ย้อนรอยความเชื่อ

เด็กประถมชั้นปีที่สามคนหนึ่งโดนไล่ให้ออกไปสำนึกผิดข้างนอกห้องเรียน โทษฐานที่ไม่ได้ทำการบ้าน เธอนั่งเงียบ ๆ อยู่บริเวณลานเข้าแถว ครูใหญ่เดินผ่านมาเห็นเข้า เธอจึงถูกลงโทษด้วยฐานหนีเรียน เด็กน้อยถูกหวดด้วยไม้เรียวด้ามยาวใหญ่อย่างแรงจนน้ำตาไหลอาบแก้ม เธอมองงรูปปั้นพระแม่มารีและพระคริสต์ พรางเอ่ยในใจว่า “ขอพระองค์ได้โปรดยกโทษให้คุณครูด้วยนะคะ

เด็กมัธยมปลายคนหนึ่งต้องการได้ทุนเรียนต่อต่างประเทศ ในวันที่เธอเดินทางไปสอบ เธอเดินผ่านรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งบริเวณสี่แยกกลางกรุงเทพ ความอยากที่จะไปศึกษาต่อในต่างประเทศชวนให้เธอ “ร้องขอ” เทวรูปให้ดลบันดาลสิ่งที่เธอปรารถนา แต่อีกเสียงหนึ่งไล่หลังมา “พระพุทธเจ้าสอนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นตามกรรม และเหตุปัจจัย เราจะได้รับในสิ่งที่สมควรแก่เรา” เธอยืนลังเลใจอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะพนมมือขึ้นไหว้เทพเจ้าแห่งความเมตตา พร้อมทั้งกล่าวในใจว่า “ขอให้หนูได้รับในสิ่งที่ทำมาก็แล้วกันคะ

ในเวลาแห่งความเจ็บปวด และในยามที่สับสนระหว่างความปรารถนาภายในและความเป็นจริงตามธรรมชาติ เราเลือกคิดและทำอย่างไร เด็กทั้งสองคนนี้ตัดสินใจเดินตามสิ่งที่เธอเชื่อ นั่นคือ การให้อภัยกับผู้ที่ทำให้ตนเจ็บปวดแบบพระคริสต์ และการเชื่อในกฎแห่งการกระทำตามคำสอนของพระพุทธองค์

ความเชื่อของเด็กสองคนนี้ไม่เป็นเพียงคำพูดสวย ๆ ดูดี มีหลักการ หรือคุณธรรม ที่พูดบอก แล้วทำให้ผู้นั้นน่านับถือ แต่ความเชื่อของเธอทั้งสองเป็นวิถีแห่งจิตที่นำทางวิถีแห่งการกระทำและพฤติกรรม พูดง่าย ๆ คือ เรา “เป็น อยู่ คือ และทำ” ดั่งสิ่งที่เราเชื่อและศรัทธา

เราเชื่อและศรัทธาในเรื่องใด และความเชื่ออยู่ในเนื้อในตัวเราจริงหรือไม่ เราอาจร่ายความเชื่อดี ๆ ออกมาได้มากมาย เช่น เราเชื่อในความยุติธรรม ความเสมอภาค ความเท่าเทียม ความรักความกรุณา คุณความดีและศักยภาพของมนุษย์ ประชาธิปไตย กฎแห่งกรรม ฯลฯ

แต่เราเป็น อยู่ คือ และทำในสิ่งที่เชื่อหรือเปล่า ความเชื่อของเราหนักแน่เป็นศรัทธาหรือไม่

ชาวพุทธที่เชื่อและศรัทธากับ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” มีท่าทีในชีวิตอย่างไร เราจะท้อและเลิกทำความดีหรือไม่หากผลดี ๆ ยังไม่เกิด เราวางใจอย่างไรเมื่อเห็นคนที่ทำไม่ดีแต่ “ดูเหมือนจะได้ดี”

และหากเราเชื่อในความรักความกรุณา เราจะดูแลผู้ที่กระทำความผิดในสังคมอย่างไร การกระทำแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน มีได้หรือไม่

และหากชาวพุทธ เชื่อในพระรัตนตรัย เราจะตัดกรรมโดยพิธีกรรมที่ต้องเสียเงินแต่ไม่แปรเปลี่ยนพฤติกรรมหรือเปล่า

มาร์กาเร็ต เจ วีตเลย์ กล่าวไว้ในหนังสือ หันหน้าเข้าหากัน ว่า หากเราต้องการตรวจสอบความเชื่อของเรา ให้ดูที่ท่าที พฤติกรรมในชีวิต แล้วย้อนศรกลับไปถึงต้นตอ คือ ความเชื่อนั่นเอง

