My cup of tea

 ชาไม่เคยเป็นเครื่องดื่มถ้วยโปรดของเรา แต่เมื่อลองเปิดใจลิ้มลองรสชา ก็ให้ทึ่งว่า วิถีแห่งชาเป็นศาสตร์ เป็นศิลป์ และสะท้อนปรัชญาเซ็นและเต๋าที่สามารถนำมาเทียบใช้กับทุกเรื่องในชีวิต

ประสบการณ์นี้ทำให้เรานึกต่อไปด้วยว่า ทุกวิถีหากผู้ฝึกตนค้นเคี่ยวจนกระทั่งเข้าถึงแก่นแล้ว เราจะพบกัน ไม่ว่านักดาบ นักจัดดอกไม้ ชาวนา นักบวช และนักชงชาดื่มชา — หลากวิถีสู่แก่นแท้เดียว”

……………………..

เคยได้ยินสำนวนภาษาฝรั่งที่ว่า my cup of tea ที่ใช้เพื่อบอกว่า คน ๆ นั้น สิ่ง ๆ นั้นเป็นของที่ใช่ เหมาะเจาะกับรสนิยมและความเป็นเราเสียเหลือเกิน แต่สำหรับคอกาแฟอย่างเรา การใช้สำนวนนี้ทำให้รู้สึกแปลก ๆ ชอบกล เพราะชาไม่ใช่เครื่องดื่มถ้วยโปรดของเรา เวลาที่บอกว่าใครเป็นชาถ้วยโปรดของเรา จึงรู้สึกเหมือนว่า เขาเป็นคนที่เราไม่ค่อยแตะหรือชอบเท่าไรนัก หลายครั้งอยากจะเปลี่ยนไปใช้ my mug of coffee เสียมากกว่า อย่างนี้ถึงจะได้ใจว่า ใช่จริง ๆ 

            ทว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ เราได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องชา หรือ tea master จึงได้รู้ว่า my cup of tea นั้นเป็นอย่างไร และต่อไปนี้คงใช้สำนวนนี้ได้อย่างคล่องใจมากขึ้น

                “ชาเป็นเรื่องของประสบการณ์ส่วนตัว   ไม่มีใครตัดสินและบอกแทนเราได้ว่า ชานี้ดี ชานั่นไม่ดี ชาแบบนี้ใช่ แบบนั้นไม่ใช่” จงรักษ์ กิตติวรการ เจ้าของร้านชาที่ตั้งภายในบริเวณพิพิธภัณฑ์บางกอก เจริญกรุง ๔๓ “เราต้องเชื่อความรู้สึกของตัวเองและสัมผัสชาด้วยตัวเอง”

อึม … มันช่างโพสต์โมเดิร์นเสียนี่กระไร  “คนแต่ละคนมีธาตุและธรรมชาติภายในต่างกัน ดังนั้นรสในการชิมรส และประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้รู้สึกและรักชาในลักษณะที่ต่างกัน คนบางคนดื่มชาชนิดนี้ แล้วรู้สึกดี ในขณะที่อีกคนดื่มแล้วรู้สึกแย่”

อะไรก็ตามที่ลวกและสะกัดด้วยน้ำก็เรียกเป็นชา เช่นถ้าใช้ดอกไม้ ดอกกุหลาบ เป็นชากุหลาบ ชาดอกไม้ หรือ ชาสมุนไพร แต่ที่ผ่านมาคุณชายตี่แนะนำให้เรารู้จัก ต้นตำรับอารยธรรมชา คือ ชาจีน ซึ่งแบ่งเป็น ๕ ชนิด ได้แก่ ชาเขียว คือ ใบชาที่ไม่ได้มีการหมักใดๆ เลย ส่วนใบชาอีก ๔ ประเภทที่เหลือผ่านการหมัก ซึ่งเรียงลำดับจากการหมักในเวลาน้อยไปจนถึงมีระยะเวลาการหมักที่นานมากขึ้นตามลำดับ คือ ชาขาว ชาฟ้า ชาแดง และชาดำ เช่น ชาอู่หลง จัดเป็นชาประเภท ชาฟ้า

