จักรยานคันแรก

คุณจำจักรยานคันแรกในชีวิตที่ขึ้นขี่ได้หรือไม่ ความรู้สึกนั้นเป็นอย่างไร คุณและจักรยานเดินทางไปเห็นอะไรกันบ้าง

ความทรงจำเกี่ยวกับจักรยานคันแรกในชีวิตเวียนกลับมาช่วงก่อนปีใหม่ ในวัยที่ตัวเองย่างใกล้เลข 4 เข้าไปทุกที ฉันไปน่าน จังหวัดเล็ก ๆ ที่ยังคงมีบรรยากาศความสงบ ความเงียบ และกาลเวลาดูเหมือนจะก้าวย่างไปช้า ๆ อย่างสบายอารมณ์

ฉันและเพื่อนร่วมทางตกลงใจเลือกจักรยานเป็นพาหนะในการท่องเที่ยวตัวเมืองน่าน ในตอนแรกฉันหวาด ๆ กับการจราจร แสงแดด หมาร่อนเร่ที่อาจวิ่งกวดเราได้ สารพัดรูปแบบความกังวล ความกลัวผุดพรายเข้ามากั้นใจ

แต่ฉันเลือกที่จะทวนกระแสความคิด ทำอะไรที่ความคิดไม่กล้าทำบ้างน่าจะดีนะ

เมื่อขึ้นขี่จักรยาน ความรู้สึกที่ขึ้นจักรยานครั้งแรกในวัยเด็ก ราว 5-6 ขวบก็ย้อนเข้ามา …

ยามเย็น แก้งค์เด็กที่ฉันสังกัดอยู่ระแวกบ้านจะพากันกรูออกจากบ้านมาเล่นกันบริเวณลานเด็กเล่น ขี่จักรยานแข่งกัน ตระลอนกันไปไหน ๆ เป็นกิจกรรมที่เรามักทำกันเสมอ ๆ  ฉันเป็นเด็กที่อายุน้อยที่สุด ดังนั้นฉันจึงเป็นเด็กซ้อนท้ายจักรยาน พี่ชายใจดีคนหนึ่งมักเป็สารถีให้ฉันเสมอ

แม้ฉันจะรู้สึกดีที่มีพี่ชายคอยใส่ใจดูแล แต่ฉันเซ็งมาก ๆ กับการที่ต้องนั่งเฉย ๆ แล้วดูพวกพี่ ๆ สนุกกันจากการขี่ บังคับทิศทาง กำหนดความเร็ว

วันหนึ่งเมื่อฉันอายุครบ 5 หรือ 6 ขวบ คุณยายเรียกฉันให้มาหน้าบ้าน “มาดูอะไรข้างนอกแนะ” ยายบอก

จักรยานสีแดงเลือดนกคันหนึ่งรอฉันอยู่ตรงนั้น โดยไม่ต้องมีใครบอก ฉันรู้ได้เองว่า จักรยานคันนั้นเป็นของฉัน ฉันวิ่งปรี่ไปที่เจ้าสี่ล้อ สัมผัสกับตัวเครื่อง และขี่ออกไปสมทบกับพี่ ๆ ที่ขี่จักรยานอยู่ในสนามทันที

พาหนะสี่ล้อของฉันไล่ปั่นกับเจ้าสองล้อได้สบาย คราวนี้ฉันไม่เป็นเด็กซ้อนท้ายอีกแล้ว ฉันมีส่วนกำหนดลู่แล่นของตัวเอง ได้ออกแรงปั่น หมุนพวงมาลัย ซ้าย ขวา หยุดเมื่อต้องการ

ฉันจำความรู้สึกนั้นได้ชัดเจน ฉันรู้สึกสนุก มีความสุข และเป็นอิสระอย่างมาก … ฉันดูแลความสนุกของตัวเอง

