ทำไมกระทิงต้องสู้เพื่อที่จะถูกพิฆาต

การสู้กระทิง Bull Fighting

Spain Series III

การสู้วัวกระทิงเป็นรูปแบบการต่อสู้ ศิลปะ การกีฬา วัฒนธรรมที่ชาวสเปนภูมิใจและสืบทอดมายาวนานตั้งแต่ยุคโรมัน ซึ่งข้าพเจ้ามองว่าเป็นวัฒนธรรมแบบผู้ช้ายผู้ชาย Macho มาก ๆ

ในยุคนี้มีการต่อต้านจากนักสิทธิสัตว์ เพราะเห็นว่าการต่อสู้วัวกระทิงเป็นการทรมานสัตว์ และหากเราจะลองเข้าไปดูภาพที่มีคนบันทึกใน youtube เราเบือนหน้าหนี กดทิ้ง เพราะทนความโหดต่อหน้าไม่ไหว (ถ้าเนื้ออยู่บนจานสำเร็จรูปแล้ว คงไม่เป็นไร 555)

ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่ปฏิเสธที่จะซื้อตั๋ว จ่ายเงิน (จากไม่กี่ยูโร ถึง 100 ยูโร) เพื่อไปดูการฆ่า แม้จะอยากเรียนรู้ และ อยากรู้อยากเห็น แต่ข้าพเจ้ามีหลักการบางอย่างที่เหนือไปกว่าความอยากรู้ คือ การไม่สนับสนุนการฆ่าอย่างเลือดเย็น ในนามของคำว่า วัฒนธรรม การกีฬา การท่องเที่ยว

แม้กระนั้นก็ยังอยากรู้ จึงได้สอบถามเพื่อนที่ไปดูการสู้วัวกระทิงที่สนามแข่งประจำเมือง อย่าง Las Ventas ในเมืองมาดริด เมืองหลวงของสเปน

การสู้วัวกระทิงมีตั้งแต่เดือน มีนาคมถึงตุลาคม การสู้วัวจัดขึ้นทุกวันอาทิตย์ช่วงเวลา 7 โมง หรือหนึ่งทุ่ม แต่ในช่วงเทศกาล San Isidro ช่วงพฤษภาคมถึงมิถุนายน เป็นช่วงที่มีการสู้วัวทุกวัน ติดต่อกันเป็นเวลา 20 วัน การต่อสู้มีทั้งคนสู้กับวัวหนุ่ม สู้วัวกระทิงบนหลังม้า และการสู้ในชุดโบราณ

โดยปรกติ  ในแต่ละรอบจะมีมาทาดอร์ 3 คน สู้กับกระทิง 6 ตัว ไม่ใช่ในเวลาเดียวกัน แต่เป็นรอบ ๆ ด้วยลีลาต่าง ๆ โดยเฉลี่ยรอบการแข่งแต่ละครั้งใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง

คนน้ำหนักไม่ถึง 100 กิโลกรัมท้าสู้กับกระทิงน้ำหนักกว่า 450 กิโลกรัม วัวมีน้ำหนักและเขา และมนุษย์มีเหล็กปลายแหลมและความเขลา 

ช่วงต้น มาทาดอร์ใช้หอกแทงบริเวณหลังและตามลำตัวของกระทิง เพื่อกระตุ้นแรงต่อสู้ของกระทิง ทำให้กระทิงฮึด

หอกหลายลำทิ่มเต็มหลัง เลือดแดงอาบขนดำเมื่อม แต่การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อ เพื่อให้มาทาดอร์คนสุดท้ายมาปลิดลมหายใจกระทิง

เพชรฆาตมาในเครื่องแต่งกายที่เรียกว่า “ชุดแห่งแสงสว่าง” (suit of lights) เป็นเสื้อแจ๊คเก็ตทำจากผ้าไหมประดับด้วยดิ้นทองคำ กางเกงรัดรูป และหมวก — เราสร้างความงามมาปกปิดความโหดร้ายหรือ?

