มีน้ำใจไม่ใช่งาน แต่เป็นหน้าที่ชีวิต

คนไทยร่วมสมัย มีจิตอาสาเป็นอันดับที่เท่าไรในโลก และผลสำรวจที่ออกมาเผยให้เราเห็นความจริงในสังคมหรือไม่ เพียงใด?

ได้รับอีเมล์จากเพื่อนที่ส่งข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับผลสำรวจของ Gallup Poll ในอังกฤษ เกี่ยวกับ การทำเพื่อคนอื่นในประเทศต่างๆ 153 ประเทศ ใน3หัวข้อ ได้แก่

  1. การบริจาคเงินเพื่อการกุศล 
  2. การสละเวลาเพื่อทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์
  3. การช่วยเหลือคนแปลกหน้าที่ตนไม่รู้จัก

 

อันดับ1 มีสองประเทศ คือ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ตามมาด้วย  ไอร์แลนด์ แคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ ศรีลังกา ออสเตรีย ลาว และ เชียร์ราลีโอน

ส่วน ลาว โดดเด่นทั้งสามด้านและ ได้ที่1ในอาเซียน (ฮ่องกง =18  ฟิลิปปินส์=50  มาเลเซีย=76  สิงคโปร์=91  เวียดนาม =138  กัมพูชา =142 จีน=147)

ประเทศไทย ได้อันดับที่ 25 ก็นับว่าไม่เลวทีเดียว จากผลสำรวจบอกว่า คนไทยมักบริจาคเงินมากที่สุด และบริจาคเงินมากเป็นอันดับ 3 ของโลก — แสดงว่า เราไม่ใช่ประเทศยากจนนะเนี่ย

แต่อีกสองประเด็น คือ การสละเวลาทำสาธารณประโยชน์และช่วยเหลือคนแปลกหน้า คนไทยเรายังน้อย

ไม่ว่าเราจะเชื่อผลสำรวจของฝรั่งหรือไม่ สิ่งที่ผลสำรวจสะท้อนก็อาจจะน่าครุ่นคิดต่อว่า ทำไมคนไทยถึงไม่ค่อยแบ่งเวลาทำงานสาธารณประโยชน์ หรือช่วยคนแปลกหน้า  ?

เราไม่มีเวลา เราทำงานหนักเกินไป  เราอยากกิน ดื่ม เที่ยว …

เราไม่ไว้ใจกัน ….

หรือเพราะอะไร

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า คนไทยมองการบำเพ็ญประโยชน์เป็นการลงโทษอย่างหนึ่งหรือไม่ จึงไม่นิยมทำ

หรือบางที อาจมีการทำงานบำเพ็ญประโยชน์ในรูปแบบที่ฝรั่งมังค่าไม่รู้จัก อย่างเช่น ช่วยงานวัด ช่วยวัดจัดการอบรมปฏิบัติธรรม เป็นต้น จึงไม่ถูกจัดอยู่ในผลสำรวจ

สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ชวนให้เราย้อนมองวัฒนธรรมไทยโบราณ และแม้ในชนบทบางแห่งในปัจจุบัน

อาจารย์สงกรานต์ กล่าวว่า “สังคมไทยเคยมีกระบวนการสร้างคนให้มีคุณธรรมด้วยแนวทาง บ้าน วัด รร.(บวร) ที่ครอบครัวไปวัดด้วยกัน ทุกวันพระ 

รร.ก็อยู่ที่วัด มีกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม ให้คนรู้จักการให้(ทาน) เสียสละเพื่อส่วนรวม(ร่วมงานวัด/รร.) ละอายต่อบาป(เป็นศิษย์มีครู /พระอาจารย์ จะไปทำผิดอะไร ก็กลัวเสียชื่อไปถึง ครู/พระอาจารย์)

มีระบบสวัสดิการสังคม(ไม่มีใครอดไปกินฟรีได้ที่วัด เพราะคนทำบุญเยอะ อาหารเหลือเฟือ คนจนเอาลูกไปฝากหลวงพ่อเลี้ยงเป็นเด็กวัด เติมโตได้ดีกันไปมากมาย) ฯลฯ

การไปวัดทุก ๗ วันถือว่า เป็นยาขนาดต่ำสุด(minimum dose) ที่พอจะรักษาโรคโลภ โกรธ หลงได้(บ้าง) และเหมือนกันทุกศาสนา คริสต์ไปโบสถ์วันอาทิตย์ มุสลิมไปสุเหร่าวันศุกร์ และเขายังทำกันอยู่

แต่พุทธถูกทำลายมาแล้วเกือบ ๕๐ปีแล้ว เพราะไปตามก้นฝรั่ง เปลี่ยนวันหยุดทุกวันโกน วันพระ เป็นหยุดเสาร์_อาทิตย์ เราจึงขาดกระบวนการหล่อหลอมทางจิตวิญญาณ พากันเสื่อมทั้งโยม ทั้งพระ”

เห็นจริงอย่างนั้นด้วย สมัยที่คุณแม่ยังเด็ก บอกว่า โรงเรียนหยุดทุกวันโกน เพื่อให้ผู้คนไปทำบุญ เข้าวัด

และหากวัดทำหน้าที่เป็นเหมือนศูนย์ชุมชน บำเพ็ญประโยชน์ เป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ ทั้งปัญญาและกรุณา สังคมหน่วยย่อยของเราจะดีเพียงใด

