ความศักดิ์สิทธิ์ของการไหว้ครู

ปาฏิหาริย์แห่งศรัทธา การระลึกและไหว้ครูทุก ๆ วัน … หัวใจข้าพเจ้าอบอุ่น มีแรง เพราะเราเป็นศิษย์มีครู

*-*-*-*-*-*-

“ครูบาอาจารย์ที่ท่านประทานความรู้มาให้ อบรมจิตใจให้รู้ผิดชอบชั่วดี

ก่อนจะนอน สวดมนต์อ้อนวอนทุกที ขอกุศลบุญบารมีส่งเสริมครูนี้ให้ร่มเย็น….”

จำได้ว่าทุกปี เมื่อเพลงนี้ขึ้นทีไร เด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะปาดน้ำตาที่ไหลย้อยลงบนแก้ม ช่างซาบซึ้งกินใจ

ในตอนนั้นข้าพเจ้าสัมผัสได้แต่ความรู้สึกของเนื้อเพลง และความเงียบของพิธีกรรม แต่หารู้ความหมายปรัชญาที่ลึกล้ำของพิธีกรรมนี้ไม่

และวิถีแห่งความรู้สึกลึกซึ้งก็ค่อย ๆ จางไป ด้วยหลายเหตุปัจจัย ความแข็งกระด้างในจิต หรือความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ที่เปลี่ยนไปจาก ผู้ถ่ายทอดวิชาและจิตวิญญาณ เป็นผู้ขาย-ซื้อวิชาการ

นานเข้า การไหว้ครูเป็นเพียงพิธีกรรมที่ไร้ความหมาย ไร้จิตวิญญาณ ไม่รู้ว่าทำให้ใจของเราอหังการว่า “กูเก่ง” มองไม่เห็น และไม่รู้คุณว่า “สิ่งที่เรามี สิ่งที่เราเป็น” กันทุกวันนี้ต้องได้มาจากใครหลายคนและสิ่งต่าง ๆ มากมาย

สัก 2-3 ปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าสัมผัสความมหัศจรรย์ของการไหว้ครูจากครูโยคะท่านหนึ่งที่ข้าพเจ้ามีโอกาสเรียนด้วยร่วมกับเพื่อนอีก 2 คน

วันหนึ่ง หลังจากเรียนกับครูได้ระยะหนึ่ง เพื่อนรุ่นพี่นำมาลัยดอกไม้มา “ขอให้พวก เราบูชาครูที่ตั้งใจสอนและดูแลพวกเราอย่างดีมาตลอดนะคะ”

พวกเรานั่งคุกเข่าคารวะ ครูท่านนั้น และไหว้ท่าน

ครูรับดอกไม้และกล่าวว่า “ดอกไม้นี้เป็นเครื่องบูชาครู ที่ไม่ใช่บุคคลที่นั่งอยู่ตรงนี้ แต่เป็นครูของครูของครู สืบถอยเรื่อยไปจนถึงบรมครูที่สืบสายธารความรู้และจิตวิญญาณแห่งโยคะนี้”

น้ำเสียงอันอ่อนโยน อ่อนน้อม ของครูช่างจับหัวใจ — ครูกำลังถ่ายทอดความอ่อนน้อม ถ่อมตนมาให้ข้าพเจ้าอีกแล้ว

จากนั้น ครูก็ให้เรานั่งสมาธิทำใจให้สงบ เพื่อร่วมบูชาบรมครูโยคะด้วยกัน ครูเอ่ยมนตราเป็นภาษาสันสกฤต เรียบง่าย งดงาม ลึกซึ้ง ในภาวะแห่งสมาธิ และจิตที่ซาบซึ้งกับครู ข้าพเจ้ารู้สึกสัมพันธ์โยงใยถึงครูโยคะที่สืบทอดกันมานับพันปี เป็นความรู้สึกที่วิเศษมาก

เมื่อเราน้อมกาย และใจเป็นศิษย์ผู้ใด เรากำลังยอมตน ลดอัตตา สำหรับศิษย์ที่จะมอบตัวในคุรุ ต้องมอบทั้งกายและใจเพื่อรองรับการสั่งสอน บทเรียน และวิถีของครู เพื่อหลอมรวมกับครูและวิชชาที่ครูจะถ่ายทอด ใจที่อ่อนน้อมเป็นใจที่เหมาะกับการเรียนรู้ พร้อมให้ถูกดัด อย่างท่านพุทธทาสว่าไว้ “จิตที่นุ่มนวล ควรแก่งาน”

