ความกลัวคือพลังสร้างสรรค์

ความกลัวเป็นความรู้สึกที่ทรงพลัง หากเราเรียนรู้แปรเปลี่ยนความกลัวได้ เป็นพลังสร้างสรรค์ จะมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ดำนาน ความรัก ธุรกิจ แฟชั่น และตัวตนของเรา

กลัวต้องเกรงใจและไหว้กันหน่อย

 

ความกลัว และความรัก

นิทรรศการ “ผี” สร้างบรรยากาศให้เรารู้สึกหวั่นไหวไม่น้อย ความมืดพาให้ใจจินตนาการไปต่าง ๆ เสียงฝีเท้าบนพื้นที่ดังเอี๊ยดอ๊าด ๆ ในบางที และผ้าที่ใช้กั้นพื้นที่นิทรรศการก็สร้างความวูบไหวให้ใจได้มากที่เดียว

นอกจากนั้น เสียงร้องกรี้ด ๆ จากผู้เข้าชมนิทรรศการขวัญอ่อน ก็ทำให้บรรยากาศนิทรรศการ “ผี” น่าตื่นกลัว ตื่นเต้นยิ่งขึ้น

ในความกลัวเช่นนี้ เราได้เห็นพฤติกรรมที่น่าสนใจ คือ กอดกันกลม กุมกันเกลียว = ความกลมเกลียวเป็นกลุ่มก้อน นั่นเอง

ผู้ที่เข้าชมนิทรรศการจูงมือกันเดิน กอดเอวกัน อยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น แลกความรู้สึกกลัวและกล้าด้วยกัน

บางทีเราก็ต้องการ “ผี” เพื่อให้เรารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน และจัดการกับความกลัวนี้ด้วยกัน

สมัยก่อน เรามีวิธีการจัดการกับความกลัว โดยการบูชาผี ยกย่องผี มีพิธีกรรมเซ่นไหว้ ขออำนาจผีปกป้องคุ้มครองดูแล และรักษาเยียวยา เมื่อเกิดความผิดปรกติขึ้นในชุมชน ผีก็จะเป็นผู้ที่ช่วยนำความสมดุลและปรกติกลับคืนมา ผีเปลี่ยนสถานภาพจากแหล่งความกลัว เป็นผู้พิทักษ์ปกป้องชุมชน

ปัจจุบัน ความเชื่อเรื่องผีก็ยังคงอยู่ แต่เราจัดการกับผีด้วยวิธีที่ต่างไป โดยมากใช้ปัจจัย คือ เงินเป็นแกนกลางของการบริหารความกลัว

 

ความกลัวและความคิดสร้างสรรค์

ความกลัวเป็นแหล่งผลิตความคิดสร้างสรรค์ Idea factory เราชอบความคิดของกลุ่มแม่บ้าน จังหวัดหนึ่ง ที่พยายามหาวิธีดูแลสามีตัวเอง ไม่ให้ถูกผีแม่ม่ายฉกไป

สมัยหนึ่ง โรคไหลตายเอาชีวิตของหนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่ในพื้นที่อีสานไปจำนวนหนึ่ง แม่บ้านของ อ. ศรีบุญเรือง จังหวัดอะไรจำไม่ได้ เลยคิดค้นทำเสื้อใบหนาดขึ้นให้สามีและชายหนุ่มในหมู่บ้านใส่

ใบหนาดเป็นพืชที่คนเชื่อว่า มีฤทธิ์ในการปราบผี สรรพคุณทางยาโบราณ กล่าวว่า กันแมลง และแก้ฟกช้ำ แต่แทนที่จะพกใบหนาด ซึ่งบางคราวอาจจะพลาดลืมหยิบติดมือ พกพาไปไฟนต่อไหน ก็อย่ากระนั้นเลย ทำเป็นเสื้อให้ใส่เสียดีกว่า กลุ่มแม่บ้านจึงทอผ้า หรือเอาผ้ามาชุบน้ำใบหนาด ให้น้ำยาฤทธิ์ทีเชื่อว่าปราบผีแทรกซึมเข้าไปในเนื้อผ้า ประมาณ นาโนเทคโนโลยีอย่างนั้นเลย

