ความรักของดอกอัญชัน

เช้าฤดูหนาวที่สดใสวันหนึ่ง  ขณะที่ฉันเดินสบายอารมณ์ในสวนเล็ก ๆ หน้าบ้าน บินชมสวนกับบรรดาผีเสื้อหลากลวดลายที่ร่อนจากไม้นั้น ไปไม้อีกต้น สนุกสนาน .. และแล้ว ตาของฉันก็สะดุดและตรึงกับสีครามสดใสของดอกไม้เล็ก ๆ นามว่า “อัญชัน” ไม้เถาที่ฉันปลูกในกระถางข้างเสาโรงรถ 

ฉันเดินตรงเข้าไปพินิจความงามของดอกไม้นี้ แล้วใจก็เริ่มรำพึง “อัญชัน เธอช่างสวยงามเหลือเกิน สด ใส สงบนิ่งอยู่บนกิ่งเถาเขียวอ่อน” ฉันเฝ้ามองดูและพยายามสนทนากับความงามตรงหน้า “เธอบานเต็มที่แล้ว ก็กำลังจะเหี่ยวสินะ เฮ้อ …” ฉันถอนใจเงียบ ๆ ข้างใน ขณะที่มองดอกไม้คลี่ตัวสุดกลีบ “เธอมาอยู่กับฉันเถอะ มาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตฉัน”

ในความเงียบ ฉันคิดว่าได้ยินคำตอบ ฉันเอื้อมมือไป เด็ดอัญชันดอกนั้น พร้อมกล่าวในใจว่า “ขออนุญาตนะ”

ฉันเดินกลับเข้ามาในบ้าน ร้องเพลงดั่งผีเสื้อบิน ประคองดอกอัญชันในมือด้วยความทะนุถนอม

ฉันเตรียมน้ำในกาต้มน้ำไฟฟ้า และล้างดอกไม้อย่างอ่อนโยน … ก่อนที่จะใส่ดอกไม้ลงไปในกาต้มน้ำ “ลาก่อนนะ ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวเราจะได้พบกันใหม่ อีกเดี๋ยวเดียว สัก 5 นาทีนะ” ฉันกล่าวลา ปิดฝากาน้ำ แล้วเสียบปลั๊กไฟ

น้ำเดือดแล้ว ฉันเปิดฝากาต้มน้ำเพื่อพบกับดอกอัญชันอีกครั้ง เสียงหัวใจเต้นแรงด้วยความตื้นเต้น … เธอจะแปรสภาพเป็นอย่างไรนะ

ในกาต้มน้ำมีน้ำสีฟ้าเทอร์ควอซ์ (turquoise) ใสสวยงาม ดอกอัญชันกลายเป็นสีขาว เพราะคายสีออกมาในน้ำหมด (บางคนอาจจะหาว่าฉะน ฌาปนกิจอัญชันสด ๆ ก็ได้นะ ไม่ว่ากัน)

“เราเจอกันอีกครั้งนะอัญชัน” ฉันกล่าวในใจ “ขอให้เธอมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ในกาย และใจของฉันนะ” ฉันค่อย ๆ รินน้ำฟ้าใสลงในแก้ชาใบเล็ก จิบชีวิตดอกอัญชัน “ฉันดีใจเหลือเกินที่เธอเข้ามาในชีวิตฉัน ความงาม ความสด ความใส และความสงบนิ่งของเธอ อีกทั้งสรรพคุณประโยชน์มากมาย ขอบคุณนะ”

ฉันหลอมรวมกับดอกอัญชันด้วยความดื่มด่ำ เธอไม่มีรส มีแต่สี และ กลิ่น และสรรพคุณทางยามากมาย อันนี้ฉันรู้สึกอย่างนั้น

จำคำครูโยคะได้ว่า “ความรู้สึกที่เรามีต่อสิ่งที่เรากิน หรือความรู้สึกที่เรามีตอนกินดื่มอะไรเข้าไป จะกำหนดคุณภาพของอาหารและเครื่องดื่มนั้นด้วยเช่นกัน”