ความเชื่อมโยงระหว่างศิษย์กับครูมีความหมายยิ่ง ต่อชีวิต จิตใจ และ วิถีปฏิบัติของศิษย์ …  ครูอยู่ภายในและร้องเรียกให้ข้าพเจ้าปฏิบัติฝึกฝนตามคำสอนของครูอยู่เสมอ

*-*-*-*-* จากโยคะอาสนะ มาถึงห้องสวดมนต์ *-*-*-*

วันหนึ่ง เมื่อหลายเดือนแล้ว ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังกราบพระอยู่นั้น

ในกราบครั้งที่ 1 ข้าพเจ้าหยุดนึกถึงพระพุทธองค์สักครู่ ภาพของชายผู้หนึ่งที่ละทิ้งความสะดวกสบายในชีวิตเพื่อแสวงหาความจริง และความรอด ท่านต้องเผชิญความยากลำบากอะไรบ้าง ทุกข์กาย ทุกข์ใจ — – ข้าพเจ้าซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง เป็นเราจะยอมทิ้งความสบายไปทำหาความรู้ ความรอด อย่างนี้ไหมนะ

กราบครั้งที่ 2 ข้าพเจ้าหยุดตระหนักถึงพระธรรม แล้วรู้สึกว่า เราไม่ได้เป็นอะไรเลย นอกจากการแสดงตัวของพระธรรม

กราบครั้งที่ 3 ข้าพเจ้าหยุดนึกถึงพระสงฆ์ ครูอาจารย์ที่สอนธรรม การปฏิบัติให้ข้าพเจ้า และกราบครั้งนี้ พาข้าพเจ้าย้อนไปถึงครูของครู ของครู ๆๆ ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนนั่งไทม์แมชชีนไปในอดีต สัมผัสทางความรู้สึก ในความเพียรของครูบาอาจารย์ที่ตั้งใจปฏิบัติ ถ่ายทอดหนทางให้ศิษย์ นับถอยไปจนถึง บรมครู — พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แล้วข้าพเจ้าก็น้ำตาเอ่อ รู้สึกซาบซึ้งจริง ๆ ที่บรรพบุรุษในอดีตทุกท่าน ทุ่มเทชีวิตในการฝึกฝนตนเอง ถ่ายทอดหนทางจากรุ่นสู่รุ่น ความเพียรและความกรุณาของท่านล้นอยู่ในหัวใจของข้าพเจ้า

ความเชื่อมโยงกับพระรัตนตรัยอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ทำให้พลังศรัทธาของข้าพเจ้าเข้มแข็งขึ้น ความเพียรมุ่งมั่นในการฝึกฝนปฏิบัติตนก็ตามมา (แต่ก็นับว่ายังอ่อน) เพราะมีครูเป็นต้นแบบ และข้าพเจ้าสนใจที่จะรู้จักครูของข้าพเจ้าให้มากขึ้น ซึ่งการรู้จักครูมากขึ้นไม่ใช่จากการศึกษา อ่านหนังสือ แต่เป็นการฝึกฝนตนเอง หลอมรวมตัวเองเป็นหนึ่งเดียวกับครูให้ได้

น่าสนใจอีกด้วยว่า ความศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่างหนักแน่นทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคง อบอุ่นในชีวิตอย่างยิ่ง และข้าพเจ้ายังแอบเชื่อและรู้สึกลึก ๆ ด้วยว่า ในยามที่วาระสุดท้ายมาถึง และไม่ว่าจะอีกกี่ภพชาติ ข้าพเจ้าจะอยู่ในความดูแลของพระรัตนตรัยเสมอ

การมีครูอยู่ในใจเป็นหลักยึดเหนี่ยวที่ดียิ่ง

ในยามที่ข้าพเจ้าท้อแท้ หรือไม่แน่ใจว่าควรเดินต่อไปอย่างไร ควรทำอะไร ข้าพเจ้าจะนึกถึง พระพุทธองค์และถามว่า ในสถานการณ์ที่ข้าพเจ้าเผชิญอยู่นั้น เป็นท่าน ท่านจะทำอย่างไร What would Buddha do?

ใช้คำถามเล็กน้อย บวกกับจินตนาการ ข้าพเจ้าเดินตามครูได้ อย่างน้อยก็ทำให้ทุกข์ที่รับอยู่พอทนได้

นี่คือ ปาฏิหาริย์แห่งศรัทธา การระลึกและไหว้ครูทุก ๆ วัน … หัวใจข้าพเจ้าอบอุ่น มีแรง เพราะเราเป็นศิษย์มีครู

Advertisements

พรวิเศษจากเพื่อนรัก

ความกลัดกลุ้มเกาะกุมหัวใจเหมือนเมฆฝนที่แขวนลอยบนน่านฟ้าเชียงใหม่ทั้งวัน

ฉันอยากจะหาตัวช่วยฟังความทุกข์และหวังว่าเพื่อนจะช่วยเปิดมุมอื่น ๆ ที่ฉันมองไม่เห็น

