นิทานของขวัญ

 ณ ที่แห่งหนึ่งในห้วงเวลา ยังมีศิลปินผู้ไม่มีใครรู้จักนามอยู่คนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านไม้หลังเล็กในป่าใหญ่ ที่นี่ให้แรงบันดาลใจแก่เขาในการสร้างสรรค์งานศิลปะ และเขาหวังว่าสักวันเขาคงสามารถสร้างงานชื่อให้ตัวเอง และผลงานที่เป็นอมตะได้

ปีแล้วปีเล่า เขาประดิษฐ์ผลงานทางศิลปะหลายชิ้น ทว่าแต่ละชิ้นล้วนพ่ายต่อความเป็นอนิจจัง ภาพวาดลายเส้นอันงดงามถูกสายลมพัดโบกไปหนใดไม่ทราบได้ ประติมากรรมโลหะที่หล่อขึ้นก็ผุกร่อนด้วยเม็ดฝนกรดที่หลั่งรดในช่วงฤดูฝน งานถ้วยชาดินเผาที่มุ่งมาดว่าจะเป็นงานชิ้นเอกก็มีอันสลายคามือด้วยความร้อนเกินพิกัดจากเตาเผา “หรือฉันไม่มีพรสวรรค์ ศิลปะไม่ใช่หนทางของฉันหรือนี่”

ศิลปินไร้นามคอตก นึกอนาถในชะตาชีวิต ในห้วงแห่งความสิ้นหวัง เขาเดินไปนั่งทอดอารมณ์ริมฝั่งน้ำ เผื่อว่าจะได้รับคำตอบบางอย่างในชีวิตบ้าง ว่าเขาควรสานความฝันที่จะเป็นศิลปินมีชื่อกับใคร ๆ บ้าง หรือควรลืมมันไปเสียจากชีวิต แล้วเลือกเส้นทางอื่น

ระหว่างนั้นเอง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง เธอนั่งอยู่บนโขดหินที่ยื่นออกมาในเวิ้งน้ำบนอีกฟากฝั่งของสายธาร ระยับแดดเริงระบำอยู่บนผิวน้ำ ทว่ากายเธอนิ่งเงียบ ใบหน้าอันหมดจดของเธอราบเรียบระคนเหงา สายตาของเธอมองไปไกลยังขอบฟ้าเบื้องหน้าเหมือนเธอพยายามจะเดินไปให้สุดทางเท่าที่สายตาของเธอจะไปถึง แต่เธอหารู้ตัวว่า อีกฝั่งน้ำกำลังมีศิลปินไร้นามผู้หนึ่งพยายามหยั่งลงลึกไปในหัวใจของเธอ

แสงอาทิตย์คล้อยต่ำ สายลมแผ่วลง และระลอกน้ำเริ่มเหงา หญิงสาวลุกจากที่ที่เธอนั่งไปนานแล้ว แต่ศิลปินไร้นามยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น เขาถูกตรึงด้วยภาพความทรงจำของตัวเอง ที่ยังคงฉายภาพของหญิงสาวไปยังโขดหินนั่น

ในภาพความทรงจำของเขา เธอยังนั่งอยู่ตรงนั้น ใต้แสงดาวกระพริบพรายบนฟ้ามืด จวบจนแสงทองเริ่มล้อกับพลิ้วน้ำอีกครั้ง เขาตื่นจากความทรงจำ “ฉันต้องทำงานขึ้นอีกชิ้นหนึ่ง เพื่อเป็นของขวัญกำนัลให้กับหญิงผู้ให้แรงบันดาลใจแก่ฉันคนนั้น” “อะไรเล่าจะเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุด สมค่าคู่ควรกับเธอ” ศิลปินไร้นามรำพึง

“สิ่งใดเป็นอมตะ สิ่งใดเป็นสิ่งมีค่าที่สุด” เขานิ่งไปสักครู่แล้วอุทานว่า “รู้แล้ว!”

จากวันนั้น เขาใช้ทุกเวลานาทีตั้งแต่ตื่นจนหลับไปกับการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกให้แก่สาวคนนั้น เขาปั้น แกะสลัก ขัดเกลา ตกแต่ง แต้มระบายสีสันต่าง ๆ บนชิ้นงาน เขาทำงานด้วยรอยยิ้ม และประกายหวานจากดวงตากำลังฟ้องว่า เขาค่อนข้างพอใจกับผลงานชิ้นนี้ทีเดียว

แล้ววันหนึ่ง ระหว่างที่เขากำลังปั้นแต่งผลงานอยู่นั้น เขาก็เหลือบไปเห็นมือของตัวเอง เขาหยุดพินิจมือของตน —- สายลมแห่งกาลเวลาได้สลักริ้วรอยลงบนผิวของเขาแล้ว เขาลดมือลงจากชิ้นงานที่กำลังมุ่งมั่นทำ หันมาสำรวจร่างกายตัวเอง ศิลปะของจักรวาลชิ้นนี้กำลังผุกร่อน เขามองไปที่ของขวัญที่เขากำลังบรรจงสร้างให้หญิงสาว แล้วถอนใจ “มือที่ไร้ความสมบูรณ์จะสร้างสิ่งสมบูรณ์แบบได้อย่างไร มือที่ไม่อมตะจะสร้างงานที่อมตะได้อย่างไร”

ในคืนที่ฟ้าไร้ดาว ดวงจันทร์หลบความเหงาในกลีบเมฆ ศิลปินไร้นามเดินไปยังโขดหินที่อยู่อีกฝั่งน้ำ เขาบรรจงวาง “ของขวัญแทนใจ” ลงบนโขดหินที่ที่หญิงสาวเคยนั่ง

ศิลปินไร้นามหันหลังแล้วเดินหายไปหลังม่านความมืดของค่ำคืน ไม่มีใครเห็นเขาอีกเลย แน่นอนว่า ไม่มีใครสนใจจะรู้ว่าเขาเป็นใคร ชื่ออะไร ทว่าผลงานของเขาที่วางอยู่นั้นกลายเป็นสิ่งที่โจษจันทั่วทั้งหมู่บ้าน ผู้คนต่างเทียวมามองดู และพูดคุยเสาะหากันว่า ศิลปินไร้นามมอบของขวัญชิ้นนี้ให้ใครกัน

หัวใจที่วางอยู่ริมฝั่งน้ำนั้นสลักด้วยอักษรว่า “แด่เธอ…ด้วยทั้งหมดที่ฉันเป็น…ผู้ไม่สมบูรณ์แบบ”

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s