ฉันไม่เพียงดื่มน้ำดอกอัญชัน แต่ดื่มความรัก ความงามของความรู้สึกที่เรามีต่อกัน

ฉันดื่มความรักเข้าไป ความรักที่เริ่มจากการแลเอาใจใส่รดน้ำต้นไม้ ดูแลจัดที่ทางให้เหมาะสมกับอัญชัน ความรักของแสงแดด สายลม อากาศ แร่ธาตุในดิน ทั้งหมดทั้งปวงที่ทำให้ต้นอัญชันเติบโต และท้ายที่สุด ออกดอก และฝักผลออกมาให้ฉันได้ใช้ประโยชน์

เมื่อฉันดื่มน้ำอัญชัน ก็เท่ากับกำลังดื่มความรักของตัวเองและธรรมชาติ … ดั่งกันและกัน

ฉันจึงมั่นใจว่า น้ำดอกอัญชันนี้เป็นยาวิเศษ ยาอายุวัฒนะ และยาบำรุงหัวใจ  

และก็จริงด้วย … ฉันลองสืบค้นคุณประโยชน์ของดอกอัญชัน ดูก็พบว่าเหมาะกับตัวเอง และคนยุคดิจิตอล ไอที อินเตอร์เนท

—- อัญชัน หรือ ถั่วผีเสื้อ ภาษาอังกฤษเรียก Butterfly pea เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง ในดอกอัญชันมีสารแอนโทรไซยานิน (anthroyanin) ซึ่งมีคุณสมบัติเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเล็กๆ ทำให้เลือดไปเลี้ยงราก ผมมากขึ้น  

ปัจจุบันพบว่าสารแอนโทรไซยานิน ที่มีอยู่มากในอัญชันมีประโยชน์มากต่อสุขภาพ เช่น ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็น เพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นของตา มีการศึกษาวิจัยทางคลินิกเกี่ยวกับความสามารถของสารแอนโทรไซยานินในการเพิ่มประสิทธิภาพของตา เช่น ตาเสื่อมจากโรคเบาหวาน โรคต้อหิน โรคต้อกระจก เป็นต้น —-( คัดลอกจาก หนังสือข้อมูลสมุนไพร ในรายการผลิตของ สมุนไพรอภัยภูเบศร ปี 2550)

                อัญชันเป็นพืชตระกูลถั่วที่ปลูกง่าย ต้องการน้ำมากพอสมควร แดดถึง ไม่ต้องใช้สารเคมีอะไรก็งาม ดังนั้น หากเราปลูกอัญชัน เอาดอกมาทำอะไรได้มากมาย โดยไม่ต้องกลัวผลข้างเคียงจากสารเคมีในดอก

                ทำน้ำดอกอัญชันก็ง่ายแสนง่าย อย่างที่เล่าไปแล้ว ประโยชน์ก็มาก สำหรับคนที่ต้องใช้สายตาหน้าจอคอมพิวเตอร์ บำรุงสุขภาพตาให้แข็งแรง และหากอยากได้วิตามินเพิ่ม เราก็อาจฝานมะนาว บีบลงไปในน้ำดอกอัญชัน (น้ำอุ่นแล้ว วิตามินซีจะได้ไม่หาย) เป้นการเล่นสนุกกับน้ำอัญชันได้ด้วย เพราะน้ำสีฟ้าใสจะเปลี่ยนเป็นม่วงทันที กินไปสนุกดี นับ้ป็นเครื่องดื่มสมุนไพรบำรุงร่างกายและจิตใจที่ทำได้ง่าย ๆ และประโยชน์มากมาย

มีข้อแนะนำการดื่มน้ำสมุนไพรที่มีคนว่าไว้ จริงมากน้อยเพียงใด โปรดพิจารณาค่ะ  

1. ควรดื่มทันทีที่ปรุงเสร็จ เพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารและยา

2. การดื่มน้ำสมุนไพรชนิดเดียว ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ อาจทำให้เกิดการสะสมสารบางชนิด ที่มีฤทธิ์ต่อร่างกายได้ (เห็นด้วยแน่นอน)

