อีกด้านของคำขอโทษ และ กระจกสะท้อนอัตตา

เขียนเรื่องนี้เพื่อขอโทษเพื่อนบางคนและขอบคุณเพื่อนหลายคนในเวลาเดียวกัน

ทุกครั้งที่ไปบันทึกเทปรายการ “สร้างจิตรู้ สู่จิตรัก” ทางคลื่นวิทยุไทย FM 105 ฉันได้ความสุขและพลังกลับบ้านทุกที

นอกจากจะเป็นเพราะเนื้อหาและแนวปฏิบัติเชิงฮาวทูเพื่อการพัฒนาจิตใจและจิตวิญญาณ (ปัญญา) ที่เราเตรียมมาพูดคุยแล้ว คงเป็นเพราะคู่หูร่วมดำเนินรายการที่ทำให้ฉันเบิกบานเหลือเกิน เพราะเขาเป็นกัลยาณมิตรที่แท้คนหนึ่งของฉัน

เพื่อนชายคนนั้น คือ โก๋ หรือชื่อเต็มสั้นพอ ๆ กับชื่อเล่นว่า จิตร์ ตัณฑเสถียร

คราวล่าสุด เราพูดคุยกันเรื่อง “การขอโทษ” เป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง ละเอียดอ่อน และงดงามมาก ที่สำคัญการขอโทษไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไม่เช่นนั้นคงไม่มีเพลง “Hard to say I’m sorry” หรอก

เราคุยเรื่องนี้อย่างออกรส เพราะมันเป็นเรื่องใกล้หัวใจของเรามาก ๆ เราล้วนรู้สึกผิด และ สำนึกผิดกับหลายเรื่อง และกับหลายคนที่เราพลั้งพลาดล่วงเกินไป ทั้งทางวาจา และการกระทำ แต่ทางวาจาเห็นจะมากและบ่อยที่สุด จะว่าไปการทำร้ายกันทางวาจานั้นเจ็บจริง ๆ

การขอโทษเป็นต้นทางการเติบโตทางจิตวิญญาณ

คำขอโทษจะหลุดจากปากได้ ต้องมีใจที่ “รู้สึกผิด” เสียก่อน รู้สึกว่า เราได้ทำอะไรสักอย่างที่ทำร้าย ทำลายผู้อื่นทางใดทางหนึ่ง

แต่การรู้สึกผิดนั้นยังไม่พอ มันต้องเขยิบขึ้นไปขั้น “สำนึกผิด” ด้วย

ความสำนึกผิดเป็นความรู้สึกที่มีพลังนำไปสู่การแปรเปลี่ยนพฤติกรรม เมื่อเราสำนึกผิด เราจะมีแรงจูงใจในการแก้ไขตัวเอง ปรับปรุงนิสัย หรือชดใช้ความผิดที่ทำลงไป — นี่เอง เป็น โอกาสแห่งการพัฒนาตน

การพลาดเผลอทำผิด พูดผิด และคิดผิดนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ เพราะมนุษย์ไม่สมบูรณ์แบบ สติสัมปชัญญะไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ และความผิดพลาดนั้นเองก็ชี้ช่องทางในการพัฒนาตนไว้ด้วย

การขอโทษบอกอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับตัวเรา และผู้ที่เป็นคู่กรณี  ยกตัวอย่างว่า คนที่ไม่เอ่ยคำขอโทษ อาจเพราะไม่คิดเลยว่าตนผิด ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นความผิดของคนอื่นเสียหมด “ฮือ ๆๆ เราเป็นเหยื่อ มีแต่คนรังแก ใส่ร้าย” (เขาจึงหมดโอกาสในการพัฒนาจิตตัวเอง น่าสงสาร) หรือบางคนอัตตาสูงจนไม่อาจยอมรับในความผิดที่ตนทำได้ โดยเฉพาะหากผู้ที่เราล่วงเกินเป็นผู้ที่มีอายุน้อยกว่า

เอาเป็นว่าอยากฟังเรื่องที่เราคุยลองเข้าไปฟังทางอินเตอร์เน็ทที่ คลื่นวิทยุไทย รายการ สร้างจิตรู้ สู่จิตรัก (ไม่ต้องแปลกใจหากใบหน้าที่ปรากฏในเว็บไม่ใช่อุ๊กะโก๋ แต่เป็นพี่กี้ผู้ดำเนินรายการคนเก่าที่ให้โอกาสอุ๊ทำรายการแทนคะ) ) ฟังย้อนหลังได้