จะว่า ไปงานอาสาสมัตรในวัฒนธรรมไทย ไม่ได้ทำในรูปแบบองค์กร แต่เป็นวิถีชีวิต การลงแขก การโอบอุ้มผู้ยากไร้ คนไทยไม่เคยอดตาย ไม่มีกิน … อย่างการเดินเท้าของอ. ประมวล ที่รอดปลอดภัยและถึงจุดหมาย จะนับรวมเป็น การบำเพ็ญประโยชน์ด้วยไหม

คนไทยไม่แยกแบ่งว่า นี่เป็นเวลาส่วนตัว เวลางาน เวลาบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์

ไม่ได้ชาตินิยม แต่รู้สึกว่า คนไทยมีน้ำใจช่วยเหลือคนแปลกหน้า ช่วยเหลือผู้อื่น คือให้ทั้งเวลา แรงกายและปัจจัยมากมาย

เป็นบุคลิกทางใจที่เราได้รับมาจากบรรพบุรุษ มีอยู่ในใจ แต่ต้องการโอกาสและการกระตุ้นให้ตระหนัก รวมถึงโครงสร้างบางอย่างที่เอื้อต่อความงามในใจนี้ให้เติบโต

ปัจจุบัน วิถีและระบบโครงสร้างบางอย่างในสังคม ทำให้เราหมางเมิน ระแวงไม่ไว้ใจกัน หากเราขจัดอุปสรรคเหล่านี้ออกไปได้ น้ำใจของคนไทยจะไหลหลั่งไม่รู้หมด

ชีวิตเบิกบานเพราะน้ำใจ ที่เรามีภายใน และมอบให้ผู้อื่น

น้ำใจที่ไหลเวียนในชุมชน จะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงพวกเราทุกคนให้อยู่รว่มกัน งอกงามเติบโตไปด้วยกัน

การมีน้ำใจไม่ใช่งาน แต่เป็นหน้าที่ของชีวิต

อยากมีชีวิต ต้งอมีน้ำใจ ให้ทั้งตัวเองและผู้อื่น

วันนี้ ขอน้ำใจให้ตัวเอง และทุกคนที่พบเจอ — ร่วมกันทำนะคะ  

Advertisements

เรียนรู้อยู่กับภัยธรรมชาติที่เราหนีไม่พ้น

ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าทุกปี รุนแรงมากน้อยแตกต่างไป

ประเทศไทยเจอเหตุการณ์น้ำท่วม ภัยแล้ง หนาวจัด พายุถล่ม ตามฤดูกาลและพื้นที่ต่าง ๆ และจากภาวะโลกร้อน เราคาดการณ์ได้เลยว่า ภัยธรรมชาติจะเกิดถี่และรุนแรงขึ้นทุกปี

เราควรถอดบทเรียน เรียนรู้จากสถานการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ได้แล้ว ทำระบบ โครงสร้าง ความรู้ ให้ทุกคน หน่วยงาน ชุมชนได้เรียนรู้รับมือกับปัญหาในอนาคต และหากมีการทำความรู้ชุดนี้ไว้แล้ว ก็ขอได้โปรดกระจายบอกประชาชนหลังเขาอย่างเราด้วย

หน้าหนาว

หน้าหนาวของทุกปี เราจะได้ยินข่าว คนหนาวตาย คนไม่มีอุปกรณ์เครื่องนุ่งห่มบรรเทาความหนาว และระดมการบริจาค เครื่องนุ่งห่มและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อปกป้องความหนาวเย็น จึงสงสัยว่า สิ่งที่บริจาคไปแล้วในปีก่อน ๆ หายไปไหน เสื้อผ้าไม่ใช่สิ่งใช้แล้วทิ้ง หรือหมดอายุได้ง่าย ๆ หรือการแจกจ่ายไม่ทั่วถึงบางคน หรือประชากรเพิ่มขึ้น หรืออะไร

หากเรารู้อยู่แล้วว่า ความหนาวมาทุกปี และบางพื้นที่อาจอ่อนไหวเสี่ยงต่อวิกฤตความหนาวเป็นพิเศษ ทำไมเราไม่เตรียมรับมือไว้ก่อน และเป็นระบบเพื่อดูแลกัน ไม่ต้องลูบหน้าปะจมูกกันทุกปีไป (ยกเว้นปีไหน หนาวเป็นพิเศษเกินคาดเดา เช่น กรุงเทพ อุณหภูมิ 0 องศา เป็นต้น จะมีไหมน้อ)

สำมโนประชากรมีไว้ทำไม แผนที่ชุมชนหมู่บ้าน รายชื่อหมู่บ้านต่าง ๆ ทางกระทรวงมหาดไทยจะมีประโยชน์อย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง

เราสำรวจดูได้ไหมว่า ใครอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อความหนาว และยังขาดแคลนสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น เราจะช่วยกันดูแลอย่างไร การขนส่งอุปกรณ์เครื่องใช้ และการรายงานดูแลกันทางเจ้าหน้าที่ อบต. อบจ. ผู้ใหญ่บ้าน

เราจะให้ผู้ใหญ่บ้าน อบจ. อบต. ช่วยสำรวจสภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชนได้ไหมว่า ใครมีความเสี่ยงต่อภัยอะไรบ้าง 

หน้าน้ำของทุกปี หลายพื้นที่ในประเทศลุ่มแม่น้ำ จะต้องน้ำท่วม ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด คนไทยสมัยก่อนรู้จักเรื่องนี้ดี และสร้างบ้านเรือนพ้นน้ำกว่า 2 เมตร และไม่สร้างบ้านเรือน ชุมชนขวางทางน้ำ