เสื้อใบหนาดนี้ได้รับความนิยมมาก เป็นสินค้าส่งออกขายดีที่อเมริกา

เสื้อหมอผี

 

ความกลัวและแฟชั่น

ความกลัวทำให้เกิดแฟชั่นสวย ๆ ด้วยเหมือนกัน เราชอบชุดหมอผีโบราณมาก สวยสง่า ก็น่าคิดว่า เราต้องมีภาพลักษณ์บางอย่างเหมือนกันในการที่จะสามารถสยบผีได้

เสื้อผ้า เครื่องประดับที่เกี่ยวข้องกับการปราบผีงดงามมีความหมายมาก อย่างลูกปัดบางอย่างบางลาย ก็เป็นเครื่องลาง เครื่องกันผีชนิดหนึ่งเหมือนกัน ปิ่นปักผม สร้อยข้อมือ สร้อยคอ รองเท้า เข็มขัด ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนทำจากวัสดุหายาก สวยงาม   

ความงามสง่า Elegance เป็นอำนาจอีกแบบหรือไม่ ที่ไม่เพียงปราบผี แต่สมัยนี้ก็สยบคนให้หันมามองและหลงใหลในความงามได้ไม่น้อย 

นอกจากนั้น เราจะเห็นว่า มีการนำภาพสักยันต์อาคมโบราณมาเป็นแบบเสื้อสมัยใหม่ ดูเก๋แบบอินดี้มากกว่าขลัง ไม่รู้ว่าผู้ใส่เสื้อผ้าลายสักยันต์จะรู้สึกว่ามั่นใจ ไม่กลัวผีหรือันตรายใด ๆ ขึ้นด้วยหรือไม่

 ความกลัวและโอกาสทางธุรกิจ

ธุรกิจที่เล่นกับความกลัวของคนทำเงินได้เสมอ เพราะมนุษย์ล้วนมีความกลัว ความไม่มั่นใจในชีวิต ธุรกิจที่ว่า ก็อย่างเช่น การดูหมอ พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง ที่ทำเงินสะพัดกว่าหมื่นล้านต่อปี

ยังไม่นับรวมถึง เทศกาลผี ที่กลายเป็นธุรกิจท่องเที่ยวทำเงิน ทั้งเทศกาลฮัลโลวีน เทศกาลผีตาโขน และอีกหลายโอกาสที่เกี่ยวของกับความตาย

การจัดการงานศพ และส่งวิญญาณคนตายไปสุคติก็เป็นอีกธุรกิจที่เติบโตอย่างมาก มีการดำเนินงานอย่างครบวงจร และสร้างเม็ดเงินได้กว่า 35,000 ล้านบาทต่อปี

ยังไม่พอ หนังผี การ์ตูน นิตยสาร รายการวิทยุ และโทรทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ผี ๆ สยองขวัญก็ทำเงินไม่น้อยในแต่ละปี ยิ่งเมื่อใด เศรษฐกิจแย่ สุขภาพจิตตกต่ำ หนังผีติดตลกยิ่งทำเงิน

 

ความกลัวและอัตตลักษณ์ความเป็นคน

โลกของผีไม่ต่างจากโลกของคน ก็เพราะคนจินตนาการโลกหลังความตายเหมือนกับโลกที่ตนคุ้นเคย เราจะเห็นว่า ตั้งแต่โบราณ หลุมฝังศพจะมีข้าวของเครื่องใช้ของผู้ตายฝังไปด้วย เพื่อให้ไปใช้ต่อในโลกหน้า หรือพิธีกงเต๊ก เราก็จะเห็นการเผากระดาษที่จำลองเครื่องใช้ไม้สอยต่าง ๆ ที่จะส่งไปให้ผู้ตายได้ใช้สุขสบายในภพหลังความตาย