เรื่อง คำขอโทษ นี้ออกอากาศ วันอาทิตย์ที่ 2 สค. นี้จ๊ะ เวลา 5 ทุ่ม ถึงเที่ยงคืน (ส่วนวันเสาร์ 1 สค เวลาเดียวกัน เป็นเรื่อง ช้าๆ เพื่อชีวิตงาม)

“กระจกสะท้อนอัตตา”

ระหว่างที่เราเตรียมการบันทึกเทปรายการ เราแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับ การขอโทษกัน

“บางคนพูดคำขอโทษบ่อยจนเรารู้สึกว่ามันไร้ความหมาย ขอโทษเรื่องเดิม ๆ มา 10 ครั้งแล้ว ทำไมยังต้องขอโทษเรื่องเดิมอีก เราไม่อยากได้ยินแล้ว เราอยากให้เขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะได้ไม่ต้องขอโทษเรื่องเดิม ๆ อีก” ฉันเล่าประสบการณ์ที่ขุ่นเคืองใจครั้งหนึ่งให้เพื่อนฟัง

โก๋ เพื่อนรักมองเข้าไปในดวงตาฉันอย่างลึกซึ้ง นิ่งสักอึดใจ แต่ในอึดใจสั้น ๆ นั้นหลายความคิดฉวัดเฉวียนเข้ามาในหัวของฉัน “คนเราพูดพร่ำเพรื่อ ไม่ได้หมายความอย่างนั้นจริง ๆ ไม่จริงจังในการปรับปรุงตัวเองเล้ย เอาแต่ขอโทษอย่างเดียว และเราปรารถนาดีอยากให้เขาพัฒนาตัวเองนะเนี่ย …”

ความคิดสะดุดลงเมื่อโก๋เริ่มพูด “อุ๊มีเงื่อนไขในการให้อภัยสินะ ถ้าเธอขอโทษ เธอต้องไม่ทำอีก”

ฉันสะดุดกึ้ก

ความอ่อนโยนและจริงใจของเพื่อนวิ่งเข้ามาในใจของฉันเร็วกว่าความไวของอัตตาที่มักจะตั้งกำแพงป้องกันตัวเองอย่างรวดเร็วเสมอ

แววตา คำพูดและน้ำเสียงอันอ่อนโยนของเพื่อน เป็นกระจกสะท้อนให้ฉันบางอย่างในตัวเอง แล้วก็เกือบระเบิดหัวเราะออกมาทีเดียว แต่คงระบายเพียงรอยยิ้มเท่านั้น

อมยิ้มครั้งที่หนึ่ง

“แหม เห็นกันจนได้ อุตส่าห์หลอกเธอมาตั้งนานว่าเป็นแม่แสนดี มีใจคอกว้างขวางให้อภัย และลุ่มลึก” เป็นเสียงรำพึงของความคิดหนึ่งที่ตอนนี้หลบฉากไป

“โถ เริ่มฉลาดเมื่อรู้ว่าโง่นี่แหละ” ฉันพูดโต้ตอบในใจ “ทำไมเราจึงมองไม่เห็นมุมนี้ของความคิดตัวเองนะ และทำไมจึงไม่เห็นมุมอื่น ๆ ด้วย อะไรทำให้เรามองไม่เห็นว่า ตัวเองถูกครอบอยู่ในกะลาความคิดที่ไม่บริบูรณ์ ไม่รอบ อะไรทำให้เราคิดว่า สิ่งที่เราคิดนั้น ถูกและจริง”

ใจฉันอ่อนยวบลงแล้ว และโก๋ก็ลงแส้อัตตาฉันต่อ “บางทีนะครับอุ๊ เวลาที่โก๋ได้ยินคำขอโทษซ้ำ ๆ บ่อย ๆ จากคนเดิม ๆ ในเรื่องเดิม ๆ สิ่งที่โก๋ได้ยินเคล้ามากับคำขอโทษ คือ please help me”

อมยิ้มครั้งที่สอง

การที่เขาขอโทษซ้ำ ๆ กับเรื่องเดิม ๆ แสดงว่า เขาอ่อนแอกว่าที่จะเอาชนะสิ่งที่เขารู้สึกว่ามันผิด มันไม่ควร แต่เขาก้าวข้ามมันไม่ได้” โก๋พักให้ฉันคิดนิดหนึ่ง “โก๋พบว่า ถ้าเราช่วยเขา ให้พลังและกำลังใจเขา เขาอาจจะมีโอกาสแปรเปลี่ยนนิสัยนั้นได้มากขึ้น การที่เราเพิกเฉย โกรธ ไม่ให้อภัย หรือซ้ำเติมในความอ่อนแอของเขา คงไม่ได้ช่วยให้เขาแก้พฤติกรรมนั้นได้”