ยิ่งเวลาแห่งการตายใกล้เข้ามา มาทาดอร์จะยิ่งโชว์ลีลาฉวัดเฉวียนผ้าสีแดง ท่าทางสง่างามราวกับเต้นรำ ยิ่งมาทาดอร์เข้าใกล้เขากระทิง เสียงเชียร์ยิ่งดัง เหตุที่กระทิงมุ่งขวิดผ้าสีแดง เพราะผ้าเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหว ส่วนมาทาดอร์จะนิ่งสงบที่สุด

มาทาดอร์เข้าใกล้กระทิงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบหายใจลมของกันและกัน และเมื่อถึงเวลาที่ใช่ มาทาดอร์จะฝังเหล็กคมปลายแหลมลงไปที่บริเวณโหนกหลังของวัวในจุดที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ ว่ากันว่า มาทาดอร์ที่ชำนาญและเก่งเท่านั้นจึงจะแทงมีดได้แม่นยำ เพื่อให้กระทิงให้ล้มและตามโดยเร็ว

แต่หลายครั้งการแทงพลาดทำให้กระทิงเลือดตกภายใน และดิ้นทุรนทุราย ทำให้มาทาดอร์ต้องรีบช่วยให้สิ้นลมเร็ว ๆ เป็นภาพที่น่าทรมานใจมาก

มนุษย์จัดกระบวนการแสดงทั้งหมด โดยไม่ถามความยินยอมพร้อมใจจากกระทิงว่าเขาอยากจบชีวิตหรือไม่ 

ในเกมนี้ ผู้ตายคือกระทิง มีบ้างเหมือนกันที่กระทิงขวิดและย่ำมาทาดอร์ แต่แม้กระนั้นมันก็จะตายอยู่ดี ด้วยฝีมือมาทาดอร์คนอื่น กระทิงไม่มีสิทธิฆ่าคน โทษทัณฑ์ที่มันทำร้ายมนุษย์คือการตาย … นี่มันตรรกะแบบไหน

เลื่อมลายของใจมนุษย์ และอำนาจไม่เที่ยง : นายพลฟรังโก อดีตผู้นำเผด็จการแห่งสเปน

 Spain Series Part II

มนุษย์ไม่ได้ขาวล้วน หรือดำสนิทอย่างที่เราคุ้นเสพในละครทีวี

คนเรามีหลากสี หลายมุม มากเหลี่ยม เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง และการตระหนักรู้เรื่องนี้ในตัวเราและผู้อื่น จะช่วยให้เราชะลอการตีตรา และตัดสินกันและกัน รื้อถอนอคติที่ฝังแน่นได้เหมือนกัน

คนหนึ่งที่สอนบทเรียนนี้ให้เรา คือ ผู้นำเผด็จการของสเปน อย่าง นายพล ฟรานซิสโก ฟรังโก

ฟรานซิลโก ฟรังโกเกิดและเติบโตในครอบครัวทหารเรือ ทว่าเขาปรารถนาจะรับใช้ในกองทัพบก เขาคงเป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นและความสามารถเป็นเยี่ยม จึงทำให้เขาเติบโตขึ้นเป็นระดับนายพลเมื่ออายุได้เพียง ๓๓ ปี (๒๔๖๙) นับได้ว่า เขาเป็นนายพลที่อายุน้อยที่สุดในยุโรป

ในยุคนั้น ในยุครัฐบาลผสมอันประกอบด้วยพวกมาร์กซิสต์ กลุ่มเสรีนิยมสาธารณรัฐ เกิดความวุ่นวายในการเมืองสูง กองกำลังติดอาวุธต่าง ๆ ทำร้ายประหัตประหารกันจนเกิดมีการลอบสังหารผู้นำอนุรักษ์นิยม ทำให้นายพลฟรังโกใช้เป็นโอกาสในการทำรัฐประหารเพื่อล้มรัฐบาลในสมัยนั้นและระงับความวุ่นวายทางการเมือง

ความพยายามในการทำรัฐประการล้มเหลว แต่ได้พัฒนาไปสู่สงครามกลางเมือง

ในช่วงสงครามกลางเมืองนี้ สเปนถูกแบ่งเป็นฝักฝ่ายและสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมาก และผู้คนกว่า ๕ หมื่นคนที่ต้องเสียชีวิตในสงคราม