คนที่มีชีวิตห่างจากน้ำ จะดูไม่ออก ประเมินกำลังของน้ำไม่เป็น และนั่นอันตรายอย่างยิ่ง

ดังนั้น เราต้องเรียนรู้จะอยู่กับน้ำ อย่างแรก การเรียนรู้ ศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบควรให้เรารู้จักน้ำให้มากขึ้น กระแสน้ำไหลในแต่ละแบบ หมายความว่าอย่างไร เพื่อที่ว่า จะได้ไม่มีคนที่เดินไปในกระแสน้ำเชี่ยวแล้วถูกน้ำพัดจมหายไป

เราต้องเรียนรู้กระแสและวิถีของน้ำ น้ำขึ้นและลง อย่างไร น้ำแม่น้ำ น้ำภูเขา น้ำป่า น้ำทะเล ทุกน้ำเชื่อมโยงและหนุนกันอย่างไร อะไรบ้าง และเมื่อไร อย่างถ้าฝนตกหนัก ๆ เราต้องระวังอะไรบ้าง ไม่อยู่ใกล้ริมน้ำ ไม่อยู่ใต้เงาภูเขาที่โล้น เพราะดินที่อุ้มน้ำไม่ไหวแล้ว อาจถล่ม เป็นต้น ถ้าอยู่ที่ราบให้ระมัดระวังน้ำป่าหลาก จากภูเขาที่ราบสูงลงมา กระแสน้ำจะรวดเร็วมาก ควรสังเกตเมื่อมีฝนตกหนักติดต่อกันบนภูเขาหลาย ๆ วัน ให้เตรียมตัวอพยพขนของไว้ที่สูง

 กระแสน้ำหลากจะทำลายวัสดุก่อสร้าง เส้นทางคมนาคม ต้นไม้ และพืชไร่ ต้องระวังกระแสน้ำพัดพาไป อย่าขับรถยนต์ฝ่าลงไปในกระแสน้ำหลาก แม้บนถนนก็ตาม อย่าลงเล่นน้ำ อาจจะประสพอุบัติภัยอื่น ๆ อีกได้

นอกจากนั้น ในภาวะน้ำท่วม ทั้งบ้านเรือน และเรือกสวนไร่นา เราจะดูแลอย่างไรให้เป็นระบบ และเตรียมกันทุกปี และทั้งปี ทั้งในระดับปัจเจก ชุมชน ภูมิภาคและประเทศ เพื่อให้การเตรียมการและกระจายความช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วทันท่วงที ไม่ควรให้ทุกอย่างกระจุดที่ส่วนกลาง อย่างการเคลื่อนย้ายคนสู่ที่สูง

ในทุกจังหวัดเราจะเตรียมพื้นที่เหล่านั้นร่วมกันไหม ว่าจะเป็นที่ใดบ้าง และรักษาพื้นที่นั้นให้ดี เป้นที่สูง มีที่อาศัย หลบภัยทั้งคนและสัตว์ มีอุปกรณ์เยียวยาเบื้องต้น อย่าง เครื่องปั่นไฟ น้ำดื่มที่รองจากน้ำฝน และของอื่น ๆ แล้วก็เรือหลาย ๆ ลำ

ในระดับปัจเจก เราน่าจะเรียนรู้การอยู่กับน้ำท่วม พายเรือเป็น ว่ายน้ำได้ รู้จักโรคที่มากับน้ำ และวิธีการป้องกัน มีอุปกรณ์รับสถานการณ์เบื้องต้น เช่น ถุงดำขับถ่าย เทียน ไฟฉายและถ่าน กระติดกรองน้ำ แบบไม่ใช้ไฟฟ้า เบอร์โทรศัพท์สำคัญ ๆ รวมถึงคู่มือการเผชิญภาวะน้ำท่วม

ในระดับชุมชน ก็มีแผนรับสถานการณ์ น่าจะมีแผนที่ทุกครัวเรือน และผู้ที่อยู่ในแต่ละครัวเรือนเพื่อส่งความช่วยเหลือ อาจจะมีเรือ และอุปกรณ์สำคัญในการรับสถานการณ์เบื้องต้นร่วมกัน เมื่อเกิดภาวะน้ำท่วมจริง ๆ

สิ่งที่เราน่าจะคิดไว้คือ การขนส่ง การขนส่งของในการช่วยเหลือ ทั้งอาหาร ยา และความช่วยเหลืออพยพคน และที่สำคัญ คือ ระบบการขนส่งขยะ ซึ่งจำเป็นต้องทำ โดยเฉพาะขยะของเสียที่ถ่ายกัน เพราะหากไม่จัดระบบให้ดี จะทำให้คนโยนหรือถ่ายลงน้ำ เป็นเหตุให้เกิดโรคภัยได้มาก — ซึ่งหากคิดระบบและเตรียมการไว้ให้ดี จะช่วยลดทอนปัญหานี้ได้

การสื่อสารในพื้นที่ ก็เป็นเรื่องสำคัญ จะทำอย่างไรที่ให้คนภายในสือ่สารกับภายนอกได้ ในยามที่ไฟฟ้าตัดขาด ไม่สามารถใช้โทรศัพท์ มือถือ หรืออุปกรณ์สื่อสารที่คุ้นเคยได้ เราจะมีเครื่องมือสื่อสารอื่น ๆ ได้ไหม อะไร

หน้าแล้ง

น้ำน้อย ไม่มีน้ำในการบริโภคในครัวเรือน และทำการเกษตร ปัญหานี้เกิดขึ้นทุกปี ในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบโดยทั่วกัน ข้าวยากหมากแพง เป็นต้น

