ฉันเป็น … ในสายตาเธอ

ฉันเป็น … ในสายตาเธอ


ฉันเป็น คนไม่เอาถ่าน ในสายตาเธอ

เพราะฉันไม่ขวนขวายขึ้นบันไดตำแหน่งหน้าที่การงาน ไม่ใฝ่หาอำนาจ ความรุ่งเรือง และ ชื่อเสียงทางสังคม

ฉันเป็น คนขี้เกียจ ในสายตาเธอ

เพราะฉันไม่ทำงานหนัก เช่น 10 ชั่วโมงต่อวัน 6-7 วันต่อสัปดาห์ และไม่รับงานพิเศษมาก ๆ

ฉันเป็น คนไม่มีอนาคต ในสายตาเธอ

เพราะฉันไม่มีบ้าน ไม่มีรถยนต์เป็นของตัวเอง ไม่มีเงินในบัญชีเป็นล้าน ไม่มีที่ดิน ไม่มีประกันชีวิต

…………………………….

ฉันอมยิ้มกลั้วเสียงหัวเราะ

ฉันเป็น อะไรก็ได้ ในสายตาเธอ … ขยะ … สวะ … ฝุ่นผง

เธอจะเห็นฉันเป็นอะไร ฉันไม่เถียง ไม่โกรธ  ไม่เกี่ยง … ฉันยอมให้ เพราะฉันรักเธอ

แม้ฉันจะเป็นขยะ แต่ฉันก็รู้ว่า ฉันเป็นขยะที่เธอยังคงเลือกที่จะเก็บไว้ใกล้ตัว และดูแลฉันในยามทุกข์

ฉันช่างเป็นขยะที่แสนโชคดี

………………………………………

ฉันเป็นอะไรก็ได้ในสายตาเธอ

เพราะฉันยังไม่รู้ว่า ฉันเป็นอะไร ในสายตาของตัวเอง

ฉันควรเป็นอะไรสักอย่างหรือ

ทุกวัน ฉันตั้งใจ “ทำ” ในสิ่งที่คุ้มค่ากับลมหายใจที่ธรรมชาติมอบให้

ทุกวัน ฉันตั้งใจ “มอบความสุข” ให้ผู้คน ให้สมกับความหมายของความสัมพันธ์ที่เรามีต่อกัน

ฉันอยู่โดยไม่ต้องเป็นอะไรสักอย่างได้ไหม

…………………………………………………

ฉันเป็นอะไร ในสายตาโลกและจักรวาล และกาลเวลา

อ้า … ฉันรู้แล้วว่า ฉันเป็นอะไร ……………….

Advertisements

ดูแลใจด้วยอาหารแห่งรักและสติ

นานมาแล้ว เราไม่ได้รับประทานอาหาร Fast Food เช่น French fries แฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด และ อื่น ๆ ที่ขายกันในร้านอาหาร franchise ข้ามชาติ

เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา เราติดฝนระหว่างเดินเล่นที่ Avenue แห่งหนึ่ง เนื่องจากมีเพียงหนึ่งกระเพาะ จึงอยากหาอะไรเบา ๆ เล่น ๆ กินไปพราง ๆ ก่อน จึงคิดสั้นเดินเข้าี่ร้านอาหาร fast food แห่งหนึ่ง ซื้อ french fries และ ไก่ชิ้นทอด มากิน แน่นอน ใน set นั้นมีน้ำดื่มหวานฉ่ำมาด้วย

เนื่องจากลิ้นของเราห่างหายจากอาหารเหล่านี้ อาหารถุงขบเคี้ยว และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมานาน เมื่อมาเจอกันอีกครั้ง ลิ้นบอกว่า อาหารนี้ขยะจริง ๆ มันเค็มมาก เค็มจนขมปาก เป็นความขมแบบสารเคมีมากกว่าขมยา

ร่างกายปฏิเสธทันที บอกว่า “ไม่เอานะ ไม่กิน ทิ้งไปเถอะ ฉันไม่อยากกินยาพิษ” แต่ก็สายไปนิด เพราะเราได้กินไปพอสมควร

เมื่อถึงบ้าน เราวางของเหล่านั้นไว้ที่โต๊ะโดยไม่ได้บอกใคร มาดูอีกที french fries หมดไปแล้ว คุณแม่บอกว่าช่วยกันจัดการกับเจ้าลูกหมาโลตัสจนเกลี้ยง

คืนนั้น แม่ โลตัส และเราเข้าห้องน้ำบ่อยมาก ไตคงต้องทำงานหนัก ส่วนตัวเราเอง นอนไม่ค่อยหลับ ลิ้นชาไปหมด ร่างกายอ่อนเพลีย เรารับรู้การทำงานผิดปรกติเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในสมองด้วย อวัยวะภายในบางส่วนที่ไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว ส่งสัญญาณผ่านทางความรู้สึกเจ็บปวดเล็ก ๆ — ต้องขอบคุณความอ่อนแอของเขา ทำให้เขาได้รับผลกระทบเร็วและมากกว่าอวัยวะอื่น ๆ เราจึงรู้ว่ามีสิ่งไม่พึงประสงค์เข้าสู่ระบบร่างกาย

เรานึกขอบคุณลิ้นที่ยังรู้สึกชากับอาหารแบบนี้ และอวัยวะที่ไม่แข็งแรงที่ส่งสัญญาณเตือนภัยได้รวดเร็ว ทำให้เราไม่กินมันอีกต่อไป แต่อดนึกถึง เด็ก ๆ วัยรุ่น และอีกหลา่ยคนที่ยังรับประทานสิ่งเหล่านี้ — เป็นประจำ — ลิ้นของเค้าคงชาจนไม่รู้ว่า สิ่งเหล่านั้นกำลังทำอะไรกับร่างกายของเขา่ — ไม่แปลกใจที่คนเป็นโรคไต หัวใจ เบาหวาน ความดันสูงเพิ่มขึ้น

เกลือเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยในการรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย และ ช่วยส่งสารนำประสาทสื่อสารสุ่อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย

ในอาหารไม่ว่า เนื้อสัตว์ หรือผัก ผลไม้ก็มีีโซเดียมอยู่บ้าง มากน้อยต่างกันไป แต่ในการปรุงอาหาร เราเพิ่มโซเดียม (เกลือ) มากเข้าไปอีก ซึ่งถ้ามากเกินไปจะมีผลกับหัวใจ ความดันโลหิตสูง ภาวะอ้วนง่าย กระดูกพรุน หรือแม้แต่ strokes คือ เส้นเลือดในสมองตีบและแตก

เราเศร้าใจที่คนทำธุรกิจอาหาร ไม่เห็นคุณค่าของอาหารกับชีวิตผู้คน ทำอาหารอย่างนี้ให้ผู้อื่นกินได้อย่างไรกัน ไม่รักกันเลย ไม่ดูแลกันเลย

