ย้อนรอยความเชื่อ

เด็กประถมชั้นปีที่สามคนหนึ่งโดนไล่ให้ออกไปสำนึกผิดข้างนอกห้องเรียน โทษฐานที่ไม่ได้ทำการบ้าน เธอนั่งเงียบ ๆ อยู่บริเวณลานเข้าแถว ครูใหญ่เดินผ่านมาเห็นเข้า เธอจึงถูกลงโทษด้วยฐานหนีเรียน เด็กน้อยถูกหวดด้วยไม้เรียวด้ามยาวใหญ่อย่างแรงจนน้ำตาไหลอาบแก้ม เธอมองงรูปปั้นพระแม่มารีและพระคริสต์ พรางเอ่ยในใจว่า “ขอพระองค์ได้โปรดยกโทษให้คุณครูด้วยนะคะ

เด็กมัธยมปลายคนหนึ่งต้องการได้ทุนเรียนต่อต่างประเทศ ในวันที่เธอเดินทางไปสอบ เธอเดินผ่านรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งบริเวณสี่แยกกลางกรุงเทพ ความอยากที่จะไปศึกษาต่อในต่างประเทศชวนให้เธอ “ร้องขอ” เทวรูปให้ดลบันดาลสิ่งที่เธอปรารถนา แต่อีกเสียงหนึ่งไล่หลังมา “พระพุทธเจ้าสอนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นตามกรรม และเหตุปัจจัย เราจะได้รับในสิ่งที่สมควรแก่เรา” เธอยืนลังเลใจอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะพนมมือขึ้นไหว้เทพเจ้าแห่งความเมตตา พร้อมทั้งกล่าวในใจว่า “ขอให้หนูได้รับในสิ่งที่ทำมาก็แล้วกันคะ

ในเวลาแห่งความเจ็บปวด และในยามที่สับสนระหว่างความปรารถนาภายในและความเป็นจริงตามธรรมชาติ เราเลือกคิดและทำอย่างไร เด็กทั้งสองคนนี้ตัดสินใจเดินตามสิ่งที่เธอเชื่อ นั่นคือ การให้อภัยกับผู้ที่ทำให้ตนเจ็บปวดแบบพระคริสต์ และการเชื่อในกฎแห่งการกระทำตามคำสอนของพระพุทธองค์

ความเชื่อของเด็กสองคนนี้ไม่เป็นเพียงคำพูดสวย ๆ ดูดี มีหลักการ หรือคุณธรรม ที่พูดบอก แล้วทำให้ผู้นั้นน่านับถือ แต่ความเชื่อของเธอทั้งสองเป็นวิถีแห่งจิตที่นำทางวิถีแห่งการกระทำและพฤติกรรม พูดง่าย ๆ คือ เรา “เป็น อยู่ คือ และทำ” ดั่งสิ่งที่เราเชื่อและศรัทธา

เราเชื่อและศรัทธาในเรื่องใด และความเชื่ออยู่ในเนื้อในตัวเราจริงหรือไม่ เราอาจร่ายความเชื่อดี ๆ ออกมาได้มากมาย เช่น เราเชื่อในความยุติธรรม ความเสมอภาค ความเท่าเทียม ความรักความกรุณา คุณความดีและศักยภาพของมนุษย์ ประชาธิปไตย กฎแห่งกรรม ฯลฯ

แต่เราเป็น อยู่ คือ และทำในสิ่งที่เชื่อหรือเปล่า ความเชื่อของเราหนักแน่เป็นศรัทธาหรือไม่

ชาวพุทธที่เชื่อและศรัทธากับ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” มีท่าทีในชีวิตอย่างไร เราจะท้อและเลิกทำความดีหรือไม่หากผลดี ๆ ยังไม่เกิด เราวางใจอย่างไรเมื่อเห็นคนที่ทำไม่ดีแต่ “ดูเหมือนจะได้ดี”

และหากเราเชื่อในความรักความกรุณา เราจะดูแลผู้ที่กระทำความผิดในสังคมอย่างไร การกระทำแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน มีได้หรือไม่

และหากชาวพุทธ เชื่อในพระรัตนตรัย เราจะตัดกรรมโดยพิธีกรรมที่ต้องเสียเงินแต่ไม่แปรเปลี่ยนพฤติกรรมหรือเปล่า

มาร์กาเร็ต เจ วีตเลย์ กล่าวไว้ในหนังสือ หันหน้าเข้าหากัน ว่า หากเราต้องการตรวจสอบความเชื่อของเรา ให้ดูที่ท่าที พฤติกรรมในชีวิต แล้วย้อนศรกลับไปถึงต้นตอ คือ ความเชื่อนั่นเอง