รองเท้ามียี่ห้อเพื่อคนตายหัวใจติดแบรนด์

กระดาษที่เผาส่งไปเป็นสิ่งพื้นฐานที่คนเรามักใช้ในการดำรงชีวิต ตั้งแต่ บ้าน รถยนต์ คนรับใช้ เสื้อผ้า เงิน … แต่ในยุคบริโภคนิยม ข้าวของดูจะหลากหลาย และมากมายขึ้น รวมถึงยี่ห้อของใช้ก็มีความหมายและความสำคัญด้วย เช่น รองเท้าLV นาฬิกาดิจิตอล รถยนต์บางยี่ห้อ เสื้อผ้ามีแบรนด์ เครื่องเล่นดีวีดีพร้อมแผ่น MP3 คอมพิวเตอร็ โทรทัศน์จอแบน บัตรเครดิต ธนาคาร ฯลฯ

ทุกอย่างที่เราเคยมีในโลกนี้ เราจะจัดการส่งไปโลกหน้าด้วย เพื่อความมั่นใจว่า โลกที่เราคุ้นเคยจะไม่หายไปไหน

ตราบเท่าที่ยังมีชีวิต เราต้องจัดการกับความกลัวเสมอ ๆ

ผี ภาพสะท้อนความกลัวในใจเรา

“ผี คือ ภาพสะท้อนความกลัวของเรา”

เรากลัวอะไรบ้าง?  ถ้าหากเปรียบเทียบสิ่งที่เรากลัวเหมือนผี? เรามีผีกี่ตัว?

ผีข้อสอบ ผีเจ้านาย ผีเจ้าหนี้ ผีคนรักเก่า ผีโต๊ะทำงาน ผีความมืด  ผีที่แคบ  ผีตึกสูง ผีสาวและหนุ่มโสด เป็นต้น

แต่ละคนคงมีผีในใจคนละหลาย ๆ ตัว แล้วเราจัดการอย่างไรกับผีในใจเรา ?

 มนุษย์ไม่เคยอยู่โดยปราศจากความกลัว – เราคือผี?

ใครบ้างไม่กลัวความเจ็บปวดทางกายและใจ หรืออย่างน้อยที่สุด เรากลัวตาย ถ้าไม่ใช่ของตนเอง ก็ของคนที่เราฝากหัวใจไว้ (เหมือนทศกัณฑ์อะไรงั้น)

 นิทรรศการ “ผี” ความกลัว จัดการได้ด้วยจินตนาการสร้างสรรค์  ทำให้เราตื่น .. รู้อะไรมากมายในเรื่องความเชื่อ จินตนาการ และการจัดการความกลัวของมนุษย์

หากเราตรวจทานใจตัวเองเวลาเข้าชมนิทรรศการนี้ เราจะเห็นใจตัวเอง และรู้จักตัวเองยิ่งขึ้น

ก้าวแรกในนิทรรศการ เราสัมผัสความวังเวง และความกลัว ..ความมืดในใจเรา นั่นเอง

ความมืดทำให้เรากริ่งเกรง เหมือนว่ามีอะไรซ่อนซุกอยู่ที่ไหนสักแห่ง ความวูบไหวเพียงน้อยในความมืด ทำให้เราใจสั่นได้

ความมืดมีผลต่อความรู้สึก และจินตนาการอย่างยิ่ง

ความมืดเป็นเวลาแห่งความชั่วร้าย ที่ต้องการความมืดไว้ปิดบังตัวตน

ความมืดเป็นเวลาที่ความรู้สึกที่ซุกซ่อนจะเผยตัว ไม่ว่า ความเหงา ความเดียวดาย ความเศร้า และความปรารถนาส่วนลึกในใจ

