นิทานของขวัญ

 ณ ที่แห่งหนึ่งในห้วงเวลา ยังมีศิลปินผู้ไม่มีใครรู้จักนามอยู่คนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านไม้หลังเล็กในป่าใหญ่ ที่นี่ให้แรงบันดาลใจแก่เขาในการสร้างสรรค์งานศิลปะ และเขาหวังว่าสักวันเขาคงสามารถสร้างงานชื่อให้ตัวเอง และผลงานที่เป็นอมตะได้

ปีแล้วปีเล่า เขาประดิษฐ์ผลงานทางศิลปะหลายชิ้น ทว่าแต่ละชิ้นล้วนพ่ายต่อความเป็นอนิจจัง ภาพวาดลายเส้นอันงดงามถูกสายลมพัดโบกไปหนใดไม่ทราบได้ ประติมากรรมโลหะที่หล่อขึ้นก็ผุกร่อนด้วยเม็ดฝนกรดที่หลั่งรดในช่วงฤดูฝน งานถ้วยชาดินเผาที่มุ่งมาดว่าจะเป็นงานชิ้นเอกก็มีอันสลายคามือด้วยความร้อนเกินพิกัดจากเตาเผา “หรือฉันไม่มีพรสวรรค์ ศิลปะไม่ใช่หนทางของฉันหรือนี่”

ศิลปินไร้นามคอตก นึกอนาถในชะตาชีวิต ในห้วงแห่งความสิ้นหวัง เขาเดินไปนั่งทอดอารมณ์ริมฝั่งน้ำ เผื่อว่าจะได้รับคำตอบบางอย่างในชีวิตบ้าง ว่าเขาควรสานความฝันที่จะเป็นศิลปินมีชื่อกับใคร ๆ บ้าง หรือควรลืมมันไปเสียจากชีวิต แล้วเลือกเส้นทางอื่น

ระหว่างนั้นเอง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง เธอนั่งอยู่บนโขดหินที่ยื่นออกมาในเวิ้งน้ำบนอีกฟากฝั่งของสายธาร ระยับแดดเริงระบำอยู่บนผิวน้ำ ทว่ากายเธอนิ่งเงียบ ใบหน้าอันหมดจดของเธอราบเรียบระคนเหงา สายตาของเธอมองไปไกลยังขอบฟ้าเบื้องหน้าเหมือนเธอพยายามจะเดินไปให้สุดทางเท่าที่สายตาของเธอจะไปถึง แต่เธอหารู้ตัวว่า อีกฝั่งน้ำกำลังมีศิลปินไร้นามผู้หนึ่งพยายามหยั่งลงลึกไปในหัวใจของเธอ

แสงอาทิตย์คล้อยต่ำ สายลมแผ่วลง และระลอกน้ำเริ่มเหงา หญิงสาวลุกจากที่ที่เธอนั่งไปนานแล้ว แต่ศิลปินไร้นามยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น เขาถูกตรึงด้วยภาพความทรงจำของตัวเอง ที่ยังคงฉายภาพของหญิงสาวไปยังโขดหินนั่น

ในภาพความทรงจำของเขา เธอยังนั่งอยู่ตรงนั้น ใต้แสงดาวกระพริบพรายบนฟ้ามืด จวบจนแสงทองเริ่มล้อกับพลิ้วน้ำอีกครั้ง เขาตื่นจากความทรงจำ “ฉันต้องทำงานขึ้นอีกชิ้นหนึ่ง เพื่อเป็นของขวัญกำนัลให้กับหญิงผู้ให้แรงบันดาลใจแก่ฉันคนนั้น” “อะไรเล่าจะเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุด สมค่าคู่ควรกับเธอ” ศิลปินไร้นามรำพึง

“สิ่งใดเป็นอมตะ สิ่งใดเป็นสิ่งมีค่าที่สุด” เขานิ่งไปสักครู่แล้วอุทานว่า “รู้แล้ว!”