ใบหน้าของเพื่อนรักคนหนึ่งก็ลอยเข้ามาในห้วงความคิด

ฉันกดโทรศัทพ์ทันที และเพียงหนึ่งเสียงเรียกสาย ฉันก็ได้ยินเสียงปลายทาง “ฮัลโหล”

ความตั้งใจเดิมที่จะพรั่งพรูความทุกข์ให้เพื่อนฟังหยุดลง น้ำเสียงต่ำและเนือย ๆ ของเพื่อนทำให้หัวใจของฉันสะดุด “เป็นไง น้ำเสียงดูไม่ดีเลย”

“แหม ก็แกโทรมาตอนเย็น ทำงานมาทั้งวัน ชั้นก็เหนื่อยล้าแล้ว” เพื่อนตอบ

“ก็จริง แต่น้ำเสียงแกไม่ดีเลย” ฉันย้ำคำเดิม

ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อจากนั้น เราคุยกัน โดยที่ฉันเป็นฝ่ายฟัง … ฟังเพื่อนระบายความทุกข์ในที่ทำงาน งานหนัก และงานที่ต้องสัมพันธ์กับคนมากมายก็ทำให้เพื่อนเหนื่อยล้าหัวใจเหลือเกิน  

“วันนี้ แกซวยหน่อยนะ โทรมาตอนที่ฉันเหนื่อยสุดตีนแล้ว แกไม่น่าต้องมาฟังเรื่องอะไรแบบนี้เลย” เพื่อนไม่วายเป็นห่วงกัน “ไม่หรอก ฉันยินดีอย่างยิ่งที่จะฟังแก” และฉันหมายความอย่างนั้นจริง ๆ

เพื่อนคงไม่รู้หรอกว่า การรับฟังความทุกข์ของเพื่อนทำให้ฉันมีความสุข … สุขที่ทำหน้าที่ของเพื่อน สุขที่ได้แสดงความรักที่มีต่อเพื่อน และท้ายที่สุด สุขเพราะความทุกข์ที่มีแต่แรกในใจของฉันจางคลายไป

ไม่ใช่เพราะความทุกข์ของเพื่อนใหญ่หรือหนักหนากว่า แต่เพราะว่าในห้วงเวลาที่เรามีโอกาสแสดงความรู้สึกรัก หัวใจไม่เปิดพื้นที่ให้กับความเศร้าหรือความกลัดกลุ้ม

บางตอนที่เราคุยกัน (นินทา) เรื่องของคนอื่นในอดีตที่ขำ ๆ ทำให้เราระเบิดหัวเราะออกมา แล้วเพื่อนบอกว่า “ขอบใจนะ ทั้งวันมานี้ เพิ่งหัวเราะได้ตอนนี้เอง” หัวใจฉันยิ้มแต่ก็ตื้อชา เพื่อนไม่ได้หัวเราะหรือเป็นสุขบ้างหรือในวันนี้ ฉันดีใจที่มีส่วนช่วยให้เราหัวเราะกัน และดีใจที่ไม่ได้ทับถมเพื่อนด้วยความทุกข์ของตัวเอง

ฉันรู้ว่าไม่อาจช่วยหยิบความทุกข์ออกจากชีวิตเพื่อนได้ และเพื่อนคงยังต้องเผชิญความทุกข์และก้าวข้ามอุปสรรคต่าง ๆ นานานั้นต่อไปด้วยตัวเองเป็นหลัก

แต่ฉันรักเธอ…เพื่อนเอ๋ย ฉันยินดีรับฟัง ให้เวลา นั่งนิ่งๆ เป็นเพื่อน ให้เธอตกผลึกความคิด ตกตะกอนในใจ

ฉันวางทุกอย่างที่ต้องทำ อาหารเย็น โทรศัพท์ที่เรียกสายเข้ามา เพื่อให้เวลาทั้งหมดกับเธอ ฉันไม่สนว่าจะนานเท่าไร ฉันฟังเธอได้ตราบนานเท่านานจนเธอจะพอใจ สบายใจ

บางขณะที่ฟังเพื่อน น้ำตาของฉันเอ่อ ฉันไม่อยากให้เธอเป็นทุกข์เลย   

“อย่าลืมกินข้าวด้วยนะ” ฉันบอกเพื่อน เพราะความทรงจำเก่า ๆ เตือนว่า เวลาเครียด เพื่อนมักกินอาหารไม่ลง หรือกินน้อยมาก และร่างกายที่แสนแบบบางอาจจะแบนราบลงไปอีก หนำซ้ำเพื่อนยังจะดื่มเบียร์เหล้า สูบบุหรี่ ที่ทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักขึ้นในภาวะนี้ “ดูแลร่างกายหน่อยนะเพื่อน”

