เรื่องราวของขวดน้ำพลาสติก (ตอนที่ 3)

เรื่องราวของขวดพลาสติก  จาก www.storyofstuff.com โดย แอนนี่ เลนนาร์ด

คุณเป็นคนหนึ่งที่ดื่มน้ำจากขวดน้ำพลาสติกหรือเปล่า? ถ้าใช่ เราเป็นพวกเดียวกัน

ลองอ่านเรื่องนี้ แล้วช่วยกันคิดว่า เราจะย้ายฝั่งไปอยู่ฟากที่ลด ละ เลิก การดื่มน้ำจากขวดพลาสติกกันดีไหม ไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ  

แอนนี่ผู้ตามรอยเรื่องราวข้าวของ นำเสนอเรื่องของขวดน้ำพลาสติก สำหรับเธอสินค้าชนิดนี้เป็นตัวแทนของสิ่งของที่ไม่จำเป็นในชีวิต แต่ถูกโฆษณาและทำให้กลายเป็นสิ่งจำเป็นชนิดว่า ขาดไม่ได้แม้สักวัน

แน่นอน เราทุกคนต้องดื่มน้ำ แต่เราจำเป็นต้องซื้อน้ำดื่มที่บรรจุขวดหรือไม่?…….. เรามีแหล่งน้ำดื่มอื่นไหม ที่ไม่ใช่ขวดน้ำพลาสติก

เรื่องราวนี้เริ่มขึ้นจากการที่ แอนนี่เริ่มตั้งข้อสังเกตว่า เอ! ที่บ้านเราก็มีก๊อกน้ำ และรัฐก็บอกว่า น้ำก๊อกดื่มได้ แล้วทำไมจึงมีการผลิตน้ำบรรจุขวดวางขายมากมายในท้องตลาด หนำซ้ำ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังโฆษณาชวนให้เราซื้อน้ำขวดมาดื่ม โดยบอกว่า น้ำบรรจุขวดนั้นสะอาดและบริสุทธิ์กว่าน้ำก๊อก … ก็ลองดูภาพที่แปะบนขวดสิ มีรูปภูเขางดงาม

น้ำในขวดที่โฆษณาว่าสะอาดมาจากไหน

แอนนี่เธอลองไปสำรวจแหล่งผลิตน้ำบรรจุขวดในหลายประเทศ และพบว่า น้ำที่ใช้บรรจุขวดมาจากก๊อกน้ำ …. ใช่ ก๊อกน้ำที่บ้านเรา ๆ ท่าน ๆ มีกันนั่นแหละ

“ผู้ผลิตพยายามบอกเราว่า น้ำขวดมาจากแหล่งน้ำบริสุทธิ์ในธรรมชาติ แต่จริง ๆ แล้ว ก็เอาน้ำมาจากก๊อกนี่แหละ”

หลายคนลังเล … มองที่ก๊อกน้ำมีดีไซน์ที่บ้านของตัวเองแล้วเกิดคำถาม “น้ำที่ใช้ล้างก้น เป็นน้ำที่ใช้ดื่มได้เหรอ มันจะสะอาดไหม”

ก็ถ้าไม่ใช่น้ำที่ล้างก้นแล้วมาดื่ม ก็น่าจะสะอาดสิน่า!

แอนนี่เธอบอกว่า ผู้บริโภคถูกทำให้เชื่อว่า น้ำประปาไม่สะอาด น้ำสะอาดต้องมาจากขวดน้ำที่มีรูปภูเขาแอลป์ หรือเทือกเขาอะไรสักแห่งที่เราเองก็อาจไม่เคยไป

หลายคนอาจเถียงว่า ผู้ผลิตอาจใช้น้ำจากก๊อกก็จริง แต่เขาคงทำอะไรต่อมิอะไร กลั่นน้ำให้ใสสะอาด ปราศจากเชื้อโรค และสิ่งปลอมปน … อึมก็น่าคิด (เคยได้ยินไหมว่าอยู่กับความสะอาดมากเกินไป จะไม่แข็งแรง)

เราเดินทางไปชิมน้ำก๊อกมาแล้วหลายประเทศ ทั้งในยุโรป และสหรัฐอเมริกา (เพราะไม่มีเงินซื้อน้ำบรรจุขวด 555) รัฐของประเทศเหล่านั้นโฆษณาหนักหนาว่า น้ำก๊อกดื่มได้ และประชาชนของเขาก็ดื่มกัน (อาจผ่านเครื่องกรองอีกทีเพื่อความชัวร์สุด ๆ)