ดังนั้นถ้าต้องการรู้ว่า แท้จริงแล้วเราเชื่อเรื่องใด ให้เราลองสำรวจพฤติกรรมของเราในชีวิตประจำวัน และในยามวิกฤต ท่าทีที่ปรากฏจะสะท้อนให้เราเห็นความเชื่อภายในที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง

นับวัน ข้าพเจ้าเริ่มเห็นว่า การสังเกตพฤติกรรมของตัวเองเพื่อสืบสาวไปให้ถึงโลกทัศน์ความเชื่อภายในเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหลายครั้ง เรามักหลงคิดว่า เราเป็นเช่นสิ่งที่เราเชื่อและคิด

ครั้งหนึ่งในการอบรมองค์กรเรียนรู้ ข้าพเจ้านั่งสังเกตการสนทนาในวงคุยวงหนึ่งที่มีคนประมาณ 6 คน วิทยากรให้โจทย์ในการพูดคุยเรื่อง การพัฒนาการสื่อสารในองค์กร โดยให้เวลาในการคุยกันประมาณ 20 นาที และย้ำให้ทุกคนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ทั้งวัยวุฒิและตำแหน่งหน้าที่ในวงเริ่มการสนทนา “ผมเป็นคนที่รับฟังความเห็น เวลาประชุม ผมชอบที่จะฟังและให้โอกาสทุกคนได้พูดเสมอ ผมเชื่อว่าเราต้องฟังความเห็นของทุกคน คนทุกคนมีค่า มีความคิดที่ดี …. เรื่องสติเป็นเรื่องสำคัญมาก เราต้องรู้ตัวว่า พูดอะไร พูดอย่างไร แต่คนเรามักไม่เข้าใจหรือใส่ใจเรื่องการมีสติ ทำให้เกิดปัญหาไม่ฟังกัน ไม่เข้าใจกัน ตีความกันผิด ๆ เป็นปัญหามากในองค์กร …..”

ผู้ใหญ่ท่านนี้ครองพื้นที่การสนทนาไปคนเดียวประมาณ 15 นาที โดยที่ผู้น้อยอื่น ๆ อีก 5 คนในวงนั้นนั่งฟังตาปริบ ๆ บ่อยครั้ง ความคิดความเชื่อก็สวนทางกับความจริง

ข้าพเจ้าได้ยินคำสวย ๆ ในหลายองค์กรว่า เราเป็นธรรมาภิบาล และประชาธิปไตย แต่เมื่อที่ประชุมแลกเปลี่ยนพูดคุยเรียบร้อยแล้ว ได้ข้อสรุปแล้ว ประธานหรือผู้บริหารสูงสุดกลับล้มกระดานและบอกว่าตนเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้ายแต่ผู้เดียว ไหนเล่าคือการร่วมคิด ร่วมคุย ร่วมกันตัดสินใจ และความโปร่งใส?

เราทุกคนล้วนเชื่อและถือความเชื่อไว้หลายชุด บางครั้งถ้าลองมาชำแหละความเชื่อแต่ละชุดที่มี จะเห็นความเป็นสองและหลายมาตรฐานอยู่ในที

ผู้ที่เชื่อในความเสมอภาคอาจจะชอบใช้อภิสิทธิ์ในการเข้าทำงาน การเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐ หรือต้องการได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ ได้รับข้อยกเว้นในบางเรื่อง นี่คือความน่ากลัวของความคิดที่มักหลอกให้เราเข้าใจว่าเราเป็นเช่นความคิด และถ้าเราไม่รู้เท่าทันเล่ห์ลวงของความคิด เราก็จะหลงคิดว่าเราเป็นสิ่งที่เราเชื่อ ซึ่งหลายคนเชื่อว่า ตนเป็นคนยุติธรรม เป็นนักประชาธิปไตย เป็นคนภาวนา และเราก็เถียงกันบนความเชื่อที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์

ความเชื่อต้องผ่านการทดสอบและพิสูจน์ และในการพิสูจน์ความเชื่ออาศัยความเด็ดเดี่ยว กล้าหาญอย่างยิ่ง

แม่ชีเทเรซา เชื่อในวิถีของพระคริสต์ที่เสียสละและรักเพื่อนมนุษย์อย่างไม่มีเงื่อนไข ท่านพิสูจน์ความเชื่อท่านผ่านการกระทำที่เสียสละยิ่งตลอดชีวิต แม้ในยามทุกข์และท้อใจ ท่านก็ไม่ยอมละทิ้งความเชื่อนั้น

