เรียนรู้อยู่กับภัยธรรมชาติที่เราหนีไม่พ้น

ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าทุกปี รุนแรงมากน้อยแตกต่างไป

ประเทศไทยเจอเหตุการณ์น้ำท่วม ภัยแล้ง หนาวจัด พายุถล่ม ตามฤดูกาลและพื้นที่ต่าง ๆ และจากภาวะโลกร้อน เราคาดการณ์ได้เลยว่า ภัยธรรมชาติจะเกิดถี่และรุนแรงขึ้นทุกปี

เราควรถอดบทเรียน เรียนรู้จากสถานการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ได้แล้ว ทำระบบ โครงสร้าง ความรู้ ให้ทุกคน หน่วยงาน ชุมชนได้เรียนรู้รับมือกับปัญหาในอนาคต และหากมีการทำความรู้ชุดนี้ไว้แล้ว ก็ขอได้โปรดกระจายบอกประชาชนหลังเขาอย่างเราด้วย

หน้าหนาว

หน้าหนาวของทุกปี เราจะได้ยินข่าว คนหนาวตาย คนไม่มีอุปกรณ์เครื่องนุ่งห่มบรรเทาความหนาว และระดมการบริจาค เครื่องนุ่งห่มและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อปกป้องความหนาวเย็น จึงสงสัยว่า สิ่งที่บริจาคไปแล้วในปีก่อน ๆ หายไปไหน เสื้อผ้าไม่ใช่สิ่งใช้แล้วทิ้ง หรือหมดอายุได้ง่าย ๆ หรือการแจกจ่ายไม่ทั่วถึงบางคน หรือประชากรเพิ่มขึ้น หรืออะไร

หากเรารู้อยู่แล้วว่า ความหนาวมาทุกปี และบางพื้นที่อาจอ่อนไหวเสี่ยงต่อวิกฤตความหนาวเป็นพิเศษ ทำไมเราไม่เตรียมรับมือไว้ก่อน และเป็นระบบเพื่อดูแลกัน ไม่ต้องลูบหน้าปะจมูกกันทุกปีไป (ยกเว้นปีไหน หนาวเป็นพิเศษเกินคาดเดา เช่น กรุงเทพ อุณหภูมิ 0 องศา เป็นต้น จะมีไหมน้อ)

สำมโนประชากรมีไว้ทำไม แผนที่ชุมชนหมู่บ้าน รายชื่อหมู่บ้านต่าง ๆ ทางกระทรวงมหาดไทยจะมีประโยชน์อย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง

เราสำรวจดูได้ไหมว่า ใครอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อความหนาว และยังขาดแคลนสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น เราจะช่วยกันดูแลอย่างไร การขนส่งอุปกรณ์เครื่องใช้ และการรายงานดูแลกันทางเจ้าหน้าที่ อบต. อบจ. ผู้ใหญ่บ้าน

เราจะให้ผู้ใหญ่บ้าน อบจ. อบต. ช่วยสำรวจสภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชนได้ไหมว่า ใครมีความเสี่ยงต่อภัยอะไรบ้าง 

หน้าน้ำของทุกปี หลายพื้นที่ในประเทศลุ่มแม่น้ำ จะต้องน้ำท่วม ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด คนไทยสมัยก่อนรู้จักเรื่องนี้ดี และสร้างบ้านเรือนพ้นน้ำกว่า 2 เมตร และไม่สร้างบ้านเรือน ชุมชนขวางทางน้ำ

คนที่มีชีวิตห่างจากน้ำ จะดูไม่ออก ประเมินกำลังของน้ำไม่เป็น และนั่นอันตรายอย่างยิ่ง

ดังนั้น เราต้องเรียนรู้จะอยู่กับน้ำ อย่างแรก การเรียนรู้ ศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบควรให้เรารู้จักน้ำให้มากขึ้น กระแสน้ำไหลในแต่ละแบบ หมายความว่าอย่างไร เพื่อที่ว่า จะได้ไม่มีคนที่เดินไปในกระแสน้ำเชี่ยวแล้วถูกน้ำพัดจมหายไป

เราต้องเรียนรู้กระแสและวิถีของน้ำ น้ำขึ้นและลง อย่างไร น้ำแม่น้ำ น้ำภูเขา น้ำป่า น้ำทะเล ทุกน้ำเชื่อมโยงและหนุนกันอย่างไร อะไรบ้าง และเมื่อไร อย่างถ้าฝนตกหนัก ๆ เราต้องระวังอะไรบ้าง ไม่อยู่ใกล้ริมน้ำ ไม่อยู่ใต้เงาภูเขาที่โล้น เพราะดินที่อุ้มน้ำไม่ไหวแล้ว อาจถล่ม เป็นต้น ถ้าอยู่ที่ราบให้ระมัดระวังน้ำป่าหลาก จากภูเขาที่ราบสูงลงมา กระแสน้ำจะรวดเร็วมาก ควรสังเกตเมื่อมีฝนตกหนักติดต่อกันบนภูเขาหลาย ๆ วัน ให้เตรียมตัวอพยพขนของไว้ที่สูง