เราขอบอกว่า น้ำก๊อกในหลายประเทศที่เจริญแล้วยังสู้น้ำก๊อกของไทยไม่ได้

หลายประเทศ น้ำมีกลิ่นคลอรีนสูงมาก จนทำให้รู้สึกเหมือนกำลังดื่มน้ำในสระว่ายน้ำ

ประเทศไหน กลิ่นคลอรีนผ่าน ก็จะตกเรื่องรสชาติน้ำ คือ รสน้ำกระด้าง ฝาดและเฝื่อนมาก เหมือนน้ำที่ตายแล้ว แข็งลิ้น ไม่อร่อย

บางประเทศ เราก็จะเห็นตะกรันเกาะตามภาชนะที่ใส่น้ำเป็นเวลานาน

ในยุโรป ลองไปซื้อน้ำขวดกิน จะจนไปอีก 2 วัน เพราะแพงมาก ๆ

สำหรับน้ำก๊อกประเทศไทยที่เราดื่มและใช้ทำอาหาร ไม่มีสี ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น รสชาติพอใช้ ดื่มอยู่ ก็ยังรู้สึกปรกติสุขทั้งกายและใจ  

อันที่จริง การที่เราสามารถเชื่อการประปานครหลวง และดื่มน้ำก๊อกกินได้ เป็นเพราะว่า เราหัดตัวเองให้ดื่มน้ำดิบ ๆ มาแล้ว

ครั้งหนึ่ง เราไปนิเวศภาวนาที่เขาทางเหนือ ต้องนอนในป่าใกล้แปล่งน้ำอยู่ 2 วัน 2 คืน อดอาหาร มีแต่น้ำจากลำธารต้นไม้ประทังความหิวและกระหาย

ทีแรก ก็รู้สึกแขยงที่จะดื่มน้ำจากลำธารโดยไม่ต้ม หรือทำอะไรสักอย่างก่อน คนเมืองถูกสอนให้สะอาดแบบกลวง ๆ คือ อยากดื่มน้ำธรรมชาติที่ต้องผ่านการกลั่นกรอง พอต้องดื่มน้ำธรรมชาติของแท้ เลยไม่กล้า

แต่เราก็ดื่มได้ และขอบอกว่า อร่อยจริง ๆ สดชื่น สดใส (แน่นอนว่า พิเคราะห์แล้วว่า ต้นน้ำนั้นไม่อยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม ไม่งั้นได้ยาพิษเป็นของแถม)

หมดจากเรื่องน้ำก๊อก มาถึงตัวปัญหา คือขวดน้ำพลาสติก

ขวดพลาสติกมาจากไหน ก็มาจากปิโตรเคมี และในกระบวนการผลิตขวดพลาสติกก็ยังต้องอาศัยน้ำมันเดินเครื่องจักร ใช้น้ำในกระบวนการผลิต และปล่อยของเสียลงแหล่งน้ำอีกด้วย การขนส่งสินค้าไปตามแหล่งจำหน่ายก็อาศัยรถยนต์ที่แล่นด้วยน้ำมัน มี packaging อื่น ๆ อีก

ขั้นตอน กระบวนการผลิต ขนส่ง ฯลฯ ใช้เวลา พลังงาน และส่งผลกระทบต่อสิ่งแลดล้อมมากมาย …. แล้ว เราใช้ประโยชน์จากขวดน้ำนั้นกี่นาที

เราซื้อน้ำมาดื่ม 2 นาทีก็โยนขวดพลาสติกนั้นทิ้งถังขยะไป … คุ้มกันไหมนี่

เมื่อไม่นานมานี้ ในเมืองไทยมีการส่งอีเมล์บอกต่อกันว่า การใช้ขวดน้ำพลาสติกซ้ำไปซ้ำมานั้นอันตราย เพราะอาจจะมีการตกค้างของเชื้อโรค ตะไคร่ และสารเคมีที่ละลายออกมาจากการที่พลาสติกอยู่กับความร้อน … อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้เรายิ่งต้องซื้อน้ำ – ดื่ม – แล้วทิ้ง เร็วขึ้น มากขึ้น  

เราจำเป็นต้องซื้อน้ำบรรจุขวดมาดื่มหรือไม่ และเรามีทางเลือกอื่นที่ดีสำหรับตัวเราและสิ่งแลดล้อมหรือไม่

แอนนี่ให้เหตุผลที่เราควร ลด ละ เลิก การซื้อน้ำบรรจุขวดมาดื่ม ว่า

ราคาแพง ลองสำรวจราคาน้ำดื่มในเมืองไทย ราคาอยูที่ 10-12 บาท ต่อลิตร หรือ 4 แก้ว หากเราไปกินข้าวในร้านอาหาร ราคาจะเพิ่มขึ้นไปเป็นขวดละ 30 บาท คิดง่าย ๆ ว่า ตู้กดน้ำที่วางกันเกลื่อนนั้น เราสามารถหยอดเหรียญ 1 บาท แล้วได้น้ำดื่มในปริมาณ 1 ลิตร หรือ 4 แก้ว — และถ้าเราดื่มน้ำก๊อกที่บ้าน ซึ่งการประปาบอกว่า สะอาด ดื่มได้ น้ำดื่มในปริมาณ 4 แก้ว อาจคิดเป็นเงิน 50 สตางค์หรือถูกกว่านั้น