ในขณะที่ความสว่างจะช่วยให้เรามองเห็นสิ่งต่าง ๆ และพาใจเราเตลิดเปิดเปิงไปกับโลกภายนอก

ความมืดกลับพาเราเข้าหาโลกภายใน และเกื้อกูลให้เราเห็นตัวเองมากขึ้น

เพราะความมืด ความไม่รู้ เราจึงค่อย ๆ ก้าวย่าง ด้วยความระมัดระวัง รับรู้ความกลัวภายใน และสัมผัสความคิดจินตนาการปรุงแต่ง เสียงในใจดังกระหึ่ม

นี่คือวิธีการจัดการกับความมืด ความกลัว และ ความไม่รู้ทางหนึ่ง …. เผชิญกับความกลัวนั้นอย่างตรงไปตรงมา รับฟังความกลัว เพื่อเข้าใจความกลัว

เมื่อเราเรียนรู้ที่จะเป็นเพื่อนกับความกลัว แล้วอะไรจะเป็นศัตรูกับเราได้เล่า ?

กลางดึกคืนหนึ่ง เราได้ยินเสียงประตูห้องนอนเปิดออกอย่างแรง หัวใจเต้น ตึบ ๆ ๆๆๆ แรงๆ ด้วยความตื่นกลัว รอฟังเสียงว่าเป็นใครที่เรารู้จักไหม … มีแต่ความเงียบวังเวง

ในความเงียบ จิตจินตนาการภาพและเรื่องราวมากมาย เหงื่อซึมอาบกายตามภาพหลอนในใจ

เราทนกลัวต่อไปไม่ไหวแล้ว …. เป็นไงเป็นกัน จะท้าตีท้าต่อยกับผีสักตั้ง เราอยู่ของเราดี ๆ มาทำกันอย่างนี้ มันอันธพาลชัด ๆ … แล้วเราก็เปิดผ้าคลุมโปงออก ตะโกนลั่น “เอาสิว่ะ นึกว่ากลัวเหรอ? มาเลย มาสู้กันเลย”

สิ่งที่เราเห็นตรงหน้า คือ ความว่างเปล่า เรากำลังตะโกนและท้าสู้กับใคร ถ้าไม่ใช่ตัวเอง …. 5555

เมดูซา ปีศาจ และความไม่รู้

ทำไมคนบางคนจึงเลือกใช้สัญลักษณ์แทนตนเป็นสิ่งที่ผู้อื่นเรียกขานว่าเป็นปีศาจ อย่าง เมดูซา ปีศาจสาวที่หากผู้ใดจ้องมองเธอแล้ว จะต้องกลายเป็นหินและเสียชีวิตในบัดดล

เธอไม่ต้องการให้ใครเข้าใกล้ชีวิตเธอขนาดนั้นเชียวหรือ เราคิดขำ ๆ ในใจ เอ หรือเธอจะสวยเข้าขั้น ที่ว่า ใครมองเข้าแล้วจะเฉียดตาย หายใจไม่ออก (เพราะตกใจ) หรือแววตาเธอดุมาก มองแล้วหนาวเย็นเยือก ตัวแข็งไปเลย

เราได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนทัศนะ และถามไถ่ความคิดเห็นของเธอ คำตอบของเธอทำให้เราตาสว่างกับอีกหลายประเด็น เหมือนกันการมองเข้าไปในแววตาของเมดูซาทีเดียว

ทำไมการมอง “อะไรบางอย่าง” จึงเป็นเรื่องอันตรายและทำให้ถึงตายได้

เรามองสิ่งที่ไม่ควรมอง? เรามองสิ่งของต้องห้าม?

สิ่งที่เรามองทำให้เราเห็นอะไร? — เห็นความตายหรือ? และนั่นคือสิ่งที่เราไม่ควรหรือไม่อยากมองหรือ?  

