พรวิเศษจากเพื่อนรัก

ความกลัดกลุ้มเกาะกุมหัวใจเหมือนเมฆฝนที่แขวนลอยบนน่านฟ้าเชียงใหม่ทั้งวัน

ฉันอยากจะหาตัวช่วยฟังความทุกข์และหวังว่าเพื่อนจะช่วยเปิดมุมอื่น ๆ ที่ฉันมองไม่เห็น

ใบหน้าของเพื่อนรักคนหนึ่งก็ลอยเข้ามาในห้วงความคิด

ฉันกดโทรศัทพ์ทันที และเพียงหนึ่งเสียงเรียกสาย ฉันก็ได้ยินเสียงปลายทาง “ฮัลโหล”

ความตั้งใจเดิมที่จะพรั่งพรูความทุกข์ให้เพื่อนฟังหยุดลง น้ำเสียงต่ำและเนือย ๆ ของเพื่อนทำให้หัวใจของฉันสะดุด “เป็นไง น้ำเสียงดูไม่ดีเลย”

“แหม ก็แกโทรมาตอนเย็น ทำงานมาทั้งวัน ชั้นก็เหนื่อยล้าแล้ว” เพื่อนตอบ

“ก็จริง แต่น้ำเสียงแกไม่ดีเลย” ฉันย้ำคำเดิม

ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อจากนั้น เราคุยกัน โดยที่ฉันเป็นฝ่ายฟัง … ฟังเพื่อนระบายความทุกข์ในที่ทำงาน งานหนัก และงานที่ต้องสัมพันธ์กับคนมากมายก็ทำให้เพื่อนเหนื่อยล้าหัวใจเหลือเกิน  

“วันนี้ แกซวยหน่อยนะ โทรมาตอนที่ฉันเหนื่อยสุดตีนแล้ว แกไม่น่าต้องมาฟังเรื่องอะไรแบบนี้เลย” เพื่อนไม่วายเป็นห่วงกัน “ไม่หรอก ฉันยินดีอย่างยิ่งที่จะฟังแก” และฉันหมายความอย่างนั้นจริง ๆ

เพื่อนคงไม่รู้หรอกว่า การรับฟังความทุกข์ของเพื่อนทำให้ฉันมีความสุข … สุขที่ทำหน้าที่ของเพื่อน สุขที่ได้แสดงความรักที่มีต่อเพื่อน และท้ายที่สุด สุขเพราะความทุกข์ที่มีแต่แรกในใจของฉันจางคลายไป

ไม่ใช่เพราะความทุกข์ของเพื่อนใหญ่หรือหนักหนากว่า แต่เพราะว่าในห้วงเวลาที่เรามีโอกาสแสดงความรู้สึกรัก หัวใจไม่เปิดพื้นที่ให้กับความเศร้าหรือความกลัดกลุ้ม

บางตอนที่เราคุยกัน (นินทา) เรื่องของคนอื่นในอดีตที่ขำ ๆ ทำให้เราระเบิดหัวเราะออกมา แล้วเพื่อนบอกว่า “ขอบใจนะ ทั้งวันมานี้ เพิ่งหัวเราะได้ตอนนี้เอง” หัวใจฉันยิ้มแต่ก็ตื้อชา เพื่อนไม่ได้หัวเราะหรือเป็นสุขบ้างหรือในวันนี้ ฉันดีใจที่มีส่วนช่วยให้เราหัวเราะกัน และดีใจที่ไม่ได้ทับถมเพื่อนด้วยความทุกข์ของตัวเอง

ฉันรู้ว่าไม่อาจช่วยหยิบความทุกข์ออกจากชีวิตเพื่อนได้ และเพื่อนคงยังต้องเผชิญความทุกข์และก้าวข้ามอุปสรรคต่าง ๆ นานานั้นต่อไปด้วยตัวเองเป็นหลัก

แต่ฉันรักเธอ…เพื่อนเอ๋ย ฉันยินดีรับฟัง ให้เวลา นั่งนิ่งๆ เป็นเพื่อน ให้เธอตกผลึกความคิด ตกตะกอนในใจ

ฉันวางทุกอย่างที่ต้องทำ อาหารเย็น โทรศัพท์ที่เรียกสายเข้ามา เพื่อให้เวลาทั้งหมดกับเธอ ฉันไม่สนว่าจะนานเท่าไร ฉันฟังเธอได้ตราบนานเท่านานจนเธอจะพอใจ สบายใจ