ระหว่างที่เราคุยกัน ใช่ฉันจะได้ยินแต่เสียงความทุกข์ ความเครียด และความโกรธ แต่สิ่งที่ฉันได้ยินจากปากเพื่อนที่มักบอกว่าตัวเองไกลจากศาสนา คือ การเรียนรู้จากความทุกข์ของตน การคิดใคร่ครวญถึงเรื่องราวที่ผ่านมา และท้ายที่สุด ฉันสัมผัสถึง ประกายแสงแห่งปัญญาและการเปลี่ยนแปลงในใจเพื่อน

“ฉันทำงานอย่างนี้ไปเพื่ออะไร” เพื่อนถามตัวเอง

“ฉันทำงานนี้เพราะมีค่าตอบแทนสูงเป็นแรงจูงใจ แต่ตอนนี้ มันไม่ใช่แล้ว เงินไม่มช่ประเด็นอีกต่อไป”

“ฉันต้องการอะไรในชีวิต ฉันอยากมีเวลานิ่ง ๆ ทบทวน คิดเรื่องนี้”

“ฉันมีความคิดตรรกะเยอะ มีเหตุผลในการทำงาน เหตุผลในการทำงานต่อไป ฉันไม่ได้ฟังเสียงของหัวใจเท่าไร เสียงขอหัวใจแผ่วเบามาก บางครั้งชั้นได้ยินเสียงนั้น แต่ไม่ฟัง แล้วเสียงสมองก็จะมากลบหมด ทำให้ฉันดำเนินชีวิตอย่างเดิม ๆ ต่อไป”

ฉันนึกอยู่เหมือนกัน ตอนที่เห็นคำถามประหลาด ๆ จากเพื่อนที่เขียนลง facebook ที่ว่า สมองหรือหัวใจที่สำคัญกว่ากัน matters ฉันจำได้ว่าแลกเปลี่ยนความเห็นกับเพื่อนด้วย ว่ามันขึ้นอยู่กับการใช้งาน บางเรื่องก็ใช้สมอง บางเรื่องก็ต้องใช้ใจ ประเด็นคงอยู่ที่เราต้องรู้ว่า สำหรับเรื่องไหน เวลาใด เราควรใช้สมอง หรือ หัวใจ

เพิ่งรู้วันนี้เองว่า คำถามสั้น ๆ ที่เพื่อนส่งลง facebook เสมอ ๆ นั้นคือปมคิดของเพื่อน ที่สะท้อนมาจากใจที่กำลังบ่มเพาะพุทธิปัญญา

คำถามหลายคำถามที่เพื่อนตั้ง เป็นปรัชญามาก ๆ และฉันเสียใจที่ไหวตัวไหวใจรู้ทันความทุกข์ของเพื่อนช้าไปสักนิด

กับคำถามที่เพื่อนมี และกับเวลาที่เพื่อนคิดว่าจะหาให้ตัวเองเพื่อทบทวน และนิ่งสงบใจ ฉันภูมิใจในเพื่อนมาก เพราะฉันรู้ว่า คำถามเหล่านี้จะพาเพื่อนไปหาคำตอบ … และฉันจะรอวันที่เพื่อนได้คำตอบให้กับหัวใจและชีวิต

ฉันเชื่อมั่นว่า เพื่อนจะเห็นทางออก ทางแห่งความสุขให้กับชีวิตของตนเอง ฉันเชื่อมั่นในตัวเพื่อนเสมอ —- เหมือนวันที่ฉันเชื่อมั่นตอนที่เธอเดินทางจากกรุงเทพมาทำงานที่เชียงใหม่

ตอนนี้ ฉันมองลงมาจากตึกโรงแรมเห็นสายน้ำปิง และฉันนึกถึงเธอ

ทุกครั้งที่ฉันมาเชียงใหม่ ฉันเห็นเราสองคนเสมอ เวลาผ่านไปนานแล้ว แต่ในความรู้สึกของฉันมันเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่วันนี้เอง

ฉันตามมาส่งเธอทำงานที่เชียงใหม่ หาที่พัก หาเฟอร์นิเจอร์เข้าหอพักของเธอด้วยกัน เราเช่ารถจี๊ปพวงมาลัยหนักมาก เธอรู้ไหมว่า ฉันเหงื่อตกทุกครั้งที่ต้องเข้าทางโค้ง เกียร์กระปุกฝืด ทำให้กล้ามแขนฉันขึ้นเวลาเปลี่ยนเกียร์ แต่เราสองคนก็ขับไปรอบคูเมืองเชียงใหม่ที่เราไม่รู้จัก เพื่อหาซื้อของต่าง ๆ ด้วยกัน เราสนุกกันมาก  

