ศีล ๕ สู่สันติวิธี

 สันติวิธีเป็นคำที่พูดถึงกันมากในยุคนี้ เราไม่แน่ใจว่า กระแสสังคมที่พูดถึงสันติวิธีกันมากนั้นสัมพันธ์กับความเข้าใจและปฏิบัติการแห่งสันติที่เกิดขึ้นทั้งในระดับปัจจเจกหรือสังคมหรือไม่ 

สันติวิธีไม่ได้อยู่ในท้องถนน หรือเวทีชุมนุม แต่สันติวิธีอยู่ในชีวิตประจำวัน วิธีที่เราพูดคุยปฏิบัติต่อครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมงาน คนแปลกหน้าที่เราบังเอิญพบเจอ

เราอาจพูดถึงสันติวิธีที่อื่น ๆ ได้ แต่กับคนรอบข้าง เราหยิบยื่นสันติธรรมให้พวกเขาเพียงใด

ความขัดแย้งเกิดขึ้นได้เสมอในชีวิต ไม่ว่าขัดแย้งกับพ่อแม่ ลูก เพื่อน ลูกน้อง หัวหน้า ฯลฯ เราจัดการความขัดแย้งกับผู้คนต่าง ๆ อย่างไร เป็นวิธีการแบบสันติหรือไม่

เราเห็นว่า ความโกลาหลในบ้านเมืองวันนี้ที่ทำให้สังคมพูดถึง “สันติวิธี” กันมากจะเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้เราน้อมนำวิธีแห่งสันตินี้มาบำรุงหล่อเลี้ยงตัวเราให้เป็นสันติบุคคล สร้างสรรค์ความสัมพันธ์ของเรากับผู้คนรอบข้าง และหากเรามีความสุขในชีวิตส่วนตัวมากขึ้น เราเชื่อว่า ความสุขนั้นจะกระจายสู่ภายนอกด้วยเช่นกัน

เราอยากจะเทียบเคียงกับสิ่งที่องค์ทาไล ลามะกล่าวไว้ “ความกรุณาเป็นปฏิบัติการ” Compassion is an action. สันติวิธีก็เช่นกัน Peace is an action.

ภาวะสันติเป็นเช่นไรหรือ? เราเคยสัมผัสสภาวะนั้นหรือไม่? (หยุดเช็คหัวใจ)

เราสัมผัสความสุข สงบ นิ่ง เป็นสมาธิ จะเรียกความรู้สึกรวม ๆ แบบนี้ว่า สันติภาวะได้หรือไม่

                จำได้ว่า หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ เคยกล่าวว่า นิพพานเรียกอีกชื่อได้ว่า สันติ (ศานติ) ความสุขสงบใจ ถ้าเป็นเช่นนั้น สันติวิธี หมายถึงวิธีใด ๆ ที่ทำให้เกิดผลในใจของเรา (และผู้อื่น) มีลักษณะ สุข สงบ เย็น และอาจเกิดผลเช่นเดียวกันกับภายนอกด้วย

 มนุษย์ทำกรรมได้ ๓ ทาง คือ ทางกาย ทางวาจา และ ทางใจ ดังนั้นวิธีการสร้างสันติจึงกระทำได้ ๓ ทาง เช่นกัน

               สันติวิธีระดับแรก เกิดจากการไม่เบียดเบียนทำร้ายกันทางกาย แม้เราจะโกรธอีกฝ่ายเพียงใด เราอาจจะหลุดประทุษร้ายทางวาจาได้ แต่หากข่มใจอดกลั้นไม่ทำร้ายกันได้ ก็ถือว่ามีสันติระดับหนึ่ง อย่างน้อยเราก็เคารพชีวิตของผู้อื่น เห็นคุณค่าในชีวิตของเขา หรือไม่ก็มีความเกรงกลัวบาปอยู่บ้าง

                สันติวิธีระดับที่สอง คือ ไม่ทำร้ายกันทางวาจา การสื่อสารไม่ว่าทางคำพูด การเขียน ถือได้ว่าเป็นอาวุธอย่างหนึ่งที่ทำร้ายกันให้ถึงแก่ชีวิตได้ พูดความเท็จ พูดใส่ร้าย พูดส่อเสียดเหยียดหยามกันให้เจ็บใจ พูดด่าว่ากัน การพูดต่าง ๆ เหล่านี้ไม่สันติเพราะมีเจตนาเบียดเบียนผู้อื่น น้อยคนที่จะโกหกเพื่อให้ผู้อื่นได้ดี เกิดประโยชน์สร้างสรรค์ โดยส่วนใหญ่เราโกหกเพื่อตัวเอง เราใช้วาจาทำร้ายผู้อื่นให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เสียโอกาส เสียคน เสียเพื่อน เสียทรัพ์ และสารพัดเสีย  หากเราโกรธไม่ชอบใจฝ่ายหนึ่ง ระงับการใช้วาจาที่ทำร้ายกันได้ ก็ถือว่าเรามีตบะทางสันติธรรมมากขึ้นกว่าระดับแรก การไม่หลุดปากใช้วาจาทำร้ายฝ่ายที่เราไม่ชอบนั้น ต้องอาศัยสติและความอดทนสูงมาก