เราจะดูแลเรื่องน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยในชีวิตให้ทุกคนได้รับอย่างทั่วถึงได้อย่างไร การจัดการปัญหาภัยแล้ง อาศัยความรู้และการจัดการอย่างเป็นระบบ เห็นทั้งระบบ

เขื่อน ฝาย อ่างเก็บน้ำ แต่การแบ่งจ่าย กระจายน้ำเป็นอย่างไร ทั่วถึง และเป็นธรรมหรือไม่ ถังกักเก็บน้ำในแต่ละบ้าน (แต่ก่อนเห็นแต่ละบ้านจะมีแท้งค์น้ำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ปัจจุบันมีน้อยลงมาก)

ที่สำคัญ เราใช้น้ำอย่างไร ใช้อย่างประหยัดรู้ค่า หรือใช้ทิ้ง และแถมยังทำลายคุรภาพน้ำด้วยสารพิษและขยะด้วย เมื่อน้ำเหือดแห้ง จะเอาอะไรดื่ม เราเคยเห็นภาพเด็กแอฟริกาที่แย่งกันกินน้ำโคลนในบ่อน้ำน้อย ๆ หรือไม่

ภาวะภัยแล้งเกี่ยวกันอย่างมากกับสภาพความชื้นและอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ หากป่าไม้หดหาย น้ำก็จะน้อย และเราจะขาดน้ำ ต้นไม้ขาดน้ำก็ตาย เราก็ไม่มีพืชผักกิน สัตว์ที่ต้องกันพืชก็ตาย แล้วเราก็ไม่มีเนื้อสัตว์กัน ข้าวไม่ได้น้ำ ก็ไม่โต เราก็ไม่มีข้าวกิน สรุปความว่า จะไม่มีอะไรให้เรากิน (และห้ามกินกันเองนะ)

สึนามิ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด (จากที่อื่น แต่เถ้าควันล่องลอยมา )

โลกต้องการรักษาสมดุล เมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ปริมาณน้ำในหมาสมุทรแปซิฟิคสูงขึ้น ปริมาตรน้ำมากขึ้น ก่อเกิดพายุมรสุมที่มาก ถี่ และรุนแรงขึ้น โลกซีกหนึ่งต้องแบกน้ำหนักที่มากขึ้น ทำให้แผ่นดินเบื้องล่างต้องปรับตัว เกิดการขยับปรับตัว หมายถึง แผ่นดินไหวบ่อยขึ้น เท่าที่เคยอ่านข้อมูล ทั่วโลกมีแผ่นดินไหวบ่อยแทบทุกวัน แต่ไม่รุนแรง

กระนั้น แผ่นดินไหวที่รุนแรงก็เกิดบ่อยขึ้น และก็หมายถึงโอกาสของแผ่นดินถล่ม ความเสียหายในบ้านเมือง และคลื่นสึนามิ

ในประเทศไทย เราอาจอยู่ไกลจาก ring of fire ที่วาดจากขอบทวีปอเมริกาใต้ขึ้นไปอเมริกาเหนือ วนมารัสเซีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นวงแหวนเปลือกโลกที่ครุกรุ่น

สิ่งที่ประเทศไทยมีโอกาสจะได้รับวิบากไปด้วย คือ คลื่นสีนามิ เมื่อเกิดแผ่นดินไหว — เราต้องเตรียมรับเรื่องนี้ด้วย ทั้งความรู้ ระบบการหนีภัย พื้นที่หนีภัย คือบอกเส้นทางให้วิ่ง (แต่วิ่งไปไหนอ่ะ ไกลมากก็วิ่งไม่ไหวนะ อย่างคนแก่ เด็กจะทำอย่างไร ไหนจะคนพิการอีก)

บางทีเราอาจต้องปรับโครงสร้างพื้นที่พักผ่อนชายทะเลไปด้วย อย่างที่ญี่ปุ่น หมู่บ้านที่หายเรียบจากสึนามิ ปัจจุบัน เขาทำพื้นที่ให้เป็นสวนสาธารณะ และชายหาดสาธารณะ ให้โล่ง ไม่ให้ใครอยู่พักที่นั่น และมีหอคอย พื้นที่สูงเพื่อหนีน้ำ

——————————————-

เมื่อภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่เราร่วมก่อ เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน อย่างดีที่สุด

ดูแลกันและกันนับจากวันนี้ ไม่เพียงการเตรียมการรับมือ

แต่รู้จักมีชีวิตที่ช่วยปรับตัวให้สอดคล้องกับธรรมชาติ รักษาธรรมชาติไม่ให้ย่ำแย่กว่านี้

หากเรารักษาธรรมชาติ เราอาจมีส่วนช่วยให้ภัยธรรมชาติลดลง หรือลดความรุนแรงลง กระแสรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ถึงผลกระทบต่อธรรมชาติ จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป้นเรื่องการป้องกันภัยในอนาคตด้วย

มาเรียนเป็นนักเรียนรู้กันเถอะ

โลกทั้งภายในและภายนอกตัวเราเปลี่ยนแปลงเสมอ การที่เรายึดมั่น กอดถือสืงที่รู้ในอดีตไว้ อาจทำให้เราไม่รู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันที่เปลียนไป

ด้วยโลกเป็นอนิจจัง ชาวพุทธจึงต้องฝึกฝนตนเป็นนักเรียนรู้อยู่เสมอ เรียนรู้ที่จะมีชีวิตในปัจจุบัน รู้อยู่กับโลกอย่างมีเป้าหมาย และเกื้อกูลกันและกัน