ถามว่าชาใดดีที่สุด คำตอบคือ สุดยอดชาในปฐพีนั้นหามีไม่ นอกจากจะเป็นเพราะว่า ชาเป็นรสนิยมของปัจเจกแล้ว รสชาติของชาที่เลิศยังขึ้นอยู่กับหลายเหตุปัจจัยในห้วงขณะเวลาที่ดื่มอีกด้วย นั่นหมายความว่า ในเวลาหนึ่ง ชาจอกที่ดื่มอาจเป็นเลิศในโลก แต่ในอีกวันถัดไป หากเหตุปัจจัยเปลี่ยน ชาถ้วยนั้นอาจเป็นชายอดแย่ก็เป็นได้

ชาดี-ชาเลวจึงเป็นเรื่องสมมติ จะมีก็แต่ชาที่เหมาะกับเรา และชาที่ดีตามเหตุปละปัจจัยในแต่ละขณะ — เห็นไหมว่าวิถีแห่งชานั้นมีความเป็นเซ็นอย่างไร

 

เรื่องของชา — ถ้วยใครถ้วยมัน

ชาเขียวเป็นชายอดฮิตในปัจจุบัน มีหลากงานวิจัยที่สนับสนุนสรรพคุณครอบจักรวาลของชาเขียว จนขนาดคราวหนึ่ง พ่อค้าหัวตื้อนำไปเป็นส่วนผสมในผ้าอนามัย แต่กระนั้น ชาเขียวก็ใช่ว่าจะดีและเหมาะสำหรับทุกคน เราเป็นคนหนึ่งละที่ ดื่มชาเขียวไม่ได้ ดื่มทีไร หัวใจเหมือนจะออกมาเต้นรัวนอกกาย นอนไม่หลับ ในขณะที่ดื่มกาแฟลาเต้แล้วไม่เป็นไร และนอนได้นอนดี

เรื่องนี้คุณชายตี่ อดีตอาจารย์คณะเภสัชศาสตร์อธิบายว่า คาเฟอินในชามีมากกว่ากาแฟ แต่รูปแบบคาเฟอินในชาไม่ใช่รูปแบบที่ร่างกายดูดซึมได้ดีนัก แต่ชาเขียวเป็นชาที่ไม่ได้ผ่านการหมัก จึงมีปริมาณคาเฟอีนสูงกว่าชาหมักอื่น ๆ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า บางคนดื่มชาเขียวจะได้รับคาเฟอีนและมีผลต่อร่างกายมาก

ส่วนการที่เราดื่มกาแฟแล้วไม่มีผลอย่างชาเชียว อาจเป็นเพราะเราดื่มกาแฟใส่นม คุณชายตี่บอกว่า นมช่วยสะกัดและลดการดูดซึมคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย  

แม้ชาเขียวจะทำให้ใจเราเต้นแรง แต่ชาประเภทอื่น ๆ อาจไม่ส่งผลเช่นนั้นก็ได้                 คุณชายตี่ให้เราเปิดใจอย่าเหมาโหลรวมความว่า ชาอื่น ๆ ก็คงเป็นอย่างชาเขียว แล้วพาลไม่ดื่มชาไปทั้งหมด เปิดโอกาสตัวเองให้รู้จักชาอื่น ๆ ที่อาจดีกับเรา และเป็น “ชาที่ใช่” ก็ได้”

คุณชายตี่พูดต่อว่า เราสังเกตุตัวเองเวลาดื่มชา เพื่อได้รู้จักว่าร่างกายของเราเหมาะและดีกับชาแบบไหน ซึ่งอาจไม่เหมือนกับคนอื่น ๆ หรือคนจำนวนมาก เรื่องของชา — จอกใครจอกมัน เลียนแบบ ดื่มตามกันมิได้

                คงเหมือนกับหลายเรื่องในชีวิต อาหาร การหาหมอและการรักษาโรค ความรัก การงาน ฯลฯ ไม่มีสูตรสำเร็จว่า ใครหาหมอคนนี้ รักษาอย่างนั้นแล้วได้ผล เราต้องได้ผลด้วย หรืออาหาร บางคนกินเนื้อสัตว์ได้มากแล้วไม่เป็นไร แต่อีกคนกินนิดเดียวก็เกิดปัญหาการขับถ่าย

