เลื่อมลายของใจมนุษย์ และอำนาจไม่เที่ยง : นายพลฟรังโก อดีตผู้นำเผด็จการแห่งสเปน

 Spain Series Part II

มนุษย์ไม่ได้ขาวล้วน หรือดำสนิทอย่างที่เราคุ้นเสพในละครทีวี

คนเรามีหลากสี หลายมุม มากเหลี่ยม เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง และการตระหนักรู้เรื่องนี้ในตัวเราและผู้อื่น จะช่วยให้เราชะลอการตีตรา และตัดสินกันและกัน รื้อถอนอคติที่ฝังแน่นได้เหมือนกัน

คนหนึ่งที่สอนบทเรียนนี้ให้เรา คือ ผู้นำเผด็จการของสเปน อย่าง นายพล ฟรานซิสโก ฟรังโก

ฟรานซิลโก ฟรังโกเกิดและเติบโตในครอบครัวทหารเรือ ทว่าเขาปรารถนาจะรับใช้ในกองทัพบก เขาคงเป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นและความสามารถเป็นเยี่ยม จึงทำให้เขาเติบโตขึ้นเป็นระดับนายพลเมื่ออายุได้เพียง ๓๓ ปี (๒๔๖๙) นับได้ว่า เขาเป็นนายพลที่อายุน้อยที่สุดในยุโรป

ในยุคนั้น ในยุครัฐบาลผสมอันประกอบด้วยพวกมาร์กซิสต์ กลุ่มเสรีนิยมสาธารณรัฐ เกิดความวุ่นวายในการเมืองสูง กองกำลังติดอาวุธต่าง ๆ ทำร้ายประหัตประหารกันจนเกิดมีการลอบสังหารผู้นำอนุรักษ์นิยม ทำให้นายพลฟรังโกใช้เป็นโอกาสในการทำรัฐประหารเพื่อล้มรัฐบาลในสมัยนั้นและระงับความวุ่นวายทางการเมือง

ความพยายามในการทำรัฐประการล้มเหลว แต่ได้พัฒนาไปสู่สงครามกลางเมือง

ในช่วงสงครามกลางเมืองนี้ สเปนถูกแบ่งเป็นฝักฝ่ายและสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมาก และผู้คนกว่า ๕ หมื่นคนที่ต้องเสียชีวิตในสงคราม

ด้วยความช่วยเหลือจากมุสโสลินีผู้นำฟาซิสต์จากอิตตาลีและฮิตเลอร์ผู้นำนาซีเยอรมนี นายพลฟรังโกชนะสงครามกลางเมืองสเปนในครั้งนี้ เขาล้มรัฐสภาและสถาปนาตัวเองเป็นผู้นำสูงสุด เขาจัดการ (ประหาร) ผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมือง (ตัวเลขการประหารชีวิตอาจถึง ๒๕,๐๐๐ ชีวิต) นอกจากนั้นเขายังสั่งคุมขังบุคคลต่าง ๆ นับไม่ถ้วน

ฟรังโกปกครองสเปนโดยเน้นนโยบายชาตินิยม อนุรักษ์นิยม ส่งเสริมศาสนาคริสต์ ต่อต้านคอมมิวนิสต์ เขาบังคับควบคุมกิจการต่าง ๆ เข้มงวด

แนวทางอนุรักษ์นิยมของฟรังโกค่อนข้างกดขี่ผู้หญิง ผู้หญิงในยุคฟรังโกมีหน้าที่ในบ้าน เป็นลูกสาวที่ดี เมียที่ดี แม่ที่ดี ผู้หญิงไม่อาจเป็นผู้พิพากษาหรืออาจารย์มหาวิทยาลัย ธุรการและการเงินของผู้หญิงต้องให้ฝ่ายชายดูแลควบคุม ผู้หญิงไม่อาจมีบัญชีธนาคารได้ หากต้องมีการเซ็นรับรองจากพ่อหรือสามีเท่านั้น

ด้วยแนวทางการปกครองอย่างนี้ ทำให้ผู้คนเป็นเรือนพันต้องอพยพหนีภัยเผด็จการออกนอกประเทศ ไปยังฝรั่งเศส และประเทศในแถบละตินอเมริกา

แต่ที่โหดร้ายที่สุดเห็นจะเป็นความรุนแรงที่ฟรังโกปฏิบัติต่อผู้ที่มีความเห็นทางการเมืองและศาสนาที่แตกต่าง ด้วยกฎหมายที่มีโทษประหารชีวิต ทำให้ผู้คนเรือนแสนต้องจบชีวิตลง บ้างถูกจับไปอยู่ค่ายกักกันที่มีอยู่ทั่วประเทศ เป็นแรงงานสร้างรางรถไฟ ขุดลอกคลองแอ่งน้ำ และมากมาย

สำหรับสเปน นายพลฟรังโกเป็นผู้นำที่โหดเหี้ยม ทว่าสำหรับชาวยิวจำนวนมาก นายพลฟรังโกเป็นนักบุญผู้เปิดประตูชีวิตใหม่ให้พวกเขา

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ปะทุขึ้นราวปี ๒๔๘๒ นายพลฟรังโกยึดนโยบายไม่ฝักฝ่ายฝ่ายใดและเป็นกลาง