สำหรับเรา เมดูซา มีความน่าพิศวงน่าค้นหามากกว่าน่ากลัว มีความอ่อนโยนระคนเศร้ามากกว่าดุร้ายดุดัน

เมดูซาเกิดมามีร่างกายที่ผิดมนุษย์ รูปร่างเป็นหญิงหัวงู (มีงูยั้วเยี้ยเต็มหัว) บางตำราบอกว่าเธอมีปีกด้วยซ้ำ นอกจากความแปลกแตกต่างทางร่างกายจากมนุษย์ทั่วไปแล้ว อำนาจที่เธอได้รับมาโดยธรรมชาติแต่กำเนิดคือ ดวงตาของเธอ

เมื่อสายตาของเธอประสานกับสายตาของใครเข้า คน ๆ นั้น ก็มีอันต้องกลายเป็นหินและแข็งตายไป

ด้วยฤทธิ์ หรือคำสาปที่เธอได้รับนี้ทำให้เธอต้องโดดเดี่ยว เธออยู่กับพี่สาวกอร์กอน 2 ตน บนที่ห่างไกล ไม่มีคนกล้าเข้าใกล้ (ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า พวกเธอกินอะไรกัน อาจเป็นมังสาวิรัติก็เป็นได้ แต่บรรดางู ๆ จะหากินกันอย่างไร คงยุ่งยากน่าดู)

ในตำนานกรีก ไม่ได้บอกว่าบรรดาปีศาจสาวกอร์กอนเหล่านี้ได้เคยออกอาละวาด ทำให้คนกลายเป็นหิน ดูเหมือนจะไม่มีแรงจูงใจอะไรที่จะทำอย่างนั้น นั่นน่าจะหมายความว่า เธอก็อยู่เงียบ ๆ เหงาๆ ของเธอ

ความเป็นปีศาจของเธออยู่ตรงไหน ?

วันหนึ่ง กษัตริย์โพลีเดคตัสหลงใหลแม่ของเพอร์ซุส หนุ่มลูกครึ่งมนุษย์ครึ่งเทพ(ซุส) เขาคิดจะกำจัดเพอร์ซุส จึงออกอุบายให้เพอร์ซุสไปเอาหัวเมดูซามาเป็นของกำนัล

หนุ่มเพอร์ซุสตอบรับในทันที ด้วยความช่วยเหลือจากเทพ 2 องค์ เฮอร์เมส และ เทพีอธีน่า เพอร์ซุสมีอุปกรณ์พร้อมประหารเมดูซา คือ กระจกที่เขาสามารถมองเมดูซาได้โดยไม่เป็นอันตราย หมวกล่องหน รองเท้าแตะที่ทำให้เขาบินได้ และดาบ

ในที่สุด เพอร์ซุสก็ไปถึงที่ร้างห่างไกลผู้คนที่สามสาวกอร์กอนอาศัยอยู่ พวกเธอกำลังหลับใหล ไม่คิดว่าจะมีอันตรายใด ๆ และก็ไม่เห็นผู้ใด

เพอร์ซุสที่สวมหมวกล่องหนกำลังลอยอยู่เหนือสาวทั้งสาม มองหาเมดูซา เพราะเธอเท่านั้นที่เขาสามารถฆ่าได้ กอร์กอนอีก 2 ตน เป็นอมตะ

เมื่อเล็งเมดูซาผ่านโล่ห์สะท้อน เพอร์ซุสก็ฟาดดาบคมกริบที่ต้นคอของเธออย่างเต็มเหนี่ยว หัวปีศาจสาวกระเด็นจากร่าง เพอร์ซุสรีบคว้าชัยชนะนี้เพื่อไปเป็นของกำนัลแด่กษัตริย์

พี่สาวเมดูซาพากันกรีดร้องเมื่อเห็นหัวของน้องหลุดลอยไปในอากาศ

หัวอกปีศาจจะเป็นอย่างไรหนอ? น้องสาวต้องตายจากไป และเหลือเพียงสองตนตามลำพัง?