ด้วยความช่วยเหลือจากมุสโสลินีผู้นำฟาซิสต์จากอิตตาลีและฮิตเลอร์ผู้นำนาซีเยอรมนี นายพลฟรังโกชนะสงครามกลางเมืองสเปนในครั้งนี้ เขาล้มรัฐสภาและสถาปนาตัวเองเป็นผู้นำสูงสุด เขาจัดการ (ประหาร) ผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมือง (ตัวเลขการประหารชีวิตอาจถึง ๒๕,๐๐๐ ชีวิต) นอกจากนั้นเขายังสั่งคุมขังบุคคลต่าง ๆ นับไม่ถ้วน

ฟรังโกปกครองสเปนโดยเน้นนโยบายชาตินิยม อนุรักษ์นิยม ส่งเสริมศาสนาคริสต์ ต่อต้านคอมมิวนิสต์ เขาบังคับควบคุมกิจการต่าง ๆ เข้มงวด

แนวทางอนุรักษ์นิยมของฟรังโกค่อนข้างกดขี่ผู้หญิง ผู้หญิงในยุคฟรังโกมีหน้าที่ในบ้าน เป็นลูกสาวที่ดี เมียที่ดี แม่ที่ดี ผู้หญิงไม่อาจเป็นผู้พิพากษาหรืออาจารย์มหาวิทยาลัย ธุรการและการเงินของผู้หญิงต้องให้ฝ่ายชายดูแลควบคุม ผู้หญิงไม่อาจมีบัญชีธนาคารได้ หากต้องมีการเซ็นรับรองจากพ่อหรือสามีเท่านั้น

ด้วยแนวทางการปกครองอย่างนี้ ทำให้ผู้คนเป็นเรือนพันต้องอพยพหนีภัยเผด็จการออกนอกประเทศ ไปยังฝรั่งเศส และประเทศในแถบละตินอเมริกา

แต่ที่โหดร้ายที่สุดเห็นจะเป็นความรุนแรงที่ฟรังโกปฏิบัติต่อผู้ที่มีความเห็นทางการเมืองและศาสนาที่แตกต่าง ด้วยกฎหมายที่มีโทษประหารชีวิต ทำให้ผู้คนเรือนแสนต้องจบชีวิตลง บ้างถูกจับไปอยู่ค่ายกักกันที่มีอยู่ทั่วประเทศ เป็นแรงงานสร้างรางรถไฟ ขุดลอกคลองแอ่งน้ำ และมากมาย

สำหรับสเปน นายพลฟรังโกเป็นผู้นำที่โหดเหี้ยม ทว่าสำหรับชาวยิวจำนวนมาก นายพลฟรังโกเป็นนักบุญผู้เปิดประตูชีวิตใหม่ให้พวกเขา

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ปะทุขึ้นราวปี ๒๔๘๒ นายพลฟรังโกยึดนโยบายไม่ฝักฝ่ายฝ่ายใดและเป็นกลาง

แม้นายพลฟรังโกจะได้รับความช่วยเหลือจากฮิตเลอร์ในการทำสงครามกลางเมือง แต่เมื่อมาถึงนโยบายกวาดล้างชาวยิวแล้ว นายพลฟรังโกไม่ขอเข้าร่วมขบวนกับฮิตเลอร์ หนำซ้ำนายพลฟรังโกมีนโยบายเปิดพรมแดนรับผู้อพยพชาวยิวให้ข้ามเข้าสเปนได้ และให้สถานทูตสเปนในประเทศอย่าง ฮังการี สโลวาเกีย และประเทศในคาบสมุทรบอลข่าน ให้เอกสิทธิว่าชาวยิวที่เข้ามาถึงสถานทูกตสเปนได้ จะได้สัญชาติสเปน และนั่นเท่ากับว่า นาซีเยอรมันไม่อาจทำร้ายประชาชนสเปนได้

ว่ากันว่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ รัฐสเปนภายใต้การปกครองของนายพลฟรังโกได้ช่วยชีวิตชาวยิวถึง ๒๐๐,๐๐๐ คน

มีคนถามนายพลฟรังโกว่า การที่ทำอย่างนี้จะทำให้ฮิตเลอร์ไม่พอใจเป็นแน่ และนายพลฟรังโกคงต้องเผชิญหน้าและตอบคำถามฮิตเลอร์ นายพลฟรังโกตอบว่า “ผมยอมที่จะเผชิญหน้ากับฮิตเลอร์ในข้อที่ช่วยเหลือคนยิวมากกว่าที่จะต้องเผชิญหน้ากับพระเจ้าในข้อที่ไม่ช่วยเหลือชาวยิว”