ฉันเศร้าใจและเป็นห่วงเพื่อนมากในยามที่เราจากกัน เพื่อนจะเหงาไหมนะ จะมีใครบังคับให้กินข้าวหรือเปล่า เธอจะมีเพื่อนในที่ทำงานใหม่หรือเปล่า

หลังจากนั้น เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่ฉันมาทำข่าวเสมอ ๆ ปีละหลาย ๆ ครั้ง ฉันจะได้มาอยู่เป็นเพื่อน เราทำอาหารกินกันในระเบียงแคบ ๆ ฟังเพลง อ่านหนังสือ เที่ยวดอย แอ่วเมือง ปรับทุกข์สู่กันฟัง โดยมากของเธอเป็นเรื่องงาน ส่วนของฉันเป็นเรื่องความรักน้ำเน่า

จากเชียงใหม่ เราก็บินไปเรียนหนังสือด้วยกันที่อังกฤษ เราเยี่ยมเยียนกันเสมอ ระหว่าง ลอนดอนกับวอร์วิค เธอมาหาฉัน ฉันไปหาเธอ … แม้ว่าชีวิตของเราจะลุ่ม ๆ ดอน ๆ การงาน การเรียนที่ทรหด หนักหนา ปัญหาเพื่อน ความรัก เราแบ่งปันกันเสมอ และนั่นอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เรารอดมาได้ทั้งสองคน

ฉันมีความสุขมากที่มีเธอเป็นเพื่อน

ฉันอยากให้เธอพบตาน้ำแห่งความสุขของเธอ และมีความสุขกับสิ่งนั้นทุก ๆ วัน

การคิดถึง “เรา” ทำให้ฉันเห็นความรักและมิตรภาพที่เหนียวแน่นระหว่างเรา นี่เป็นพรอันวิเศษของฉัน และฉันเยาะตัวเองที่มัวเศร้ากับสิ่งที่เวียนมาให้ทุกข์

บางทีคนเรา เวลาเป็นทุกข์ เราลืมมองเห็นความสุขที่มีอยู่ มัวแต่โหยหาสิ่งที่ไม่มี และไม่รู้คุณค่าหรือนึกถึงคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่หรือได้รับ… ช่างน่าเสียดาย

ขอบคุณเพื่อนที่ทำให้ฉันเห็นความสุข และคุณค่าภายในตนเองที่มีอยู่แล้ว  

ชีวิตไม่มีขาด “ทุน”

บทความนี้เคยได้ตีพิมพ์ลงในคอลัมน์ ชีวิตรื่นรมย์ หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์

ฟังเรื่องราวของทุนในชีวิตได้จากรายการ สร้างจิตรู้สู่จิตรัก ออกอากาศวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2552

——————————————————————-

ชีวิตช่วงนี้ของดิฉันกำลังหมุนเวียนรอบ “โลกแห่งทุน”

ดิฉันมักได้ยินเรื่องราว คำรำพึงรำพันเรื่องนี้จากหลายคน ซึ่งบ่อยครั้งก็สะท้อนออกมาในเนื้อข่าว เช่น จะทำอะไรก็ต้องเริ่มต้นที่ทุน ?

คนที่อยากทำโครงการดีๆบ่นว่า หาผู้สนับสนุนไม่ได้หรือไม่มีแหล่งเงินทุนสนับสนุนที่จะทำให้ความคิดสร้างสรรค์หรือความคิดดีๆ เพื่อสังคมเกิดขึ้น แล้วก็มักลงเอยด้วยการนั่งทับโครงการดีๆ รอคอยให้ทุนมาหล่นทับเอง

หากจำกันได้ เคยมีข่าวเรื่องการจะซ่อมแซมโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งคนใจบุญหัวแหลมได้ความคิดที่จะสร้างพระเครื่องเพื่อระดมทุน แต่พอไม่มีเงินเข้ามา ผลกระทบจึงตกมาที่นักเรียนและโรงเรียนที่จำต้องเฝ้ารออย่างไร้จุดหมาย ข่าวนี้ชวนให้ดิฉันสงสัยว่า ฤาจะมี “ทุน” ในลักษณะอื่นอีกไหมที่พอจะช่วยเหลือโรงเรียนแห่งนี้ได้

ที่จริง หากเรามองเห็นทุนเพียงมิติของเงินตรา ทรัพย์สินและสิ่งของ บ้านและที่ดิน เรื่อยไปจนถึงจำนวนหุ้นที่ตีมูลค่าเป็นราคาและค่าเงินได้ ชีวิตของเรานี้ดูช่างขาดแคลนนัก

คนเบี้ยน้อยอย่างดิฉันจึงต้องดิ้นรนแสวงหาความหมายของ “ทุน” ในมิติอื่นๆ เพื่อสร้างความรู้สึกว่าชีวิตมี “สภาพคล่อง” ขึ้นมาบ้าง

เรามี “ทุน” อะไรบ้างในชีวิต?