เรานึกถึงหนังสือ Fast Food Nation และ หนังเรื่อง Super Size Me ที่ตัวแสดงทดลองกินอาหารอย่างว่า ติดต่อกันเป้นเวลา 1 เดือน ทุกวัน ทุกมื้อ ผลปรากฏว่า ร่างกายไม่ไหว หมอบอกให้หยุด ไม่งั้นตายได้ เพราะความดันสูง มีภาวะตับ ไต และหัวใจ เป็นต้น

เรายังนึกถึงผู้สรรค์สร้าง ไอศกรีม ยี่ห้อหนึ่ง ตายเพราะคลอเลสเตอรอลสูง หัวใจวายหรือเป็นภาวะหัวใจสักอย่าง คือ เขาต้องกินไอติมมาก ชิมมากนั่นเองมั้ง

ลองสำรวจอาหารรอบตัว มีกี่อย่าง กี่ชนิด ที่ผู้ผลิตอาหารไม่มีหัวใจรักผู้บริโภค ไม่ว่า กุ้ง ไก่ เนื้อหมู เนื้อวัวใส่สารเร่งต่าง ๆ ฮอร์โมน ผัก ผลไม้ฉีดยา เครื่องดื่มหวานจ๋อยเร่งให้คนเป็นเบาหวาน แถมมีโซดาทำให้กระดูกพรุนอีกด้วย

“ช่วยไม่ได้ ผู้้บริโภคต้องรู้จักเลือก รู้จักคิดเอาเอง ดูแลตัวเองให้เป็น” ก็คงจริง แต่เราก็อยากสัมผัสกับความรักที่มีจากผู้ที่ทำอาหารเหมือนกันนะ จะได้อบอุ่นหัวใจว่าคนในสังคมดูแลกัน

เวลากินอาหารที่ทำมาจากความรู้สึกรัก มันอิ่มเอิบทั้งกายและใจ สร้างพลังชีวิตให้อย่างอัศจรรย์

เราสัมผัสถึงความมหัศจรรย์ในข้อนี้อย่างแจ่มใจ ก็ตอนที่เพื่อนชายแสนดีคนหนึ่งให้ผลไม้เรามาทาน

ในกล่องนั้นมีผลไม้สด เช่น เชอรี่ ฝรั่ง แก้วมังกร และอื่น ๆ เพื่อนเล่าว่า เขาล้างผลไม้เหล่านั้นเองกับมือ ล้างโดยผ่านการแช่น้ำหลายครั้ง เพื่อเอาสารเคมีที่อาจมีออกไป เขาปอกผลไม้ และตัดแต่ง บรรจุใส่กล่องมา

เวลาเรากินผลไม้เหล่านั้น มันเย็นฉ่ำไปถึงหัวใจ มีความสุขเบิกบานใจ

เรากินความรัก พลังการภาวนาของเพื่อนเข้าไปด้วย วิเศษที่สุด

เพราะอาหารไม่ใช่สิ่งที่ใส่เข้าปาก เข้าท้อง แล้วอยู่ไปวัน ๆ แต่อาหารมีความหมายลึกไปถึงจิตวิญญาณ

เราน่าจะใส่ใจเรื่องอาหารการกินให้มากขึ้น ไม่ใช่อาหารดี อาหารแพง แต่เป็นอาหารที่มีพลังแห่งความดี และความรัก ในทุก ๆ ขั้นตอน

อย่างน้อย ขั้นตอนสุดท้าย คือ การปรุง และการกินอาหารควรจะมีความรัก และ ความดีลงไปด้วยก่อนที่ร่างกายจะย่อยนามธรรมทั้งสองเข้าไปอยู่ในเนื้อในตัวของเรา

ภาวนากับเลือด

เรื่องราวของการปฏิบัติธรรมระหว่างบริจาคเลือด

เส้นทางการบริจาคเลือด

ประเพณีบริจาคเลือดประจำปี

ฝึกปฏิบัติ — กลั่นเลือดให้เป็นบุญ

การบริจาคเลือดกับมุมมองในพุทธศาสนา

ประโยชน์ของการบริจาคเลือด


“กลัวเลือด” เป็นคำพูดที่ฉันบอกตัวเองเสมอ และเพื่อน ๆ อีกหลายคนก็รู้สึกคล้าย ๆ กัน ในเวลาไปบริจาคเลือด

น่าสนใจนะ เราไม่กลัวเลือดที่ไหลเวียนในร่างกาย แต่เมื่อใดที่มันหลุดออกมาข้างนอก เป็นเรื่อง จิตใจจะหวั่นไหว ยิ่งถ้าปริมาณเลือดที่ออกนอกร่างกายยิ่งมาก ใจจะเริ่มสั่นมากขึ้น พาลจะเป็นลม

ถ้าเรากลัวเลือดที่ไหลออกมาข้างนอกร่างกาย หมายถึง เรากลัวชีวิตที่กำลังไหลออกไปนอกกาย ?


เส้นทางการบริจาคเลือด

ฉันรู้จักการบริจาคเลือดตั้งแต่เด็ก คุณยายชอบเล่าให้ฟังเป็นนิทานก่อนนอนถึงคุณน้าที่ไปบริจาคเลือดและได้รับพระราชทานเข็มผู้บริจาคเลือด “บริจาคเลือดเป็นสิ่งที่ดี ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์” นั้นเป็นความรู้สึกที่ประทับในความทรงจำ แต่ไม่คิดว่าจะทำตามเลย

ต่อมา เมื่อฉันโตขึ้นและกำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ฉันแสวงหาแหล่งบุญที่จะช่วยหนุนเสริมให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ฉันไม่เชื่อเรื่องการติดสินบนเทวดา เพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้และทำให้ภาพลักษณ์ของเทพตกต่ำ แต่ฉันเชื่อในผลของบุญจึงคิดว่า “บริจาคเลือดนี่แหละ บุญน่าจะแรงพอ”

ตอนนั้น สภากาชาดมาที่โรงเรียน ฉันจะไปยืนต่อคิวบริจาคเลือด แม้อายุจะพร่องหล่นเกณฑ์ที่กำหนดไว้เล็กน้อย แต่โชคดีที่น้ำหนักตัวช่วยเอาไว้ได้ ฉันจึงผ่านการคัดเลือกให้บริจาคเลือด

จิตใจเบิกบานอิ่มเอิบทีเดียว ความมั่นใจในการสอบมีเต็มพิกัด แน่นอนว่าทั้งชีวิตที่เรียนหนังสือมา ฉันตั้งใจและทำคะแนนดีมาตลอด บุญที่ทำจึงไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่เป็นผลของเหตุและปัจจัยที่ทำมาตั้งแต่อดีตเท่านั้น