ระบบการศึกษาไม่ได้บ่มเพาะให้เราเป็นนักเรียนรู้ แต่เราอาจเรียนรู้ที่จะเป็นนักเรียนรู้ได้จากพระบรมครูของเรา ในที่นี้ อยากจะขอเล่าทักษะบางประการที่จะช่วยให้เราเป็นนักเรียนรู้ได้ ซึ่งใช้ได้กับทุกคน ไม่ว่านักเรียน คนทำงาน คนวัยเกษียณ แม้คในวาระสุดท้าย

——————-

พระพุทธองค์เป็นแบบอย่างของนักเรียนรู้ ท่านเรียนอย่างไรจนบรรลุเป้าหมายสูงสุด อะไรผลักดันให้ท่านออกแสวงหาความรู้ ความจริง เราจะเรียนรู้ตามรอยบรมครูได้อย่างไรบ้าง

นักเรียนรู้ต้องแสวงหาความรู้ ไม่ว่าจากการอ่านหนังสือ การฟัง การสนทนากับผู้อื่น การสังเกตและรับฟังสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ด้วยกายและใจของเรา ซึ่งเป็นอุปกรณ์เรียนรู้ชั้นยอด

แน่นอนว่า คนจะแสวงหาความรู้ขนาดนี้ ต้องเกิดมาจากความรัก รักในสิ่งที่ตนเองอยากรู้ อยากแสวงหา การเรียนการศึกษาในปัจจุบันทำให้คนรู้สึกรักในการเรียนรู้หรือไม่ เรามักได้ยินเด็ก ๆ บ่นว่า ไม่อยากไปโรงเรียน ทำข้อสอบก็ขอลอก ๆ กัน เราจะทำให้เด็ก ๆ และตัวเราเองรักในความรู้ รักที่จะแสวงหาความรู้ได้อย่างไร

การเรียนรู้ก็ต้องอาศัยแรงบันดาลใจเช่นกัน แรงบันดาลใจของพระพุธองค์มาจากทุกข์และความจริงที่เห็นในชีวิต

อะไรเป็นแรงบันดาลใจในชีวิตเราบ้าง เรามีความรักในเรื่องใด—

ครุ่นคิดและตั้งคำถาม

พุทธศาสนาเกิดขึ้นได้ด้วยการครุ่นคิดและตั้งคำถามสำคัญของเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านครุ่นคิดเรื่องราวต่าง ๆ ที่เห็น ไม่ปล่อยอะไรผ่าน ๆ โดยไม่ตั้งคำถาม

“มนุษย์เราพ้นทุกข์จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้หรือไม่” คำถามนี้ผลักให้ท่านทิ้งทุกอย่างที่มีค่าและสุขสบาย เพื่อแสวงหาความจริง

ชาวพุทธต้องเป็นนักตั้งคำถาม คำถามที่ดีและสร้างสรรค์เกื้อกูลโลก (เราว่านะ) รวมถึงต้องตั้งคำถามกับตัวเองด้วย

พระพุทธองค์จะไม่ตรัสรู้ได้เลย หากท่านไม่ใคร่ครวญ สังเกต และตั้งคำถามกับการปฏิบัติของท่านเอง “ใช่แล้วหรือ” การได้ฌานสมาบัติขั้นสูงไม่ได้ทำให้ท่านหลงว่า ได้พบธรรมพ้นทุกข์แล้ว คำถามทำให้เราสืบค้นความจริง จนถึงที่สุด  

— คำถามสำคัญในวันนี้ ช่วงเวลานี้ของเราคืออะไร —-

เปิดหัวใจเพื่อเรียนรู้และรับความรู้ หัวใจของการเรียนรู้ คือ Learn to un-learn เรียนวิธีการถอดถอนสิ่งที่รู้แล้ว

ข้อนี้สำคัญมาก เพราะหลายครั้ง เรามักคิดว่าเรารู้แล้ว และกอดยึดสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความรู้ไว้อย่างเหนียวแน่น หากใครวิพากษ์วิจารณ์ความรู้ของเรา ก็เท่ากับวิจารณ์เรา อย่างนั้นเลย

เมื่อเรากอดยึดความรู้ไว้เช่นนั้น ก็เท่ากับหยุดเรียนรู้ ปิดโอกาสที่จะรู้สิ่งใหม่ ๆ รวมถึงตรวจสอบว่า สิ่งที่เราคิดว่ารู้นั้น แท้ที่จริง รู้แล่วหรือว่า รุ้ลึกกว่านั้นได้อีก

ในประเด็นนี้ เราได้รับแรงบันดาลใจ จากองค์ทาไล ลามะ ท่านตรัสไว้ครั้งหนึ่ง ประมาณว่า “หากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่า หลักคำสอน หรือวิธีการของพุทธศาสนา อย่าง สมาธิจิต นั้นไม่เป็นจริง ท่านก็พร้อมที่จะวางความเชื่อและความรู้ในเรื่องนั้นไป แต่จนวันนี้ วิทยาศาสตร์ยังไม่อาจหักล้างหลักการ คำสอนของพระพุทธองค์”

เปิดหัวใจให้ว่าง เพื่อรองรับสิ่งใหม่ ๆ แล้วกรองว่า สิ่งใหม่ที่ไหลเข้ามานั้นเป็นอย่างไร