(1)

ทุนแรกที่นึกถึงคือ ทุนทางกาย เราทุกคนมีทุนประเดิมนี้ในการตั้งต้นชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น และหากเรายังคงหายใจอยู่เราก็สามารถใช้ทุนนี้ในการดำเนินชีวิต ทำงาน และสร้างทุนอื่นๆ ให้แก่ตัวเองได้เสมอ

ผู้ที่มีรูปเป็นทรัพย์ย่อมตระหนักถึงทุนนัยยะนี้เป็นอย่างดี

ผู้ที่มีรูปร่างหน้าตาที่ยุคสมัยให้คุณค่าว่าสวยงาม เขาและเธอเหล่านี้ใช้รูปกายเป็นต้นทุนในการแสวงหาทรัพย์สิน ความร่ำรวย และชื่อเสียง ซึ่งความงามเพียงร่างกายนี้มีวันหมดอายุตามสภาพการใช้งานและวัย

เราจึงเห็นดาราจำนวนหนึ่งยอมเสียเงิน ทรมานร่างกายเพื่อประคองความงามนี้ให้ยาวนานที่สุด

แรงกายก็เป็นทุนที่หาทรัพย์ได้มากโดยเฉพาะในยุคนี้ที่การกีฬากลายเป็นเรื่องการค้า

นักกีฬาหลายคนเป็นเศรษฐี เช่น นักค้าแข้ง นักหวดลูกสักหลาด และนักมวย ในขณะที่แรงงานบางประเภท อย่างเช่นกรรมกรและชาวนา กลับไม่ได้รับการเพิ่มค่าเพิ่มราคา

แม้ดิฉันจะไม่มีรูปและแรงเป็นทรัพย์อย่างคนอื่นๆ แต่ดิฉันกลับพอใจที่เรายังมีกายที่แข็งแรง ซึ่งเพียงเท่านี้ ดิฉันรู้สึกว่าตนรวยมากแล้ว

ดิฉันไม่เคยลืมประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่ไปพบแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชน บิลค่ารักษาและค่ายาราว 1,000 บาท ได้ทำให้ไข้หวัดหมดฤทธิ์อย่างปาฏิหาริย์

สุภาษิตที่ว่า “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” ผุดขึ้นในใจ “นี่หากไม่เป็นหวัด ไม่ต้องไปหาหมอ เท่ากับว่าเรามีเงินอยู่ 1,000 บาท อยู่กับตัวทีเดียว”

ตั้งแต่นั้นมา ดิฉันตั้งใจว่าจะรักษาเงินในร่างกายไม่ให้รั่วไหลง่ายๆ อีกต่อไป

ดิฉันเคยได้ยินพระอาจารย์ท่านหนึ่งพูดด้วยว่า “การบำรุงหล่อเลี้ยงทุนทางร่างกายนับว่าเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่เพื่อบำรุงบำเรอตามอำนาจความอยาก แต่เป็นการดูแลอย่างสมควรของธรรมชาติเพื่อให้กายนี้ช่วยเราในการทำหน้าที่ความเป็นมนุษย์ได้เต็มที่และยาวนานที่สุดเพื่อประโยชน์ของสรรพชีวิตทั้งมวล”

(2)

ทุนอีกลักษณะที่เราทุกคนต่างมีคือทุนการศึกษา ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเงินส่งเสียค่าเรียนที่ได้รับจากใคร แต่เป็น ทุนความรู้ ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ ที่ช่วยให้เราแปรเปลี่ยนไปสร้างทุนทรัพย์อื่นๆ ได้ ดังสุภาษิตที่ว่า “มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน”

วิชาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความรู้ตามระบบการศึกษาที่มีใบประกาศเท่านั้น แต่รวมถึงความรู้ที่ได้จากการอ่าน การถ่ายทอดจากครู การทำงาน ประสบการณ์ตรงในชีวิต รวมทั้งความรู้จากการสังเกต ตลอดจนความรู้พื้นฐานที่ช่วยให้เรามีชีวิตรอดในแต่ละวัน เช่น การรู้วิธีการเดินข้ามถนนให้ปลอดภัย รู้วิธีการทำอาหาร รู้จักการดูแลตัวเอง รู้วิธีทำมาหากิน รู้วิธีสร้างและกระชับความสัมพันธ์กับผู้อื่น