บางขณะที่ฟังเพื่อน น้ำตาของฉันเอ่อ ฉันไม่อยากให้เธอเป็นทุกข์เลย   

“อย่าลืมกินข้าวด้วยนะ” ฉันบอกเพื่อน เพราะความทรงจำเก่า ๆ เตือนว่า เวลาเครียด เพื่อนมักกินอาหารไม่ลง หรือกินน้อยมาก และร่างกายที่แสนแบบบางอาจจะแบนราบลงไปอีก หนำซ้ำเพื่อนยังจะดื่มเบียร์เหล้า สูบบุหรี่ ที่ทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักขึ้นในภาวะนี้ “ดูแลร่างกายหน่อยนะเพื่อน”

ระหว่างที่เราคุยกัน ใช่ฉันจะได้ยินแต่เสียงความทุกข์ ความเครียด และความโกรธ แต่สิ่งที่ฉันได้ยินจากปากเพื่อนที่มักบอกว่าตัวเองไกลจากศาสนา คือ การเรียนรู้จากความทุกข์ของตน การคิดใคร่ครวญถึงเรื่องราวที่ผ่านมา และท้ายที่สุด ฉันสัมผัสถึง ประกายแสงแห่งปัญญาและการเปลี่ยนแปลงในใจเพื่อน

“ฉันทำงานอย่างนี้ไปเพื่ออะไร” เพื่อนถามตัวเอง

“ฉันทำงานนี้เพราะมีค่าตอบแทนสูงเป็นแรงจูงใจ แต่ตอนนี้ มันไม่ใช่แล้ว เงินไม่มช่ประเด็นอีกต่อไป”

“ฉันต้องการอะไรในชีวิต ฉันอยากมีเวลานิ่ง ๆ ทบทวน คิดเรื่องนี้”

“ฉันมีความคิดตรรกะเยอะ มีเหตุผลในการทำงาน เหตุผลในการทำงานต่อไป ฉันไม่ได้ฟังเสียงของหัวใจเท่าไร เสียงขอหัวใจแผ่วเบามาก บางครั้งชั้นได้ยินเสียงนั้น แต่ไม่ฟัง แล้วเสียงสมองก็จะมากลบหมด ทำให้ฉันดำเนินชีวิตอย่างเดิม ๆ ต่อไป”

ฉันนึกอยู่เหมือนกัน ตอนที่เห็นคำถามประหลาด ๆ จากเพื่อนที่เขียนลง facebook ที่ว่า สมองหรือหัวใจที่สำคัญกว่ากัน matters ฉันจำได้ว่าแลกเปลี่ยนความเห็นกับเพื่อนด้วย ว่ามันขึ้นอยู่กับการใช้งาน บางเรื่องก็ใช้สมอง บางเรื่องก็ต้องใช้ใจ ประเด็นคงอยู่ที่เราต้องรู้ว่า สำหรับเรื่องไหน เวลาใด เราควรใช้สมอง หรือ หัวใจ

เพิ่งรู้วันนี้เองว่า คำถามสั้น ๆ ที่เพื่อนส่งลง facebook เสมอ ๆ นั้นคือปมคิดของเพื่อน ที่สะท้อนมาจากใจที่กำลังบ่มเพาะพุทธิปัญญา

คำถามหลายคำถามที่เพื่อนตั้ง เป็นปรัชญามาก ๆ และฉันเสียใจที่ไหวตัวไหวใจรู้ทันความทุกข์ของเพื่อนช้าไปสักนิด

กับคำถามที่เพื่อนมี และกับเวลาที่เพื่อนคิดว่าจะหาให้ตัวเองเพื่อทบทวน และนิ่งสงบใจ ฉันภูมิใจในเพื่อนมาก เพราะฉันรู้ว่า คำถามเหล่านี้จะพาเพื่อนไปหาคำตอบ … และฉันจะรอวันที่เพื่อนได้คำตอบให้กับหัวใจและชีวิต

ฉันเชื่อมั่นว่า เพื่อนจะเห็นทางออก ทางแห่งความสุขให้กับชีวิตของตนเอง ฉันเชื่อมั่นในตัวเพื่อนเสมอ —- เหมือนวันที่ฉันเชื่อมั่นตอนที่เธอเดินทางจากกรุงเทพมาทำงานที่เชียงใหม่

ตอนนี้ ฉันมองลงมาจากตึกโรงแรมเห็นสายน้ำปิง และฉันนึกถึงเธอ

ทุกครั้งที่ฉันมาเชียงใหม่ ฉันเห็นเราสองคนเสมอ เวลาผ่านไปนานแล้ว แต่ในความรู้สึกของฉันมันเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่วันนี้เอง