การบริจาคเลือดไม่ได้อยู่ในหัวขมองอีกเลย จนกระทั่ง 1 ปีกว่า ๆ ให้หลัง เมื่อคุณยายเสียชีวิต

คุณยายได้รับการวินิจฉัยว่า มีเนื้องอกในสมองหลังกระบอกตาข้างขวา ต้องได้รับการผ่าตัดใหญ่

หลังการผ่าตัด ฉันรุดไปที่ห้องไอซียูเพื่อต้อนรับและให้กำลังใจคุณยาย — ฉันแทบทรุด น้ำตาไหลโดยไม่ยังคิดว่าจะรู้สึกอย่างไร คุณยายไม่เคยนอนโรงพยาบาลเลย ภาพที่เห็นจึงเป็นภาพที่สะเทือนใจอย่างยิ่ง

ฉันมองคุณยายที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงอยู่นาน พิจารณาเห็นถุงเลือดและสายยางที่นำเลือดเข้ามาในร่างของท่าน “ถ้าไม่ได้เลือดขวดนี้ ฉันคงไม่มีโอกาสได้เห็นยายอีก”

ฉันรู้สึกขอบคุณเลือดและเจ้าของเลือดถุงนั้นอย่างยิ่ง “ฉันอยากตอบแทนบุญคุณของเขา อยากไปกราบที่ให้ยายมีชีวิตหลังการผ่าตัด” แต่ฉันมองไม่เห็นชื่อผู้บริจาคเลือด “ทำอย่างไรดี ฉันต้องตอบแทนคุณนี้ให้ได้” แล้วสิ่งหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจ “ก็ทำความดีอย่างที่ผู้บริจาคท่านนี้ทำสิ เป็นการบูชาความดีด้วยการทำความดีตามอย่างที่เห็นดีแล้ว”

ฉันบอกกับตัวเองว่า จะขอตอบแทนบุญคุณผู้บริจาคเลือดด้วยการบริจาคเลือดของตนด้วย

คุณยายมีชีวิตอยู่ 3 สัปดาห์ก็จากฉันไป แต่ปณิธานที่ฉันจะบริจาคเลือดยังคงอยู่ เพราะ 3 สัปดาห์ที่ยายมีชีวิตหลังผ่าตัด เป็นโอกาสให้ฉันได้สัมผัสท่านบ้าง ได้พูดคุย และเห็นพลังความรักของตัวเอง

ประเพณีบริจาคเลือดประจำปี

นับจากนั้น ฉันกำหนดการบริจาคเลือดปีละ 3 ครั้ง เป็นประเพณีส่วนตัวโดยยึดเอาตามปฏิทินความรู้สึก อย่างนี้

ครั้งแรกในเดือน เมษายน ซึ่งเป็นเดือนที่คุณยายจากไป เวลาไปบริจาคเลือดในเทศกาลนี้ ฉันจะรำลึกถึงการสูญเสียบุคคลที่เป็นเสมือนหัวใจของฉัน บางครั้ง ฉันรู้สึกว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตได้จากไป และอีกครึ่งกำลังทำหน้าที่แทนในการมีชีวิตที่ดีและมีคุณค่าอยู่แทนกันและกัน โอกาสนี้เป็นโอกาสให้ฉันรำพันถึงความตาย มรณสติที่เกิดขึ้นกับคนที่ฉันรัก

ครั้งที่สอง ในเดือน สิงหาคม ซึ่งเป็นเดือนเกิดของคุณยาย ทุกปี ฉันจะให้ของขวัญวันเกิดและวันแม่กับคุณยาย เมื่อท่านไม่อยู่แล้ว ฉันจะยังให้ของขวัญท่านเหมือนเดิม และของขวัญนี้จะเป็นของขวัญที่เป็นบุญถึงท่าน เป็นของขวัญที่ท่านเองก็มีส่วนให้ฉันมา – ร่างกายของฉัน ระหว่างที่เลือดไหลออกจากร่างกาย ฉันอธิษฐานให้ท่านรับรู้และรับของขวัญวันเกิดและวันแม่ “ขอบคุณที่คุณยายเลี้ยงดูเรามาด้วยความรักยิ่ง ขอบคุณที่เป็นตัวอย่างของความดีที่หลานพึงทำและสานต่อ”

ครั้งที่สาม ในเดือนธันวาคม เป็นการเปลี่ยนผ่านปีเก่าสู่ปีใหม่ ในเทศกาลนี้ ฉันก็นึกถึงชีวิตเก่า ชีวิตใหม่ ของตัวเองไปตามบรรยากาศ ในช่วงแห่งความสุขนี้ อาจมีหลายคนกำลังทุกข์ บางทีเลือดของฉันอาจให้ชีวิตใหม่กับใครหลายคนได้ และฉันเองก็ปรารถนาจะให้กุศลที่ทำนี้เปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจของฉันให้สดใหม่ งดงามขึ้น

ฝึกปฏิบัติ กระบวนการกลั่นเลือด

การทำบุญนี่ระทึกขวัญก็ได้ด้วย ฉันเริ่มภาวนาอย่างจริงจังเมื่อก้าวเท้าเข้าไปยังสภากาชาดไทย ทำขั้นตอนไม่กี่อย่างก็จะถึงนาทีระทึก

กรอกใบลงทะเบียนบริจาคเลือดแล้ว ไปตรวจดูความพร้อมของสุขภาพ ใจฉันระทึกอีกเช่นกัน หลายปีแล้วที่ฉันไม่ได้บริจาคเลือด เพราะเลือดไม่ผ่าน “เลือดจางนะคะ เอายาธาตุเหล็กนี้กลับไปทาน แล้วค่อยกลับมาใหม่” เจ้าหน้าที่กาชาดบอก

หลายครั้งที่ฉันไปบริจาคเลือด จะถูกปฏิเสธเพราะเหตุนี้ เพราะฉันดูแลสุขภาพไม่ดี บางทีนอนดึก นอนไม่พอติดต่อกันหลายวัน ไม่สบายบ้าง กินอาหารไม่ดีพอบ้าง เหตุและปัจจัยมากมายที่ทำให้ฉันขาดโอกาสที่จะให้เลือด

การทำความดีบางครั้งก็ไม่ง่าย ร่างกายและจิตใจต้องพร้อมเหมือนกัน

หลังจาก 4 ปีที่ไม่อาจให้เลือดได้ ฉันกลับมาอีกครั้งด้วยความพร้อมกว่าเดิม ทางกายฉันเตรียมอย่างจริงจังสัก 2-4 สัปดาห์