และถ้าหากคนเราเจอประสบการณ์เลวร้ายอะไรในชีวิตก็อย่าเพิ่งเหมารวมว่า สิ่งนั้นไม่ดี เปิดใจลองความหลากหลายในสิ่งนั้น ๆ ดู เผื่อว่าจะเจอสิ่งที่เหมาะและดีกับเราสักวันก็ได้ อยากเจอของดี อย่าเพิ่งเข็ดกับประสบการณ์ มองประสบการณ์ต่าง ๆ เป็นการเรียนรู้

ชาสอนให้เราไม่ด่วนตัดสินอะไรเร็วเกินไป หรือตัดสินเวลาที่มองแค่รูปลักษณ์ หากในเวลานี้เราไม่เหมาะกับชานี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า ชาไม่ดี เราอาจจะยังไม่เจอชาที่เหมาะและใช่กับเราก็เท่านั้น”

วิถีแห่งชา คือ ประสบการณ์ตรง

                แม้จะอ่านตำราเกี่ยวกับชาสักร้อยเล่ม ปลูกชาและขายใบชามากมายสักเท่าไร หากไม่เคยลิ้มรสชา ก็ไม่มีวันรู้จักชา … และถ้าจะให้ดี รู้จักชาให้รอบมากขึ้น ก็น่าจะได้ผ่านการภาวะเมาชากันบ้าง

ผู้ที่สนใจดื่มชาหรือรู้จักชาไม่มีหนทางอื่นที่จะรู้จักชา นอกจากใช้ร่างกายเรียนรู้และเข้าใจชา ใช้ตาในการดูสี จมูกดมกลิ่น มือสัมผัสใบชา ลิ้นรับรสน้ำชา จากนั้นจึงจะรู้ได้ว่า อะไรคือชาที่ใช่สำหรับตน เหมือนวิถีพุทธที่เน้นให้คนปฏิบัติจนเห็นและรู้ได้ด้วยตัวเอง อย่างนั้นเลย

“การดื่มชาเป็นประสบการณ์ภายใน เราต้องหาและค้นพบด้วยตัวเอง ว่าชาแบบใดที่เหมาะและดีกับเรา”

เราไม่อาจตัดสินชาได้จากรูปลักษณ์ภายนอก ชาบางชนิด สีสวย กลิ่นดี แต่เมื่อชิมแล้วต้องรีบกลืน หรือวาง เพราะขม เฝื่อนเหลือเกิน แต่ชาบางชนิด สีตุ่น ๆ ข้น ๆ กลิ่นพอใช้ แต่ชิมแล้ว …ใช่เลย…

คุณชายตี่บอกว่า วิธีเดียวที่จะรู้ชาที่ใช่ คือ ลอง และลองไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอ ชาที่ “ปิ้ง” แบบซาโตริ ดื่มแล้วอุทานออกมาได้ว่า “นี่แหละ ชาที่ใช่”

ชาที่ใช่ สัมผัสด้วยใจ ไม่ใช่ด้วยลิ้น ดังนั้นเราจึงต้องดื่มชาด้วยหัวใจของเรา เหมือนกับที่การทำงาน ดำเนินชีวิต และเรื่องอื่น ๆ เราก็ต้องให้ใจเป็นเข็มทิศนำทาง

ลิ้นอาจเป็นเครื่องมือรับรส แต่แท้จริง ใจนั่นเองที่จะบอกได้ว่า ชานั่นใช่หรือไม่

                 ชาที่ใช่ ไม่ได้อยู่ที่ชนิดของชาเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับสภาวะปัจจัยต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นในช่วงเวลาดื่มชาด้วย

            คุณลักษณะของชา ไม่ว่าจะสี กลิ่น รส ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตั้งแต่ดินที่ปลูกต้นชา สายพันธุ์ คนเด็ดใบชา ผู้ผลิต การหมักชา คนชงชา กระบวนการชงชา น้ำที่ใช้ชงชา ภาชนะในการชงชา และ คนดื่ม ฯลฯ ชาอย่างเดียวกันอาจมีบุคลิกที่หลากหลายได้ ตามแต่คนชง สภาวะและปัจจัยในการชงชาในช่วงเวลานั้น ๆ   

            “ชาที่ใช่” จึงหมายถึงความลงตัวของทุกปัจจัย ในปัจจุบันขณะ ตั้งแต่ใบชา น้ำ อุณหภูมิ ฯลฯ