จากวันนั้น เขาใช้ทุกเวลานาทีตั้งแต่ตื่นจนหลับไปกับการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกให้แก่สาวคนนั้น เขาปั้น แกะสลัก ขัดเกลา ตกแต่ง แต้มระบายสีสันต่าง ๆ บนชิ้นงาน เขาทำงานด้วยรอยยิ้ม และประกายหวานจากดวงตากำลังฟ้องว่า เขาค่อนข้างพอใจกับผลงานชิ้นนี้ทีเดียว

แล้ววันหนึ่ง ระหว่างที่เขากำลังปั้นแต่งผลงานอยู่นั้น เขาก็เหลือบไปเห็นมือของตัวเอง เขาหยุดพินิจมือของตน —- สายลมแห่งกาลเวลาได้สลักริ้วรอยลงบนผิวของเขาแล้ว เขาลดมือลงจากชิ้นงานที่กำลังมุ่งมั่นทำ หันมาสำรวจร่างกายตัวเอง ศิลปะของจักรวาลชิ้นนี้กำลังผุกร่อน เขามองไปที่ของขวัญที่เขากำลังบรรจงสร้างให้หญิงสาว แล้วถอนใจ “มือที่ไร้ความสมบูรณ์จะสร้างสิ่งสมบูรณ์แบบได้อย่างไร มือที่ไม่อมตะจะสร้างงานที่อมตะได้อย่างไร”

ในคืนที่ฟ้าไร้ดาว ดวงจันทร์หลบความเหงาในกลีบเมฆ ศิลปินไร้นามเดินไปยังโขดหินที่อยู่อีกฝั่งน้ำ เขาบรรจงวาง “ของขวัญแทนใจ” ลงบนโขดหินที่ที่หญิงสาวเคยนั่ง

ศิลปินไร้นามหันหลังแล้วเดินหายไปหลังม่านความมืดของค่ำคืน ไม่มีใครเห็นเขาอีกเลย แน่นอนว่า ไม่มีใครสนใจจะรู้ว่าเขาเป็นใคร ชื่ออะไร ทว่าผลงานของเขาที่วางอยู่นั้นกลายเป็นสิ่งที่โจษจันทั่วทั้งหมู่บ้าน ผู้คนต่างเทียวมามองดู และพูดคุยเสาะหากันว่า ศิลปินไร้นามมอบของขวัญชิ้นนี้ให้ใครกัน

หัวใจที่วางอยู่ริมฝั่งน้ำนั้นสลักด้วยอักษรว่า “แด่เธอ…ด้วยทั้งหมดที่ฉันเป็น…ผู้ไม่สมบูรณ์แบบ”

ศีล ๕ สู่สันติวิธี

 สันติวิธีเป็นคำที่พูดถึงกันมากในยุคนี้ เราไม่แน่ใจว่า กระแสสังคมที่พูดถึงสันติวิธีกันมากนั้นสัมพันธ์กับความเข้าใจและปฏิบัติการแห่งสันติที่เกิดขึ้นทั้งในระดับปัจจเจกหรือสังคมหรือไม่ 

สันติวิธีไม่ได้อยู่ในท้องถนน หรือเวทีชุมนุม แต่สันติวิธีอยู่ในชีวิตประจำวัน วิธีที่เราพูดคุยปฏิบัติต่อครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมงาน คนแปลกหน้าที่เราบังเอิญพบเจอ

เราอาจพูดถึงสันติวิธีที่อื่น ๆ ได้ แต่กับคนรอบข้าง เราหยิบยื่นสันติธรรมให้พวกเขาเพียงใด

ความขัดแย้งเกิดขึ้นได้เสมอในชีวิต ไม่ว่าขัดแย้งกับพ่อแม่ ลูก เพื่อน ลูกน้อง หัวหน้า ฯลฯ เราจัดการความขัดแย้งกับผู้คนต่าง ๆ อย่างไร เป็นวิธีการแบบสันติหรือไม่

เราเห็นว่า ความโกลาหลในบ้านเมืองวันนี้ที่ทำให้สังคมพูดถึง “สันติวิธี” กันมากจะเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้เราน้อมนำวิธีแห่งสันตินี้มาบำรุงหล่อเลี้ยงตัวเราให้เป็นสันติบุคคล สร้างสรรค์ความสัมพันธ์ของเรากับผู้คนรอบข้าง และหากเรามีความสุขในชีวิตส่วนตัวมากขึ้น เราเชื่อว่า ความสุขนั้นจะกระจายสู่ภายนอกด้วยเช่นกัน

เราอยากจะเทียบเคียงกับสิ่งที่องค์ทาไล ลามะกล่าวไว้ “ความกรุณาเป็นปฏิบัติการ” Compassion is an action. สันติวิธีก็เช่นกัน Peace is an action.

