาแก้วิกฤตโลกร้อน วิกฤตชีวิตของเรา วิกฤตเศรษฐกิจได้ เพราะวิกฤตต่าง ๆ เหล่านั้น มีรากมาจากความที่เราไม่เห็นหัวใคร นอกจากตัวเอง ตะกละและเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด และเราก็กำลังฆ่าตัวตายไปทีละน้อย

เราไม่เห็นชีวิตในสายน้ำ สายลม ต้นไม้ ภูเขา ไม่เห็นเรื่องเล่าของช้าง ของหมาข้างถนน ชีวิตของเราจึงแห้งแล้ง น่าเบื่อหน่ายขาดชีวิตชีวา

มื่อเราเห็นโลกและสิ่งต่าง ๆ บางทีรวมถึงคนด้วย เป็นสิ่ง ๆ object ความสัมพันธ์ที่เรามีต่อสิ่งนั้น ๆ ก็เป็นแบบสิ่ง ๆ ไม่ีชีวิต จิตวิญญาญ แต่เป็นเหมือนเครื่องจักรกลไก

เมื่อเราืำทำกับสิ่งภายนอกราวกับว่าเป็นสิ่งไร้่ชีวิต เราก็กำลังทำตัวเองให้เป็นสิ่งที่ขาดชีวิต ไร้ชีวาไปด้วยเช่นกัน

ท้ายที่สุด เราไม่ควรจริงจังกับชีวิตให้มากเกินไป ปัญหาต่าง ๆ จะได้เบาขึ้นเป็นนุ่นล่องลอยตุ้บป่องตุ้บป่องออกไปไกลแสนไกล

เป็นใจที่รับรู้

“การอ่านจิตผู้อื่นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ไม่ใช่สิ่งเหนือมนุษย์แต่อย่างใด supernatural แต่เป็นเรื่องธรรมชาติ ธรรมดาที่จิตและใจทำได้อยู่แล้ว”

—————————————–

เช้านี้หลังจากเปิดประตูห้องนอนให้ลูกหมาออกไปเดินเล่นข้างนอกแล้ว ฉันกลับมานอนต่อ

นอนไปนานเท่าไรไม่รู้ แต่รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ ตัวเองลืมตาขึ้นมา เห็นหน้าแม่ที่ก้มมองหน้าในระยะใกล้ ๆ รู้สึกตกใจ แล้วลุกผลุงขึ้นจากเตียง

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เป็นฟิล์มทีละช็อทต่อ ๆ กัน

ฉันทบทวนเสี้ยวประสบการณ์นี้เพื่อทำความเข้าใจอะไรบางอย่าง คือ การทำงานของจิต และ ใจ (ขอแยกสองคำนี้ ในความเข้าใจของตัวเอง จิตคือความคิดปรุงแต่ง มีการทำงานร่วมกับสมอง ส่วนใจ เป้นสภาวะแท้ของธรรมชาติ ซึ่งยังเข้าไม่ถึง)

ก่อนที่จะลืมตา ฉันรับรู้ได้ว่า ใจว่าง อาจเรียกว่า ภวังค์หรือเปล่ามิอาจรู้ได้ เพราะไม่ใช่ผู้รู้ รู้แต่เพียงจิตก่อนลืมตาไม่มีความคิด หรือความรู้สึกใด

แล้วอยู่ดี ๆ ตาก็ลืมขึ้น ราวกับว่ารู้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังจ้องมองอยู่ ซึ่งตรงนี้น่าสนใจมาก เพราะโดยมาก เรารู้ว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจเป็นประตูแห่งการรับรู้ของมนุษย์ เมื่อตากระทบสิ่งใด จะเกิดการรับรู้ที่จักขุวิญญาณ และระบบการรับรู้ก็เกิดแบบนี้ ในประสาทสัมผัส (อายตนะอื่น ๆ)

เรามองว่า ใจ คือ ประธานที่นั่งให้ห้องลับ คอยรับข้อมูลจากภายนอก แล้วแปลสัญญาณ และ เก็บข้อมูล หรือบางทีท่านประธานก็อาจจะปิดห้อง นั่งคิดเรื่องอะไรเรื่อยเปื่อยไปเองก็ได้

แต่บางประสบการณ์ทำให้ฉันอยากตั้งข้อสังเกตุว่า ใจเองก็รับรู้ได้ แม้จะไม่มีการกระทบของอายตนะภายนอก คือ ตา หู จมูก ลิ้น และ กาย อย่างเช่น ในยามหลับ ตาไม่อาจกระทบรูปและส่งสัญญาณการมองเห็นใด ๆ ไปให้สมองหรือจิตได้ หูยังอาจได้ยินอยู่ก็เป็นได้ จมูกก็อาจได้กลิ่นก็ได้ ส่วนลิ้น และสัมผัสในบางครั้งก็อาจไม่รับรู้