ใบชาแต่ละประเภทมีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างกันไป ชาเขียวและชาขาว มีสีและรสชาติที่อ่อน การชงชาเขียวหรือชาขาวจึงใช้น้ำที่ไม่ร้อนจัดจนเกินไปและต้องแช่ใบชานานกว่าชาประเภทอื่นๆ เพื่อที่สามารถดึงกลิ่นและรสชาติของใบชาออกมาได้

อย่างน้ำที่จะใช้ชงใบชา น้ำส่งผลอย่างยิ่งต่อรสชาติของชา คุณชายตี่ให้เราลองชิมน้ำรูปแบบต่าง ๆ เราจะได้รู้ว่า แม้แต่น้ำยังมีคุณภาพ คุณลักษณะต่างกัน

น้ำก๊อกที่ไม่ได้กรอง อาจมีกลิ่นตุ ๆ และคลอรีน และน้ำมีน้ำหนักตามอินทรีย์ธาตุที่อยู่ในน้ำ

น้ำก๊อกที่กรองแล้ว มีน้ำหนักเบา และรสชาตินุ่มลิ้นขึ้นมาอีกนิด

น้ำกลั่น เมื่อลิ้นสัมผัสรู้สึกมีรสแบน ๆ แหลม ๆ ไม่เป็นธรรมชาติ

ในตอนที่เราปลีกวิเวกในป่า อยู่บริวเต้นน้ำ เราเคยดื่มน้ำจากลำธาร อร่อยสุด ๆ น้ำอีกอย่างที่อร่อยคือ น้ำฝนในบ้านชนบท

เพียงแค่น้ำก็อาจทำให้น้ำชามีรสชาติ น้ำหนักต่างกันไป ซึ่งแน่นอนว่ามีผลอย่างยิ่งต่อการรับรสสัมผัสของเราแต่ละคน

ยิ่งไปกว่านั้น ชาจะเป็นชา “ที่ใช่” เราต้องดื่มมันในจังหวะที่ใช่ด้วย (ทุกอย่างมีจังหวะของมัน ถ้าทำอะไรผิดจังหวะก็คงไม่ดี) การดื่มชามีจังหวะที่อร่อย ซึ่งถ้าเราปล่อยให้ผ่านเลยไป สีและรสของชานั้นก็จะเปลี่ยน เราจะรู้ได้อย่างไร ว่า ชาชนิดนี้เราควรดื่มจังหวะไหน — คำตอบของคุณชายตี่ คือ ทดลองไปเรื่อย ๆ แล้วจะรู้เอง

            นี่เป็นเพียงรายละเอียดเพียงส่วนเสี้ยวของเหตุและปัจจัยที่ทำให้ชาเป็นอย่างที่เป็น

                นั่นหมายความว่า “ชาที่ใช่” อาจ “ไม่ใช่” ในจอกต่อไปก็ได้ หากเหตุปละปัจจัยเปลี่ยนไป และเราควบคุมเหตุปัจจัยให้คงที่ตลอดเวลาและตลอดไปไม่ได้

ความใช่ก็ไม่แน่” แปรเปลี่ยนตามเหตุและปัจจัย

                ผู้ชงชาต้องเข้าใจธรรมชาติของชาในแง่นี้ และต้องฝึกฝนฝีมือตัวเองที่จะชงให้นิ่ง หรือละเอียดกับปัจจัย ตัวแปรต่าง ๆ ในการชงชาเพื่อจะให้เป็นชาที่ใช่ หรือไม่งั้นก็พอกินได้ — ก็ยังดี

                 สำหรับผู้ที่อยากเป็นนักดื่มชา tea connoisseur การเจอชาที่ “ใช่” เป็นบันไดขั้นแรกที่จะพาเราเดินหน้าต่อไปเพื่อรู้จักชาที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป จนเหมือนจะพาเราไปพบ สุดยอดชาในพื้นพิภพ

เมื่อประสบการณ์อันช่ำชองพาเราไปลิ้มรสชาหลากหลายแล้ว ท้ายที่สุดเราจะพบว่า ชาที่ดีที่สุดนั้นไม่มี “ชาชนิดเดียวกัน หากคนชงเป็นคนละคน วิธีชงต่างกัน ก็ทำให้รสชาติต่างกัน”