สังคมปัจจุบันมักให้ความสำคัญกับความรู้และความคิดสร้างสรรค์ กระทั่งผลักให้คนจำนวนหนึ่งไล่ล่าใบประกาศทางการศึกษาเพื่อไต่บันไดแห่งความฝันทั้งทางการงานและการเงิน โดยปราศจากการถามตัวเองว่า เราสร้างสมทุนความรู้และความสามารถไปเพื่ออะไรกัน เพื่อตัวเองหรือผู้อื่น

เกี่ยวกับประเด็นนี้ ดิฉันยังนึกถึงความประทับใจในเรื่องราวของดร.อัมเบดการ์ (Dr.Bhimrao Ramji Ambedkar) ปราชญ์ผู้ได้รับการยกย่องบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญของอินเดีย

ท่านถือกำเนิดในชนชั้นจัณฑาลที่ยากจนและขาดโอกาสทางสังคมอย่างมาก ในสมัยนั้น (พ.ศ.2434 – 2499) เด็กจัณฑาลไม่มีโอกาสนั่งในชั้นเรียนเหมือนเด็กในวรรณะอื่น พาให้เด็กชายอัมเบดการ์ไม่มีทางเลือก จำต้องนั่งเรียนอยู่นอกห้อง และไม่ได้รับการเอาใจใส่จากครูผู้สอน

แต่เนื่องจากเด็กคนนี้ตั้งใจเรียนและผ่านการสอบสำคัญๆ ต่อมาจึงมีผู้แนะนำให้เปลี่ยนนามสกุลและได้รับการส่งเสียให้เรียนต่อ ซึ่งที่สุด นับว่า ดร.อัมเบดการ์ คือจัณฑาลคนแรกที่ได้รับการศึกษาสูงที่สุดในช่วงเวลานั้น

ท่านได้รับใช้ชาวอินเดียหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการร่างกฎหมาย การรื้อฟื้นพุทธศาสนาในอินเดีย รวมทั้งการต่อสู้เรียกร้องสิทธิให้แก่คนในวรรณะจัณฑาล

ความรู้ของท่านจึงเป็นปัญญาที่มีประโยชน์และมากความหมายต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อทุนชีวิตของชาวอินเดียอีกหลายล้านคน โดยเฉพาะผู้คนจากวรรณะดังกล่าว

(3)

ทุนสำคัญอีกอย่าง คือ ทุนทางความสัมพันธ์ จากครอบครัว เพื่อนฝูง และชุมชน

สำหรับเด็ก ครอบครัวและพ่อแม่คือแหล่งทุนสำคัญของพวกเขาทั้งทางกาย ใจ ความคิด และการเงิน ทุกวันนี้ คนทำงานจำนวนไม่น้อยยังพึ่งแหล่งทุนลักษณะนี้อยู่

คนรวยเพื่อน (ดี) นั้น ก็ถือได้ว่าเป็นบุญเช่นกัน เพราะเพื่อนที่ดีย่อมจุนเจือเราได้สารพัด ในยามมีปัญหาการงาน ขัดสนทางการเงิน ปัญหาหัวใจ แม้กระทั่งยามเจ็บป่วยหรือใกล้จะจากไป

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวบั่นปลายชีวิตของ “สุภาพร พงศ์พฤกษ์” ขณะป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย

เรื่องของเธอคือแรงบันดาลใจให้แก่ชีวิตของดิฉัน

เธอไม่จำเป็นต้องจ้างพยาบาลพิเศษมาคอยดูแล เพราะเธอมีเพื่อนๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาให้กำลังใจ เล่นดนตรีและอ่านหนังสือให้ฟัง รวมทั้งทำความสะอาดและปรุงอาหารให้เธอ

สุภาพรไม่ได้ป่วยโดยลำพัง แม้ยามหมดลมหายใจ เพื่อนๆ ก็ยังล้อมวงสวดมนต์และนั่งสมาธิเพื่อให้เธอจากไปอย่างสงบ

อย่างไรก็ตาม การที่เราจะได้รับทุนรอนประเภทนี้ เราก็ต้องลงทุนด้วย นั่นคือ การลงทุนด้วยเวลาและหัวใจ

จิตใจที่ซื่อตรง ความจริงใจที่ปรากฏ และมิตรภาพอันประเสริฐเท่านั้นที่จะหยั่งรากและผลิบาน