แต่ใจซึ่งเป็นนามธรรม นอกจากการคิด ๆ ๆ ๆ แล้วก็สามารถรับรู้โลกภายนอกได้ด้วยตัวของใจเองใช่หรือไม่

ฉันนึกถึงอีกประสบการณ์หนึ่งในวัยเด็กสมัยอยู่โรงเรียนประจำ ฉันตื่นมาตอนดึก แล้วเห็นพี่ ๆ หลายคนนั่งรอบเตียง (คือ เค้ามาชวนคุยทำความรูุ้้จักกันนะคะ) ฉันรู้ได้อย่างไรว่า มีคนมาและนั่งดูฉันอยู่

คงยังมีอีกหลายประสบการณ์ที่ฉันเริ่มสนใจว่า จิตและใจเองก็คงรับรู้ได้เองโดยไม่ต้องอาศัย อวัยวะประสาทสัมผัสต่าง ๆ

หากข้อสังเกตนี้มีมูลอยู่บ้าง ความหมายของมันที่ฉันเริ่มเห็นอยู่ที่ ในยามหลับเราอย่าได้คิดว่า เสียงและภาพของทีวีที่เปิดไว้จะไม่วิ่งเข้ามานอน นิ่งอยู่ในใจของเรา

บางคนให้ลูกนอนกับทีวี ไม่รู้เลยว่า ภาพ ข้อมูลประเภทไหนบ้างที่เข้าไปในใจของเขาเหล่านั้น หรือเม้แต่ตัวเราเอง

บางทีฉันเองก็เอาความรู้เรื่องนี้ ไปเปิดเทปธรรมะฟังก่อนนอน หรือ เปิดไปเรื่อย ๆในยามนอนหลับด้วย คือ เรียนธรรมะอย่างลัด ให้จิตใต้สำนึกเรียน

อีกอย่างที่ฉันคิดต่อในเรื่องการทำงานของใจนอกอาณาเขตของกาย คือ การรับรู้พลังงานและความคิดที่อยู่รายล้อมรอบตัวของเรา ความคิด ความรู้สึกของคนอื่นที่ใจอาจสัมผัสรับรู้ได้

หากเราหัดเปิดสัญญาณใจรับรู้ใจผู้อื่น เราจะรู้จักกันมากขึ้นไหม และเราจะระวังในการส่งความรู้สึกดี ๆ ให้คนรอบข้างไหม เพราะหากรู้สึกกับเขาไม่ดี เขารู้สึกได้ด้วยเหมือนกัน

เราเชื่อมโยงต่อไปอีกว่า การอ่านจิตผู้อื่นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ไม่ใช่สิ่งเหนือมนุษย์แต่อย่างใด supernatural แต่เป็นเรื่องธรรมชาติ ธรรมดาที่จิตและใจทำได้อยู่แล้ว เพียงแต่อาศัยเหตุและปัจจัยบางอย่าง

แต่แฮะ ๆ พระพุทธองค์ไม่สรรเสริญนะคะ การอ่านจิตผู้อื่นได้ ไม่นำไปสู่ทางพ้นทุกข์ หนำซ้ำ อาจทำให้ทุกข์เพิ่มก็ได้

โลตัสสูตรา เธอคือฉัน – ฉันคือเธอ

เมื่อโลตัสลูกหมาวัย 2 ขวบแสนรักป่วยหนัก ฉันสัมผัสความกลัวที่จะสูญเสีย ความกลัวต่อการพลัดพรากและความตาย พลันย้อนไประลึกถึงบทสวดมนต์แปลที่มีความตอนหนึ่งว่า “เราจักต้องพลัดพรากจากของรัก ของชอบใจด้วยกันหมดทั้งสิ้น”

นั่นเป็นความจริงแท้ที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิต ฉันสวดมนต์บทนี้มามาก แต่ไม่เคยเลยที่จะทำใจยอมรับหรือน้อมนำข้อธรรมนี้เข้ามาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

เมื่อรู้สึกว่าโอกาสแห่งการพลัดพรากมารออยู่หน้าประตู ฉันหนีไปหลบซ่อน มองหาหนทางที่จะแอบสิ่งและคนที่ฉันรักให้พ้นสายตาของความจริง ใจของฉันทุกข์ทุรนทุราย และในเวลาเช่นนี้เองที่ฉันได้พบความเปราะบางในใจ ความอ่อนแอ และจุดอ่อนในหัวใจที่รอการเยียวยา …. ฉันกลัวความพลัดพรากเป็นที่สุด