ขยะพิษขวดพลาสติกบรรจุน้ำ — หากทุกคนดื่มน้ำขวดคนละ 1 ขวด ต่อ 1 วัน ในประเทศไทยเพียงประเทศเดียว ก็จะสร้างขยะขวดพลาสติก 60 ล้านขวดต่อวัน! เคยดูหนังไทยเรื่อง “หมานคร” ที่เสียดสีความเป็นเมืองขยะของกรุงเทพ ที่มีกองภูเขาขยะขวดน้ำพลาสติก นั่นเป็นภาพที่ใช่ที่สุด

ขยะพลาสติกมหาศาลเหล่านี้ไปที่ไหน

จากถังขยะ ขวดน้ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เดินทางไปที่หลุมฝังกลบ และเตาเผา! จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อขวดพลาสติกกลาดเกลื่อนกลางแดดและความร้อนในประเทศไทย หรือหากเผา สารพิษ ไดออกซิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งร้ายแรงที่สุดก็จะล่องลอยไปในอากาศ กลับเข้าสู่ปอดของสัตว์ และมนุษย์ … นี่สิ ขยะรีไซเคิลของแท้ กลับมาหาเราจนได้

เราตายไปแล้วเกิดใหม่ ก็ไม่แน่ว่า ขยะขวดน้ำพลาสติกอาจจะยังคงรอเราอยู่  

จริงอยู่ว่า มีการรีไซเคิลขยะพลาสติกกันบ้าง แต่การย่อยขยะเหล่านี้เพื่อกลับสู่กระบวนการผลิตใหม่ จะทำให้เกิดพลาสติกที่คุณภาพด้อยลงกว่าเดิม และความเป็นพิษก็ยังคงเต็มพิกัด แอนนี่ยังบอกด้วยว่า เม็ดพลาสติกเกรดต่ำจากกระบวนการรีไซเคิลมักจะถูกนำไปขายให้ประเทศโลกที่ 3

และบางทีเราก็อาจเอาขยะที่เราไม่ต้องการไปทิ้งที่บ้านเพื่อน อย่างอเมริกาขนส่งขยะขวดน้ำพลาสติกไปที่อินเดีย ให้เข้าเตาเผาขยะในอินเดียแทน (ประมาณว่า คนจน ชีวิตราคาถูก ดมไดออกซินกันไปนะจ้ะ)  — แม้จะวางการณ์ไว้เช่นนั้น แต่กระแสลมนั้นไร้พรมแดน ลมพิษจากอินเดียก็สามารถโบกโบยไปได้ทั่วโลก รวมถึงอเมริกาด้วย

เราไม่สร้างขยะพวกนี้ตั้งแต่แรกจะได้ไหม” แอนนี่ถาม

ลองไว้ใจการประปานครหลวง แล้วจะรู้ว่า สบายกายและใจ สบายกระเป๋า

ฝึกดื่มน้ำก๊อก ใหม่ ๆ อาจฝืนความรู้สึก ความคุ้นเคย แต่ทำไปนาน ๆ ก็ชินเอง

หากยังไม่ค่อยไว้ใจก็จะต้มน้ำ ปล่อยให้เย็น แล้วค่อยบรรจุลงในขวดน้ำที่ใช้ซ้ำไปได้ตลอด

ถ้าใครยังระแวงก็หาเครื่องกรองน้ำมากรองน้ำประปาอีกที ก็น่าจะใช้ได้

ถ้าไม่อยากเสียเงินเครื่องกรองน้ำ เราทำน้ำแดดเดียวได้จะดีมาก วิธีทำน้ำแดดเดียวไม่ยาก รองน้ำจากก๊อกลงในขวดแก้วบรรจุน้ำดื่ม ปิดฝาให้สนิท แล้วเอาขวดไปวางตากแดด (หาอะไรมาวางรองเป็นเหมือนเก้าอี้ไว้พิงขวดน้ำ) ให้วางเอียง 45 องศาเพื่อรับแดด ตากเอาไว้เพียง 1 แดด คือ 1 วัน น้ำนั้นก็ดื่มได้