การฟัง

การฟังต้องอาศัยการเปิดใจและตระหนักรู้ว่า เราต้องการฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพูดและไม่ได้พูด เราต้องการฟังเพื่อเข้าใจและสัมพันธ์กับผู้พูด ฉะนั้น การฟังในลักษณะนี้ เราต้องเพิกถอนความคิดของเราออกไปบ้าง เพราะหากฟังไป เถียงค้านในใจไปเรื่อย ๆ สิ่งที่เราจะได้ยินก็มีแต่เรื่องราวเก่า ๆในหัวของเราเอง หามีสิ่งใหม่แทรกซึมเข้าไปไม่

เพียงแค่ฟัง เราจะได้เรียนรู้ นั่นคือ สิ่งที่นักจัดการความรู้สมัยใหม่มักใช้ ในหลักของ เรื่องเล่า ซึ่งเป็นวัฒนธรรมมุขปาฐะ ที่คนโบราณใช้มานมนาน

ในเรื่องเล่า มีเรื่องราว ความคิด ความฝัน คุณค่า ความรู้สึก ทุกอย่างของมนุษย์ที่สามารถส่งต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในการสัมภาษณ์ผู้คนเพื่อรายงานข่าว เราได้ยินเรื่องเล่าแตกต่างหลากหลาย อย่าง เรื่องของพี่ชายคนหนึ่งที่ต่อสู้กับคำพิพากษาของแพทย์ว่า เขาจะเป็นอัมพาตและไม่สามารถดูแลตัวเองได้ชั่วชีวิต เมื่อใจสู้และพอจะกะโผลกกะเผลกพาตัวเองไปหาที่ทางอันสงบ อยู่ลำพังเพื่อใคร่ครวญชีวิตที่ยังเหลือ เขาก็ได้พบกับตาน้ำแห่งชีวิตและแรงบันดาลใจ ซึ่งทำให้ทุกวันนี้ พี่คนนี้ เป็นนักธุรกิจทีทำงานเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

เราได้เรียนรู้อะไรมากมาย เกินถ้อยคำ เราได้พลังและกำลังใจจากเรื่องที่พี่ชายเล่า ได้ตัวอย่างที่หากเรามีมรสุมชีวิต เราอาจจะหาพื้นที่สงัดพักใจ ฟื้นฟูพลังบ้าง

การฟังทำได้ทุกที่ ทุกเวลา และกับทุกสิ่งทุกอย่าง และที่สำคัญ คนที่พิการทางหูก็สามารถฟังได้ หรืออาจได้ดีกว่าคนหูไม่พิการเสียอีก

ฟังเสียงธรรมชาติ ลมฟ้าอากาศ ผู้คน เสียงสรรพสัตว์ เสียงหัวใจและร่างกายตัวเอง หากเราฝึกใจให้ฟังได้อย่างลุ่มลึก มีประสิทธิภาพ เราจะได้ยินเสียงมากมาย ความรู้ในจักรวาลที่รายล้อมรอบตัว

การเฝ้าสังเกต

การเฝ้าสังเกตก็คล้ายกับการฟังในแง่ที่ว่า ใช้ใจที่สงบสงัดสัมผัสกับสิ่งที่สังเกต ในแง่นี้ เราอาจใช้ดวงตาในการสัมผัสและเรียนรู้โลก การเฝ้าสังเกตจะทำให้เราเข้าใจและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ

นักวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายคนค้นพบทฤษฏีต่าง ๆ จากการเฝ้าสังเกตและคิดในความเงียบ

ปราชญ์ชาวบ้านหลายคนก็เช่นกัน ค้นพบวิธีการลดความรุนแรงของการกัดเซาะชายฝั่ง จากการเฝ้าสังเกตคลื่นลม จนเกิดความรู้ว่า จะจัดการปัญหานี้ด้วยวิธีการง่าย ๆ ประหยัด และก่อประโยชน์ได้อย่างไร — ก็เอาไม้ไผ่ปักเป็นเขื่อนบริเวณนอกชายฝั่ง ลดแรงปะทะของคลื่น แถมไม้ไผ่ที่ปักนั้นยังเป็นที่เกาะของหอย ให้เราไปเก็บกินได้อีกด้วย

ทั้งการฟังและสังเกต เป็นทักษะที่ทำได้ง่าย ๆ เพียงแต่เราต้องให้เวลา ไม่คาดหวัง คาดคั้นผล และเมื่อสภาวะใจของเรานิ่งเงียบ ความรู้บางอย่าง หรือหลายอย่างจะไหลผ่านเข้ามา โดยไม่ต้องคิดหรือคาดเค้นกันเลย

หากเราฝึกบ่อย ๆ คือ ฝึกให้ใจนิ่งเงียบ ความคิดดี ๆ สดใหม่ จะผ่านเข้ามาบ่อย ๆ — ท้าให้พิสูจน์

หนทางของการปฏิบัติด้วยตนเอง

พระพทธเจ้าตรัสว่า “การหลุดพ้น และบรรลุถึงเป้าหมายไม่ได้เกิดขึ้นจากการนั่งมอง หรือเห็นพระพุทธเจ้า หากแต่มาจากความพยายามอย่างยิ่งยวด การฝึกฝนตนเองอย่างเอาจริงเอาจัง ทุกคนหลุดพ้นและบรรลุถึงเป้าหมายได้เพราะตัวเอง”

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของนักปฏิบัติที่เพียรพยายามและอดทนในการฝึกฝนตนอย่างต่อเนื่อง เพราะเหตุนี้ศาสนาพุทธจึงแย้งกับศาสนาบริโภคนิยม เพราะผู้คนในยุคบริโภคมักรอคอยการเสพ นั่งเฉย ๆ ให้คนป้อนสิ่งที่ตนปรารถนา สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นโดยไม่ต้องพยายามมาก อยากได้อะไร ๆ เร็ว ๆง่าย ๆ ด่วนและสะดวก — แต่หนทางสู่พุทธะ เป็นในทางตรงกันข้าม