อมยิ้มครั้งที่สาม

ที่อมยิ้มเพราะความเขลาที่ปรากฏขึ้นให้ความรู้สึกว่า มันมีรูปร่างหน้าตาตลกน่าขัน

“ฉันเห็นเธอแล้วความเขลา” ฉันรำพึงในใจ ฉันไม่เคยมองมุมนี้มาก่อน และฉันก็ได้เห็นตัวเองชัดเจนขึ้น

ที่ผ่านมาฉันคิดว่า คนเราต้องเข้มแข็ง พัฒนาปรับปรุงตัวเองด้วยตัวเอง รู้สึกผิดแล้วต้องแก้ไขให้ได้ พยายามเข้าสิ และฉันใช้มาตรฐานที่ฉันใช้กับตัวเองนี้กับผู้อื่นด้วย

ฉันเห็นโลกทัศน์ภายในที่กำกับความเป็นไปในชีวิตของฉัน และยังจุ้นจ้านไปบงการชีวิตของคนอื่นอีกด้วย

ฉันเห็นแล้วว่า เรามักเอาโลกของเราไปวางทาบโลกของคนอื่น

และถ้าลองทบทวนดูว่า เราเองเคยทำอะไรผิด ๆ เดิม ๆ แล้วก้าวไม่พ้นไหม คำตอบ คือ “มีเยอะเลย”

“นั่นไง แล้วเธอจะพูดอย่างไรกับตัวเอง ฉันไม่ฟังคำขอโทษแก้ตัวของเธอแล้ว เธอจะพูดอย่างนั้นกับตัวเองไม” แล้วจะทำอย่างไรกับตัวเอง ไม่ให้อภัย ไม่แก้ไข แล้วไงต่อ

ฉันตระหนักรู้แล้วว่า โลกทัศน์ของเราไม่ครบสมบูรณ์ ดังนั้นก็ไม่ควรยึดมั่นมากนัก เพราะอาจมีอีกหลายแง่มุมที่เป็นจริงด้วย และเมื่อหลายแง่ที่จริงรวมกัน ก็จะได้ภาพที่จริงกว่ายิ่งขึ้นไปอีก

โลกทัศน์ภายในเป็นสิ่งที่น่าสนใจยิ่ง หากเรารู้เท่าทัน บางทีเราอาจจะยั้งใจ ยั้งปากทัน ไม่ให้มันไประรานโลกของคนอื่น แล้วเราอาจมองปัญหา ความสัมพันธ์ในแง่มุมที่เป็นจริงมากขึ้น อย่างน้อยก็ไม่อยู่เฉพาะในมุมของตัวเอง

หลังบันทึกรายการเสร็จ ฉันขับรถกลับบ้านด้วยรอยยิ้ม เป็นยิ้มแห่งการได้ค้นพบตัวเองเพิ่มขึ้น มันสนุกและน่าตื่นเต้นที่ได้เห็นว่า เรายังไม่รู้จักโลกภายในอีกมาก และน่าตื่นเต้นที่จะออกสำรวจ

ใจของเราเป็นดินแดนมหัศจรรย์ที่รอวันสำรวจและค้นพบ

เพราะความรู้สึกสนุกกับการผจญภัยค้นพบและเข้าใจตัวเองเช่นนี้เอง ที่ทำให้ฉันอมยิ้มและอยากจะกล่าวคำขอบคุณเพื่อนที่เป็นกระจกส่องให้ฉันเห็นความพิลึก ร้ายกาจ และอัปลักษณ์ของตัวเอง

กัลยาณมิตรเป็นกระจกที่ใสตรง ทำให้นาซิซัสอย่างเรารู้ว่า ตัวเองไม่ได้น่าหลงใหลอะไรปานน้าน

Advertisements

2 responses to “อีกด้านของคำขอโทษ และ กระจกสะท้อนอัตตา

  1. อ่า
    เพิ่งมีโอกาสได้อ่านค่ะ
    พี่อุ๊เขียนดีมากเลยค่ะ
    ขอบคุณสำหรับการแบ่งปัน
    อ่านแล้วรู้สึกสะเทือนเข้าไปในหัวใจ
    ความเป็นมนุษย์ที่เรามีเหมือนๆ กัน
    และยังคงต้องการกัลยาณมิตรที่คอยสะท้อนกันและกันอย่างนี้

    ขอบคุณพี่โก๋ผู้ร่วมสนทนาด้วยค่ะ
    อ่านแล้วเหมือนได้ยินเสียงพี่โก๋ก้องอยู่ในใจทีเดียว

    ^__^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s