ขอการันตีว่า น้ำแดดเดียว รสชาติดีเยี่ยม ใครกลัวว่าน้ำก๊อกจะมีกลิ่น เมื่อเอาไปทำน้ำแดดเดียวแล้ว กลิ่นไม่มี ใครกลัวเรื่องเชื้อโรค น้ำแดดเดียวเป็นน้ำที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้คนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ในแอฟริกา ที่แหล่งน้ำธรรมชาติเป็นโคลนและมีปัญหา ให้ทำน้ำแบบนี้ และลดการติดเชื้อจากน้ำได้อย่างมาก

และอย่าลืมหมั่นดูแลความสะอาดก๊อกน้ำ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น เครื่องปั๊มน้ำ ท่อ เป็นต้น

มีบรรจุภัณฑ์ใส่น้ำ ชนิดใช้แล้วล้าง นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และเมื่อซื้อหามาไว้แล้ว ก็โปรดใช้ให้เป็นนิสัย คือ ก่อนออกจากบ้าน ก็กรอกน้ำให้เต็มภาชนะ ไปที่ไหน ในออฟฟิส โรงเรียนก็กรอกน้ำใส่ภาชนะนี้ไว้ดื่ม

รณรงค์ให้ร้านอาหารต่าง ๆ บริการน้ำดื่มที่ดี สะอาด และราคาเป็นธรรม บางที ไม่เข้าใจว่า ร้านอาหาร ทำไมต้องเก็บเงินเราค่าน้ำในราคาแพง และสร้างขยะตัวแม่เลย เพราะมักจะเสิร์ฟน้ำดื่มขวดเล็ก ๆ (คิดราคาแพง 10 เท่าของราคาน้ำ)

ไปร้านอาหาร ก็ไม่ต้องสั่งน้ำหากเขาเสิร์ฟเป็นขวด สั่งอาหารที่มีน้ำแกงมาซด 555 จริง ๆ แล้ว ตามตำราการกินเพื่อสุขภาพ เขาจะไม่ให้ดื่มน้ำระหว่างทานอาหาร เพราะน้ำกรดในกระเพาะจะเจือจาง การย่อยไม่เต็มที่ และจะอ้วน

รณรงค์ให้เลิกแถมน้ำดื่มบรรจุขวดเป็นของแถมเวลาเติมน้ำมัน

เรียกร้องให้รัฐสร้างความมั่นใจในความสะอาดของน้ำ และความสะอาดของท่อประปา รวมถึงให้วางการประปาน้ำดื่มที่สะอาดทั่วประเทศ (การประปา น่าจะเปิดเพลงเพราะ ๆ ให้น้ำฟังด้วยนะ)

รณรงค์ให้จัดเก็บขยะขวดน้ำพลาสติกเป็นระบบ เพื่อการรีไซเคิลอย่างจริงจัง

รณรงค์รักษาแหล่งน้ำที่จะทำน้ำประปาให้สะอาดขึ้น เราต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาผลิตน้ำต่าง ๆ ทั้งสิ้น เราจะไม่ดูแลน้ำที่เราดื่มกินหรือ …. ไม่ว่าคุณจะดื่มน้ำขวด น้ำจากตู้ น้ำก๊อก… น้ำเป็นสิ่งที่มนุษย์ผลิตเองไม่ได้

แอนนี่ เลนนาร์ด ผู้ตามรอยเรื่องราวข้าวของ (ตอนที่ 2)

จากป่าสู่ถังขยะ — จุดเริ่มต้นของชีวิต

แอนนี่เล่าว่า เธอเกิดและเติบโตในบ้านเมืองที่อุดมด้วยต้นไม้เขียวขจีในรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เธอใช้เวลาส่วนใหญ่เดินป่า เวลานั้นเธอเห็นร่องรอยการตัดไม้เพื่อทำอุตสาหกรรมบ้าง แต่ก็ยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจความเป็นไปของระบบโลก

ที่เธอรู้ตามประสาเด็ก คือ “ต้นไม้ให้ความสุข ความสนุกกับเรา แล้วทำไมเราจึงจะตัดต้นไม้เล่า”

จากรัฐทางตะวันตกอุดมด้วยผืนป่า เธอย้ายถิ่นเพื่อไปเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่เมืองนิวยอร์ค รัฐทางตะวันออกที่มีแต่ป่าคอนกรีต สูงเสียดฟ้า

ที่นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางชีวิต และเรื่องราวข้าวของที่เธอติดตามมาตลอด 20 ปี เธอเล่าว่า วันหนึ่งขณะที่เดินเท้าไปมหาวิทยาลัย เมื่อทอดสายตาไปข้างหน้า เธอตกใจมากเมื่อเห็น “ขยะ” เต็มไปหมด เรียกได้ว่า กองเป็นภูเขาเลากาทีเดียว — คนเมืองมีชีวิตอยู่ในกองขยะ