 กระแสน้ำหลากจะทำลายวัสดุก่อสร้าง เส้นทางคมนาคม ต้นไม้ และพืชไร่ ต้องระวังกระแสน้ำพัดพาไป อย่าขับรถยนต์ฝ่าลงไปในกระแสน้ำหลาก แม้บนถนนก็ตาม อย่าลงเล่นน้ำ อาจจะประสพอุบัติภัยอื่น ๆ อีกได้

นอกจากนั้น ในภาวะน้ำท่วม ทั้งบ้านเรือน และเรือกสวนไร่นา เราจะดูแลอย่างไรให้เป็นระบบ และเตรียมกันทุกปี และทั้งปี ทั้งในระดับปัจเจก ชุมชน ภูมิภาคและประเทศ เพื่อให้การเตรียมการและกระจายความช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วทันท่วงที ไม่ควรให้ทุกอย่างกระจุดที่ส่วนกลาง อย่างการเคลื่อนย้ายคนสู่ที่สูง

ในทุกจังหวัดเราจะเตรียมพื้นที่เหล่านั้นร่วมกันไหม ว่าจะเป็นที่ใดบ้าง และรักษาพื้นที่นั้นให้ดี เป้นที่สูง มีที่อาศัย หลบภัยทั้งคนและสัตว์ มีอุปกรณ์เยียวยาเบื้องต้น อย่าง เครื่องปั่นไฟ น้ำดื่มที่รองจากน้ำฝน และของอื่น ๆ แล้วก็เรือหลาย ๆ ลำ

ในระดับปัจเจก เราน่าจะเรียนรู้การอยู่กับน้ำท่วม พายเรือเป็น ว่ายน้ำได้ รู้จักโรคที่มากับน้ำ และวิธีการป้องกัน มีอุปกรณ์รับสถานการณ์เบื้องต้น เช่น ถุงดำขับถ่าย เทียน ไฟฉายและถ่าน กระติดกรองน้ำ แบบไม่ใช้ไฟฟ้า เบอร์โทรศัพท์สำคัญ ๆ รวมถึงคู่มือการเผชิญภาวะน้ำท่วม

ในระดับชุมชน ก็มีแผนรับสถานการณ์ น่าจะมีแผนที่ทุกครัวเรือน และผู้ที่อยู่ในแต่ละครัวเรือนเพื่อส่งความช่วยเหลือ อาจจะมีเรือ และอุปกรณ์สำคัญในการรับสถานการณ์เบื้องต้นร่วมกัน เมื่อเกิดภาวะน้ำท่วมจริง ๆ

สิ่งที่เราน่าจะคิดไว้คือ การขนส่ง การขนส่งของในการช่วยเหลือ ทั้งอาหาร ยา และความช่วยเหลืออพยพคน และที่สำคัญ คือ ระบบการขนส่งขยะ ซึ่งจำเป็นต้องทำ โดยเฉพาะขยะของเสียที่ถ่ายกัน เพราะหากไม่จัดระบบให้ดี จะทำให้คนโยนหรือถ่ายลงน้ำ เป็นเหตุให้เกิดโรคภัยได้มาก — ซึ่งหากคิดระบบและเตรียมการไว้ให้ดี จะช่วยลดทอนปัญหานี้ได้

การสื่อสารในพื้นที่ ก็เป็นเรื่องสำคัญ จะทำอย่างไรที่ให้คนภายในสือ่สารกับภายนอกได้ ในยามที่ไฟฟ้าตัดขาด ไม่สามารถใช้โทรศัพท์ มือถือ หรืออุปกรณ์สื่อสารที่คุ้นเคยได้ เราจะมีเครื่องมือสื่อสารอื่น ๆ ได้ไหม อะไร

หน้าแล้ง

น้ำน้อย ไม่มีน้ำในการบริโภคในครัวเรือน และทำการเกษตร ปัญหานี้เกิดขึ้นทุกปี ในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบโดยทั่วกัน ข้าวยากหมากแพง เป็นต้น

เราจะดูแลเรื่องน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยในชีวิตให้ทุกคนได้รับอย่างทั่วถึงได้อย่างไร การจัดการปัญหาภัยแล้ง อาศัยความรู้และการจัดการอย่างเป็นระบบ เห็นทั้งระบบ

เขื่อน ฝาย อ่างเก็บน้ำ แต่การแบ่งจ่าย กระจายน้ำเป็นอย่างไร ทั่วถึง และเป็นธรรมหรือไม่ ถังกักเก็บน้ำในแต่ละบ้าน (แต่ก่อนเห็นแต่ละบ้านจะมีแท้งค์น้ำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ปัจจุบันมีน้อยลงมาก)

ที่สำคัญ เราใช้น้ำอย่างไร ใช้อย่างประหยัดรู้ค่า หรือใช้ทิ้ง และแถมยังทำลายคุรภาพน้ำด้วยสารพิษและขยะด้วย เมื่อน้ำเหือดแห้ง จะเอาอะไรดื่ม เราเคยเห็นภาพเด็กแอฟริกาที่แย่งกันกินน้ำโคลนในบ่อน้ำน้อย ๆ หรือไม่