ฉันตามมาส่งเธอทำงานที่เชียงใหม่ หาที่พัก หาเฟอร์นิเจอร์เข้าหอพักของเธอด้วยกัน เราเช่ารถจี๊ปพวงมาลัยหนักมาก เธอรู้ไหมว่า ฉันเหงื่อตกทุกครั้งที่ต้องเข้าทางโค้ง เกียร์กระปุกฝืด ทำให้กล้ามแขนฉันขึ้นเวลาเปลี่ยนเกียร์ แต่เราสองคนก็ขับไปรอบคูเมืองเชียงใหม่ที่เราไม่รู้จัก เพื่อหาซื้อของต่าง ๆ ด้วยกัน เราสนุกกันมาก  

ฉันเศร้าใจและเป็นห่วงเพื่อนมากในยามที่เราจากกัน เพื่อนจะเหงาไหมนะ จะมีใครบังคับให้กินข้าวหรือเปล่า เธอจะมีเพื่อนในที่ทำงานใหม่หรือเปล่า

หลังจากนั้น เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่ฉันมาทำข่าวเสมอ ๆ ปีละหลาย ๆ ครั้ง ฉันจะได้มาอยู่เป็นเพื่อน เราทำอาหารกินกันในระเบียงแคบ ๆ ฟังเพลง อ่านหนังสือ เที่ยวดอย แอ่วเมือง ปรับทุกข์สู่กันฟัง โดยมากของเธอเป็นเรื่องงาน ส่วนของฉันเป็นเรื่องความรักน้ำเน่า

จากเชียงใหม่ เราก็บินไปเรียนหนังสือด้วยกันที่อังกฤษ เราเยี่ยมเยียนกันเสมอ ระหว่าง ลอนดอนกับวอร์วิค เธอมาหาฉัน ฉันไปหาเธอ … แม้ว่าชีวิตของเราจะลุ่ม ๆ ดอน ๆ การงาน การเรียนที่ทรหด หนักหนา ปัญหาเพื่อน ความรัก เราแบ่งปันกันเสมอ และนั่นอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เรารอดมาได้ทั้งสองคน

ฉันมีความสุขมากที่มีเธอเป็นเพื่อน

ฉันอยากให้เธอพบตาน้ำแห่งความสุขของเธอ และมีความสุขกับสิ่งนั้นทุก ๆ วัน

การคิดถึง “เรา” ทำให้ฉันเห็นความรักและมิตรภาพที่เหนียวแน่นระหว่างเรา นี่เป็นพรอันวิเศษของฉัน และฉันเยาะตัวเองที่มัวเศร้ากับสิ่งที่เวียนมาให้ทุกข์

บางทีคนเรา เวลาเป็นทุกข์ เราลืมมองเห็นความสุขที่มีอยู่ มัวแต่โหยหาสิ่งที่ไม่มี และไม่รู้คุณค่าหรือนึกถึงคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่หรือได้รับ… ช่างน่าเสียดาย

ขอบคุณเพื่อนที่ทำให้ฉันเห็นความสุข และคุณค่าภายในตนเองที่มีอยู่แล้ว  

Advertisements

2 responses to “พรวิเศษจากเพื่อนรัก

  1. ในห้วงเวลาที่เรามีโอกาสแสดงความรู้สึกรัก หัวใจไม่เปิดพื้นที่ให้กับความเศร้าหรือความกลัดกลุ้ม

    ชอบประโยคนี้ครับ

    ขอบคุณครับที่แบ่งปัน 🙂

  2. Ou,
    I couldn’t sleep last night. i woke up today with a tired heart. on the way to work, i told koi that i had no energy left to continue this job. when i got out of the car, i walked to starbucks, buying a cup of coffee and came out to sit in front of the building. smoking and drinking coffee quietly by msyelf were what i wanted to do the most when i arrived. i had been sitting there for half an hour before deciding to come up to my office. while riding the lift together with a lot of other staff, i told myself ‘i wish the clock would move faster so that i could go back home’. i got out of the lift and walked to my desk. slowly, i turned on my computer and there i saw your email. of more than a hundred mails (yes, i got this load of email everyday), i skipped all of them and chose to read yours first. i knew it would help me feel better… and it did. i had tears in my eyes when i read the first two paragraphs. thank you so much for always being there for me. i really mean it. although i have been working with and sitting among a lot of people, i hardly have anyone i can trust now. sometimes i feel so lonely and exhausted. i promise that i will listen to my inner voice more…i think subconciously i know what i am meant to be or do. it’s just the fear of uncertainties that holds me back from moving out of this box. one day, i hope i will be strong enough to believe in myself and dare to take more risks. thank you very very much again, friend.
    love u
    pued

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s