ด้วยความตระหนักรู้ว่า เลือดของฉันจะไปใช้กับผู้ที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต ก่อนที่จะไปบริจาคเลือด ฉันจะฟิตร่างกายให้ดี นอนให้เพียงพอ นอนหัวค่ำ กินอาหารดี มีสารอาหารครบ ออกกำลังกายเพื่อให้เม็ดเลือดแข็งแรง กระชุ่มกระชวย ทำใจและอารมณ์ให้ดี

และดีที่สุด คือ ฉันจะนั่งสมาธิภาวนาเพื่อกลั่นเลือดให้ดีที่สุด และอธิษฐานให้เลือดนี้ เข้าไปช่วยหล่อเลี้ยงกายและใจของผู้ป่วย ให้ฟื้นสภาพกาย หายป่วย และช่วยญาติด้วย เพราะฉันรู้ว่า ความสบายดีของคน ๆ หนึ่ง เกี่ยวพันกับหัวใจอีกหลายดวงที่รายล้อมชีวิตนั้น

แม้จะบริจาคหลายครั้ง การบริจาคเลือดสดใหม่เสมอ — ฉันกลัวเสมอ กลัวทั้งเลือด กลัวทั้งเข็ม กลัวเจ็บ กลัว …. แต่ต้องฝึกฝืนความกลัว

ความตั้งใจและมุ่งมั่นเป็นบ่อเกิดของความกล้า

ฉันบอกตัวเองว่า ความเจ็บแค่นี้ยังน้อยกว่าความเจ็บที่สักวันต้องมาแน่ ๆ ความเจ็บช่วงสุดท้ายของชีวิต หรือ เจ็บป่วยหนัก เพราะฉะนั้น ต้องเรียนรู้ที่จะอดทนไว้

ส่วนความกลัว ฉันก็บอกตัวเองว่า หากความกลัวเล็กน้อยนี้ยังไม่ผ่าน เมื่อความตายมา จะก้าวข้ามความกลัวตายได้อย่างไร

การให้เลือดครั้งที่ 17 นี้ ฉันมั่นใจและมั่นคงมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ใจไม่สั่น และฉันนิ่งขึ้นกับการทำตามขั้นตอนการบริจาคเลือด

ฉันกล้ามองและยิ้มกับทุกสิ่งอย่าง เมื่อเจ้าหน้าที่มาแทงเข็ม ฉันรับรู้ถึงความรู้สึกที่เสียดแทงเข้าไปข้างในทีละนิด ความเจ็บคาอยู่ที่แขน ฉันเฝ้าดูและทน จนร่างกายเริ่มชินและความเจ็บหายไป ฉันกล้ามองเลือดที่ไหลออกจากแขน โดยใจไม่สั่นอย่างที่แล้วมา

ฉันเฝ้าตามดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นในกายและใจ และเห็นว่ามีความกลัวบางอย่างแฝงอยู่ ฉันไม่ได้กลัวเลือด แต่เลือดเป็นสัญญะที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและความตาย

อีกอย่าง มันมีความรู้สึก “เลือดของฉัน” “ร่างกายของฉัน” — ความกลัวในที่นี้ เกี่ยวเนื่องอย่างยิ่งกับ ความรู้สึกที่เรียกว่า “อัตตา”

หากเราไม่มีความรู้สึกว่า เลือดและกายเป็น “ของฉัน” จะต้องกลัวอะไร

ฉันขอบคุณการบริจาคเลือดที่ทำให้ฉันเห็นว่า ฉันยังหวงแหนกายนี้อยู่มาก และการฝึกฝนขัดเกลาตนต้องดำเนินต่อไป

ระหว่างที่เลือดไหลออกจากร่างกาย ฉันภาวนาขอให้เลือดนี้ดี เป็นประโยชน์ต่อผู้รับและครอบครัวของเขา ขอให้ผู้ที่ได้รับเลือดหายป่วย กลับมามีสุขภาพแข็งแรง และทำสิ่งที่ดีงาม ขอให้ญาติของผู้ป่วยมีความสุข และขอให้กุศลนี้ไปถึงทุกคน ครอบครัว ครู เพื่อน ผู้มีพระคุณ สรรพสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ

ใจของฉันอิ่มไปด้วยความรักและความสุข ฉันมองไปรอบ ๆ ห้องบริจาคเลือด ก็เห็นใบหน้าผู้บริจาคเลือดหลายคน มีความสุข น้องมหาวิทยาลัยหลายคนเดินมาบริจาคเลือดพร้อมกับรอยยิ้ม พระคุณเจ้าหลายรูปก็นั่งรอคิวให้เลือดอย่างเบิกบาน คุณน้า คุณป้า พี่ ๆ ทั้งชายและหญิงดูมีความสุข

“ขอบคุณนะ” ฉันบอกร่างกาย “ขอบคุณที่ทำบุญร่วมกัน ขอบคุณที่ให้โอกาสฉันทำสิ่งดี ๆ กับผู้อื่น ถ้าไม่มีร่างกาย ฉันคงทำอะไรอย่างนี้ไม่ได้”

ตระหนักเห็นอย่างนี้ ฉันสัญญากับตัวเองว่า จะดูแลรักษาร่างกายให้ดี เพื่อจะได้ให้ร่างกายนี้ทำประโยชน์อย่างที่ธรรมชาติจะอนุญาตให้เขาทำได้

ฉันดูแลร่างกายให้ดี เพราะร่างกายที่ดีและแข็งแรงจะได้รับใช้คนอื่น ๆ

การคิดอย่างนี้ ทำให้ใจมีพลังมุ่งมั่นที่จะรักษาสุขภาพของตัวเอง ซึ่งโดยมากมักจะมักง่าย ไม่ค่อยใส่ใจ

การตั้งใจจะช่วยเหลือผู้อื่นเป็นเรื่องเดียวกับการช่วยเหลือดูแลตัวเอง

การรักผู้อื่น ทำให้เรารู้จักรักตัวเองมากขึ้น

การบริจาคเลือดกับมุมมองในพุทธศาสนา

พระธรรมปิฏก เคยให้ความรู้เรื่องการบริจาคเลือดและร่างกายไว้ ขอสรุปมาดังนี้

การบริจาคอวัยวะ ถือเป็นการเสียสละเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ต้องการให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์

การบำเพ็ญ “บารมี” ของพระพุทธเจ้าเมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์ ก็มีการบริจาคเป็นคุณธรรมข้อแรก เรียกว่า “ทาน” และ “ทานบารมี”คือการให้เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น

ในการบำเพ็ญของพระโพธิสัตว์นั้นการบริจาคอวัยวะเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นความคิดที่จำเป็นเลยที่เดียวที่ต้องทำ เพราะการก้าวไปสู่โพธิญาณ ต้องมีความเข้มแข็งของจิตใจ ในการเสียสละเพื่อความดี ทั้งนี้ทานที่เป็นบารมี จะแบ่งเป็น ๓ ขั้น เช่นเดียวกับบารมีอื่นๆคือ