ไม่นานนัก ความทะเยอทะยานหาญกล้าบอกให้ฉันถอดสองล้อที่พ่วงกับล้อหลังออกไป คุณน้าจัดการให้ และฉันก็ไม่รีรอที่จะปั่นเจ้าสองล้อออกไป … ฉันพร้อมจะยกระดับตัวเองแล้ว

ในใจตอนนั้นปราศจากความคิดกลัวหรือความกังวลใด ๆ เช่นว่า กลัวว่าจะทำไม่ได้ หรือกลัวจะล้ม ความรู้สึกตอนนั้นมีเพียงหนึ่ง คือ ความมุ่งมั่นและปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะขี่สองล้อ

จำได้เลา ๆ ว่า ขาทั้งสองต้องช่วยประคับประคองทิศทางในการขี่เสมอๆ ตลอดเส้นทาง เอนไปทางซ้ายที ทางขวาที ล้มบ้าง แต่ก็ไม่รุนแรง ทุกครั้งที่ล้มเอน หรือล้มพับนอนราบไปกับพื้น ก็จะลุกขึ้นมาโดยเร็ว เพราะใจจดจ่อกับการขี่สองล้อให้ได้ ตามพวกพี่ ๆ ให้ทัน

เมื่อใจเป็นหนึ่งที่เป้าหมาย สมาธิเกิด จึงทำให้ความคิด ความกลัวต่าง ๆ เข้ามาเจือในใจน้อยมาก … โตขึ้น คุณภาพใจเราเป็นอย่างนี้เพียงใดน้อ

ไม่เพียงแต่ภาพความทรงจำในวัยเด็กเท่านั้นที่กลับมา แต่สภาวะใจในตอนนั้นก็กลับเข้ามาในหัวใจด้วย

วัยเด็กเป็นช่วงที่ฉันมีความสุขที่สุดในชีวิต ไม่ใช่เพราะมีความสะดวกสบายในชีวิต แต่เป็นเพราะสภาพใจในตอนนั้นต่างหาก

ฉันอยู่แฟลตเล็ก ๆ ย่านซอยสวนพลู เป็นที่พักของตำรวจชั้นผู้น้อยอย่างคุณตาของฉัน คุณยายหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการทำข้าวแกงขาย

เมื่อมองจากหน้าต่างข้างเตียงนอนขึ้นไป ฉันจะเห็นตึกที่มีลูกกรงซี่ ๆ ได้ยินว่า “เอาไว้ขังผู้ต้องหาต่างชาติ” เมื่อเดินไปท้ายแฟลตก็จะถึงดินแดนสนธยา “ห้ามเข้าไปในสลัมเป็นอันขาด ถ้าไม่มีผู้ใหญ่ไปด้วย” ยายย้ำหนักแน่น

ฉันไม่เคยสัมผัสความรู้สึก “จน” เลยแม้แต่นิด ในตอนนั้น ใจไม่รู้จักความรวย ความจน ไม่มีความคิดเปรียบเทียบ ไม่รู้สึกอิจฉาคนที่มีรถ มีบ้านหลังโต

ฉันอิ่มท้องเสมอและใจของฉันก็เต็ม ในโลกวัยนั้นมีแต่ความสุข สนุก อิสระ เป็นตัวของตัวเองอย่างมาก ใจเบา ไม่ค่อยมีความคิดปรุงแต่งฟุ้งซ่านอะไรนัก ไม่ค่อยคิดกลัว กังวล หรือแคร์ว่าใครจะคิดอย่างไรกับเรา

ฉันได้รับความรัก การดูแลเอาใจใส่อย่างมากจากครอบครัว และชุมชน แม้จะเด็กแต่ฉันสามารถเดินไปที่ไหนก็ได้ (ยกเว้นสลัม) ไกลที่สุดก็ตลาดสวนพลูโดยปราศจากความกลัว เพราะคนระแวกนั้นรู้จักคุณยายและครอบครัวฉัน เราดูแลกัน ถามไถ่และเห็นกันว่า ลูกหลานของใครทำอะไร ไปที่ไหน