ถึงตรงนี้ เราอาจเริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะชี้นิ้วตัดสินความเป็นมนุษย์ของนายพลฟรังโกอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เขาฆ่าศัตรูทางการเมืองเรือนแสน และก็ช่วยชาวยิวที่หนีตายเป็นเรือนแสนเช่นกัน มนุษย์ใช้เหตุผลหนึ่งในการฆ่า และใช้อีกตรรกะในการช่วยชีวิต

น่าแปลกที่นายพลฟรังโกไม่รู้สึกว่าเขาต้องไปตอบคำถามพระเจ้าที่เขาละเมิดบัญญัติ ๑๐ ประการที่ระบุว่า “เธอต้องไม่ฆ่า” และ “จงรักผู้อื่นเหมือนรักตัวเองและพระเจ้า” ในขณะที่เขาเห็นว่าการฆ่าชาวยิวเป็นการละเมิดต่อพระเจ้า

เป็นไปได้มากว่า นายพลฟรังโกเห็นว่าคนที่เขาสั่งประหารนั้นไม่ใช่บุตรของพระเจ้า เพราะหลายคนที่เขาสั่งตายนั้นเป็นบุคคลที่เขามองว่า เป็นพวกไร้ศาสนา ไม่นับถือคาทอลิค การฆ่าคนนอกศาสนาของพระเจ้าจึงอาจไม่บาป (หากเขามีแนวคิดเช่นนี้ เราก็ได้เห็นมรดกของพวก inquisitors ที่ไล่ล่าพวกที่ไม่ถือพระเจ้า)

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีตรรกะและวิธีคิดที่ซับซ้อน ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้เหตุผลหรือพร้อมที่จะละทิ้งเหตุผลตรรกะต่าง ๆ เพื่อสนองตอบอารมณ์เป็นหลัก

ในยุคที่นายพลฟรังโกรุ่งเรืองครองอำนาจ เขาได้สร้างรูปปั้นอนุสาวรีย์ของตัวเองไว้ตามที่ต่าง ๆ เขาเปลี่ยนชื่อถนน อาคาร สวนสาธารณะ และสถานที่ต่าง ๆ ให้มีชื่อและสัญลักษณ์ที่เกี่ยวโยงกับตัวเขา เพลงชาติสเปนแทรกท่วงทำนองใหม่ในยุคเขา ต่าง ๆ เหล่านี้เขาทำขึ้นเพื่อประกาศศักดาแสนยานุภาพ หรือเราอาจมองได้ว่าเป็นความปรารถนาของผู้ยิ่งใหญ่ที่ต้องการความเป็นอมตะ ต้องการเป็นผู้ที่คนจดจำไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

บางครั้งคุณค่าที่แท้ของเราจะปรากฏชัดเจนต่อเมื่อเราตาย ความเป็นอมตะของเราคือสิ่งที่ผู้อื่นจะหยิบยื่นให้เรา ไม่ใช่เราประกาศให้กับตัวเอง

เมื่อ ๒๕๑๘ นายพลฟรังโกจากไปในวัย ๘๒ ปี หลังจากที่เขาตายไปแล้ว มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มีการเลือกตั้ง เปิดรัฐสภา กษัตริย์สเปนที่ได้รับความไว้วางใจจากฟรังโกเป็นผู้มีความคิดเสรีนิยมประชาธิปไตย ท่านส่งเสริมประชาธิปไตยและช่วยระงับการทำรัฐประหารในช่วง ๒๕๒๔

หลังการตายของฟรังโก ถนนหนทางต่าง ๆ รูปปั้นอนุสาวรีย์ สวนสาธารณะ อาคารสาธารณะต่าง ๆ ที่มีชื่อหรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับฟรังโกและยุคเผด็จการของเขา ถูกเปลี่ยนชื่อกลับไปชื่อเดิม รูปอนุสาวรีย์ถูกยกย้ายออก เพราะผู้ที่ถูกกดขี่ในยุคฟรังโกไม่ต้องการมีเครื่องเตือนความทรงจำอันโหดร้ายจากยุคนั้น แต่ก็มีบ้างเหมือนกันผู้ที่เป็นพวกอนุรักษ์นิยมและชื่นชอบในฟรังโกพยายามรักษาภาพและสัญญาลักษณ์บางอย่างที่เกี่ยวกับนายพลฟรังโกไว้ แต่มีจำนวนน้อยมาก