ทานบารมีระดับสามัญ คือการบริจาคทรัพย์สินเงินทอง

ทานระดับรอง หรือจวนสูงสุด เรียกชื่อเฉพาะว่า “ทานอุปบารมี” ได้แก่ ความเสียสละทำความดีถึงขั้นสามารถบริจาคอวัยวะเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้เพื่อรักษาธรรม

การบริจาคอวัยวะนั้นเป็นบุญธรรมสำคัญ และเป็นบุญมากตามหลักพระพุทธศาสนานอกจากเป็นบารมีขั้นทานอุปบารมีแล้วยังโยงไปหาหลักสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “มหาบริจาค” คือการบริจาคใหญ่ซึ่งพระโพธิสัตว์จะต้องปฏิบัติอีก ๕ ประการ คือ บริจาคทรัพย์ บริจาคราชสมบัติ บริจาคอวัยวะ และนัยน์ตา บริจาคตัวเองหรือบริจาคชีวิตและบริจาคบุตรและภรรยา

ท่านยังให้ข้อคิดในระหว่างการบริจาคอีกด้วยว่า ให้เราทำจิตใจให้ผ่องใสให้ประกอบด้วยคุณธรรม มีเมตตาปรารถนาดีและอันนี้แหละที่จะทำให้เราได้บุญมาก

ประโยชน์ของการบริจาคเลือด

การ บริจาคโลหิตจึงถือว่าได้เสียสละสิ่งที่มีค่าที่สุดในร่างกาย ในชีวิตของคนเรา นอกจากจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจ ที่ได้เสียสละโลหิตในร่างกายของตัวเอง ช่วยต่ออายุให้ชีวิตแก่คนป่วยที่กำลังจะตาย เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลแก่ผู้อื่นที่ได้รับโลหิตจากผู้บริจาคไปแล้ว สิ่งที่จะเกิดตามมาคือ ผู้บริจาคได้ทราบหมู่โลหิต และได้ตรวจคุณภาพโลหิตของตัวเอง ได้รับการตรวจสุขภาพในทุกๆ ๓ เดือน

ผู้บริจาคโลหิต สามารถบริจาคได้ในทุกๆ ๓ เดือน เพราะเมื่อบริจาคออกไปแล้ว ภายในระยะเวลาที่กำหนด ไขกระดูกจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดโลหิต ขึ้นมาทดแทนส่วนที่ขาดหายไป ให้โลหิตในร่างกายมีปริมาณเท่าเดิม ถ้าไม่ได้บริจาคหรือถ่ายเทออกไป ร่างกายก็จะขับเม็ดโลหิตที่สลายตัว ซึ่งไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายแล้วเพราะหมดอายุ ออกมาในรูปของปัสสาวะ อุจจาระ หรือเหงื่อ อยู่เป็นประจำทุกวัน

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ โทร.๐-๒๒๕๑-๓๑๑ ต่อ ๑๑๓, ๑๖๑, ๑๖๒ http://www.redcross.or.th/donation/blood_wholeblood.php4

ชีวิตบูรณาการ

“ในสมัยโบราณ ผู้คนมีชีวิตอย่างสมดุลกลมกลืน พวกเขาไม่ให้ความสำคัญกับความฉลาดทางปัญญาจากความรู้มากจนเกินไป แต่พวกเขาจะให้ความสำคัญกับการประสานความรู้ทั้งเรื่อง กาย ใจ จิตวิญญาณและสรรพสิ่งเข้าด้วยกัน

อย่างนั้นแล้ว พวกเขาจึงเป็นผู้ที่อยู่เหนือความรู้ ไม่ใช่เป็นเหยื่อของความคิด ความรู้

ในยามที่มีสิ่งใหม่ ๆ สิ่งประดิษฐ์ วิถีใหม่ ความคิดใหม่ ๆ เกิดขึ้น พวกเขาจะมองดูว่าสิ่งใหม่ ๆ นั้นมีจุดอ่อนหรือจะนำปัญหาอะไรมาด้วย

พวกเขาให้คุณค่ากับวิถีโบราณที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลดี และในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับวิถีใหม่ที่ต้องพิสูจน์เช่นกันว่าใช้ได้

หากเราปรารถนาที่จะหยุดความสับสนลังเลในการดำเนินชีวิต จงลองน้อมนำเรื่องวิถีแห่งบรรพกาลไปลองปฏิบัติดู

  • ประสานกาย ใจ และจิตวิญาณในทุกสิ่งที่เราทำ
  • เลือกอาหาร เสื้อผ้า และที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับธรรมชาติ
  • พึ่งพาร่างกายของตนเราเองในการเดินทางไปไหนมาไหน
  • ให้การงานและงานอดิเรกของเราเป็นงานเดียวกัน
  • ออกกำลังกายที่พัฒนาทั้งชีวิตที่ประกอบด้วยกายและใจ ไม่ใช่บริหารเพียงแต่กายเท่านั้น
  • ฟังเพลงที่เชื่อมกาย ใจ และจิตวิญญาณของเราให้เป็นหนึ่ง
  • เลือกผู้นำที่มีคุณธรรมมากกว่าผู้ที่มีทรัพย์หรืออำนาจ
  • รับใช้ผู้อื่นและบ่มเพาะความดีในตัวเองไปพร้อม ๆ กัน
  • จงเข้าใจว่าการเติบโตที่แท้มาจากการเผชิญและแก้ปัญหาในชีวิตในวิถีที่สร้างความกลมกลืนระหว่างตัวเราและผู้อื่น ไม่แบ่งแยก

ถ้าเราสามารถเดินตามวิถีโบราณที่ธรรมดาสามัญนี้ได้ เราจะเกิดใหม่อยู่เสมอ”

—————————————-

โจเอล เลวี่ ครูชาวอเมริกันส่งวรรคทองเรื่อง “ชีวิตบูรณาการ” ของปราชญ์ เล่าจื๊อ มาให้ เราเห็นว่าน่่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคน ที่สนใจการใช้ชีวิตที่กลืมกลืน เป็นหนึ่ง

เราเองเริ่มเห็นว่า เวลาที่เป็นทุกข์ไม่ว่ากายหรือใจ มันเกิดจากความไม่เป็นหนึ่ง หลายครั้ง กายและใจไม่เป็นหนึ่ง พอรู้อย่างนี้ก็ผนวก กายและใจให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นคู่ซี้กันให้ได้ ก็ดีขึ้น คือ เครียดน้อยลง

เราไม่ใช่คนแปล อังกฤษ-ไืทย ที่ดีนัก หากใครแปลได้ดีกว่า ก็ขอความเมตตาชี้แนะด้วยคะ
———————————————