ชาก็คือชา คนชงชาและคนดื่มชานั้นแหละที่ทำให้ ชาเป็นชาที่ดี หรือชาที่ไม่ได้เรื่อง … (รัฐธรรมนูญก็คือรัฐธรรมนูญ แต่คนร่างและคนใช้รัฐธรรมนูญนั่นแหละที่ทำให้…. เกี่ยวกันไหมนะ)

ทางสายกลาง

โลกมีทั้งด้านมืดและสว่าง ทุกอย่างในโลกมีทั้งประโยชน์และโทษ ข้อดีและข้อด้อย — ชาก็เช่นกัน

ในยุคที่งานวิจัยทะลักห้องแลบ เราจะได้ยินว่า ชามีประโยชน์มากมาย และการวิจัยบางแห่งบอกว่ามีโทษ ทำให้หลายคนเกิดสับสนว่า เราจะเอาอย่างไรกับชีวิตดี จะกินหรือไม่กินดี

คุณชายตี่กล่าวว่า “อาหารทุกอย่างเป็นพิษและเป็นคุณ” อย่างโสม กินแรก ๆ จะเกิดฤทธ์กระตุ้นร่างกาย แต่ถ้ากินมาก ๆ เข้าก็จะส่งผลกดประสาท หรือแม้แต่ชาเอง ชาช่วยเรียน้ำย่อยและช่วยย่อยอาหาร หากแต่กินมาก ๆ เข้าอาจเกิดภาวะ “เมาชา” ได้

อาการเมาชานี้ (สำหรับเรา) มีอาการคล้ายเมากัญชา คือ ร่าเริงโดยไม่มีเหตุผล หัวเราะได้ง่าย ๆ ยิ้ม เคลิ้ม ๆ แต่บางคนเวลาเกิดอาหารเมาชา อาจจะอาเจียน มึนศีรษะ ฯลฯ

ความเป็นพิษและเป็นคุณของอาหารขึ้นกับธรรมชาติร่างกายของคนแต่ละคน และปริมาณการบริโภคด้วย ซึ่งความพอดีของคนแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน

ดังนั้น การจะกินอะไรให้เกิดประโยชน์กับร่างกาย สูตรสำเร็จอย่างเดียว คือ ฟังเสียงของร่างกายตัวคุณเอง อย่างเรื่องชา เราต้องรู้ด้วยตัวเอง ว่าร่างกายของเราตอบสนองต่อชาแต่ละชนิดอย่างไร

                นอกจากรู้จักร่างกายของเราเอง และการตอบสนองของร่างกายที่มีต่อชาแต่ละชนิดแล้ว เราต้องมีความรู้เกี่ยวกับชาด้วย เช่นว่า ชามีฤทธิ์ทางเคมีอย่างไร และชาชนิดใดควรดื่มช่วงไหน อย่างไร โดยมากชามีฤทธิ์ทำให้เราตื่นตัว และช่วยย่อยอาหาร ดังนั้นถ้าเราดื่มชาตอนท้องว่าง ก็จะเสาะท้อง เวลาดื่มชาจึงต้องมีของทานเล่นเคียงด้วย อย่างชาวญี่ปุ่นกินชาเรียกน้ำย่อย จึงต้องมีอาหารเบา ๆ เคียงด้วย

ภาวนาผ่านวิถีชา

                ใครเคยดูพิธีชงชาของญี่ปุ่นคงไม่ปฏิเสธว่า เป็นพิธีกรรมที่ขลังมาก ละเอียดพิถีพิถัน นิ่ง สงบ งดงาม เราไม่ต้องชงชาแบบนั้นก็ได้ เพียงแต่การชงชาในชีวิตประจำวัน เราก็ใช้เป็นรูปแบบหนึ่งของการฝึกสติและสมาธิได้เหมือนกัน

                รับรู้สัมผัสรสของน้ำ และของรูปสี กลิ่น รสของใบชาก่อนชงกับน้ำร้อน เมื่อใบชาอยู่ในน้ำร้อน ให้สี ให้กลิ่นและรสอย่างไร ก็รับรู้

            คุณชายตี่บอกว่า ยามเช้าที่ตื่นมาชงชาเป็นเวลาส่วนตัวที่เงียบสงบ และเป็นความสุขอย่างยิ่ง อยู่กับชา อยู่กับตัว และอร่อยด้วย