พระพุทธองค์ทรงให้แนวทางวงจรการเรียนรู้ไว้ ปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ คือ เรียนรู้ข้อมูล ความรู้ ไม่ว่าจากการอ่าน การฟัง ให้เข้าใจ แล้วนำไปทดลองปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติย่อมมีผล และเราต้องใคร่ครวญตั้งคำถามเรียนรู้จากผลที่เกิดขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นข้อมูลภาคปริยัติให้เราทดลองปฏิบัติต่อไป เป็นวิถีเรียนรู้ไม่จบสิ้น

เราต้องแสวงหาความรู้ มีใจใฝ่รู้ และออกไปหาความรู้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่รอคำตอบสุดท้าย สำเร็จรูปจากผู้อื่น

การรู้ที่ยิ่ง คือ การรู้ที่ผ่านปฏิบัติการในชีวิต คือ กายและใจของเรานั้นเอง

บาทหลวงเยซูอิดท่านหนึ่งพูดได้น่าประทับใจว่า “ความรู้ที่แท้อยู่ที่การพิสูจน์ในชีวิตจริง ชาวคริสต์จะพบว่าตัวเองรู้จริงในศาสนาของตนเองหรือไม่ เมื่อยืนต่อหน้าผู้ซึ่งทำร้ายเรา ความรู้ของเราจะถูกทดสอบว่า เมื่อโดนทำร้าย เราจะสามารถหันแก้มซ้ายให้ศัตรูตบได้หรือไม่ สันติอหิงสาเป็นความรู้จริงสำหรับเราหรือไม่ ความรู้ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ หรือปฏิบัติให้เห็นจริง ไม่ถือว่าเป็นความรู้” 

การสนทนากับผู้อื่น

ในระบบวิธีการเรียนรู้ในพุทธศาสนา เราจะเห็นการสนทนาระหว่างพระพุทธองค์กับพระสาวก เป็นการตั้งคำถามให้ครุ่นคิด พระพุทธองค์มักไม่ตอบ แต่ท่านจะชวนถาม ชวนคิด ชวนมอง จนผู้ฟังได้คำตอบจากใจตนเอง (สรุปความจากหนังสือ พุทธวิถีการสอน โดยพระธรรมปิฏก)

ในวัฒนธรรมพุทธศาสนา วัชรยาน หรือเซนเอง ก็มีการปุจฉา วิสัชนา  

ถ้าจะลองมาเทียบเคียงในชีวิตประจำวันของเรา เราสนทนากันให้เกิดปัญญาและเรียนรู้ได้อย่างไร

เราสนทนา โต้เถียง แย้งกัน เพื่อร่วมกันหาความจริง ในทางนี้ ความคิดเห็นที่ต่างจะไม่เป็นปัญหา เพราะเราต้องการแสวงหาคำตอบที่ดีที่สุดร่วมกัน

แต่ที่เห็นในปัจจุบัน คือ เราเถียงกันเพื่อปกป้องความคิดเห็นของกันและกัน เราไม่ได้คุยกันเพื่อแสวงหาความจริง เราจึงเข้าไม่ถึงความจริง และทะเลาะกันเพื่อปกป้องอัตตา

สติและสมาธิ

สติสัมปชัญญะ และสมาธิ เป็นหัวใจของการเรียนรู้ และเชื่อมโยงกับทุกทักษะการเรียนรู้ที่กล่าวแล้วข้างต้น

สติเตือนเราให้รู้ว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ เรากำลังทำอย่างไร อยู่ในร่องในรอยหรือไม่

สมาธิทำให้ใจนิ่ง โฟกัสกับเรื่องราวบางอย่าง และจากพลังความชัดเจนกระจ่างของใจ เราจะเห็น ได้ยินสิ่งที่เรียนรู้ได้มากขึ้น

ทั้งสติและสมาธิ จะพาใจให้นิ่ง ว่าง และในความนิ่งว่างนั่นเอง ที่ความรู้ทั้งหลายจะไหลเข้าสู่ใจ

“เพราะว่าง จึงมีทุกสิ่ง”

นางร้าย นางเอก ความรัก และตัวปัญหาที่หายไปไหนไม่รู้

อ. ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ‘กระบวนการกลายเป็นนางร้ายของพิสมัย” ในซีรีส์ร้อน “วนิดา” เป็นความเห็นที่ทำให้เราเข้าใจที่มาที่ไปของตัวเราในความรัก ไม่ว่าเราจะเป็นนางเอก หรือนางร้าย เลยนำความเห็นของอาจารย์มาแบ่งปัน พร้อมกับแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับ “การล่ารัก” และ “การไล่รัก” ข้างท้ายด้วย

อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ผู้สนใจประเด็น sexuality กล่าวว่า “นางร้ายมีหลายประเภท อย่างพิสมัยร้ายได้ใจเพราะทำตามกติกาความรักทุกประการ แต่ถูกฉกของรักไปแบบไม่คาดฝัน แถมคนฉกกลายเป็นนางเอกไปเสียอีก ปล่อยให้เธองงงันกับการแปรผันของสถานการณ์และใจคน

ผู้หญิงหลายรุ่นยึดถือและทำตามกติกาความรักประเภท “ชายรุก หญิงสนอง” และรักเดียวอย่างซื่อสัตย์