“In ancient times, people lived holistic lives. They didn’t overemphasize the intellect, but integrated mind, body, and spirit in all things. This allowed them to become masters of knowledge rather than victims of concepts. If a new invention appeared, they looked for the troubles it might cause as well as the shortcuts it offered. They valued old ways that had been proven effective, and they valued new ways if they could be proven effective. If you want to stop being confused, then emulate these ancient folk: join your body, mind, and spirit in all you do. Choose food, clothing, and shelter that accords with nature. Rely on your own body for transportation. Allow your work and your recreation to be one and the same. Do exercise that develops your whole being and nor just your body. Listen to music that bridges the three spheres of your being. Choose leaders for their virtue rather than their wealth or power. Serve others and cultivate yourself simultaneously. Understand that true growth comes from meeting and solving the problems of life in a way that is harmonizing to yourself and to others. If you can follow these simple old ways, you will be continually renewed.”
Lau Tzu, Inner Chapters, Hua Hu Ching, #43

ตระหนักรู้ทุกข์ จึงตัดกรรม

ฉันต้องขอบคุณความทุกข์ของน้องฟ้า (นามสมมติ) เด็กน้อยวัย 9 ขวบ ผู้ที่ความทุกข์ของเธอสร้างพลังและศรัทธาให้ฉันดูแลรักษาศีลข้อที่ 3 เพื่อแปรเปลี่ยนความทุกข์ในใจของตัวเอง และของเพื่อนร่วมโลก

…….

การสวดศีล 5 ตามแบบฉบับหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ มักขึ้นต้นด้วยวลีที่ว่า ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการประพฤติผิดในกาม……..ข้าพเจ้าขอตั้งจิตมั่นว่าจะบ่มเพาะความรับผิดชอบ และเรียนรู้วิธีที่จะปกป้อง ความมั่นคงและความซื่อสัตย์……”

ฉันสวดไปก็คิดตามและทำความเข้าใจศีลแต่ละข้อ รายละเอียดของศีลแต่ละข้องดงาม สมสมัย เป็นเหตุเป็นผล ฉันน้อมรับประพฤติศีล 5 มาปฏิบัติในวิถีชีวิตด้วยความเต็มใจ แต่ฉันก็ยังทำได้ไม่เข้มแข็งเท่าไรนัก เรียกได้ว่ากระพร่องกระแพร่ง

ฉันนึกมาตลอดว่า การที่เราประพฤติศีลได้ไม่เต็มที่เพราะขาดความตั้งใจกระมัง หรือมันยากจริง ๆ เพราะเราคุ้นชินกับความไม่ปรกติ (ศีลแปลว่า ความเป็นปรกติ)

ฉันเพิ่งค้นพบเหตุที่ทำให้ฉันไม่อาจดูแลข้อประพฤติศีลได้หนักแน่นพอ คำตอบ ก็อยู่ที่ “ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จาก….” ฉันขาดความตระหนักรู้ทุกข์ นั่นเอง

ที่ผ่านมา ศีลเป็นเรื่องข้อปฏิบัติพึงทำ ข้อห้ามที่ไม่ทำเดี๋ยวโดนลงโทษ แต่ไม่ใช่ การตระหนักรู้ จึงขาดพลัง

การตระหนักรู้ทุกข์ต้องเกิดขึ้นที่ใจ ไม่ใช่ความคิด

ความทุกข์ที่กระทบใจอย่างแรงนั้นเป็นพลังแห่งการแปรเปลี่ยน มุ่งมั่นตั้งใจ สละตัวตนให้กับศรัทธาในการฝึกฝนอบรมตนให้พ้นจากทุกข์ พ้นจากการสร้างทุกข์ให้ผู้อื่นและสรรพชีวิต

ในวันนี้ ฉันต้องขอบคุณความทุกข์ของน้องฟ้า (นามสมมติ) เด็กน้อยวัย 9 ขวบ ผู้ที่ความทุกข์ของเธอสร้างพลังและศรัทธาให้ฉันดูแลรักษาศีลข้อที่ 3 เพื่อแปรเปลี่ยนความทุกข์ในใจของตัวเอง และของเพื่อนร่วมโลก

………………..

ครอบครัวของน้องฟ้ากำลังอยู่บนทางแพร่ง พ่อและแม่ของเธอกำลังเลือกที่จะเดินไปคนละเส้นทาง พ่อคิดจะเลือกเดินไปกับหญิงคนใหม่ที่สาวกว่าภรรยา ส่วนแม่ผู้ไม่มีงานทำมาปีกว่าแล้วจะอุ้มลูก ๆ 2 คน ไปพักพิงกับครอบครัวของเธอในต่างจังหวัด

…………..

น้องฟ้าเป็นเด็กเฉลียวฉลาด สติปัญญาดี และมีนิสัยจิตใจดี แต่เมื่อพ่อและแม่มีปัญหากันหนักเข้า เธอเริ่มมีอาการซึม วิตกกังวล ปวดท้องเพราะมีลมในกระเพาะมาก ที่รบกวนเธอที่สุด คือ เธอมักมีภาพความคิดแย่ ๆ เช่น เธอมักเห็นตัวเอง หกล้ม หัวฟาดพื้น เลือดอาบ หรือไม่ก็อยู่ในสถานการณ์อันตราย

ความคิดนี้อยู่กับเธอแทบตลอดเวลา เธอสลัดมันออกไปไม่ได้ “หนูจะทำอย่างไรดีให้ความคิดแย่ ๆ นี้ออกไป หนูไม่ชอบมันเลย” เธอถามคุณครู

แม้ครูจะให้คำแนะนำ เช่นว่า เล่นดนตรี ดูหนัง เล่นกับน้อง อ่านหนังสือ ฯลฯ ความคิดเหล่านั้น ก็ยังคงหลอกหลอนเธอ “หนูเล่นเปียโนเสร็จแล้ว มันก็กลับมา หนูอ่านหนังสือเสร็จมันก็กลับมา แล้วจะทำอย่างไรดีคะ”

กระทั่งวันหนึ่ง สิ่งที่ดูเหมือนเป็นต้นตอของความคิดร้าย ๆ ของเธอก็เผยออก “พ่อกับแม่หนูทะเลาะกันคะครู” เด็กน้อยเล่าให้ครูที่เธอไว้ใจฟัง “กลางดึกคืนหนึ่ง แม่มาปลุกหนูให้ลุกขึ้นและออกจากบ้านไปพร้อมแม่และน้อง บอกว่า พ่อไม่ให้เราอยู่บ้านนี้แล้ว” น้องฟ้าเล่าถึงเหตุการณ์วันนั้นทั้งน้ำตา