ดังนั้นถ้าต้องการรู้ว่า แท้จริงแล้วเราเชื่อเรื่องใด ให้เราลองสำรวจพฤติกรรมของเราในชีวิตประจำวัน และในยามวิกฤต ท่าทีที่ปรากฏจะสะท้อนให้เราเห็นความเชื่อภายในที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง

นับวัน ข้าพเจ้าเริ่มเห็นว่า การสังเกตพฤติกรรมของตัวเองเพื่อสืบสาวไปให้ถึงโลกทัศน์ความเชื่อภายในเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหลายครั้ง เรามักหลงคิดว่า เราเป็นเช่นสิ่งที่เราเชื่อและคิด

ครั้งหนึ่งในการอบรมองค์กรเรียนรู้ ข้าพเจ้านั่งสังเกตการสนทนาในวงคุยวงหนึ่งที่มีคนประมาณ 6 คน วิทยากรให้โจทย์ในการพูดคุยเรื่อง การพัฒนาการสื่อสารในองค์กร โดยให้เวลาในการคุยกันประมาณ 20 นาที และย้ำให้ทุกคนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ทั้งวัยวุฒิและตำแหน่งหน้าที่ในวงเริ่มการสนทนา “ผมเป็นคนที่รับฟังความเห็น เวลาประชุม ผมชอบที่จะฟังและให้โอกาสทุกคนได้พูดเสมอ ผมเชื่อว่าเราต้องฟังความเห็นของทุกคน คนทุกคนมีค่า มีความคิดที่ดี …. เรื่องสติเป็นเรื่องสำคัญมาก เราต้องรู้ตัวว่า พูดอะไร พูดอย่างไร แต่คนเรามักไม่เข้าใจหรือใส่ใจเรื่องการมีสติ ทำให้เกิดปัญหาไม่ฟังกัน ไม่เข้าใจกัน ตีความกันผิด ๆ เป็นปัญหามากในองค์กร …..”

ผู้ใหญ่ท่านนี้ครองพื้นที่การสนทนาไปคนเดียวประมาณ 15 นาที โดยที่ผู้น้อยอื่น ๆ อีก 5 คนในวงนั้นนั่งฟังตาปริบ ๆ บ่อยครั้ง ความคิดความเชื่อก็สวนทางกับความจริง

ข้าพเจ้าได้ยินคำสวย ๆ ในหลายองค์กรว่า เราเป็นธรรมาภิบาล และประชาธิปไตย แต่เมื่อที่ประชุมแลกเปลี่ยนพูดคุยเรียบร้อยแล้ว ได้ข้อสรุปแล้ว ประธานหรือผู้บริหารสูงสุดกลับล้มกระดานและบอกว่าตนเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้ายแต่ผู้เดียว ไหนเล่าคือการร่วมคิด ร่วมคุย ร่วมกันตัดสินใจ และความโปร่งใส?

เราทุกคนล้วนเชื่อและถือความเชื่อไว้หลายชุด บางครั้งถ้าลองมาชำแหละความเชื่อแต่ละชุดที่มี จะเห็นความเป็นสองและหลายมาตรฐานอยู่ในที

ผู้ที่เชื่อในความเสมอภาคอาจจะชอบใช้อภิสิทธิ์ในการเข้าทำงาน การเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐ หรือต้องการได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ ได้รับข้อยกเว้นในบางเรื่อง นี่คือความน่ากลัวของความคิดที่มักหลอกให้เราเข้าใจว่าเราเป็นเช่นความคิด และถ้าเราไม่รู้เท่าทันเล่ห์ลวงของความคิด เราก็จะหลงคิดว่าเราเป็นสิ่งที่เราเชื่อ ซึ่งหลายคนเชื่อว่า ตนเป็นคนยุติธรรม เป็นนักประชาธิปไตย เป็นคนภาวนา และเราก็เถียงกันบนความเชื่อที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์

ความเชื่อต้องผ่านการทดสอบและพิสูจน์ และในการพิสูจน์ความเชื่ออาศัยความเด็ดเดี่ยว กล้าหาญอย่างยิ่ง

แม่ชีเทเรซา เชื่อในวิถีของพระคริสต์ที่เสียสละและรักเพื่อนมนุษย์อย่างไม่มีเงื่อนไข ท่านพิสูจน์ความเชื่อท่านผ่านการกระทำที่เสียสละยิ่งตลอดชีวิต แม้ในยามทุกข์และท้อใจ ท่านก็ไม่ยอมละทิ้งความเชื่อนั้น