ภาวะสันติเป็นเช่นไรหรือ? เราเคยสัมผัสสภาวะนั้นหรือไม่? (หยุดเช็คหัวใจ)

เราสัมผัสความสุข สงบ นิ่ง เป็นสมาธิ จะเรียกความรู้สึกรวม ๆ แบบนี้ว่า สันติภาวะได้หรือไม่

                จำได้ว่า หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ เคยกล่าวว่า นิพพานเรียกอีกชื่อได้ว่า สันติ (ศานติ) ความสุขสงบใจ ถ้าเป็นเช่นนั้น สันติวิธี หมายถึงวิธีใด ๆ ที่ทำให้เกิดผลในใจของเรา (และผู้อื่น) มีลักษณะ สุข สงบ เย็น และอาจเกิดผลเช่นเดียวกันกับภายนอกด้วย

 มนุษย์ทำกรรมได้ ๓ ทาง คือ ทางกาย ทางวาจา และ ทางใจ ดังนั้นวิธีการสร้างสันติจึงกระทำได้ ๓ ทาง เช่นกัน

               สันติวิธีระดับแรก เกิดจากการไม่เบียดเบียนทำร้ายกันทางกาย แม้เราจะโกรธอีกฝ่ายเพียงใด เราอาจจะหลุดประทุษร้ายทางวาจาได้ แต่หากข่มใจอดกลั้นไม่ทำร้ายกันได้ ก็ถือว่ามีสันติระดับหนึ่ง อย่างน้อยเราก็เคารพชีวิตของผู้อื่น เห็นคุณค่าในชีวิตของเขา หรือไม่ก็มีความเกรงกลัวบาปอยู่บ้าง

                สันติวิธีระดับที่สอง คือ ไม่ทำร้ายกันทางวาจา การสื่อสารไม่ว่าทางคำพูด การเขียน ถือได้ว่าเป็นอาวุธอย่างหนึ่งที่ทำร้ายกันให้ถึงแก่ชีวิตได้ พูดความเท็จ พูดใส่ร้าย พูดส่อเสียดเหยียดหยามกันให้เจ็บใจ พูดด่าว่ากัน การพูดต่าง ๆ เหล่านี้ไม่สันติเพราะมีเจตนาเบียดเบียนผู้อื่น น้อยคนที่จะโกหกเพื่อให้ผู้อื่นได้ดี เกิดประโยชน์สร้างสรรค์ โดยส่วนใหญ่เราโกหกเพื่อตัวเอง เราใช้วาจาทำร้ายผู้อื่นให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เสียโอกาส เสียคน เสียเพื่อน เสียทรัพ์ และสารพัดเสีย  หากเราโกรธไม่ชอบใจฝ่ายหนึ่ง ระงับการใช้วาจาที่ทำร้ายกันได้ ก็ถือว่าเรามีตบะทางสันติธรรมมากขึ้นกว่าระดับแรก การไม่หลุดปากใช้วาจาทำร้ายฝ่ายที่เราไม่ชอบนั้น ต้องอาศัยสติและความอดทนสูงมาก

                สันติวิธีระดับที่สาม คือ สันติภายในใจ คือ มีความรู้สึกเมตตา ไม่โกรธ ไม่เกลียดบุคคลอื่นได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผู้อื่นอาจจะกระทำการที่ไม่ดี แต่เราไม่เกลียดเขา และเลือกที่จะแก้ไขปัญหาโดยปราศจากความเกลียดโกรธในใจ

                สามระดับของสันติวิธีมีความลุ่มลึก ยากง่ายตามลำดับ หากจะสรุป เรามองว่า เราจะสร้างสันติกันได้ หากเราตั้งใจรักษาและประพฤติศีล ๕