                สันติวิธีระดับที่สาม คือ สันติภายในใจ คือ มีความรู้สึกเมตตา ไม่โกรธ ไม่เกลียดบุคคลอื่นได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผู้อื่นอาจจะกระทำการที่ไม่ดี แต่เราไม่เกลียดเขา และเลือกที่จะแก้ไขปัญหาโดยปราศจากความเกลียดโกรธในใจ

                สามระดับของสันติวิธีมีความลุ่มลึก ยากง่ายตามลำดับ หากจะสรุป เรามองว่า เราจะสร้างสันติกันได้ หากเราตั้งใจรักษาและประพฤติศีล ๕

            ความวุ่นวายโกลาหลที่เกิดขึ้นทำให้เราเห็นว่า สังคมไร้ความเป็นปรกติ เหตุเพราะเราไม่เห็นคุณค่าของศีล ศีลไม่ใช่เรื่องครึแต่อย่างใด ศีลเป็นเรื่องสิทธมนุษยชน และสิทธิสัตว์และธรรมชาติด้วย

ศีลข้อที่  ๑ ชวนให้เราเคารพสิทธิในชีวิตของคนอื่น สิ่งอื่น รักชีวิตอื่นเหมือนชีวิตตัวเอง ดูแลชีวิตคนอื่นและตัวเอง

ศีลข้อที่ ๒ ชวนให้เราเคารพสิทธิในทรัพย์ของผู้อื่นเหมือนที่เรารักทรัพย์ของเรา ไม่หลอกลวงเอาทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตน นอกจากนั้นศีลข้อนี้ยังให้เรารักษาทรัพย์ของส่วนรวมที่ทุกคนจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นสาธารณะสมบัติ หรือธรรมชาติที่ผู้คน และสัตว์จะได้รับประโยชน์ไม่เพียงในยุคคนปัจจุบัน แต่เป็นรุ่นลูกหลานของเราในอนาคต เราจึงต้องรักษาธรรมชาติให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งโลก การทำลายสิ่งที่ส่วนรวมจะได้ประโยชน์นั้นถือว่าทำลายศีลข้อนี้เหมือนกัน

ศีลข้อที่ ๓ ชวนให้เรารักษาคนรักของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานของใคร เราควรช่วยกันดูแลให้เด็ก ๆ ที่เป็นที่รักของพ่อแม่ครอบครัวให้เขาเหล่านั้นมีความสุข ปลอดภัย เรารักษาความรักความสัมพันธ์ของผู้อื่นเพราะเราปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข นี่คือศีลที่ช่วยไม่ให้เราเบียดเบียนหัวใจของกันและกัน

ศีลข้อที่ ๔ ชวนให้เราเคารพในความจริง สัจจะ พูดจริง พูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ พูดสิ่งที่ทำให้ผู้อื่นเบิกบานสงบเย็น เกิดสันติสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่สนทนาร่วมกัน เมื่อคนเราคุยกันดี เกิดความรัก ความสุข และปัญญา สันติภาวะก็เกิด

ศีลข้อที่ ๕ ชวนให้เรารักษาดูแลสติสัมปชัญญะของเราและผู้อื่นให้ดี เพราะการมีสติทำให้เราทุกคนสร้างสรรค์ชีวิตในทางที่ดี มีความสุขสันติได้ การที่เราขาดสติและสัมปชัญญะทำให้เราทำผิดพลาดได้ง่าย ไม่ว่าจะทำร้ายร่างกายผู้อื่น ลักขโมย พูดโกหก และทำร้ายหัวใจผู้อื่น เข้าสู่วงจรอุบาทว์ สำหรับเรา สิ่งที่ทำให้เราขาดสตินั้นมีมากมาย คือ สิ่งที่เสพบริโภคเข้าไปแล้วทำให้เราติด เช่น เหล้า ยา บุหรี่ หรือกิจกรรมที่เราทำแล้วติดไม่อาจเป็นตัวของตัวเองได้ เช่น ติดเกม ติดเซ็กส์ (การติดใด ๆ ที่ทำให้ลุ่มหลง ขาดสติ ขาดภาวะความเป็นที่พึ่งแห่งตนได้)

ศีล ๕ ช่วยให้เรารักษาสันติได้ในระดับกายและวาจา (เราอาจจะยังโกรธแค้นอยู่ แต่มีคุณธรรมระงับการทำร้ายทางกายและวาจาไว้ได้) สำหรับสันติระดับใจอาจต้องเพิ่มด้วยการภาวนารูปแบบต่าง ๆ ตามแต่จริตนิสัยของแต่ละคน เพื่อให้เราเข้าถึงภาวะสันติในใจ ไม่โกรธเกลียดผู้ที่ทำร้ายทำลายเรา 

เราเชื่อว่า หากเราทุกคนตั้งใจรักษาศีล ๕ ให้มั่นคงขึ้นทุก ๆ วัน และภาวนาในชีวิตประจำวันมากขึ้น ตัวเราเอง และผู้คนรอบข้างน่าจะมีความสุข สันติมากขึ้นเป็นลำดับ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s