ด้วยความเป็นคนไม่ปล่อยให้ความสงสัยลอยนวล ไม่ปล่อยให้ความคิดสะกิดใจล่องลอยโดยไม่แสวงหาคำตอบ เธอเดินไปที่ถังขยะและสำรวจดูว่า อะไรบ้างที่คนเขาโยนทิ้งและจัดว่าเป็นขยะ

ที่นั่น เธอก็ได้รู้ว่า หนึ่งในขยะที่ดาดดื่น คือ กระดาษ

คำถามที่ทดไว้ในใจตั้งแน่วัยเยาว์เวียนกลับมา “คนตัดต้นไม้มาทำกระดาษ เพื่อจะให้มันมาจบลงที่ถังขยะอย่างนี้หรือ? ความคุ้มค่าที่เราเสียต้นไม้ไปอยู่ตรงไหน”

ด้วยความตระหนัก ตระหนก แอนนี่ทำงานด้านอนุรักษ์ป่า เข้าร่วมทำงานรณรงค์ในองค์การกรีนพีซ และร่วมก่อตั้งสถาบัน กาย่า ทำงานรณรงค์เรื่องขยะและมลพิษเรื่อยมา

ตลอด 20 ปี บนเส้นทางอนุรักษ์ เธอเดินทางไปรอบโลกกว่า 40 ประเทศ สังเกตเรื่องราวของอุบัติการณ์ต่าง ๆ ในโลก เยี่ยมดูแหล่งถมขยะ หลุมฝังกลบขยะ เตาเผาขยะ รวมถึงไปดูโรงงานแหล่งผลิตสิ่งของต่าง ๆ

เธอมีข้อมูลมากมายตั้งแต่ที่มาของข้าวของต่าง ๆ แหล่งวัตถุดิบ การผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม การจัดนำหน่าย การซื้อหาบริโภค การทำลายขยะในรูปแบบต่าง ๆ จนกระทั่งมลพิษจากการทำลายขยะ

พูดด้วยใจ — ที่มาของการผลิตหนังรณรงค์ให้ความรู้ “เรื่องราวข้าวของ”

แอนนี่เป็นผู้รู้ และผู้เชี่ยวชาญด้านขยะ และมลพิษ เธอเดินทางไปบรรยาย และให้ความรู้กับผู้คนหลายระดับ และหลากสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เธอมักเตรียมชาร์ท สถิติ ไว้เพียบพร้อมเพื่อถ่ายทอดความรู้ของเธอ และกระตุ้นให้ผู้อื่นได้เข้าใจและร่วมหนทางอนุรักษ์กับเธอ

แต่เธอพบว่า “ยิ่งเรียนมาก รู้เยอะ ฉันยิ่งไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่น ๆ ให้เข้าใจได้” เธอหัวเราะและกล่าวต่อว่า ในการบรรยาย เธอมักใช้ภาษายาก คำศัพท์เทคนิคของผู้เชี่ยวชาญ รูปภาพชาร์ท ไดอะแกรม ที่น้อยคนจะเข้าใจได้ “ผู้คนอาจจะนั่งฟัง แต่เขาไม่สนใจข้อมูลที่ฉันนำเสนอหรอก”

แล้ววันหนึ่ง ก็มีคนใจดีพูดความจริงกับเธอ

คราวนั้น แอนนี่เข้าร่วมการอบรมในหมู่นักรณรงค์ทางสังคม ซึ่งแต่ละคนต้องนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับงานที่ตนทำ แล้วกลุ่มจะสะท้อนความเห็นว่า การนำเสนอของเรานั้นเป็นอย่างไร

ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมจากการเดินทางตระเวนบรรยายไปแล้วทั่วโลก  แอนนี่เริ่มนำเสนองานของเธอให้เพื่อนนักรณรงค์ฟัง ในแบบที่เธอคุ้นเคย

เมื่อเธอบรรยายจบ ความเงียบก็ครองพื้นที่ จนกระทั่งคนหนึ่งลุกขึ้นมาแล้วพูดกับเธอว่า “บอกตามตรง ผมไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร ผมไม่เข้าใจเรื่องที่คุณพูดเลยสักนิด คุณใช้ศัพท์เทคนิคมากเกินไป ทำให้ผมรู้สึกถูกกีดกันออกจากความรู้ หรือเรื่องที่คุณพยายามจะบอก … คุณลองพูดแบบคนธรรมดา ได้ไหม ไม่ใช่พูดแบบผู้เชี่ยวชาญ”

ตรงนั้นเอง ที่แอนนี่ได้รับคำแนะนำที่ดี จนเป็นที่มาให้เธอทำหนังรณรงค์เรื่องราวข้าวของ ที่ชวนติดตาม เข้าใจง่าย และสนุก  กระนั้นเนื้อหาที่เธอบอกก็ซับซ้อน แต่คนก็เข้าใจได้