ท่านมหาตมะ คานธี สอนเรื่องอหิงสา และท่านทำให้เป็นตัวอย่างไม่ว่าจะถูกคุกคาม คุมขังหลายครั้งหลายครา ท่านไม่แสดงความรุนแรงออกมาเลย ไม่ว่าจะทางการกระทำ หรือ วาจา และท่านก็ชวนไม่ให้ใครกระทำการรุนแรงใด ๆ ด้วย ความเชื่อจะเป็นจริงต่อเมื่อนำมาปฏิบัติจนประจักษ์แจ้งในผล ว่าความเชื่อนั่นจริงหรือไม่ ได้ผลอย่างไร

ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าทำงานกับกลุ่มเด็กวัยรุ่น ที่ข้าพเจ้าไม่ใคร่รู้สึกประทับใจนัก เด็ก ๆ ไม่ตรงต่อเวลา ไม่มีระเบียบ ไม่ฟังวิทยากร เหล่านี้ทำให้ข้าพเจ้ามีทัศนคติทางลบกับเด็กกลุ่มนี้

และเมื่อข้าพเจ้าต้องเข้าไปนั่งคุยและร่วมเอื้ออำนวยกระบวนการพูดคุย ข้าพเจ้ารู้สึกหนักใจ เพราะรู้แก่ใจว่า ใจที่ปิดและทัศนคติในเชิงลบของตนเองจะเป็นอุปสรรคในการสื่อสารกับเด็กเหล่านี้

เสียงหนึ่งเข้ามาในใจ “เราเชื่อไหมว่า มนุษย์มีศักยภาพในการเรียนรู้ เชื่อไหมว่ามนุษย์มีเมล็ดพันธุ์ที่ดีงามอยู่ภายในตน” ข้าพเจ้าตอบเสียงภายใน “เชื่อสิ เราเชื่อเช่นนั้นเสมอ” “ถ้าเช่นนั้น พิสูจน์ให้เราเห็น” เสียงในใจท้าทาย

ข้าพเจ้านิ่งไปชั่วครู่ พยายามทำลายกำแพงใจออกมา มองเด็กเหล่านั้นอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง ข้าพเจ้าเห็นว่าเด็กเป็นผลผลิตของสังคม เด็กเป็นเช่นนี้ เพราะสังคมเป็นเช่นนั้น เห็นอย่างนั้นแล้ว ข้าพเจ้าเอ็นดูเด็ก ๆ ได้มากขึ้น

ข้าพเจ้าเข้าไปร่วมกระบวนการพูดคุยกับเด็ก ๆ ด้วยสายตาใหม่ หัวใจใสกว่าเดิม และสนทนากับพวกเขาอย่างมีความสุข ในเวลาที่เด็กไม่เข้าใจโจทย์ ข้าพเจ้าพยายามคิดหาวิธีการพูดเพื่อให้เขาเข้าใจ ไม่ว่าจะต้องอธิบายมากมายเพียงใด ข้าพเจ้าไม่รู้สึกเคือง

“ไม่มีเด็กที่เรียนไม่ได้ มีแต่ครูที่สอนไม่เป็น” คำพูดของอาจารย์ ระพี สาคริก ผุดเข้ามาสอนใจ “ไม่มีเด็กที่ไม่เข้าใจคำถาม มีแต่คนที่ถามไม่เป็น”

ดังนั้นข้าพเจ้าจึงพยายามทำให้เด็ก ๆ เข้าใจให้ได้ เมื่อเราคุยกันมากเข้า ข้าพเจ้าก็เริ่มเห็นแววความน่ารักของเด็ก พวกเขาดูอ่อนโยน น่ารัก และตั้งใจร่วมกิจกรรมมากขึ้น

เมื่อข้าพเจ้าเชื่อในศักยภาพมนุษย์ และลงมือทดลอง ข้าพเจ้าได้พบว่า “ความรัก เป็น พลังที่สร้างสรรค์ยิ่ง ความรักทำให้คนเปลี่ยนแปลง ความชังไม่อาจสร้างปาฏิหาริย์ได้”

ไม่สำคัญว่า ความเชื่อที่เราถือในใจจะยังห่างไกลกับความจริงที่เราเป็น ขอเพียงเรากล้าที่จะเห็นความปลิ้นปล้อนของความคิดและลงมือปฏิบัติทดลองความเชื่อของตนไปเรื่อย ๆ