หนึ่งในหลายเหตุของความเจริญและความเสื่อมของอาณาจักร

 Spain series Part I

สเปน เป็นประเทศรูปร่างคล้ายสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดพื้นที่ประมาณ 504,782 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเล็กกว่าขวานประเทศอย่างเมืองไทยเพียงเล็กน้อย (514,000 ตารางกิโลเมตร) ทว่าสมัยหนึ่งในอดีต ประเทศเล็ก ๆ อย่างสเปนเคยเป็นอภิมหาอำนาจของโลกมาแล้ว

ในช่วงศตวรรษที่ 15-16 สเปนได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่เคยตก สเปนมีประเทศในอาณานิคมจำนวนมาก กล่าวคือ เกือบทั้งทวีปอเมริกา บางส่วนในแอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างฟิลิปปินส์ ซึ่งนับได้ว่าเป็นยุคโลกาภิวัฒน์ยุคหนึ่งของโลก เหรียญเงินตราของสเปนแพร่ในหลายพื้นถิ่น ภาษาสเปนเป็นภาษาใช้ในทั่วไป จนถึงปัจจุบันก็เป็นหนึ่งในภาษาสำคัญที่ใช้ในองค์การสหประชาชาติ

สเปนเป็นประเทศที่โอบล้อมด้วยทะเล (ยกเว้นด้านตะวันออกที่ติดโปรตุเกส) จากพื้นที่ด้านตะวันออกเฉียงใต้และเหนือมองเห็นมหาสมุทรแอตแลนติกอันกว้างใหญ่ ด้านใต้และตะวันตกโอบล้อมด้วยทะเลสวยอย่างเมดิเตอร์เรเนียน ด้วยบรรยากาศที่ค่อนข้างอบอุ่นและโอบล้อมด้วยทะเลอย่างนี้ อาจทำให้ชาวสเปนเป็นคนร่าเริง สนุกสนาน มองโลกแง่ดี มีจินตนาการ ความฝัน และรักการผจญภัย นักเดินเรือชาวสเปนหลายคนใฝ่ฝันจะค้นพบดินแดนใหม่ หนึ่งในนั้นคือ คริสโตเฟอร์ โคมลัมบัส

แม้โคลัมบัสจะเป็นคนอิตตาเลียนโดยกำเนิด หากแต่การเดินเรือไปพบโลกใหม่ของเขาเกิดขึ้นได้จากการสนับสนุนจากราชินีสเปนในเวลานั้น ผู้กล้าเสี่ยงลงทุนให้โคลัมบัสเดินทางไปทางทิศตะวันตกในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งในสมัยศตวรรษที่ 15 ชาวยุโรปยังเชื่อว่าโลกแบน ดังนั้นการเดินทางไปด้านทิศตะวันตกที่ไม่คุ้นมาก่อน หมายถึงการเสี่ยงที่จะเดินเรือตกโลก

 นอกจากอุปนิสัยของชาวสเปนแล้ว ในเวลานั้นบรรยากาศทางการค้ายังเอื้อให้สเปนต้องตัดสินใจเสี่ยงมากขึ้น ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสเปนและโปรตุเกส ต่างแข่งขันกันด้านการค้าโพ้นทะเลที่เปอร์เซีย และเอเซีย ซึ่งเป็นแหล่งสินค้าหลากหลาย และเป็นที่ต้องการ

การแข่งขันทางการค้าระหว่างสองประเทศนี้เข้มข้นมาก ต่างหาทางเดินเรือที่เร็ว อันตรายน้อย และถึงดินแดนที่จะทำการค้าได้ก่อนอีกฝ่าย

ในเวลานั้น โปรตุเกสเลือกที่ใช้เส้นทางเดินเรือเรียบทำเลเมดิเตอร์เรเนียน หรือทะเลแอตแลนติค เลียบชายฝั่งแอฟริกาไปเรื่อย ๆ ผ่านช่องแคบ Cape of Good Hope ของประเทศแอฟริกาใต้ จากนั้นเดินทางมาจนถึงตะวันออกกลาง และเอเชีย นักเดินเรือโปรตุเกส วาสโก ดา กามา Vasco da Gama เป็นนักเดินเรือคนแรกที่เดินทางมาถึงอินเดียโดยเส้นทางเรือ