                ชีวิตของปีศาจไม่มีค่าให้อาลัยเลยหรือ?

                ปีศาจถูกพิชิตแล้ว?

เพอร์ซุสแก้แค้นกษัตริย์โดยการเอาหัวของเมดูซาไปโชว์ให้ผู้ชายทั้งหลายที่มาร่วมงานเฉลิมฉลอง เป็นเหตุให้ทุกคนที่มองเมดูซามีอันเป็นไป กลายเป็นหินแข็งตายตรงนั้นเอง

จากนั้น ทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเพอร์ซุสก็ดูเหมือนจะมีชีวิตเปี่ยมสุข

ชะตากรรมของปีศาจคือรับใช้วีรบุรุษงั้นหรือ? เธอเกิดมามีอำนาจเพื่อการนี้? ปีศาจสมควรตาย?

ปีศาจหมายถึงอะไร? 

รูปลักษณ์ และคุณสมบัติที่ติดกายภายนอก หรือ จิตใจและมูลเหตุของการกระทำต่าง ๆ

ใครนิยามความเป็นปีศาจและความหมายของปีศาจ? 

น่าสนใจว่า ท้ายที่สุด หัวของเมดูซาก็ถูกนำไปประดับไว้ที่โล่ห์ของซุส ซึ่งเทพีอธีน่าเป็นผู้ถือเก็บรักษาไว้ตลอด

ทำไมเทพีแห่งปัญญาและสงครามจึงเอาหัวของเมดูซาไว้กับตัว?

หัวของเมดูซามีความหมายเชื่อมโยงกับปัญญา หรือสงครามอย่างไร?

มีการตีและคำอธิบายความตำนานที่เกี่ยวข้องกับเมดูซาไปต่าง ๆ

บ้างบอกว่า เมดูซาเป็นสัญลักษณ์ของการแก้แค้นของผู้หญิง แม้จะถูกฆ่า แต่หัวเธอก็เป็นเครื่องมือฆ่าชายทั้งเมือง

ที่น่าสนใจ คือ เมดูซาเป็นสัญลักษณ์ของความจริงที่เราหลบ ไม่อยากมอง ไม่อยากจะเผชิญ

คนเรากลัวในสิ่งที่ไม่รู้ แต่แทนที่เราจะพยายามมองเข้าไปในสายตาแห่งความกลัว เพื่อที่จะรู้ เรากลับเลือกที่จะขจัดสิ่งที่เรากลัวให้พ้น ๆ ไป

เราไม่ค่อยคิดจะฆ่าความไม่รู้ของเรา

แม้เพอร์ซุสก็มองเพียงภาพสะท้อนความจริงของเมดูซา

การมองเข้าไปในความกลัว ความไม่รู้ ทำให้ถึงตาย — ทำไม?

เรากลัวความไม่รู้ หรือเรากลัวที่จะรู้อะไรกันแน่ – เรากลัวที่จะรู้อะไร

มีคนตีความว่า แท้จริงแล้ว การมองเมดูซา คือ การมองเข้าไปในความว่างเปล่า ความไม่มีอะไร ของชีวิต และอาจจะเป็นเรื่องนั้นเองที่ทำให้มนุษย์กลัว กลัวว่าแท้จริงแล้ว ชีวิตนั้นว่างเปล่า

เพื่อนผู้ชาญฉลาด “เมดูซา” คนนี้ทำให้เรากล้าหาญที่จะมองดูความกลัวของตนเอง เห็นความไม่รู้ของตนเอง เพราะเมดูซาไม่ใช่สิ่งน่ากลัว

แสงสว่างขับไล่ความมืด

ความรู้ก็ขับไล่ความไม่รู้

เราจะรู้ เมื่อเราเผชิญความไม่รู้ ความมืด