“ที่ผ่านมา ฉันพูดจากสมอง แจกแจงข้อมูล ความจริง ตัวเลข มากมาย แต่สิ่งที่ขาดหายไป คือ ฉันไม่ได้พูดจากหัวใจ คนจึงไม่รู้สึกสัมพันธ์กับฉัน หากเราต้องการสัมพันธ์กับผู้คน เราต้องพูดจากหัวใจ” เธอแนะนำนักรณรงค์ทางสังคม

“ข้อมูล ตัวเลข เป็นความจริง เป็นหลักฐาน ซึ่งดีก็จริง แต่ว่า สิ่งเหล่านั้นไม่อาจสร้างแรงบันดาลใจให้คนได้ สิ่งที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้คน คือ ภาพ วิสัยทัศน์ จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ความสนุกสนาน”

จึงไม่น่าแปลกใจว่า หนังรณรงค์เรื่องราวข้าวของ ที่เธอทำออกมานั้น แสดงเป็นภาพเรื่องราว มากกว่าตัวเลขเชิงสถิติ เป็นเรื่องราวที่สร้างสรรค์ มากว่าทำให้รันทด เป็นเรื่องราวที่แทรกอารมณ์ขัน แต่ก็ขำไม่ค่อยออก

ท้ายที่สุด หลายคนเมื่อได้ดูหนังรณรงค์นี้ จะได้คิดอะไรสักอย่าง และบางคนลงมือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตน

นี่เองคือพลังของความสนุก ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และการพูกจาหัวใจที่ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย — เป็นสิ่งที่เธออยากชวนให้นักรณรงค์ทางสังคมที่พยายามสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนเปลี่ยนแปลงความคิด พฤติกรรมลองนำไปใช้

เรื่องราวของข้าวของ : การรณรงค์เพื่อเปลี่ยนโลก

โดย Annie Leonard แอนนี่ เลนนาร์ด

www.storyofstuff.com

เรื่องราวข้าวของ

Story of Stuff: Campaign to change the world

เรื่องราวของข้าวของ : การรณรงค์เพื่อเปลี่ยนโลก

โดย Annie Leonard  แอนนี่ เลนนาร์ด

ตอนที่ 1

“ก่อนที่ใครสักคนจะมีบัตรเครดิตใบแรก เขาคนนั้นควรไปเยี่ยมชมหลุมขยะ หรือเตาเผาขยะเสียก่อน”  —  แอนนี่ เลนนาร์ด ผู้ท่องไปในหลุมฝังกลบขยะกว่า 20 ประเทศทั่วโลก

            หากคุณยืนอยู่ที่กระจกหน้าร้านที่โชว์ของชิ้นหนึ่งที่คุณหมายตา คำถามที่จะผุดขึ้นในใจคุณคืออะไร

“ของชิ้นนี้ราคาเท่าไรนะ”

“เราจะได้ของชิ้นนั้นมาได้อย่างไรดี เงินสดที่มีจะพอหรือเปล่า”

แต่ผู้หญิงอเมริกันคนหนึ่งถามต่างออกไป “ของชิ้นนี้มีที่มาจากไหน และท้ายที่สุด มันจะไปจบลงที่ใด”

 หลายคนอาจสงสัยว่า เราจะถามคำถามแบบนั้นไปทำไมกัน

แต่สำหรับแอนนี่ เลนนาร์ด เพียงคำถามง่าย ๆ ที่ “โดน” ทำให้เธอเห็นโลกทั้งใบ คำถามพาเธอไปเห็นหลุมฝังกลบและเตาเผาขยะในหลายประเทศทั่วโลก เปิดตาเธอให้รู้กลไกการผลิตและระบบตลาดของโลก ปัญหาสิ่งแวดล้อม ความอยุติธรรมและความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม และปัญหาสุขภาพและพร่องความสุขของมนุษย์ยุคขยะ

ภาพยนตร์สารคดีสั้นของเธอชุด เรื่องราวข้าวของ (Story of Stuff) ได้รับความสนใจจากผู้ชมทางอินเตอร์เนทอย่างมาก โดยมีการคลิ้กเข้าชมกว่า 12 ล้านครั้ง ใน 3 ปี ทั้งนี้เธอย้ำว่า ไม่ได้ทำการโปรโมทหรือโฆษณาแต่อย่างใด และปัจจุบันมีผู้คลิ้กเข้าชมเรื่องราวข้าวของในเว็บไซต์ www.storyofstuff.com จำนวนกว่า 10,000 ครั้งต่อวัน  