คืนนั้นแม่และลูกวัย 9 และน้องวัยอนุบาลออกจากบ้านไปอาศัยอยู่ที่บ้านญาติ

หนูน้อยถามครูต่อด้วยความอยากรู้ว่า พ่อของหนูออกจากบ้านไปตั้งแต่วันเสาร์ช่วงบ่าย ๆ ถึงเย็นวันอาทิตย์แล้ว ก็ยังไม่กลับ พ่อหายไปอย่างนี้ถือว่านานหรือยังคะครู หนูควรโทรตามพ่อไหมคะ”

น้องฟ้าเล่าว่า เธอโทรศัพท์ไปหาพ่อ แต่ปลายทางไม่รับสาย และบางครั้ง สัญญาณก็ติดต่อไม่ได้ คุณพ่อปิดมือถือ

ด้วยความเป็นเด็กช่างคิด จินตนาการและช่างสังเกต เธอเล่าให้ครูฟังอีกว่า คุณพ่อมักกลับบ้านดึก ๆ และแม่ก็ไม่ยอมนอน แต่จะนั่งรอคุณพ่อกลับบ้าน บางทีคุณแม่ก็ออกไปโทรศัพท์นอกห้อง น้องฟ้าได้แต่มองดูแม่ผ่านประตูกระจก และถามแม่ในใจว่า “หนูอยู่ตรงนี้ ทำไมแม่ไม่คุยกับหนู แม่คุยกับใคร”

น้องฟ้าแอบสังเกตเห็น และเก็บข้อมูลปฏิกิริยาของผู้ใหญ่มาตลอด เธอเท้าความว่าในบางคราวที่คุณแม่พาเธอไปบ้านคุณปู่คุณย่า คุณแม่ร้องไห้ต่อหน้าคุณปู่ และภายหลังแม่บอกกับเธอว่า “แม่ไม่ใช่คนในครอบครัวของพ่อ”

ความทุกข์ของคุณแม่กระแทกน้องฟ้าอย่างจัง บางทีคุณแม่ก็ให้เธอโทรเรียกให้คุณพ่อกลับบ้าน และเด็กน้อยก็ต้องรับฟังบางคำจากคุณพ่อซึ่งอาจไม่น่าฟังนัก ความรู้สึกกดดันและความเครียดของคุณแม่เอง ทำให้เธอมีอารมณ์หงุดหงิดกับลูก ละทิ้งลูกบ้างเป็นบางเวลา และไม่อาจเห็นทุกข์ของลูกได้

ส่วนคุณพ่อเองก็คงทุกข์ใจไม่น้อย แม้คุณพ่อจะออกจากบ้าน เอาตัวเองออกจากหลุมดำแห่งปัญหา และไปอยู่กับหญิงอื่น แต่เงาของความทุกข์ ความรู้สึกผิด หรือความคับข้องใจก็คงติดตามไม่ขาด ไม่ว่าคุณพ่อท่านนี้จะไปที่ไหน

น้องฟ้าไม่มีรายละเอียดของคุณพ่อมากนัก รู้แต่ว่า เธอกลัวและไม่กล้าคุยกับคุณพ่อ

ครั้งหนึ่ง ในยามที่เด็กน้อยป่วยนอนอยู่โรงพยาบาล แม่ไม่สามารถมาเฝ้าได้ เพราะต้องดูแลลูกอีกคนในวัยอนุบาล แม่บอกให้พ่อไปอยู่เป็นเพื่อนลูก ปรากฏว่า น้องฟ้างอแงมากกว่าทุกวัน เพราะรู้สึกกลัวและห่างเหินพ่อมาก

ในวันนี้ แม่บอกว่าจะแยกทางกับพ่อแล้ว และลูก ๆ จะไปอยู่กับคุณตาและคุณยายที่ต่างจังหวัด เด็กน้อยรู้สึกว่า ชีวิตเธอกำลังจะเปลี่ยนไป ไปอยู่ในที่ ๆ เธอไม่รู้จัก เธอต้องจากเพื่อนที่สนิทสนมคุ้นเคย “ชีวิตของหนูจะเปลี่ยนไปอย่างไรคะครู” เป็นคำที่เด็กน้อยถาม

………………….

สายใยแห่งกรรม

ชีวิตของน้องฟ้าและทุกคนในครอบครัวนี้จะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน แต่เปลี่ยนไปในทิศทางบวก หรือ ลบก็ขึ้นอยู่กับทุนเดิมในใจของแต่ละคน และปัจจัยใหม่ที่จะเข้ามาในชีวิต

แต่น่าหวั่นใจอยู่ไม่น้อย เพราะตอนนี้น้องฟ้ามีอาการวิตกกังวลสูงขนาดที่จิตแพทย์บอกว่า จำต้องได้รับคำปรึกษาอย่างสม่ำเสมอ และเราไม่อาจคาดเดาได้แน่ชัดว่า ปมปัญหา บาดแผลนี้จะฝากรอยอะไรไว้ในบุคลิกภาพของเธอบ้าง

คน ๆ หนึ่งที่มีความสุข สุขภาพกายและจิตดี และอาจพ่วงด้วยสติปัญญาดี จะทำประโยชน์ให้แก่โลกและสังคมได้มากมาย ในทำนองเดียวกัน คนมีปัญหาคนหนึ่งก็สร้างทุกข์ให้ผู้อื่นและโลกได้มากเช่นกัน

น้องฟ้าจะเติบโตไปเป็นคนแบบไหน ถ้าน้องฟ้ามีครอบครัว น้องฟ้าจะมีครอบครัวแบบไหน จะเป็นภรรยาและแม่อย่างไร

ความทุกข์ของพ่อ แม่ น้องฟ้า ไม่ไหลเวียนเฉพาะในครอบครัวนั้นแน่ ความทุกข์ภายในที่แต่ละคนมีและแบกไว้ จะตามไปกระจายผลในทุกที่ ทุกเวลาที่เขาเหล่านั้นอยู่ ตลอดชีวิต หากไม่ได้รับการเยียวยา

ดังนั้น ความทุกข์ของครอบครัวนี้เป็นความทุกข์ของสังคมด้วย และจริง ๆ แล้ว ความทุกข์ของสังคมนั่นเองที่สร้างทุกข์ให้ครอบครัวนี้ และครอบครัวอื่นๆ

ความทุกข์หล่อเลี้ยงความทุกข์ไปไม่จบสิ้น

……..