ภาวะภัยแล้งเกี่ยวกันอย่างมากกับสภาพความชื้นและอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ หากป่าไม้หดหาย น้ำก็จะน้อย และเราจะขาดน้ำ ต้นไม้ขาดน้ำก็ตาย เราก็ไม่มีพืชผักกิน สัตว์ที่ต้องกันพืชก็ตาย แล้วเราก็ไม่มีเนื้อสัตว์กัน ข้าวไม่ได้น้ำ ก็ไม่โต เราก็ไม่มีข้าวกิน สรุปความว่า จะไม่มีอะไรให้เรากิน (และห้ามกินกันเองนะ)

สึนามิ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด (จากที่อื่น แต่เถ้าควันล่องลอยมา )

โลกต้องการรักษาสมดุล เมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ปริมาณน้ำในหมาสมุทรแปซิฟิคสูงขึ้น ปริมาตรน้ำมากขึ้น ก่อเกิดพายุมรสุมที่มาก ถี่ และรุนแรงขึ้น โลกซีกหนึ่งต้องแบกน้ำหนักที่มากขึ้น ทำให้แผ่นดินเบื้องล่างต้องปรับตัว เกิดการขยับปรับตัว หมายถึง แผ่นดินไหวบ่อยขึ้น เท่าที่เคยอ่านข้อมูล ทั่วโลกมีแผ่นดินไหวบ่อยแทบทุกวัน แต่ไม่รุนแรง

กระนั้น แผ่นดินไหวที่รุนแรงก็เกิดบ่อยขึ้น และก็หมายถึงโอกาสของแผ่นดินถล่ม ความเสียหายในบ้านเมือง และคลื่นสึนามิ

ในประเทศไทย เราอาจอยู่ไกลจาก ring of fire ที่วาดจากขอบทวีปอเมริกาใต้ขึ้นไปอเมริกาเหนือ วนมารัสเซีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นวงแหวนเปลือกโลกที่ครุกรุ่น

สิ่งที่ประเทศไทยมีโอกาสจะได้รับวิบากไปด้วย คือ คลื่นสีนามิ เมื่อเกิดแผ่นดินไหว — เราต้องเตรียมรับเรื่องนี้ด้วย ทั้งความรู้ ระบบการหนีภัย พื้นที่หนีภัย คือบอกเส้นทางให้วิ่ง (แต่วิ่งไปไหนอ่ะ ไกลมากก็วิ่งไม่ไหวนะ อย่างคนแก่ เด็กจะทำอย่างไร ไหนจะคนพิการอีก)

บางทีเราอาจต้องปรับโครงสร้างพื้นที่พักผ่อนชายทะเลไปด้วย อย่างที่ญี่ปุ่น หมู่บ้านที่หายเรียบจากสึนามิ ปัจจุบัน เขาทำพื้นที่ให้เป็นสวนสาธารณะ และชายหาดสาธารณะ ให้โล่ง ไม่ให้ใครอยู่พักที่นั่น และมีหอคอย พื้นที่สูงเพื่อหนีน้ำ

——————————————-

เมื่อภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่เราร่วมก่อ เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน อย่างดีที่สุด

ดูแลกันและกันนับจากวันนี้ ไม่เพียงการเตรียมการรับมือ

แต่รู้จักมีชีวิตที่ช่วยปรับตัวให้สอดคล้องกับธรรมชาติ รักษาธรรมชาติไม่ให้ย่ำแย่กว่านี้

หากเรารักษาธรรมชาติ เราอาจมีส่วนช่วยให้ภัยธรรมชาติลดลง หรือลดความรุนแรงลง กระแสรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ถึงผลกระทบต่อธรรมชาติ จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป้นเรื่องการป้องกันภัยในอนาคตด้วย

Advertisements

2 responses to “เรียนรู้อยู่กับภัยธรรมชาติที่เราหนีไม่พ้น

  1. อืมมมมมมมม

    ^^

    เป็นความคิดที่ดีนะคะ

    แต่จะมีใครเอาไปทำได้รึเปล่านะสิ

    เฮ่อออออ!!

    มนุษย์ชอบคิดว่าตนเองเก่ง และฉลาด

    แต่ถ้าดูดีๆ มนุษย์ทุกคนตกอยู่ภายใต้กฏของธรรมชาติ..

    และร่างกายมนุษย์เอง ก็คือ ธรรมชาติ เหมือนกัน

    ดังนั้นอย่าดูถูกธรรมชาติ แต่จงหันมาศึกษาธรรมชาติ

    ให้เป็นคนที่เข้าใจธรรมชาติของสิ่งต่างๆ

    แล้วมันจะทำให้มองเห็นอะไรต่างๆ ยิ่งขึ้น

    ^^

    แหะๆๆๆๆ

    • เห็นด้วยค่ะ และมั่นใจเราว่า เราทุกคนทำสิ่งดี ๆ ได้ทุกอย่างถ้าตั้งใจจะทำ 555

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s