                เวลาที่เรากิน ดื่ม ด้วยสติและสมาธิ เราจะได้รับรู้ความมหัศจรรย์ของประสาทสัมผัสของร่างกาย วิเศษจริง ๆ 

                เรามีร่างกายเป็นเครื่องมือ และมีใจรับรู้ — ความงาม ความมหัศจรรย์ของชีวิตอยู่ที่นี่ ตรงนี้

ยามเช้า ณ เกาะช้าง

ฝนฝากฝ้าฝังห้า        ฝั่งฝัน

อรุณแอบอุ่นไออัน     อบอ้าว

ลมเลระรอกริ้ว         ระรวยลบทรายแล

ใน-นอกนิ่งหนึ่งแนบ  น้อมนบ นฤพาน

ความสงบงาม ยามเช้า ทำให้คำกลอนนี้ไหลเอื่อยเข้ามาในใจ

สิ่งแวดล้อมที่งดงาม ความเงียบ เอื้อให้เราสัมผัสกับสุนทรียภาพที่นอนหลับอยู่ภายใน

ตื่นขึ้น จิตวิญญาณแห่งกวี ศิลปะ ตืนขึ้นมาร่ายรำกับชีวิตและธรรมชาติ

ความสุขบังเกิดเมื่อเราค้นพบตัวเอง

The only fish in the pond ปลาตัวเดียวในบึง

จะเป็นเช่นไรถ้าเราเป็นปลาตัวเดียวในบึง

เคยได้ยินคำพูดที่ว่า “เป็นปลาใหญ่ในบึงเล็ก ดีกว่าเป็นปลาเล็กในบึงใหญ่”

ไม่รู้ว่าใครคิดเห็นกับคำกล่าวนี้ว่าอย่างไร บางคนอาจบอกว่า คนเราชอบรู้สึกใหญ่สำคัญ จึงเลือกไปอยู่ที่จะประกันได้ว่าเราจะเป็นเช่นนั้น ในขณะที่บางคนอาจเห็นที่กว้างใหญ่เป็นโอกาสที่จะอยู่อย่างเงียบ ๆ ไม่มีใครรู้จัก

แต่วันนี้ฉันได้เห็นอีกสิ่งหนึ่ง คือ การเป็นปลาตัวเดียวในบึง (ซึ่งถ้าเป็นปลาเพียงตัวเดียวในบึง ความใหญ่และเล็กของบึงจึงไม่ใช่สาระ)

ที่ดาดฟ้า ชั้น ๑๑ บนตึกแห่งหนึ่งย่านรัชดาภิเษก มีบ่อน้ำทรงสี่เหลี่ยมลึกสักครึ่งขาผู้ใหญ่ บ่อนั้นปูด้วยกระเบื้องหรูสีเข้ม มีน้ำปริ่มขอบ เมื่อสายลมพัดก็เกิดริ้วระลอกบนผิวน้ำดูงามตา

แต่ไม่ใช่เพียงริ้วน้ำเท่านั้นที่เคลื่อนไหว ใต้คลื่นน้ำ ฉันเห็นบางอย่างเคลื่อนไหว ปลาทองตัวเล็กสีแดงอมส้มตัวหนึ่งกำลังว่ายไหว ๆ อยู่ในบ่อ ฉันตกใจเพราะบ่อแบบนี้ไม่เหมาะกับการมีชีวิตเลยแม้แต่น้อย ในบ่อไม่มีต้นไม้น้ำ ไม่มีการจัดภูมิทัศน์อื่นใด นอกจากเป็นบ่อกระเบื้องสี่เหลี่ยม น้ำเต็มล่อ และแท่งน่ำพุโผล่ขึ้นมาจากกลางบ่อ

ปลาทองตัวนั้นไปอยู่ในบ่อได้อย่างไร มีปลาทองตัวอื่นอีกหรือไม่ในบ่อนั้น ฉันกวาดสายตาไปทั่ว แต่ก็หาไม่เจอ

“โถ่…ช่างน่าสงสารปลาทองน้อย” ฉันเอาความรู้สึกแบบมนุษย์ลงไปผุดว่ายในน้ำกับเจ้าปลาทองด้วย

“มันคงเหงาน่าดู จะคุยและเล่นกับใคร กินอาหารอะไร มีใครดูแลหรือเปล่า”