มีผู้รู้บางท่านอ้างการศึกษาวิจัยว่า ชายวัยกลางคนจะมีปมปัญหา midlife crisis เขาจะพยายามกลับมาหนุ่มอีกครั้ง ทำตัววัยกลับ ทั้งเรื่องการเลือกรุ่นรถที่ขับ สไตล์การแต่งตัว พฤติกรรมหลายอย่าง และที่สำคัญชาววัยนี้มักจะมีสาวรุ่นเคียงข้าง

มีผู้รู้อีกเช่นกันพยายามอธิบายว่า ชายที่มีพฤติการณ์เช่นนี้ก็เพราะที่ผ่านมา เขาทำงานหนักเพื่อครอบครัวมาตลอด ก่อร่างสร้างตัวมาและความมั่งคงให้ครอบครัว ถึงจุดหนึ่งอยากเป็นตัวของตัวเอง มีพื้นที่ของตน และทำอะไรตามใจตนบ้าง หาความสำราญและสบายให้ตัวเอง

บางทีคุณผู้ชายที่มีความคิด หรือ พฤติกรรมเช่นนี้ อาจลืมไปว่า ภรรยาของท่านก็เหนื่อยหนักไม่แพ้ท่านในการดูแลรักษาครอบครัว เธอเองก็คงอยากมีพื้นที่ส่วนตัว มีความเป็นตัวของตัวเอง อยากสบายและสุขสำราญเช่นกัน

คุณพ่อวาง ลูก ๆ ที่คุณรักและช่วยสร้างและเลี้ยงดูมาไว้ตรงไหน

พ่อที่อยากปลดปล่อยตัวเองมีความสุขแบบที่ตัวเองอยากได้ในวัย 50 ปีกำลังทำให้เด็กในวัยต้นของชีวิตเป็นทุกข์ และอาจถูกจองจำด้วยความทุกข์นี้ไปอีก 60 ปีของชีวิตเธอในอนาคต “เด็กทำอะไรผิด ผู้ใหญ่จึงต้องลงโทษหนักขนาดนี้”

พ่อเองก็คงมีเมล็ดพันธุ์ความทุกข์ไม่น้อย ไม่รู้ว่าพ่อของน้องฟ้าเติบโตมาในครอบครัวเช่นไร มีความเชื่อทัศนคติอย่างไร บางครั้งผู้หญิงก็แปลก สามีตัวเองมีภรรยาน้อย อาละวาด แต่ถ้าลูกชายมี ตัวเองบอกว่า เป็นธรรมดาผู้ชายให้ลูกสะใภ้ยอมรับเสีย – เป็นเสียอย่างนี้

สังคมเองก็หล่อหลอมความทุกข์อันเกิดจากการละเมิดทางเพศไม่น้อยเลย สังคมที่อ้างว่าตนเองเป็น “พุทธ” ยอมรับการมีภรรยามากกว่าหนึ่ง เรายอมรับวัฒนธรรม “กิ้ก” เรามีนิตยสารเริงอารมณ์ทางเพศเกลื่อน

สังคมที่เน้นภาพลักษณ์ภายนอกทำให้ผู้ชายกดดันต้องสร้างครอบครัว มีบ้าน รถ และปัจจัยต่าง ๆ ให้ครอบครัว จนภายหลังระเบิดออกเป็นพฤติกรรมตรงกันข้าม คือ เห็นแก่ตัวสุด ๆ และการที่เน้นความร่ำรวยก็อาจทำให้หญิงสาวหลายคนมองหาชายที่ฐานะมั่นคงมาค้ำชูสถานะทางเศรษฐกิจให้ตัวเอง

กรรม! สายใยแห่งกรรมถักทอไปทั่ว จากระดับปัจเจกสู่สังคม และ สังคมสู่ปัจเจก

นี่คือผลของกรรมอันเกิดจากการไม่ดูแลความเป็นปรกติของศีล ข้อที่ 3

เมื่อรู้ทุกข์แล้ว ต้องตัดกรรม เราตัดกันที่พฤติกรรม คือ เลิกทำพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดกรรมไม่ดีนั้นเสีย

เราจะแปรเปลี่ยนทุกข์ของเราและทุกข์ของสังคมได้ เราต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเรา

สังคมของเราต้องการความตระหนักรู้ถึงความทุกข์อันเกิดจากผลของการกระทำของเรา เราไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นความเชื่อมโยงของตัวเราและคนอื่น ๆ เราไม่มองการณ์ไกล คิดยาว ๆ ว่าสิ่งที่เราทำมีผลต่อใครบ้าง และมีผลในลักษณะใด

หากเราสามารถตระหนักถึงทุกข์และหยั่งเห็นผลกระทบอันเกิดขึ้นเสมือนน้ำที่กระเพื่อมไม่รู้จบ เราอาจเลิก ลดการกระทำหลายอย่างที่คิดจะทำ ตามใจเราเป็นศูนย์กลางก็ได้

ที่สำคัญ สังคมของเราต้องการบ่มเพาะความกรุณาให้มากขึ้นไปอีก

ใจที่กรุณาจะตระหนักรู้ทุกข์ของผู้อื่นได้ง่าย และความกรุณาจะช่วยให้เราก้าวข้ามความเห็นแก่ความสุขส่วนตัว เพื่อรักษาความสุขส่วนรวมได้ไม่ยาก

……….

ที่กล่าวมาทั้งหมด ใช่ว่า ตนเองขาวบริสุทธิ์ (ความจริงแล้วตัวดำปิ๊ดปี๋) แต่เพราะเรื่องราวของน้องฟ้ากระทบใจอย่างแรง ทำให้เห็นทุกข์อันเกิดจากการละเมิดศีล ข้อ 3  ซึ่งเป็นศีลที่ข้าพเจ้าเองก็พร่องอยู่มาก จึงเกิดศรัทธาที่จะรักษาดูแลศีลข้อนี้ เพื่อรักษาความสุขในใจของทั้งตนเอง ผู้อื่น และ สังคม

ฉันต้องการมีสังคมที่คนรักกัน มีความสุข เด็ก ๆ ผู้คนมีสุขภาพจิตที่ดี ดังน้้น ฉันจึงต้องฝึกฝนตนให้เป็นดังสิ่งที่อยากจะเห็น

Be the Change you want the World to Be.

“ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการประพฤติผิดในกาม ข้าพเจ้าตั้งปฏิญาณจะบ่มเพาะ ความรับผิดชอบ และการเรียนรู้วิธีที่จะปกป้อง ความมั่นคง และความซื่อสัตย์ของปัจเจกบุคคล คู่สมรส ครอบครัวและ สังคม ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวมีเพศสัมพันธ์โดยปราศจากซึ่งความรัก และการมี พันธะสัญญา ระยะยาวต่อกัน หากแต่จะเคารพในพันธะสัญญาของตัวเองและผู้อื่น เพื่อถนอมความสุขของตนเอง และผู้อื่นไว้ ข้าพเจ้าจะทำ ทุกอย่าง ตามกำลังความสามารถเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กๆ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ตลอดจนปกป้องไม่ให้คู่สมรส และครอบครัว ต้องแตกแยก เนื่องจากการประพฤติผิด ในกาม”