แม้นายพลฟรังโกจะได้รับความช่วยเหลือจากฮิตเลอร์ในการทำสงครามกลางเมือง แต่เมื่อมาถึงนโยบายกวาดล้างชาวยิวแล้ว นายพลฟรังโกไม่ขอเข้าร่วมขบวนกับฮิตเลอร์ หนำซ้ำนายพลฟรังโกมีนโยบายเปิดพรมแดนรับผู้อพยพชาวยิวให้ข้ามเข้าสเปนได้ และให้สถานทูตสเปนในประเทศอย่าง ฮังการี สโลวาเกีย และประเทศในคาบสมุทรบอลข่าน ให้เอกสิทธิว่าชาวยิวที่เข้ามาถึงสถานทูกตสเปนได้ จะได้สัญชาติสเปน และนั่นเท่ากับว่า นาซีเยอรมันไม่อาจทำร้ายประชาชนสเปนได้

ว่ากันว่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ รัฐสเปนภายใต้การปกครองของนายพลฟรังโกได้ช่วยชีวิตชาวยิวถึง ๒๐๐,๐๐๐ คน

มีคนถามนายพลฟรังโกว่า การที่ทำอย่างนี้จะทำให้ฮิตเลอร์ไม่พอใจเป็นแน่ และนายพลฟรังโกคงต้องเผชิญหน้าและตอบคำถามฮิตเลอร์ นายพลฟรังโกตอบว่า “ผมยอมที่จะเผชิญหน้ากับฮิตเลอร์ในข้อที่ช่วยเหลือคนยิวมากกว่าที่จะต้องเผชิญหน้ากับพระเจ้าในข้อที่ไม่ช่วยเหลือชาวยิว”

ถึงตรงนี้ เราอาจเริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะชี้นิ้วตัดสินความเป็นมนุษย์ของนายพลฟรังโกอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เขาฆ่าศัตรูทางการเมืองเรือนแสน และก็ช่วยชาวยิวที่หนีตายเป็นเรือนแสนเช่นกัน มนุษย์ใช้เหตุผลหนึ่งในการฆ่า และใช้อีกตรรกะในการช่วยชีวิต

น่าแปลกที่นายพลฟรังโกไม่รู้สึกว่าเขาต้องไปตอบคำถามพระเจ้าที่เขาละเมิดบัญญัติ ๑๐ ประการที่ระบุว่า “เธอต้องไม่ฆ่า” และ “จงรักผู้อื่นเหมือนรักตัวเองและพระเจ้า” ในขณะที่เขาเห็นว่าการฆ่าชาวยิวเป็นการละเมิดต่อพระเจ้า

เป็นไปได้มากว่า นายพลฟรังโกเห็นว่าคนที่เขาสั่งประหารนั้นไม่ใช่บุตรของพระเจ้า เพราะหลายคนที่เขาสั่งตายนั้นเป็นบุคคลที่เขามองว่า เป็นพวกไร้ศาสนา ไม่นับถือคาทอลิค การฆ่าคนนอกศาสนาของพระเจ้าจึงอาจไม่บาป (หากเขามีแนวคิดเช่นนี้ เราก็ได้เห็นมรดกของพวก inquisitors ที่ไล่ล่าพวกที่ไม่ถือพระเจ้า)

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีตรรกะและวิธีคิดที่ซับซ้อน ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้เหตุผลหรือพร้อมที่จะละทิ้งเหตุผลตรรกะต่าง ๆ เพื่อสนองตอบอารมณ์เป็นหลัก

ในยุคที่นายพลฟรังโกรุ่งเรืองครองอำนาจ เขาได้สร้างรูปปั้นอนุสาวรีย์ของตัวเองไว้ตามที่ต่าง ๆ เขาเปลี่ยนชื่อถนน อาคาร สวนสาธารณะ และสถานที่ต่าง ๆ ให้มีชื่อและสัญลักษณ์ที่เกี่ยวโยงกับตัวเขา เพลงชาติสเปนแทรกท่วงทำนองใหม่ในยุคเขา ต่าง ๆ เหล่านี้เขาทำขึ้นเพื่อประกาศศักดาแสนยานุภาพ หรือเราอาจมองได้ว่าเป็นความปรารถนาของผู้ยิ่งใหญ่ที่ต้องการความเป็นอมตะ ต้องการเป็นผู้ที่คนจดจำไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

บางครั้งคุณค่าที่แท้ของเราจะปรากฏชัดเจนต่อเมื่อเราตาย ความเป็นอมตะของเราคือสิ่งที่ผู้อื่นจะหยิบยื่นให้เรา ไม่ใช่เราประกาศให้กับตัวเอง

เมื่อ ๒๕๑๘ นายพลฟรังโกจากไปในวัย ๘๒ ปี หลังจากที่เขาตายไปแล้ว มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มีการเลือกตั้ง เปิดรัฐสภา กษัตริย์สเปนที่ได้รับความไว้วางใจจากฟรังโกเป็นผู้มีความคิดเสรีนิยมประชาธิปไตย ท่านส่งเสริมประชาธิปไตยและช่วยระงับการทำรัฐประหารในช่วง ๒๕๒๔

หลังการตายของฟรังโก ถนนหนทางต่าง ๆ รูปปั้นอนุสาวรีย์ สวนสาธารณะ อาคารสาธารณะต่าง ๆ ที่มีชื่อหรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับฟรังโกและยุคเผด็จการของเขา ถูกเปลี่ยนชื่อกลับไปชื่อเดิม รูปอนุสาวรีย์ถูกยกย้ายออก เพราะผู้ที่ถูกกดขี่ในยุคฟรังโกไม่ต้องการมีเครื่องเตือนความทรงจำอันโหดร้ายจากยุคนั้น แต่ก็มีบ้างเหมือนกันผู้ที่เป็นพวกอนุรักษ์นิยมและชื่นชอบในฟรังโกพยายามรักษาภาพและสัญญาลักษณ์บางอย่างที่เกี่ยวกับนายพลฟรังโกไว้ แต่มีจำนวนน้อยมาก

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s