ท่านมหาตมะ คานธี สอนเรื่องอหิงสา และท่านทำให้เป็นตัวอย่างไม่ว่าจะถูกคุกคาม คุมขังหลายครั้งหลายครา ท่านไม่แสดงความรุนแรงออกมาเลย ไม่ว่าจะทางการกระทำ หรือ วาจา และท่านก็ชวนไม่ให้ใครกระทำการรุนแรงใด ๆ ด้วย ความเชื่อจะเป็นจริงต่อเมื่อนำมาปฏิบัติจนประจักษ์แจ้งในผล ว่าความเชื่อนั่นจริงหรือไม่ ได้ผลอย่างไร

ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าทำงานกับกลุ่มเด็กวัยรุ่น ที่ข้าพเจ้าไม่ใคร่รู้สึกประทับใจนัก เด็ก ๆ ไม่ตรงต่อเวลา ไม่มีระเบียบ ไม่ฟังวิทยากร เหล่านี้ทำให้ข้าพเจ้ามีทัศนคติทางลบกับเด็กกลุ่มนี้

และเมื่อข้าพเจ้าต้องเข้าไปนั่งคุยและร่วมเอื้ออำนวยกระบวนการพูดคุย ข้าพเจ้ารู้สึกหนักใจ เพราะรู้แก่ใจว่า ใจที่ปิดและทัศนคติในเชิงลบของตนเองจะเป็นอุปสรรคในการสื่อสารกับเด็กเหล่านี้

เสียงหนึ่งเข้ามาในใจ “เราเชื่อไหมว่า มนุษย์มีศักยภาพในการเรียนรู้ เชื่อไหมว่ามนุษย์มีเมล็ดพันธุ์ที่ดีงามอยู่ภายในตน” ข้าพเจ้าตอบเสียงภายใน “เชื่อสิ เราเชื่อเช่นนั้นเสมอ” “ถ้าเช่นนั้น พิสูจน์ให้เราเห็น” เสียงในใจท้าทาย

ข้าพเจ้านิ่งไปชั่วครู่ พยายามทำลายกำแพงใจออกมา มองเด็กเหล่านั้นอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง ข้าพเจ้าเห็นว่าเด็กเป็นผลผลิตของสังคม เด็กเป็นเช่นนี้ เพราะสังคมเป็นเช่นนั้น เห็นอย่างนั้นแล้ว ข้าพเจ้าเอ็นดูเด็ก ๆ ได้มากขึ้น

ข้าพเจ้าเข้าไปร่วมกระบวนการพูดคุยกับเด็ก ๆ ด้วยสายตาใหม่ หัวใจใสกว่าเดิม และสนทนากับพวกเขาอย่างมีความสุข ในเวลาที่เด็กไม่เข้าใจโจทย์ ข้าพเจ้าพยายามคิดหาวิธีการพูดเพื่อให้เขาเข้าใจ ไม่ว่าจะต้องอธิบายมากมายเพียงใด ข้าพเจ้าไม่รู้สึกเคือง

“ไม่มีเด็กที่เรียนไม่ได้ มีแต่ครูที่สอนไม่เป็น” คำพูดของอาจารย์ ระพี สาคริก ผุดเข้ามาสอนใจ “ไม่มีเด็กที่ไม่เข้าใจคำถาม มีแต่คนที่ถามไม่เป็น”

ดังนั้นข้าพเจ้าจึงพยายามทำให้เด็ก ๆ เข้าใจให้ได้ เมื่อเราคุยกันมากเข้า ข้าพเจ้าก็เริ่มเห็นแววความน่ารักของเด็ก พวกเขาดูอ่อนโยน น่ารัก และตั้งใจร่วมกิจกรรมมากขึ้น

เมื่อข้าพเจ้าเชื่อในศักยภาพมนุษย์ และลงมือทดลอง ข้าพเจ้าได้พบว่า “ความรัก เป็น พลังที่สร้างสรรค์ยิ่ง ความรักทำให้คนเปลี่ยนแปลง ความชังไม่อาจสร้างปาฏิหาริย์ได้”

ไม่สำคัญว่า ความเชื่อที่เราถือในใจจะยังห่างไกลกับความจริงที่เราเป็น ขอเพียงเรากล้าที่จะเห็นความปลิ้นปล้อนของความคิดและลงมือปฏิบัติทดลองความเชื่อของตนไปเรื่อย ๆ

การทดลองความเชื่อของตนเองทำให้ชีวิตสนุก ท้าทาย และมีชีวิตชีวา

ข้าพเจ้ารู้สึกว่าได้เดินทางค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ทั้งที่เกี่ยวกับตัวเอง ผู้อื่น และความจริงในธรรมชาติ

เมื่อได้ค้นพบก็ยิ่งสนุกและเกิดฉันทะ ความรัก ความขยันที่จะสืบค้นต่อไป ค้นพบตัวเอง และค้นพบความเชื่อของตนไปเรื่อยๆ ถือเป็นการวิจัยความเชื่อและทดลองชีวิต

Advertisements

2 responses to “ย้อนรอยความเชื่อ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s