การทดลองความเชื่อของตนเองทำให้ชีวิตสนุก ท้าทาย และมีชีวิตชีวา

ข้าพเจ้ารู้สึกว่าได้เดินทางค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ทั้งที่เกี่ยวกับตัวเอง ผู้อื่น และความจริงในธรรมชาติ

เมื่อได้ค้นพบก็ยิ่งสนุกและเกิดฉันทะ ความรัก ความขยันที่จะสืบค้นต่อไป ค้นพบตัวเอง และค้นพบความเชื่อของตนไปเรื่อยๆ ถือเป็นการวิจัยความเชื่อและทดลองชีวิต

Advertisements

จิตวิญญาณความเป็นไท

เร็ว ๆ นี้ได้มีโอกาสกลับไปดูภาพยนตร์เรื่อง Amistad ซึ่งกำกับโดย สตีเฟน สปิลเบิร์ก เมื่อกว่าหนึ่งทศวรรษที่แล้ว รู้สึกประหลาดใจว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอเมริกาในยุคก่อนสงครามกลางเมืองเมื่อราว ค.ศ. 1839 คล้ายคลึงกับไทยในยุคดิจิตอล 2008 ทีเดียว เรื่องราวชวนติดตาม และคำพูดเด็ด ๆ ของตัวละครในเรื่อง สะท้อนให้เห็นหลายประเด็นที่อาจนำมาใคร่ครวญและเรียนรู้ได้ กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา

Amistad พูดถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จิตวิญญาณของชาติ การเมืองและการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม บรรยากาศความขัดแย้งทางความคิดของคนในสังคมระหว่างคนเหนือกับคนใต้ของสหรัฐอเมริกา

ชนวนของเรื่องเริ่มจากเรือเดินสมุทรสัญชาติสเปนชื่อ La Amistad ซึ่งแปลว่า มิตรภาพไร้พรมแดน Friendships without borders

ชื่อเรือช่างเย้ยหยันความจริงที่เกิดขึ้นเสียเหลือเกิน เนื่องด้วยเรือลำนี้บรรทุกชาวแอฟริกันที่ถูกลักลอบจับมาเพื่อไปขายต่อนายทาส ระหว่างทางที่รอนแรมในทะเล ทาสหลายคนถูกเฆี่ยนตีจนตาย ทาสสาวถูกล่วงละเมิดทางเพศ และทาสกว่า 50 ชีวิตถูกทิ้งถ่วงน้ำเพื่อลดภาระน้ำหนักของเรือและเพื่อคลายภาวะอาหารขาดแคลานบนเรือ

คืนฝนตกวันหนึ่ง ทาส ชื่อ ซินเค ใช้นิ้วแคะเอาตะปูจากแผ่นไม้ของเรือออกมาและใช้ตะปูไขทำลายโซ่ตรวนที่ล่ามอิสรภาพเขาไว้ เขาและพวก ฆ่าลูกเรือคนขาวเกือบหมดลำ เหลือเพียงผู้ที่สามารถเดินเรือได้ เพื่อให้นำเขากับพวกกลับกาฬทวีป

แต่เรือกลับไปขึ้นฝั่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทาสทุกคนบนเรือถูกจับในข้อหาฆ่าคน (ขาว) และรัฐบาลภายใต้การนำของพระราชินียิสซาเบลที่ 2 ของสเปนเรียกร้องให้สหรัฐส่งเรือพร้อมสินค้าทั้งหมดกลับสเปน ซึ่งสินค้าที่ว่านี้ก็ คือ มนุษย์ที่เรียกว่าทาส

ในช่วงปี ค.ศ. 1839 หลายประเทศยังมองทาสเป็น มนุษย์ชั้นสอง ไม่มีสิทธิอะไรนอกจากเป็นสินค้า และแรงงาน

ประเทศอเมริกาก็เช่นกัน รัฐทางใต้ของอเมริกามีฐานทางเศรษฐกิจทางเกษตรกรรม คือ ไร่ฝ้ายขนาดใหญ่ซึ่ง “จำเป็นต้อง” ใช้แรงงานทาสจำนวนมาก ส่วนรัฐทางเหนือเป็นเมืองอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรเป็นหลัก

ทาสจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ที่แบ่งความคิดและวิถีชีวิตที่แตกต่างระหว่างฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ของอเมริกา

