ลด ละ เลิก “การมี” เป็นสุขอย่างยิ่ง

เรื่องนี้จุดประกายจากความเป็นหนี้ของคนอื่นแท้ ๆ

เมื่อน้องสาวที่รู้จักคนหนึ่งเกิดเป็นหนี้บัตรเครดิต พยายามหาทางออกจากความเป็นหนี้ เราเองก็อยากช่วยเต็มที่ แต่สำรวจกระเป๋าและเงินออม ก็หามีเงินเหลือพอที่จะช่วยกันได้ก็ไม่มี จึงพยายามหาหนทางอื่นที่จะพอทำได้ — เลยเกิดความคิดที่จะเคลียร์ของใช้ที่มี ให้น้องเอาไปขายต่อ น่าจะพอหาเงินเข้ากระเป๋าน้องได้บ้าง

ปฏิบัตการครั้งนี้ ให้โอกาสตัวเราในการสำรวจพฤติกรรมความเป็นนักสะสมในชีวิตที่ผ่านมา ว่าชอบซื้อ ชอบเก็บและสะสมสิ่งของมากเกินกว่าที่ชีวิตต้องการ เมื่อเห็นอย่างนี้ จึงเริ่มตั้งใจว่า นับแต่นี้จะลดละการครอบครองเป็นเจ้าของสิ่งต่าง ๆ รวมถึงลดการสะสมสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตเป็นลำดับ 

 

ปฏิบัติการแรก เริ่มที่ตู้เสื้อผ้า

ไม่ง่ายเลยที่จะเอาของที่ไม่ได้ใช้ออกจากความคุ้นเคย โดยเฉพาะความคุ้นเคยที่จะมี (ให้อุ่นใจ) “เผื่อไว้น่า” ใจมักโอดครวญอ้างเหตุในการเก็บสะสมหลายอย่างในชีวิตเอาไว้ 

ตอนแรก แทบไม่มีเสื้อผ้าตัวใดที่จะสละออกจากตู้ได้เลย พอนึกว่า เราต้องการจะช่วยน้อง ใจจึงเริ่มมีพลังฮึดขึ้นมาอีก ค้นหาเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่มากว่า 2 ปีแล้ว คราวนี้ มีเสื้อผ้าออกจากตู้ได้มากขึ้น

เมื่อใจเริ่มคลายความยึดติด ของในตู้ก็ออกมาได้มากขึ้น รวมถึงอีกหลายอย่างในห้องนอนที่ต้องทิ้งไป

ในที่สุด ตู้เสื้อผ้าก็มีพื้นที่ว่างขึ้น ห้องนอนก็โปร่งขึ้น โต๊ะเครื่องแป้งก็มีของน้อยลง น่าสนใจว่า เมื่อพื้นที่ทางกายภาพโล่ง โปร่ง เบา ขึ้น ใจของเราก็เป็นเช่นนั้นด้วย … ไม่รู้หรอกว่า ความโล่งเบาเกิดที่ใจก่อน แล้วค่อยขยายมายังพื้นที่ภายนอก หรือการเคลียร์พื้นที่ภายนอกทำให้ใจว่าง แต่ก็ได้ผลดีทั้งโลกภายนอก และภายใน

ในการเคลียร์ข้าวของครั้งนี้ ทำให้เราหันมาพิจารณาความจำเป็นในชีวิตมากขึ้น สิ่งใดที่จำเป็น และปริมาณที่จำเป็นนั้นเท่าไร แม้เราจะเคลียร์ของออกจากตู้มากมายแล้ว เราก็ยังมีเสื้อผ้าข้าวของมากเกินความจำเป็นอยู่ดี … แต่ก็เอาเถอะ ค่อย ๆ เคลียร์ของจากชีวิต และลดการนำของใหม่เข้ามา และจะทำตามคำแนะนำที่เคยได้ยินจาก หลวงพี่ไพศาล วิสาโล ท่านว่า “หากเราซื้อของใหม่เข้ามา 1 ชิ้น ให้เราเอาของเก่าออกไป 1 หรือ 2 ชิ้น เพื่อลดทอนนิสัยสะสม ของใหม่ก็จะเอา ของเก่าก็ไม่ทิ้ง” 

เรื่องนี้ทำให้มองเห็นว่า สมัยก่อน เมื่อศูนย์กลางชุมชนอยู่ที่วัด วัดจะเป็นที่มีสมบัติสาธารณะที่ทุกคนสามารถแบ่งปันร่วมกันใช้สอยได้ ไม่ว่า ถ้วยโถ ช้อน ชาม แก้ว เก้าอี้ และอื่น ๆ

บ้านใครมีงาน ก็มาหยิบยืมกัน และดูแลของส่วนรวมนี้ ทำให้แต่ละบ้านไม่จำเป็นที่จะต้องมี “ของใครของมัน” ที่บางครั้ง 5 ปี 10 ปี จึงจะได้โอกาสใช้กันสักหน สิ้นเปลือง น่าเสียดาย

ปฏิบัติการเคลียร์พื้นที่แห่งที่สอง เกิดขึ้นที่ห้องหนังสือ

งานนี้หินทีเดียว เราได้รู้เลยว่า ความยึดติดที่เหนียวแน่นของเรา ไม่ใช่ความงาม แต่เป็น ความรู้

ถ้าเป็นหนังสือที่เรามีเหมือนกัน สองเล่มหรือมากกว่านั้น เราหยิบใส่กล่องนำไปบริจาคได้ง่าย ๆ แต่หากเรามีหนังสือเล่มนั้นเพียงเล่มเดียว มือมันไม่ยอมปล่อยหนังสือนั้นเลยทีเดียว เราจึงมีหนังสือที่จะบริจาคยากมาก ทั้ง ๆ ที่หนังสือหลายเล่มเรายังไม่ได้อ่าน อาจเป็นเพราะยังไม่ได้อ่านนี่เอง ที่ทำให้เรารู้สึกต้องเก็บไว้

แต่เมื่อเรามองไปยังชั้นหนังสือที่ยังไม่ได้อ่าน เราก็รู้สึกละอาย หนังสือมีไว้ให้อ่าน ไม่ใช่สะสม ความรุ้มีไว้ให้ปฏิบัติ ไม่ใช้ไว้ประดับคำพูด เรายังใช้หนังสือไม่ได้ประโยชน์สูงสุดของมันเลย และหนังสือควรทำประโยชน์ให้กับสังคม

ในวันนี้ เรายังยึดติดกับหนังสืออยู่ แต่ตั้งใจว่า จะอ่านหนังสือที่มีให้หมด และปฏิบัติให้ความรู้เข้าไปอยู่ในเนื้อในตัว และหัวใจ เมื่อนั้น เราจะบริจาคหนังสือทั้งหมด ทำเป็นห้องสมุดชุมชนแบ่งปันความรู้ให้ผู้อื่น

ดังนั้น เป้าหมายนี้ อาจจะเป็นเหตุอันดีที่ทำให้เราตั้งใจอ่านหนังสือให้หมดชั้น ก่อนที่จะสละการครอบครองเป็นเจ้าของมันไปเสียที

เมื่อได้ลองลด “การมี” ทำให้เห็นว่า แท้จริงแล้ว การไม่เป็นเจ้าของสิ่งใด ไม่เป็นเจ้าของใคร แม้แต่ตัวเอง เป็นสุขอย่างยิ่ง

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s