            ความวุ่นวายโกลาหลที่เกิดขึ้นทำให้เราเห็นว่า สังคมไร้ความเป็นปรกติ เหตุเพราะเราไม่เห็นคุณค่าของศีล ศีลไม่ใช่เรื่องครึแต่อย่างใด ศีลเป็นเรื่องสิทธมนุษยชน และสิทธิสัตว์และธรรมชาติด้วย

ศีลข้อที่  ๑ ชวนให้เราเคารพสิทธิในชีวิตของคนอื่น สิ่งอื่น รักชีวิตอื่นเหมือนชีวิตตัวเอง ดูแลชีวิตคนอื่นและตัวเอง

ศีลข้อที่ ๒ ชวนให้เราเคารพสิทธิในทรัพย์ของผู้อื่นเหมือนที่เรารักทรัพย์ของเรา ไม่หลอกลวงเอาทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตน นอกจากนั้นศีลข้อนี้ยังให้เรารักษาทรัพย์ของส่วนรวมที่ทุกคนจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นสาธารณะสมบัติ หรือธรรมชาติที่ผู้คน และสัตว์จะได้รับประโยชน์ไม่เพียงในยุคคนปัจจุบัน แต่เป็นรุ่นลูกหลานของเราในอนาคต เราจึงต้องรักษาธรรมชาติให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งโลก การทำลายสิ่งที่ส่วนรวมจะได้ประโยชน์นั้นถือว่าทำลายศีลข้อนี้เหมือนกัน

ศีลข้อที่ ๓ ชวนให้เรารักษาคนรักของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานของใคร เราควรช่วยกันดูแลให้เด็ก ๆ ที่เป็นที่รักของพ่อแม่ครอบครัวให้เขาเหล่านั้นมีความสุข ปลอดภัย เรารักษาความรักความสัมพันธ์ของผู้อื่นเพราะเราปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข นี่คือศีลที่ช่วยไม่ให้เราเบียดเบียนหัวใจของกันและกัน

ศีลข้อที่ ๔ ชวนให้เราเคารพในความจริง สัจจะ พูดจริง พูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ พูดสิ่งที่ทำให้ผู้อื่นเบิกบานสงบเย็น เกิดสันติสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่สนทนาร่วมกัน เมื่อคนเราคุยกันดี เกิดความรัก ความสุข และปัญญา สันติภาวะก็เกิด

ศีลข้อที่ ๕ ชวนให้เรารักษาดูแลสติสัมปชัญญะของเราและผู้อื่นให้ดี เพราะการมีสติทำให้เราทุกคนสร้างสรรค์ชีวิตในทางที่ดี มีความสุขสันติได้ การที่เราขาดสติและสัมปชัญญะทำให้เราทำผิดพลาดได้ง่าย ไม่ว่าจะทำร้ายร่างกายผู้อื่น ลักขโมย พูดโกหก และทำร้ายหัวใจผู้อื่น เข้าสู่วงจรอุบาทว์ สำหรับเรา สิ่งที่ทำให้เราขาดสตินั้นมีมากมาย คือ สิ่งที่เสพบริโภคเข้าไปแล้วทำให้เราติด เช่น เหล้า ยา บุหรี่ หรือกิจกรรมที่เราทำแล้วติดไม่อาจเป็นตัวของตัวเองได้ เช่น ติดเกม ติดเซ็กส์ (การติดใด ๆ ที่ทำให้ลุ่มหลง ขาดสติ ขาดภาวะความเป็นที่พึ่งแห่งตนได้)

ศีล ๕ ช่วยให้เรารักษาสันติได้ในระดับกายและวาจา (เราอาจจะยังโกรธแค้นอยู่ แต่มีคุณธรรมระงับการทำร้ายทางกายและวาจาไว้ได้) สำหรับสันติระดับใจอาจต้องเพิ่มด้วยการภาวนารูปแบบต่าง ๆ ตามแต่จริตนิสัยของแต่ละคน เพื่อให้เราเข้าถึงภาวะสันติในใจ ไม่โกรธเกลียดผู้ที่ทำร้ายทำลายเรา 