 “ฉันจะหาเพื่อนปลาทองมาใส่ลงในบ่อนี้ดีไหม”

“ไม่เอาดีกว่า ดูท่าทางไม่มีใครดูแล เดี๋ยวพากันแย่ไปหมด”

“เอ หรือจะจับปลาทองตัวนี้ไปเลี้ยงที่อื่น หาพ่อแม่บุณธรรมให้จะดีไหมน้อ”

“ไม่ดีมั้ง อย่างแรกจับปลาทองไม่ใช่เรื่องง่าย บ่อก็ออกจะกว้าง แล้วที่ที่มันจะไปอยู่จะดีหรือเปล่า เดี๋ยวมันตายไป เราจะรู้สึกผิดแน่ ๆ”

…..

ลมพัดมาวูบใหญ่ สายธารความคิดสะดุดลง ฉันตื่นจากการสวมบทบาทปลาทอง ปลาทองจะคิดแบบมนุษย์หรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่แน่มันอาจจะไม่เหงาก็ได้ เห็นว่าปลาทองมีความจำสั้น มันอาจจะเหงา หรืออยากมีเพื่อน แต่พอว่ายน้ำไปสักสองครีบกระดิก มันก็คงลืมไปแล้วว่าเมื่อกี้คิดอะไรอยู่

ความจำสั้น ๆ แบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ

….

ฉันขึ้นบันไดบนชั้น ๑๒ แล้วมองลงมาที่บ่อน้ำ จากมุมสูงฉันเห็นความกว้างใหญ่ของบ่อน้ำเมื่อเทียบกับปลาเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง แล้วเจ้าปลาทองก็พาฉันจินตนาการต่อ

ถ้าโลกนี้มีเพียงแผ่นดิน เวิ้งฟ้า และมนุษย์เพียงคนเดียว เราจะเป็นอย่างไร เราจะคิดกับตัวเองอย่างไร เราจะรู้หรือไม่ว่าเราเป็นมนุษย์ และมนุษย์คืออะไร

ฉันจำไม่ได้ว่าปราชญ์ตะวันตกท่านใดที่พูดถึงเรื่องนี้ คิดคำนึงคำถามประมาณนี้ (ฉันยังไม่หลุดจากบทบาทปลาทอง จึงจำไม่ได้)

ฉันว่ามันคงไม่รู้หรอกว่า มันเป็นปลา

บางทีปลาทองอาจต้องการปลาทองอีกตัว หรือปลาอื่น ๆ สิ่งอื่น ๆ ที่ทำให้มันรู้ว่ามันเป็นอะไร อะไรที่มันเป็น และอะไรที่มันไม่เป็น

บางทีคนเราก็เช่นกัน เราจะรู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้นว่า เราเป็นใคร มนุษย์คืออะไร เมื่อมีตัวเปรียบเทียบ

ปลาจะไม่รู้ว่าปลาเป็นอย่างไร ถ้าไม่เห็นสิ่งนั้นจากปลาอื่น ปลาจะไม่รู้ว่า ความตะกละ หวงแหน ตระหนี่ เป็นเช่นไร หากไม่ต้องแย่งอาหารกับปลาตัวอื่น

ปลาจะไม่รู้จักความโกรธ หากไม่มีปลาตัวอื่นยั่วน้ำโห

ปลาจะไม่รู้จักความรัก หากไม่มีปลาอีกตัวให้คิดถึง

ปลาจะไม่รู้จักความดี ความชั่ว ถ้าไม่มีปลาตัวอื่นแสดงให้เห็น เป็นให้ดู หรือให้โอกาสปลาได้เผยความดีชั่วภายใน

ปลาต้องการปลาตัวอื่น ๆ ที่จะเข้าถึงความเป็นปลา และเมื่อปลาตัวนั้นรู้จักความเป็นปลาแล้ว ปลานั้นก็จะรู้ว่า ความเป็นปลาไม่มีอยู่จริง ปลาทองตัวนั้นไม่มีอยู่จริง

ฉันอยากจะเชื่อว่าปลาทองตัวนี้มีอยู่จริง …. เพราะถ้าหากมันไม่มีอยู่จริงแล้ว ผู้ที่มองปลาทองอยู่นั้นจะมีอยู่จริงหรือ ….