ขณะที่โปรตุเกสเดินเรือไปทางตะวันออก สเปนตัดสินใจเสี่ยงสนับสนุนโคลัมบัสให้เดินเรือไปทางตะวันตก ด้วยหวังว่าจะลัดสั้นไปถึงเอเซียได้เหมือนกัน การตัดสินใจเสี่ยงในครั้งนี้ ทำให้สเปนได้พบดินแดนใหม่ และขึ้นมามีอำนาจทางเศรษฐกิจเหนือโปรตุเกส และในเวลาต่อมากลายเป็นมหาอำนาจทั้งการค้าและการเมือง

ในปี 2035 ด้วยระยะเดินทางกว่า 2 เดือนในเรือ Santa Maria โคมลัมบัสพบกับแผ่นดินใหม่ ซึ่งตอนแรกเขาเข้าใจว่าเป็นประเทศอินเดีย ต่อมาจึงรู้ว่าเป็นดินแดนใหม่ New World หรือโลกใหม่

 จากนั้นมาสเปนก็ไปตั้งรกรากที่โลกใหม่มากมาย จนสายธารอารยธรรมสเปนผสมผสานกับโลกใหม่จนถึงปัจจุบัน

สายธารอารมยธรรม Aztec และ อินคาก็ล่มสลาย จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การกระจายเชื้อชาติ และเชื้อโรคที่ชาวสเปนมีแต่ชาวโลกใหม่ไม่มีภูมิคุ้นกัน อย่างอีสุกอีใส ทำให้ผู้คนล้มตายไปจำนวนมาก สเปนนำเอาทองคำ เงินและทัรพย์มากมายจากอารยธรรมโบราณนี้ไปสร้างความเจริญให้บ้านตัวด้วย นอกจากจะค้าขาย ได้ประโยชน์จากเครื่องเทศ ข้าวโพด ค้าทาส แลกเปลี่ยนพืชพันธุ์ และสัตว์จากทั้งสองทวีป โลกใหม่ให้ข้าวโพด มันฝรั่ง พริก พริกไทย มะเขือเทศ ยาสูบ กับสเปน ในขณะที่สเปนให้ข้าวสาลี แอบเปิ้ล วัว แกะ หมู ม้า ลา เป็นต้น

นอกจากนั้น การพบกันของสองอารยธรรมทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ การเรียนรู้ ศิลปะ เพลง กฏหมาย อาหาร

สเปนมีชัยทางการค้าเหนือโปรตุเกส เพราะสเปนยึดโลกใหม่เป็นอาณานิคม และเมื่อผูกขาดดินแดน ผู้คนและการค้าแล้ว สเปนก็ไม่จำเป็นต้องต่อรองอะไร ในขณะที่โปรตุเกสทากรค้าแบบปรกติที่ต้องต่อรองกับประเทศคู่ค้า แม้จะได้เปรียบบ้าง แต่ก็คงไม่เหมือนกับการครอบครอง รวบอำนาจและผูกขาด

เพราะความรุ่งเรืองและความเป็นมหาอำนาจของเสเปนในสมัยนั้น สเปนเรียกตัวเองว่า God is Spain คือ พระเจ้าอยู่กับสเปน และด้วยความคิดนี้ สเปนจึงทำตัวเป็นเหมือนผู้พิทักษ์คริสตจักร คอยหาทางกล่อมหรือกำจัดผู้ที่เห็นว่านอกรีต อย่างพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 1 ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีต

ความหลงใหลในอำนาจ เงิน ความถือตน เหล่านี้ทำให้จักรวรรดิล่มสลายมาตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติ สเปนก็เช่นกัน

ในปี 2131 กองเรืออันเกรียงไกรของสเปนในนาม Spanish Armada ไปพ่ายแก่กองเรือของอังกฤษในสมัยพระนางเจ้าอลิซาเบท ในช่วงนั้นกองเรือสเปนถูกก่อกวนมากจากโจรสลัดในน่านน้ำ การพ่ายแพ้ยับเยินครั้งนี้ทำให้สเปนเสียหายทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสเปนก็ต้องประสบกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตรอรกหลายระลอกที่ทำให้ไม่อาจกลับมาผงาดได้ดังเดิม