ให้ฉันตายเสียดีกว่าที่จะอยู่เพื่อดูคนที่รักตายจากไป…คือ motto ของฉัน

หนูป่วยแต่หายแล้ว

หนูป่วยแต่หายแล้ว

เมื่อ 5 วันที่แล้ว ขณะที่ฉันกำลังนั่งทำงานอย่างสบายใจอยู่ น้องสาวของฉันก็ร้องเสียงแหลมขึ้น “อุ้ย โลตัส เป็นอะไร” ได้ยินดังนั้น ใจของฉันหาย ตกลงไปอยู่แทบเท้า หน้าตาตื่นเดินออกมาจากห้องทำงานเพื่อมาดูโลตัส

อาการดวงใจหายไปจากอกเป็นอย่างไร ฉันสัมผัสได้ตรงนั้นเอง ใจที่ล้มนอนแทบพื้น มีความกลัวเข้าครองพื้นที่ และภาวะเช่นนั้นใจมันสั่น ตัวตนแทบจะประคองอยู่ต่อไม่ได้ …มันกลัวสิ่งที่รักจะจากไป

การได้เห็นความกลัวเช่นนี้ทำให้ฉันตระหนักว่า นี่คือสิ่งที่ฉันต้องภาวนาและข้ามพ้นให้ได้

ฉันไม่อยากทุกข์เพราะพลัดพรากจากของรักไปชั่วชีวิต ฉันรู้ว่าฉันไม่อาจเก็บ รักษาทุกสิ่ง ทุกคนที่ฉันรักไว้ได้ แต่จะทำอย่างไร และวันหนึ่งฉันเองก็ต้องตาย … ใจเริ่มดิ้นรนแสงหาทางพ้นทุกข์ ออกจากทุกข์ และเมื่ออายุมากเข้า ฉันรู้ว่าเวลาที่ฉันมีน้อยเต็มทน และหากต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อที่จะจากไปอย่างสงบแล้วละก็ การทำความเข้าใจ ยอมรับ และเป็นหนึ่งเดียวกับความกลัวในเรื่องการพลัดพรากนี้จะเป็นปมสำคัญที่ฉันต้องแก้ให้ได้

ในท่ามกลางความกลัวและน้ำตาที่ถั่งเป็นสายอยู่ภายใน แสงสว่างแห่งปัญญาและกรุณาก็ฉายผ่านเข้ามา  “เธอก็หลอมรวมเป็นหนึ่งกับคนและสิ่งที่เธอรักสิ” เสียงหนึ่งที่ผุดขึ้นภายในใจ เหมือนปริศนาธรรมทิเบตที่ว่า “จะทำอย่างไรไม่ให้น้ำหยดหนึ่งเหือดแห้งหายไป คำตอบคือ ก็ทำให้น้ำหยดนี้รวมกับน้ำในทะเลเสียสิ”

นับจากวันนั้น ฉันตั้งใจว่าจะภาวนา “ความเป็นดั่งกันและกัน” (Inter-being) ให้ได้ โดยการภาวนา และ พิจารณาอยู่เนือง ๆ ว่า เราคือโลกทั้งมวลที่เราสัมผัส อากาศ สายน้ำ แสงแดด ลม ฝน ดิน พืช ผัก คนที่เรารัก คนที่เราชัง สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ประกอบขึ้น ก่อร่างเป็นเรา เป็นกายเนื้อ และ กายแห่งใจ

ลูกหมาแสนรักทำให้ฉันเป็นฉัน ไม่ต่างจากที่ครอบครัวและเพื่อนฝูงทำให้ฉันเป็นฉัน

ฉันเป็นเช่นนี้ เพราะเธอเป็นเช่นนี้

เธออยู่ในฉัน และฉันอยู่ในเธอ

โลตัสป่วย เบื่ออาหาร หมดแรง ซึม และ อาเจียนทุก ๆ 5-6 ชั่วโมง อาการของมันทรุดลงเรื่อย ๆผลการตรวจเลือดพบระดับความเป็นพิษสูงในตับ สัตวแพทย์ประจำตัวบอกว่า อาการอย่างนี้ไม่น่าไว้ใจ โลตัสต้องให้น้ำเกลือ ตรวจเลือด เอ็กซ์เรย์ และงดอาหารและน้ำทางปาก

ฉันสงสารมันมาก แต่ต้องวางใจว่า ทุกคนทุกตัวมีกรรมเป็นของตัว สิ่งที่ฉันทำได้คือให้กำลังใจ และความรัก