คุณยายให้อิสระฉันในการทำสิ่งต่าง ๆ ฉันจึงได้โอกาสในการสำรวจ เรียนรู้โลกรอบ ๆ ตัว

เด็ก ๆ เรียนรู้ผ่านประสามสัมผัส ตา หู ลิ้น จมูก และที่สำคัญ คือ กายและมือ ฉันเป็นเด็กชอบใช้มือ จับดิน เล่นโคลน จับลูกอ๊อด และสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ด้วยกาย … ฉันเล่นมากกว่าเรียน

เมื่อฉันอยากเล่นขายของ ฉันก็เอาของไปขายจริง ๆ คุณยายทำวุ้นกาแฟ ฉันก็ชวนเพื่อนไปเดินเร่ตามแฟลตแต่ละชั้น ขายได้เงินมาสนุกสนาน

เมื่อฉันอยากเล่นเป็นช่างทำผม ฉันก็ไปชวนน้องคนหนึ่งมาเป็นหุ่นให้ฉันลองตัดผม … แฮะ ๆ ผลปรากฏว่า คุณพ่อของน้องเขาไม่ให้น้องมาเล่นกับฉันอีกเลย เพราะไปตัดผมลูกของเขาแหว่ง แต่ฉันก็ผ่านนะ เพราะหูของน้องเขาก็ยังอยู่ ไม่มีส่วนใดของร่างกายแห่วงไปสักนิด

เมื่อฉันอยากเล่นเป็นหมอ อึม…ฉันมีเข็มพลาสติกไว้เล่น

ฉันไม่เล่นขายข้าวแกงกับของเล่นพลาสติก เพราะฉันทำและขายจริง ๆ ฉันช่วยคุณยายเสิร์ฟอาหาร ลูกค้าบางคนลุ้นมากว่าฉันจะเดินเอาข้าวไปถึงโต๊ะโดยที่ข้าวและกับไม่หกกลางทางหรือเปล่า … นี่ไม่ใช่งานแต่เป็นการเล่นอย่างหนึ่งของฉัน

เมื่อฉันนึกสนุก อยากทำอะไร ฉันก็ลงมือทำเลย ไม่มีความคิดมาเป็นอุปสรรคขวางทาง ไร้ความกลัวว่าจะพลาด ไร้ความหวาดวิตกว่าจะพลั้ง ดูโง่ ไร้ความลังเลสงสัยว่า เราจะทำได้ไหม ควรหรือไม่

สิ่งที่ทำเรียกว่า “งาน” ก็ได้ แต่สำหรับฉันมันคือ “การเล่น” การทดลองทำสนุก ๆ และมันก็สนุกจริง ๆ นะและได้เรียนรู้ด้วย

หากเราสามารถนำจิตใจแบบเด็ก ๆ นี้กับงาน จะเป็นอย่างไรนะ

การขี่จักรยานในครั้งนี้นำใจของวัยเด็กกลับมาด้วย และฉันยังคงรักษาใจของเด็กคนนี้ไว้ในใจจนถึงปัจจุบัน

ฉันเชื่อว่า เมื่อเด็กน้อยคนนั้นจูงมือกับผู้ใหญ่ในวันนี้ ชีวิตของเราในปีนี้ จะเป็นสุข สนุก อิสระมาก ไม่คิดมาก กล้าลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยใจปลอดโปร่ง ว่างปลอดจากความกลัว กังวล จิตตั้งมั่นกับเป้าหมาย แต่เมื่อพลาดและผิดกับสิ่งใด ก็ลืมและวางไปได้ง่าย ๆ ไม่เก็บสิ่งแย่ ๆ ในใจจนบูด

รักษาเด็กน้อยไว้ในชีวิตของเราให้ดีนะค่ะ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s