กว่าจะรู้ว่ากติกาไม่ลงโทษผู้ชายที่ไม่ทำตาม กติกาบังคับแต่ผู้หญิง แต่ไม่ได้ให้รางวัลน่าชื่นใจแก่หญิงดีเท่าไรนัก

นางร้ายประเภทถูกฉกของรักมักไม่โทษชายคนรัก

เธอเข้าใจไม่ได้ว่าความรักมีเกิดมีดับเป็นธรรมดาโลก

แต่มองผู้ท้าชิงเป็นนางมารทำลายความรักที่ต้องล้างผลาญให้วอดวายด้วยมาตรการ ด่าทอไปถึงไล่ตบ ไล่ยิงและสาดน้ำกรด

นางร้ายมักคิดว่าการสู้ยิบตากับคนไม่รักษากติกาเพื่อรักษาชายคนรักเป็นเรื่องชอบธรรม

นางร้ายหลายคนมีผู้สนับสนุนและสมรู้ร่วมคิดในความร้ายมากมาย เพราะมองว่าเธอต่างหากที่ถูกรังแกจากการโดนแย่งคนรัก

คนในสังคมจำนวนไม่น้อยจึงไม่ลังเลที่จะร่วมมือกับเธอเพื่อบีบบังคับให้ผู้ชายเลือกคนรักเก่าหรือเมียหลวง

การร่วมมือกันร้ายนี้เป็นไปเพื่อการรักษากติกาเรื่องเพศให้อยู่ต่อไป

เมื่อถูกแย่งคนรัก หญิงที่ยอมกลืนน้ำตาไม่สู้กลายเป็นนางเอก

พวกสู้ตายเพื่อรักษาชายคนรักแบบราวีไม่เลิกก็กลายเป็นนางร้ายไปอย่างพิสมัยไงคะ”

————————————

เราค่อนข้างเห็นด้วย และเห็นใจนางร้ายในหนังไทย อาจเพราะด้วยว่า ที่ผ่านมาในชีวิต คนรอบข้าง รวมถึงตัวเราเอง ก็ผลัดกันเล่นบทบาท นางเอก และนางร้าย ตลอดเวลา

บางครั้งก็เป็นทั้งนางเอกและนางร้ายในเวลาเดียวกันนั่นเอง

เราเข้าใจได้ว่า ทำไมพิสมัยจึงไม่โกรธหรือโทษ คนรักเก่าที่เปลี่ยนใจ แต่กลับไปอาละวาดกับเป้าหมายรักใหม่ของคนรักตัวเอง

บางที การโทษว่า คนอื่นเป็นเหตุให้คนรักของเราเปลี่ยนไป ก็เจ็บปวดน้อยกว่าที่จะยอมรับว่า

คนที่เรารักเปลี่ยนไปและเขาไม่ได้รักเราอีกต่อไป

เป็นกระบวนการปฏิเสธความจริงและความรู้สึกเบื้องลึกว่า “เขาไม่ได้รักเราแล้ว”

สำหรับเรา เรื่องความรักสะท้อนสัญชาติญาณ “นักล่า (ความรัก)” 

บางคนอาจชอบล่า บางคนชอบถูกล่า และบางคนไม่ชอบถูกล่าแต่ก็ไม่ชอบล่า  

 ผู้ที่รัก และไล่ตามความรักอย่างตรงไปตรงมา และซื่อสัตย์ในความรู้สึกตัวเอง

มีโอกาสที่จะถูกปฏิเสธหรือเห็นเป็นของตาย ไม่มีค่า take for granted

เพราะเราอาจเชื่อกันว่า รักแท้หรือรักจริง — เหมือนธรรมะ— ต้องยากเข้าไว้ มีปัญหาอุปสรรคมาก ๆ

ดังนั้น อะไรที่มันง่าย ๆ อยู่ตรงหน้าอยู่แล้ว ได้มาง่าย ๆ — เราก็ไม่อยากจะเชื่อว่า มันใช่

 สำหรับคนที่รู้จักเกม รู้จักการวางท่า ระยะห่าง อาจจะทำให้อีกฝ่ายสนใจ และอยากติดตาม

การที่อ่านใจกันไม่ออก เดาไม่ได้ ว่ารักหรือไม่ อาจช่วยยกระดับความน่าสนใจไปเรื่อย ๆ

อาจต้องผ่านเรื่องราว ความพยายาม ยากเข็ญ ความเข้าใจผิด ปัญหาอุปสรรค อย่างพระเอก-นางเอก

ที่ความรักดูเหมือนจะชัด แต่ก็ไม่ — คลุมเครือ ให้เจ็บปวดนิด ๆ จี๊ดใจหน่อย ๆ

โอ้ย … เรื่องยากเย็นแบบนี้ เป็นของมีค่า เป็นคนที่เราโหยหา และปรารถนา

บางทีอะไรที่มันชัดเกินไป ก็ไม่น่าสนใจ ไม่มีความหมาย

อะไรที่ลึกลับ ต้องค้นหา ดูน่าสนใจและปรารถนา

แต่เมื่อได้มาแล้ว ความลึกลับคลุมเครือ ก็กลายเป็นชัดเจน ไม่ต้องค้นหา

และท้ายที่สุด ก็ไม่น่าปรารถนาอีกต่อไป

…. และนั่นเป็นจุดจบของนางเอก และจุดเริ่มต้นของนางร้าย

 หากเราไม่ต้องการเป็นนางเอก หรือนางร้าย นะเพื่อน … เราต้องตัดตัวกลางเจ้าปัญหาออกไปจากชีวิต 555