ดังนั้น ความรอดหรือความตายของคนที่ถูกทำให้เป็นทาส กลายเป็นเรื่องชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงมีความพยายามจากฝ่ายต่างๆ ที่จะทำให้ตนได้รับชัยชนะ บ้างอ้างความชอบธรรมจริยธรรม บ้างอ้างวิถีชีวิตตามครรลองของพื้นถิ่น บ้างอ้างศาสนาและไบเบิลที่ว่าแม้อดัมส์และอีฟยังมีศักดิ์ไม่เท่ากันเลย คือฝ่ายหญิงอยู่ในฐานะต่ำกว่า และบ้างก็อ้างว่าทำเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามกลางเมือง

ความพยายามที่ว่านี้ยังหมายถึงการพยายามจากฝ่ายการเมืองที่จะแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมโดยการเปลี่ยนตัวผู้พิพากษา ด้วยหวังว่าผู้พิพากษาหนุ่มผู้มีอนาคตอีกยาวไกลจะตัดสินคดีนี้โดยให้โทษแก่ชาวแอฟริกันในข้อหาฆ่าคนขาว และ/หรือส่งเรือสินค้าทาสนี้กลับสเปน

การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น ผู้พิพากษาหนุ่มเห็นความทุกข์ที่ทาสเหล่านี้เผชิญและตัดสินความให้ทาสได้รับอิสระ ส่วนผู้ค้าทาสถูกคุมขังรับโทษ

คำตัดสินนี้ทำให้การเมืองขั้วใต้ไม่พอใจอย่างยิ่ง และอุทธรณ์เรื่องนี้สู่ศาลสูงสุดของอเมริกา มี นักการเมือง วุฒิสมาชิก ทั้งฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ ผู้ที่กำลังรับสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และอดีตประธานาธิบดีเข้ามาเกี่ยวข้อง

อดีตประธานาธิบดีคนที่ 6 ของอเมริกา คือ นาย John Quincy Adams (ดำรงตำแหน่งปี 1825-1829) เข้ามาช่วยว่าความให้จำเลย ท่านเป็นลูกชายของอดีตประธานาธิบดีคนที่สองของสหรัฐอเมริกา John Adams ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในบิดาผู้วางรากฐานจิตวิญญาณของอเมริกันชน และมีส่วนร่วมในการเขียนคำประกาศอิสรภาพของอเมริกา Declaration of Independence เมื่อวันที่ 4 July ค.ศ. 1776 ร่วมกับ เบนจามิน แฟรงคลิน โรเบิร์ต ลิฟวิงสตัน โทมัส เจฟเฟอสัน และอีกกว่า 50 congressmen ที่ร่วมลงชื่อ

จอห์น ควินซี อดัมส์ ไม่เห็นด้วยกับการมีทาสอยู่แล้ว ท่านเคยให้ความเห็นว่า ประธานาธิบดีสามารถใช้อำนาจในการทำสงครามเพื่อหยุดยั้งการค้าและใช้แรงงานทาส (ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยอับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ผู้รับใช้ประเทศระหว่างปี 1861-1865)

ในภาพยนตร์ มีบทสนทนาสะกิดใจ กระตุกความคิดหลายตอน ซึ่งตอนที่จะยกมาคือ ตอนที่ท่านประธานาธิบดี อดัมส์พูดกับชายผิวดำชื่อ ซินเค

“เราจะไม่ได้ขึ้นศาลโดยลำพังหรอก” ซินเคพูด

อดีตประธานาธิบดีอดัมส์ ส่ายหัวพร้อมกล่าวว่า “ไม่หรอก เรามีสิทธิ และความถูกต้องอยู่ด้วยกับเรา”

“เปล่า ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น” ซินเคตอบ “ในยามวิกฤตคับขัน พวกเราชาวเมนเดจะเรียกหาวิญญาณเหล่าบรรพบุรุษให้มาช่วย ให้นำปัญญาญาณจากอดีตมากอบกู้สถานการณ์ในปัจจุบันอันมืดมน บรรพบุรุษต้องมาตามเสียงเรียกของผม เพราะว่า ในเวลาเช่นนี้ ผมคือเหตุผลทั้งหมดที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกท่านทั้งหลายเคยมีอยู่จริง”

คำพูดง่าย ๆ เช่นนี้ ทำให้อดัมส์เห็นทางที่จะพูดในศาลก่อนคำตัดสิน “ถ้าทาสเหล่านี้สมควรตาย เราจะทำอย่างไรกับเอกสารคำประกาศอิสรภาพของอเมริกาที่บรรพชนร่วมกันร่างขึ้น ที่ว่า “All men are created equal…”