เราเชื่อว่า หากเราทุกคนตั้งใจรักษาศีล ๕ ให้มั่นคงขึ้นทุก ๆ วัน และภาวนาในชีวิตประจำวันมากขึ้น ตัวเราเอง และผู้คนรอบข้างน่าจะมีความสุข สันติมากขึ้นเป็นลำดับ

สันติวิธีกับแมลงสาบ

นานมาแล้วที่เราไม่ได้เห็นแมลงสาบตัวเป็น ๆ เดินส่ายหนวดไปมาในบ้านของตัวเอง จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่กำลังแปรงฟันอยู่ในห้องน้ำ สายตาก็เหลือบไปเห็นเจ้าแมลงสา[อยู่บนอ่างล้างหน้า วูบแรกตกใจและ “อยากกำจัดมันออกไปให้พ้น ๆ จากสายตา”

ก่อนที่ความคิดจะปรุงวิธีการฆาตกรรมแมลงสาป ก็นึกขึ้นได้ว่า เราปวารณาศีลไว้  ดังนั้นการฆ่าโดยการวางแผนไตร่ตรอง หรือแกล้งทำเป็นพลาดไม่เจตนาทำให้สัตว์อื่นถึงแก่ความตายโดยประมาท ก็ไม่อาจทำได้เช่นกัน หรือจะยืมมือคนอื่นฆ่า ก็ไม่ดี ผิดสองต่อ จึงเหลือวิธีการสุดท้าย นั่นคือ เราจะอยู่ด้วยกันอย่างสันติ

ประการแรก เราจำกัดสถานที่ให้เจ้าแมลงสาปอยู่ ให้อยู่เฉพาะในห้องน้ำเท่านั้น นอกจากจะไม่ให้กระจายไปที่อื่นแล้ว ยังป้องกันไม่ให้ถูกน้องหมาไล่ล่าตระครุบกิน เดี๋ยวจะมีปัญหาทั้งหมา ทั้งแมลงสาบ

ส่วนฉันรับผิดชอบรักษาความสะอาดเพื่อไม่ให้แขกที่ไม่ได้รับเชิญตัวนี้ไม่ทิ้งเชื้อโรคไว้ที่ข้าวของที่เราจำเป็นต้องใช้ (ทำให้เราต้องรักษาความสะอาดและคิดประณีตในการเก็ยข้าวของขึ้นเลยหละ) และทำให้เราล้างมือบ่อยขึ้นด้วย เกิดมีสติเวลาใช้ห้องน้ำทันที

ประการที่สอง ทำให้แน่ใจว่าผู้บุกรุกตัวนี้จะไม่เจอเนื้อคู่ เพื่อขยายเผ่าพันธุ์ เป็นการลดจำนวนประชากรแมลงสาบในห้องน้ำ ให้มีเพียง ๑ ตัวเท่านั้น (แต่รู้มาด้วยว่า บางพันธุ์สามารถขยายพันธุ์ได้ในตัวเอง)

ประการที่สาม เราหวังว่า มันจะพ้นทุกข์ไว ๆ ไปเกิดใหม่เป็นคน (วิกิพีเดียบอกว่า แมลงสาบอยู่ได้เป็นปี และกินได้ทุกอย่าง กาว กระดาษ เพระฉะนั้นอย่าคิดว่ามันจะอดตาย) เรายิ่งหวังให้มาก ๆ เข้าว่า ให้มันเป็นสุข ๆ เถิอ ไว ๆ

หลายคนอาจบอกว่า แมลงสาบมีเชื้อโรคมากมาย เราก็ว่าจริง และน่ากลัวทีเดียว อันตรายมาก ๆ

และมนุษย์ก็มีเชื้อโรคมากมายเช่นกัน แล้วแต่มองมุมใคร ถ้ามองมุมมนุษย์ แมลงสาบก็ร้ายนัก ไอ้ตัวเชื้อโรค ต้องกำจัด แต่ถ้ามองมุมแมลงสาบ มันอาจบอกว่า คนสกปรกเช่นกัน และบางทีเชื้อโรคในตัวแมลงสาบก็อาจได้รับจากคน

สัตว์ต่าง ๆ ก็มีสิทธิที่จะอยู่บนโลกนี้ได้พอ ๆ กับเรา บางทีเราอาจรุกล้ำ รุกรานบ้านเขาจนเขาต้องลุกขึ้นสู้ หรือวิถีชีวิตของเราเองนั่นแหละที่เชื้อเชิญพวกเขาเข้ามาให้อยู่ด้วยกัน