ล่าสุดเธอมาแวะพักผ่อนที่เมืองไทย และโครงการกินเปลี่ยนโลกจึงขอเวลาเธอ 2 ชั่วโมง เพื่อมาพูดคุยกับคนไทยผู้สนใจเรื่องราวข้าวของ ที่บ้านอารีย์ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมานี้

ข้าวของต่างๆ ที่เราใช้มาจากไหน และจะไปที่ใด”

โลกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตเพราะฤทธิ์การตลาดที่เน้นให้คนบริโภคอย่างไร้ขีดนำกัด

ลองสำรวจเฉพาะตัวเราเอง เรามีข้าวของมากมายเพียงใด เสื้อกี่ตัว กระเป๋ากี่ใบ รองเท้ากี่คู่ แก้วน้ำ ฯลฯ

หากจะบอกว่า ทรัพยากรมีจำกัด ก็คงยากจะเชื่อ เพราะเข้าไปที่ห้างสรรพสินค้า เราจะละลานตาด้วยข้าวของเครื่องใช้ ที่ออกรุ่นใหม่ไม่เว้นแต่ละวัน

แต่ความจริง โลกใบนี้มีทรัยพากรจำกัด และเราก็มีโลกเพียงใบเดียวให้อาศัย  เราจะอยู่อย่างไรหากทรัพยากรหมดโลก ทรัพยากรที่เราไม่สามารสร้างหรือผลิตได้เอง ไม่ว่า ดิน น้ำ อากาศ ต้นไม้ สัตว์

ทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าเหล่านี้เข้าสู่สายพานการผลิตทางอุตสาหกรรม เมื่อผลิตแล้วก็ตรงเข้าร้านค้าเพื่อซื้อขาย เมื่อสินค้าผ่านถึงมือผู้บริโภค ใช้สอยกันพอ “เบื่อ” แล้ว สิ่งของเหล่านั้นก็จะถูกทิ้งไป ไม่สามารถหมุนเวียนกลับมามีชีวิตได้อีก หลักฐานก็มีให้เห็นตามหลุมฝังกลบขยะ และเตาเผาขยะ ซึ่งกำลังเป็นภูเขาชนิดใหม่ที่มนุษย์ผลิตขึ้น  

 ในยุคบริโภคนิยม อัตตลักษณ์ คุณค่าของคนผูกติดกับของที่เราใช้ สิ่งที่เรามี มากกว่าสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ และที่น่าเศร้ากว่านั้น คือ “คนที่มี” มักจะเสียงดังกว่า “คนที่มีน้อย” ดังนั้นใคร ๆ จึงอยากเป็นผู้ที่มีเสียงดัง จึงต้องซื้อและหาข้าวของมาประดับสร้างอัตตลักษณ์กันไป  

ส่วน “ผู้ที่ไม่มี” จะว่าไป พวกเขาจ่ายราคาชีวิตแสนแพง 

 ชนเผ่าหลายแห่งในประเทศต่าง ๆ ถูกริดรอนสิทธิในการอยู่อาศัยและทำมาหากินในที่ดินธรรมชาติ ที่บรรพบุรุษอยู่กิน ดำรงเผ่าพันธุ์มาช้านาน เหตุผลที่บอกว่าพวกเขาไม่ควรอยู่ที่นั่น คือ การอนุรักษ์ธรรมชาติหรือการจัดการทรัพยากร

เมื่อย้ายคนไร้สิทธิไร้เสียงออกจากพื้นที่ธรรมชาติ ธุรกิจก็เข้าไปครอบครองป่า น้ำ ไม้ทันที อย่างในป่าดิบชื้นที่อะเมซอน มีการตัดไม้นาทีละ 2,000 ต้น

คนที่ไร้ที่ดินทำกิน ขาดความรู้สมัยใหม่ จึงต้องเข้ามาแออัดในเมือง อยู่ในสลัม ไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เคยภาคภูมิ เอาหยาดเหงื่อแรงงานแลกข้าว หลายคนต้องเข้าทำงานในโรงงาน หรือทำอาชีพที่เสี่ยงต่อชีวิต ทำงานกับสารพิษ สารเคมี

ทำอย่างไรได้ โลกบริโภคต้องการทรัยพากร ดังนั้นคนเหล่านั้นผู้ที่ไม่มีเงินซื้อหาข้าวของ ก็ต้องจ่าย ด้วยราคาชีวิตที่แสนแพง เพื่อให้เราเหล่านักช้อปได้ซื้อของในราคาย่อมเยา ซื้อ-ใช้-ทิ้ง

นั่นคือราคาที่ซ่อนไว้ภายใต้สินค้าราคาถูก อย่าง วิทยุพกพาราคา 200 บาท คือหลายชีวิตที่ต้องทิ้งถิ่นฐาน ครอบครัวแตกแตก สุขภาพย่ำแย่ ….