“ข้อเสนอแนะของผม ก็คือ ฉีกมันทิ้งไปเสีย” อดัมส์กล่าว เพราะหากเราทำลายจิตวิญญาณของบรรพชนที่ให้กำเนิดประเทศนี้ไปแล้ว นั่นก็เท่ากับพวกท่านไม่เคยดำรงอยู่เลย จิตวิญญาณที่สร้างชาติและความเป็นอเมริกันนั้นได้ถูกทำลายและไม่มีอยู่จริง

คำประกาศอิสรภาพของบิดาผู้วางรากฐานจิตวิญญาณประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกามีเนื้อความน่าสนใจ โดยขอยกตัวอย่างที่ประทับใจมากตอนหนึ่ง คือ

” ทุกคนเกิดมา เท่าเทียมกัน ต่างได้รับสิทธิ บางอย่าง ที่จะโอนให้แก่กันมิได้ สิทธิเหล่านี้ ได้แก่ สิทธิในชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาความสุข และเพื่อที่จะให้ได้มา ซึ่งสิทธิดังกล่าวนี้ มนุษย์ จึงได้ตั้งรัฐบาลขึ้น และรัฐบาลนี้ ได้รับมอบอำนาจ จากความยินยอม ของผู้ที่อยู่ในปกครอง ของรัฐบาลนั้น

และเมื่อใด รูปการปกครองใด มุ่งทำลายหลักการสำคัญเหล่านี้แล้ว ประชาชน ก็มีสิทธิ ที่จะเปลี่ยนรัฐบาลนั้น หรือยุบเลิก รัฐบาลนั้นเสีย แล้วจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นแทน ซึ่งวางรากฐาน อยู่บนหลักการ และจัดระเบียบ การใช้อำนาจ ตามรูปดังกล่าวแล้ว เพื่อให้เกิดผล ในการพิทักษ์ ความปลอดภัย และความผาสุก ของประชาชน”

อ่านถึงตรงนี้แล้ว ย้อนกลับมามองสภาพบ้านเมืองของเรา เรื่องที่เราถกเถียงกันในปัจจุบัน คือ อะไร รูปแบบการปกครอง หรือ จิตวิญญาณที่เป็นหัวใจในการปกครองบ้านเมือง

จิตวิญญาณอเมริกาคือสิทธิ เสรีภาพของทุกคน ซึ่งไม่ว่ากฎหมาย กฎระเบียบ วิถีชีวิต แม้แต่รัฐบาล ก็จะทำลายหรือละเมิดมิได้

จิตวิญญาณไม่ใช่บุคคล ระบบ โครงสร้าง แม้แต่รูปแบบใดๆ ของสังคม ที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป จิตวิญญาณ เป็นความจริงสากลที่มนุษย์โดยทั่วไปน่าจะปรารถนาและปฏิบัติได้ร่วมกัน

ประเทศอังกฤษยึดหลักจารีต ประเพณี สามัญสำนึกแบบอังกฤษ ๆ (conscience)

ประเทศเยอรมนีตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยึดหลักศักดิ์ศรีความเท่าเทียมกันของมนุษย์

แล้วจิตวิญญาณของเมืองไทย สยามประเทศ คืออะไร?

เพื่อนที่อยู่ในแดนอีสานคนหนึ่งแลกเปลี่ยนว่า “สมัยก่อนคนรุ่นปู่ย่าตาทวดอยู่ร่วมกันหลากเชื้อชาติ เมื่อมีคนจากต่างถิ่น เช่น ญวน ลาว เขมร มาในพื้นที่ เราก็แบ่งกันอยู่ ถ้อยทีถ้อยอาศัย เป็นเพื่อนกัน ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย”

ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารี หรือเปล่าที่เป็นหัวใจของชนแถบนี้ หากจะลองใช้ศัพท์แสงแบบตะวันตก จะพอพูดได้ไหมว่า บรรพบุรุษของเราเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยวิธีคิดและวิถีปฏิบัติ?

การไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สยามทำให้เห็นว่า อาณาจักรสยามนี้เปิดประตูรับคนต่างเชื้อชาติมากมาย จนกระทั่งความเป็นไทย หมายถึง ความหลากหลาย (melting pot)

คนสยามค่อนข้างใจกว้าง ยอมรับผู้อื่นได้ พร้อมเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ๆ เล่นแร่แปรธาตุได้เสมอ มีความสามารถอย่างยิ่งในการหลอมรวม ผสมผสาน และประยุกต์ดัดแปลงสิ่งต่างๆ ให้เหมาะสมกับจริต ความคุ้นเคยของตน เห็นได้ชัดจากการดัดแปลงอาหารต่างๆให้มีเอกลักษณ์เป็นแบบฉบับของตน