ประเทศชาติและธรรมชาติก็เป็นทุนในการดำรงชีวิตของเราเช่นกัน

ลองคิดดูว่า หากเราอยู่ในประเทศที่มีสงครามกลางเมือง ทรัพยากรขาดแคลน เราคงไม่รู้สึกผ่อนคลาย ด้วยต้องกระเสือกกระสนหาหนทางเอาชีวิตรอด มิพักต้องเอยถึงการสร้างสรรค์ความงามใดๆ ในชีวิต

(4)

สำหรับดิฉัน ทุนสำคัญที่สุดคือ ทุนทางจิตวิญญาณ มโนสำนึก และคุณธรรม เพราะเป็นต้นทุนที่ประคับประคองชีวิตสู่ความสมบูรณ์ เต็มเปี่ยมด้วยความหมาย ต่อยอดสู่ทุนทางปัญญา ความสัมพันธ์ และสังคมได้

ชีวิตที่ขาดทุนประเภทนี้ ทำให้เราทุกข์ง่ายและนาน ทั้งยังอาจก่อทุกข์ให้แก่ผู้อื่นได้ด้วย

ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่อุดมด้วยทุนทางจิตวิญญาณ แม้จะพร่องทุนทางการเงิน ชีวิตก็จะกลับเต็ม

ดังตัวอย่างท่านคานธี ชายร่างเล็กสวมผ้าทอผืนเดียว พักอาศัยอย่างสมถะในบ้านหลังเล็กๆ ไร้ทรัพย์สมบัติใดๆ แต่กลับทรงอิทธิพลทางปัญญาและความศรัทธาในอหิงสา เป็นสัจจะแห่งชีวิต ย่อมไม่มีผู้ใดปฏิเสธ

ดิฉันเห็นตนเองมีทุนชีวิตอยู่มากโขแล้ว ท่านล่ะ มีทุนอะไรบ้างในชีวิต จะใช้ทุนเหล่านั้นอย่างไรและใช้เพื่ออะไร โปรดเล่าสู่กันฟัง…

ชีวิตทาส

อิสรภาพดำรงอยู่ในลมหายใจ ฉันสูดอิสรภาพเข้าเต็มปอด .. ยิ้ม… เป็นสุข

อิสรภาพดำรงอยู่ในสองมือ ฉันหยิบจับ ทำการงานต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ มีความสุข

อิสรภาพดำรงอยู่ในเท้าทั้งสอง ที่พาฉันเดินทางไปตามที่ใจปราถนา

อิสรภาพดำรงอยู่ในความคิด ฉันคิด ๆๆๆๆ ทั้งวัน

ความคิดเดินทางย้อนไปในอดีต ท่องไปในอนาคต ความคิดเดินทางไปสถานที่ต่าง ๆ ไปหาเพื่อนที่ทำงาน ที่บ้าน ไปทั่วประเทศ ความคิดไม่อาศัยวีซ่าหรือตั๋วบินไปต่างประเทศ บางทีความคิดก็หลุดออกนอกโลกไป

อิสรภาพดำรงอยู่ในความรู้สึก โอ้ … ความโกรธ ความรัก ความกลัว ความท้อแท้ พวกเธอช่างมีอิสรภาพที่จะแวะเวียน สิงสถิตในใจฉัน บังคับให้ออกไปก็ไม่ได้

ฉันรู้สึกมาตลอดว่า อิสรภาพดำรงในทุกที่ ทุกขณะ และฉันเป็นอิสระ

แต่ในวันนี้ ฉันพบว่า ฉันเป็นทาส

บางสิ่งบางอย่างทำให้อิสรภาพแหว่งวิ่น ลดทอน หรือเลือนหายไป

ไม่ใช่ระบอบเผด็จการ ไม่ใช่เงินไม่กี่บาทในกระเป๋าสตางค์ ไม่ใช่ภาวะสังคมและเศรษฐกิจ

แต่เป็นตัณหาและความอยากภายในใจของฉันเอง ที่จองจำใจให้ตกอยู่ภายใต้แรงกด แรงเหวี่ยงของความอยากนั้น

เมื่ออยากอะไร ก็ตกเป็นทาสของสิ่งนั้น เรื่องนั้น ถูกสิ่งนั้นปั่นหัว ชีวิตอลหม่าน ต้องแสวงหา ทำทุกทางเพื่อได้สิ่งที่ปรารถนา ไม่ได้สิ่งที่ปรารถนาก็เป็นทุกข์ ได้มาก็เป็นทาสต้องดูแลรักษา ..

………………….

อิสรภาพที่ขาดไป คือ อิสรภาพในใจ

เข้าใจเดี๋ยวนี้เองว่า ทำไมพระพุทธเจ้าทรงชี้ทางสู่อิสรภาพที่แท้

อิสรภาพในใจสำคัญอย่างไร เป็นสุขเพียงใดถ้าได้อิสรภาพนั้น