ทุกวันนี้ เราเห็นหน้ากันทุกวัน “ดีแล้วที่ยังมีชีวิตอยู่” แต่ลึก ๆ ยังแอบคิดว่า วันไหนไม่เห็นมัน จะดีใจมาก ๆ เเลย (เฮ้อ ศีลด่างพร้อยนะเนี่ย) 5555

ปัญหาของวันนี้มาจากทางออกของวันวาน

ความ “จริง” อันหลากหลายในการคิดกระบวนระบบ

แปลจาก The Fifth Discipline by Peter Senge

 “ปัญหาของวันนี้มาจากทางออกของวันวาน

 ยิ่งเราผลักไสปัญหาในวันนี้มากเท่าไร ระบบก็จะผลักดันปัญหานั้นกลับมาหาเรามากและแรงขึ้นเท่านั้น

พฤติกรรมมักจะถดถอยก่อนที่จะงอกงาม

ทางออกที่ง่ายจะพาเราหวนกลับสู่ปัญหาเสมอ หนทางเยียวยาอาจจะเลวร้ายกว่าตัวโรคภัยเสียอีก

ถ้าเราอยากแก้ปัญหาให้เร็วขึ้น เราต้องยิ่งช้าลง

เหตุและปัจจัยของปัญหาในวันนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเวลาและสถานที่ที่เกิดเหตุขึ้นในปัจจุบัน (หากแต่เป็นเหตุและปัจจัยอันซับซ้อนมากมายในอดีต)

การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่และสร้างสรรค์ได้ — หากแต่พื้นที่หรือสิ่งที่จะเป็นจุดคานงัดอันทรงประสิทธิภาพที่สุดนั้น ไม่อาจจะเห็นได้อย่างแจ้งชัดประจักษ์กับตา”

อย่างที่เจ้าชายน้อยว่าไว้ “สิ่งที่สวยงามที่สุดไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา แต่สัมผัสได้ด้วยใจ”  เราคงต้องช่วย ๆ กันใช้ใจสัมผัสจุดคานงัดอันแสนเบาบางแต่ทรงประสิทธิภาพนี้ในสังคมไทยด้วยกัน 
 
May the force be with you
ศิษย์มาสเตอร์โยดา

หนี้ที่ใช้ได้ไม่หมด กับติดหนี้อันธพาล

“ใช่…ฉันติดหนี้แก ติดหนี้หมู 20 ตัว ฉันใช่หนี้แกแน่นอน แต่ฉันติดหนี้แม่ชั่วชีวิต ฉันต้องดูแลแม่ก่อน” เป็นคำพูดสะดุดใจ และกระตุกความคิดที่ฉันได้ยินจากซีรีส์ บ้าบ๋า ย่าหยา ทางทีวีไทย

นั่นเป็นคำพูดของชายหนุ่มร่างกายกำยำเจ้าเนื้อ นิสัยมุทะลุดุดัน ตรงไปตรงมา เขามีความกตัญญุกับแม่ที่ป่วยของเขามาก พยายามหาเงินซื้อหยูกยาให้แม่ แต่ยาก็แสนแพง

เนื่องจากชายหนุ่มคนนี้หาเลี้ยงปากท้องด้วยการรับจ้างเชือดหมู เขาจึงเที่ยวตะโกนบอกคนว่า ใครต้องการเชือดหมูบ้าง เขาต้องการเงิน แต่ก็ไม่มีใครตอบ ยกเว้นอันธพาลคนหนึ่ง

อันธพาลคนนั้นควักเงินให้ก้อนโต พร้อมกำชับชายหนุ่มว่า “แกเป็นหนี้ฉันนะ” ชายเชือดหมูตอบ “ใช่ฉันเป็นหนี้แก หมู 20 ตัว” จากนั้นก็เดินจากไป