จิตวิญญาณที่หล่อเลี้ยงคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าให้อยู่ได้จนปัจจุบัน ยังมีอยู่หรือไม่

ในภาพยนตร์ อดีตประธานาธิบดี อดัมส์ ยังกล่าวต่อไปว่า บางทีการที่คนเราไม่หวนกลับไปรื้อฟื้นภูมิปัญญาในอดีต ไม่กลับไปสู่รากเหง้าของตนอาจเป็นเพราะความกลัวที่จะเผชิญกับความจริงที่ว่า แท้จริงแล้ว เราไม่ได้เก่งกาจอะไร แท้จริงแล้วเราคือผลสืบเนื่องของอดีต แท้จริงแล้วเราไม่ได้เป็นปัจเจกชนอย่างที่เราคิดและหวงแหน

“เราถูกทำให้เข้าใจ และยอมที่จะโอบกอกความเข้าใจนั้นว่า สิ่งที่เราเป็นอย่างทุกวันนี้ คือสิ่งที่เราเป็นมาแต่อดีต เราต้องการความเข้มแข็งจากบรรพชน ปัญญาที่จะช่วยเราก้าวข้ามความกลัวและอคติของตัวเอง โปรดให้พลังแก่เราที่จะกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง และถ้าหากสิ่งนั้นหมายถึง สงครามกลางเมืองแล้วละก็ ขอให้มันมา และเมื่อสงครามกลางเมืองมาถึง ก็ขอให้มันเป็นการปฏิรูปครั้งสุดท้ายของอเมริกาเทิด” อดัมส์กล่าวถึง

ในที่สุด องค์คณะของศาลสูง 8 ใน 9 ก็ตัดสินให้ ส่งเรือสินค้าคืนสเปน หากแต่ชาวแอฟริกันมีศักด์ สิทธิ เสรีภาพความเป็นมนุษย์เต็มเปี่ยม และเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง ว่า จะกลับบ้านที่แอฟริกาหรือไม่

ความขัดแย้งทางความคิดเรื่องทาส รวมกับเรื่องอื่น ๆ ระหว่างชาวเหนือและชาวใต้ก็ทวีขึ้นเป็นลำดับ จนกระทั่งในปี 1861 สงครามกลางเมืองก็ระเบิดขึ้น ในช่วงสมัยประธานาธิบดี ลินคอล์น

สงครามกลางเมืองระหว่างเหนือและใต้จบลงเมื่อปี 1865 ประธานาธิบดีลินคอล์นประกาศอิสรภาพของทาส และ สถาปนาศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ในดินแดนอเมริกา แต่สงครามกลางเมืองนี้ก็ได้คร่าชีวิตทหารอเมริกันไปกว่า 620,000 นาย และ พลเรือนได้รับบาดเจ็บอีกมาก ท้ายที่สุดก็นำไปสู่การลอบสังหารประธานาธิบดี ลินคอล์น ในปีเดียวกันนั่นเอง

หวังว่าประวัติศาสตร์ของชาติหนึ่ง จะไม่เป็นอนาคตของอีกชาติหนึ่งที่อยู่ไกลกว่าครึ่งโลก แต่ก็นั่นแหละกิเลสที่ครองใจคนเหมือนกันทุกชาติ ดำรงอยู่ทุกสมัย เหตุการณ์เดิม ๆ ในประวัติศาสตร์สามารถซ้ำรอย ซ้ำซากได้เสมอ จนกว่าเราจะเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจ

บางทีหนึ่งในหนทางที่เราจะเปลี่ยนจิตใจได้ คือ การกลับไปมองอดีต เรียนรู้จากความผิดพลาด ค้นหารากเหง้าของตน เรียนรู้ที่จะอยู่กับความหลากหลายอย่างที่บรรพบุรุษเราอยู่กันมา

บางทีหากเรารู้จักตัวเองมากขึ้นว่า เราเป็นใคร แก่นแกนคุณค่าความเป็นเราอยู่ที่ตรงไหน เราอาจจะเห็นความจริงมากขึ้น เห็นทางเดินของชีวิตได้ดีขึ้น

จริง ๆ แล้วเราใกล้กันกว่าที่คิด เป็นมิตรกันมากกว่าศัตรู

What is your story? Who are you? Let’s talk about it and share.