เมื่อประเทศที่เจริญทางวัตถุมากผลาญทรัพยากรจนขั้นวิกฤต จึงเปลี่ยนแนวคิด หันไปเอาวัตถุดิบจากประเทศที่เจริญน้อยกว่า ซึ่งประเทศเหล่านี้ก็ยอมแลกทรัพยากรต่าง ๆ กับบรรษัทธุรกิจและรัฐในโลกที่เจริญ ด้วยตัวเองก็ใฝ่ฝันอยากจะเจริญเป็นประเทศ “ผู้ที่มี” กับเขาบ้าง

ดังนั้น ประเทศที่อยากเจริญทางวัตถุจึงขายทรัพยากรอันอุดม และหยิบยื่นผืนดินให้เป็นแหล่งการผลิตที่มักปล่อยของเสียสารพิษ และให้พื้นที่เป็นแหล่งทิ้งขยะ เตาเผาขยะ

บางประเทศที่เจริญแล้วสร้างเตาเผาขยะและส่งขยะในประเทศของตัวให้มาเผาในประเทศที่อยากเจริญ “มลพิษจะได้ไม่ปนเปื้อนประเทศของเรา” แอนนี่กล่าว “ทำไมคิดไม่ได้ว่า ลมพัดพามลพิษไปได้ทั่วโลกนะ”

“บางคนบอกกับฉันว่า เรื่องปัญหาความไม่เสมอภาค ความเอารัดเอาเปรียบ และความอยุติธรรมทางสังคมเป็นปัญหาใหญ่ เรื่องการรณรงค์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเอาไว้ทีหลัง แต่ฉันเห็นว่า การรณรงค์สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเดียวกันกับความเสมอภาค ความเรียกร้องความยุติธรรมในสังคม” แอนนี่กล่าว 

สำหรับแอนนี่ เรื่องข้าวของพาเธอไปเห็นเบื้องหลัง ของปํญหาที่เกี่ยวพันกับ อำนาจทุน อำนาจการเมือง ที่ส่งผลกระทบกับชีวิตคนทั้งในเมือง และชนบท กระทบต่อสุขภาพชีวิตของคนในทุกระดับ และทุกภาวะ ไม่ว่า มลพิษในอากาศ น้ำ ดิน พืชผล สุขภาพ ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ 

ข้าวของวันนี้ ขยะวันพรุ่งนี้

99 เปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่ถูกผลิตเข้าตลาด จะกลายเป็นขยะภายใน 6 เดือน”

หากเราเชื่อว่าเศรษฐกิจเดินได้ด้วยการซื้อ ใครอยากจะผลิตสินค้าที่คนใช้สามารถใช้ได้ดีตลอดกาล ผู้ผลิตย่อมอยากผลิตและขายไปได้เรื่อย ๆ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น คือ การวางแผนให้สินค้าเป็นขยะให้เร็วที่สุด —  อย่างไร?  

อย่างแรกก็ด้วยการดีไซน์ให้สิ่งของต่าง ๆ เป็นประเภท “ใช้แล้วทิ้ง” อย่างแก้วน้ำ ขวดน้ำพลาสติก จาน กล้องถายรูป เป็นต้น

อย่างที่สอง คือ การทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งที่เรามีอยู่นั่นล้าสมัย ตกรุ่น เราจะเห็นเรื่องแบบนี้มากในแฟชั่นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และสินค้าเทคโนโลยี อิเล็คโทรนิคส์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ วิทยุ คอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายรูป ฯลฯ

สื่อและโฆษณาก็มีส่วนช่วยโหมประโคมให้เรารู้สึก “ด้อย ตกรุ่น และล้าสมัย” ลองดูโฆษณาสักชิ้น แล้วดูว่า เรารู้สึกยินดี พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี สิ่งที่เราเป็นหรือไม่

แนวโน้มที่เราจะรู้สึก คือ “เรายังไม่ขาว หน้าไม่กระจ่างใส เตี้ยเกินไป อวบไปนิดแล้ว ริ้วรอยไม่ควรมีนะจ๊ะ ผมไม่ตรง ของที่มีตกรุ่น ล้าสมัย ยังฉลาดไม่พอ ครอบครัวไม่ครบ โสดได้อย่างไรกันเธอ …..” 

ไม่รู้ว่าในแต่ละวัน คนไทยได้รับสื่อโฆษณามากน้อยแค่ไหน (แต่เพียงขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส 1 เที่ยว ก็โดนไปแล้วกว่า 30 โฆษณา) แต่ชาวอเมริกันจะได้ยิน ได้เห็นสื่อโฆษณาอย่างน้อย 3,000 ชิ้น แล้วจะให้เราพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นและมีได้อย่างไร