วันหนึ่งอันธพาลลักพาตัวลูกชายของผู้ลงสมัครเลือกตั้งคนหนึ่ง (ตามคำว่าจ้างของผู้ลงสมัครเลือกตั้งคู่แข่ง) เลยนำตัวมาฝากชายเชื่อดหมูไว้ให้ดูแล “แกติดหนี้ฉัน แกต้องทำตามมที่ฉันสั่ง” 

ชายเชือดหมูทำตามโดยดี ดูแลตัวประกันเสมอ และเท่า ๆ กับดูแลพวกอันธพาลที่กล่าวเสมอว่า “แกเป็นหนี้ฉัน” เพราะความเป็นคนซื่อ และไม่สองมาตราฐาน

วันหนึ่งแม่ที่ป่วยมากรู้สึกวาระสุดท้ายของตนใกล้เข้ามา อยากกินอาหารพื้นเมืองที่ชอบก่อนจะตาย แม่ของชายเชือดหมูเห็นว่าสาวที่ถูกลักพามานั้นทำอาหารเก่งและน่าจะทำได้ ชายเชือดหมูจึงจะพาสาวบ้าบ๋าไปซื้อของที่ตลาดเพื่อมาทำอหาร

แต่พวกอันธพาลไม่ยอม “แกติดหนี้ฉัน แกต้องทำตามที่ฉันสั่ง”

ชายเชือดหมูตอบว่า “ใช่ฉันติหนี้แก หมู 20 ตัว แต่ฉันติดหนี้แม่ฉันชั่วชีวิต ฉันต้องใช้หนี้แม่ฉันก่อน”

——–

ชายเชือดหมูที่ดูเหมือนไม่ซับซ้อนทางความคิด มุทะลุ บุ่มบ่าม แต่มีใจที่ซื่อตรง คิดตรง และสำนึกอย่างตรงไปตรงมา ว่า

ใครมีบุญคุณกับตัวมากมาย และบุญคุณควรชดใช้อย่างไร มีการลำดับคุณที่ได้รับ และรู้ว่าเวลาใดควรสนองคุณใด

ถ้าหากการตอบแทนคน ๆ หนึ่ง (อันธพาล) แล้วทำให้ต้องเนรคุณผู้ที่มีพระคุณที่ยิ่งใหญ่กว่าเช่นแม่ นั้น ไม่คุ้มอย่างยิ่งทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

เมื่อกลับมาคิดในชีวิตจริง ใครและอะไรมีพระคุณต่อชีวิตเราบ้าง …มากมาย

ขอเริ่มจากธรรมชาติ หากไม่มีต้นน้ำ แม่น้ำ ทะเล ต้นไม้ สรรพสัตว์ เราจะอยู่รอดกันอย่างไร

หากบรรพบุรุษของเราไม่รักษาธรรมชาติไว้ให้เราใช้ เราจะมีอะไรให้เสพสุข

หากบรรพบุรุษไม่สั่งสมภูมิปัญญา สละเลือดเนื้อรักษาแผ่นดิน รักษาความเป็นธรรมไว้ เราจะมีสภาพอยู่อย่างไร

หากเราไม่มีพ่อแม่ดูแลชีวิตเรา ครอบครัว ฐาติ ครู เพื่อน เราจะอยู่รอดถึงวันนี้อย่างไร

บุญคุณของสรรพสิ่งและผู้คนที่มีต่อเรานั้นมหาศาล มากน้อยต่างกันตามลำดับ

จะทำอะไร ลองทบทวนว่า สิ่งใด หรือใครทีทั้งชีวิต ทั้งชาติเราก็ไม่อาจทดแทนคุณได้หมด — สิ่งนั้น คนนั้นคือคนที่เราสมควรแคร์มากที่สุด และให้ความสำคัญสูงสุด

บางคนทำสิ่งดีให้เราเพียงนิดหน่อย ชั่วระยะหนึ่ง เขามีคุณจริง และเราควรตอบแทนเขาด้วยความดีงาม — แต่เราไม่สมควรเนรคุณคนทั้งชาติ บรรพบุรุษ พ่อแม่ ธรรมชาติ

จริง ๆ แล้วอยากจะบอกว่า อย่าเนรคุณบุญของตัวเองที่พาให้มาเกิดเป็นมนุษย์ มีโอกาสสร้างความคี ดูแลคนอื่น ๆ