หมายเหตุ หากใครสนใจภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังมีจำหน่ายทั่วไป น่าประทับใจมาก ส่วนถ้าไม่มีเวลามากพอ สามารถเลือกฟังคำพูดน่าประทับใจของ ประธานาธิบดี ควินซี อดัมส์ได้จาก www.youtube.com โดยพิมพ์คำว่า Amistad

ทิเบต…คือชัมบาลาในความทรงจำ

บางครั้ง คนเราก็จำต้องออกเดินทางไปยังดินแดนไกลสุดปลายฟ้า ปีนป่ายสู่ยอดเขาสูงเทียมเมฆ หรือดำดิ่งสู่ห้วงมหาสมุทร เพื่อค้นพบขุมทรัพย์ที่เราล้วนมีอยู่แล้วภายในกายและใจของเราเอง … ความสุข และความหมายของการมีชีวิต

ปรัชวัน เกตุวัลห์ เป็นคนหนึ่งที่ การเดินทางตามเส้นทางแผนที่โลกได้พลิกชีวิตของเธอ และมอบลายแทงการเดินทางสู่โลกภายในของชีวิตให้เธอ

…….

จิ๊กเริ่มต้นเดินทางด้วยความรู้สึกเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป เธอต้องการแสวงหารสชาติการผจญภัย ความแปลกใหม่ในชีวิต และสัมผัสศิลปวัฒนธรรมที่แตกต่าง และทิเบตคือหนึ่งในดินแดนที่จะตอบสนองความอยากรู้ใคร่เห็นของเธอได้

แต่เมื่อเธอท่องเดินไปในทิเบต สายตาของเธอที่มองโลกก็เปลี่ยนไป หัวใจเธอเต้นในจังหวะช้าลง ปอดเธอสูดสัมผัสความสุข และชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ทิเบตให้คำตอบที่เธอไม่ได้ตั้งใจแสวงหา หากเป็นคำตอบสำคัญของชีวิต “ความสุขคืออะไร อยู่ที่ไหน และเราจะมีความสุขได้อย่างไร”

เธอค้นพบความสุขที่เกิดจากความเชื่องช้า สงบงามและเรียบง่ายในชีวิต มิตรภาพจากใจที่ใสกระจ่าง ศรัทธาในความดีและความรัก

ความสุขที่เธอลิ้มรสจากดินแดนหลังคาโลก ทำให้เธอกลับมาทบทวนชีวิตในเมืองหลวงที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา เธอตัดสินใจลาออกจากงานประจำ — แม้รายได้จะลดลงกว่าที่เคยได้รับ แต่สิ่งที่เธอได้มาทดแทน คือ เวลาที่มีความหมายกับลูก ๆ เวลาที่เธอจะได้ลงมือทำสิ่งที่เธอรักและโหยหาเติมเต็มหัวใจ เช่นศิลปะ ภาษาจีน ท่องเที่ยว งานอาสาสมัครช่วยงานมูลนิธิพันดารา

“หากเรายังคงทำงานและมีชีวิตเร่งรีบ บีบคั้นในแบบเดิม ๆ เราคงวิ่งบนเส้นทางชีวิตไม่รู้จบ เหนื่อย และดูเหมือนว่ายิ่งเราวิ่งเร็วขึ้นเท่าไรบนถนนชีวิต เราก็จะยิ่งห่างไกลจากหัวใจและชีวิตของตนเองมากขึ้นทุกที” จิ๊กว่า

“ภาษิตทิเบตกล่าวว่า “ชาติหน้าหรือพรุ่งนี้ เราไม่รู้หรอกว่าอะไรจะมาถึงก่อนกัน” ดังนั้นเราเลยตัดสินใจที่จะเดินตามเสียงจากภายในและใช้ชีวิตอย่างที่เราปรารถนา”

………………………

จิ๊กเดินทางกลับไปทิเบตอีกหลายครั้ง เธอบันทึกเรื่องราวผ่านภาษาที่งดงามและภาพถ่ายตะลึงใจมากมายและพร้อมจะแลกเปลี่ยนกับทุกท่านที่สนใจในงานเปิดตัวหนังสือของเธอ ทิเบต…คือชัมบาลาในความทรงจำ

เธอจะมาเล่าเรื่องราวการเดินทางท่องเที่ยวผ่านสี่ฤดูกาลในดินแดนหลังคาโลก ที่งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ  ครั้งที่ ๑๔   ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2552 เวลา 13.00-14.00 น.  ณ เวทีกิจกรรมฮอลล์ เอ (Hall A)

หรือลองทำความรู้จักกับเธอก่อน จากบทความที่เราเคยสัมภาษณ์จิ๊กไว้ ในหน้า outlook หนังสือพิมพ์ Bangkok Post วันที่ 9 สิงหาคม 2007 http://www.buddhistchannel.tv/index.php?id=6,4634,0,0,1,0