ส่วนฉันก็มีกรรมเป็นของตัวเองด้วย การทำใจให้เข้มแข็งจะเป็นคะแนนสะสมได้ในช่วงเวลาวิกฤตของตัวเอง และในปัจจุบัน กรรมของฉันคือ ค่าใช้จ่ายในการรักษาโลตัสที่บานปลาย

สำหรับการภาวนา ดั่งกันและกัน ฉันกลับไปมองดูว่า โลตัสอยู่ตรงไหนในตัวฉัน

ที่โรงพยาบาลสัตว์ เจ้าหน้าที่ที่นั่น เรียกฉันว่า เจ้าของโลตัส บ้างก็เรียกว่าเป็น เจ้านายของโลตัส และบางคนก็บอกว่าฉันเป็นแม่หมาด้วย แต่สำหรับฉัน ฉันไม่ใช่เจ้านาย เจ้าของ หรือ แม่โลตัส แล้วเราเป็นอะไรกัน ? ฉันว่า เราเป็นเพื่อนซี้กัน หรือบางทีใจก็แอบหวั่นไหวบ้างเวลาโลตัสมองตาแบบซึ้ง ๆ เอ…หรือเธอเป็นอดีตคนรักของฉัน (soulmate) แต่ชาติปางก่อน

ไม่ว่าอย่างไร ปัจจุบัน โลตัสคือความรักของฉัน ที่ว่าเช่นนั้น เพราะเธอสอนให้ฉันรู้จักรัก บางทีเธออาจเป็นพระโพธิสัตว์ที่เข้ามาในชีวิตเพื่อสอนให้ฉันรู้จักรัก และวางใจกับการพลัดพรากก็ได้ เพราะเธอป่วยหนักบ่อยเหลือเกิน

โดยมากเรามักเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่เมื่อมีรัก สิ่งที่เรารักกับเป็นศูนย์กลางในชีวิตเรา

เมื่อโลตัสเดินมาเว้าวอนขอให้เล่นด้วย ฉันมักจะวางภารกิจที่ทำอยู่เพื่อไปเล่นด้วย กลายเป็นงานมีความสำคัญน้อยกว่าสิ่งมีชีวิตน่ารัก ๆ ตรงหน้า โลตัสทำให้ฉันมีชีวิตชีวา กระฉับกระเฉง ต้องออกไปวิ่งออกกำลังกายกับเธอทุกวัน

เมื่อโลตัสป่วยต้องกินยาและอาหารทุก ๆ 4 ชั่วโมง ฉันก็ตั้งนาฬิกาปลุกลุกขึ้นมาป้อนอาหารให้ตอนเที่ยงคืน และ ตี 4

ฉันไม่บ่นที่ต้องทำอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ฉันรักที่จะทำ และความรักนั่นเองที่ทำให้ฉันทำเช่นนั้นได้

จะว่าไป ความรักที่มีต่อเจ้าตัวน้อยนี้ ทำให้จิตใจฉันอ่อนโยนขึ้นด้วยกับคนและสิ่งอื่น ๆ ความอดทน ความเสียสละมีมากขึ้น

ฉันภาวนากับความเป็นโลตัสที่เข้ามาอยู่ภายในฉัน และความรักที่เราบ่มเพาะด้วยกัน ฉันหวังว่าการหมั่นระลึกถึงความเป็นดั่งกันและกันอย่างนี้ และการให้เวลาต่อกันอย่างมีคุณภาพ จะช่วยเยียวยาฉันให้น้อมใจยอมรับความจริงของชีวิตได้

แน่นอนว่า นอกจากโลตัสแล้ว ฉันจะภาวนาความเป็นดั่งกันและกันกับคนที่ฉันรักอีกมากมาย ถ้าฉันนำเขาเหล่านั้นมาอยู่ในใจได้ เราจะไม่พรากจากกัน (เพราะฉันมีอยู่ในเขาเหล่านั้น และเขาเหล่านั้นอยู่ในฉัน)

หลายครั้งความเสียใจจากการพลัดพรากมาจาก การที่เรารู้สึกว่า ยังไม่ได้ทำอะไร หรือใช้เวลากับสิ่ง ๆ นั้นให้เหมาะสมและพอเพียงกับความรู้สึก ดังนั้น นอกจากการใคร่ครวญความเป็นดั่งกันและกันแล้ว อีกสิ่งที่จะขาดไม่ได้ คือ การให้เวลาดี ๆ ต่อกัน ต่อทุกคนที่เราเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง

ฉันขอฝากความเป็นฉันไว้ในตัวเธอ และขอน้อมรับความเป็นเธอเข้ามาหลอมรวมกับความเป็นฉัน

และเราทั้งหมดหลอมรวมกัน เป็นธาตุธรรมทางธรรมชาติ …เท่านั้นเอง