3. การดื่มน้ำสมุนไพรร้อนๆ ที่มีอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียสขึ้นไปจะทำให้เยื่อบุผิวหลอดอาหาร เสียสภาพภูมิคุ้มกันเฉพาะที่และอาจทำให้มีการดูดซึม สารก่อมะเร็ง จุลินทรีย์ ฯลฯ ได้ง่าย (ไม่รู้ แต่ตัวเอง ไม่ชอบดื่มน้ำร้อนมาก ๆ ดังนั้นหากเรื่องนี้จริง ก็ปลอดภัยอยู่แล้ว)

หมายเหตุ — การปลูกอัญชันไม่ยากนะคะ แต่ถ้าใครไม่มีเนื้อที่ และมือร้อนจริง ๆ เพราะใจร้อน ก็สามารถหาดอกอัญชันตากแห้งที่มีขายในร้านค้าหลายแฟ่ง ที่รู้คือ ฟู้ดแลนด์ มาทำได้ค่ะ หรือใครที่มีดอกอัญช้น ก็ไม่ต้องปล่อยให้ดอกเหี่ยวเฉาคาเถา เก็บดอกเสียก่อน แล้วตากไห้แห้งสัก 2 วัน กลางแดดนะคะ แล้วเก็บให้ดี ไม่ชื้น สามารถใช้ดื่มได้ อีก 6 เดือน โดยประมาณค่ะ

ข่ายใยครอบครัว (2)

เด็กคนหนึ่งวาดรูปแม่ ตัวเอง และบ้าน ลงบนกระดาษศิลปะ เธอทำสีหน้าเง้าและกล่าวประมาณว่า “ครอบครัวของหนูไม่เหมือนเพื่อน ไม่สมบูรณ์ หนูไม่มีพ่อ”

บ้านที่ไม่มีพ่อ เป็นครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ จริงเสมอไปหรือไม่

องค์ประกอบของความเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ คือ พ่อ แม่ ลูก ที่อยู่ในบ้านอย่างนั้นหรือ

ถ้าอย่างนั้น ครอบครัวของเราก็เล็กและจำกัดเสียเหลือเกิน และไม่สมบูรณ์จริง ๆ ด้วย

พ่อ แม่ ลูก เป็นภาพมาตรฐานของครอบครัวสมัยใหม่ ยุคอุตสาหกรรม (เด็กในยุคเกษตรกรรม คงวาดภาพครอบครัวได้มากกว่านี้ ตั้งแต่ปู่ย่า ตายาย ป้า ลุง น้า ลูกพี่ลูกน้อง ฐาติ เพื่อนบ้าน เจ้าทุย เจ้านกเอี้ยง หรือพี่หุ่นไล่กา เป็นต้น)

ภาพมาตรฐานทางสังคมของครอบครัวที่ดูคับแคบและจำกัด อาจทำให้ใครหลายคนรู้สึกว่า ตัวเองแตกต่างแบบแปลกแยก มีปมด้อย เพราะภาพครอบครัวขาดวิ่น  

บ้านเราไม่มีแม่ … บ้านเราไม่มีพ่อ …. บ้านเราไม่มีลูก …. เราไม่มีบ้าน

ครอบครัวสมัยใหม่ที่ประกอบด้วย หน่วยเล็กจิ๋ว พ่อ แม่ ลูก และไม่ค่อยสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน (เพราะต่างคนต่างอยู่) และบรรยากาศในองค์กรของระบบทุนนิยมเน้นผลผลิตผู้คน ไม่เอื้อให้เอาเด็กไปเลี้ยงที่ทำงาน ไม่เหมือนสังคมเกาตรกรรมที่ผู้หญิงผูกผ้ากระเตงลูกไปทำนา ทำไร่ด้วยได้

เราจะอยู่อย่างไรในภาวะแบบนี้ ครอบครัวเล็กมีราคาต้องจ่ายแสนแพง

เมื่อเป็นอย่างนี้ ครอบครัวเล็ก ๆ นี้ ต้องดิ้นรน ทำไงล่ะ ทุกคนต้องทำงานหาเงิน จึงต้องเสาะแสวงหาคนเลี้ยงลูกตัวน้อย วัยสามเดือน หรืออาจจะอ่อนกว่านั้น

เด็กถูกส่งไปโรงงาน — เนอร์สเซอรี่— ไปเลี้ยงรวมกับเด็กอื่น ๆ ชะตากรรมของเด็ก ๆ เหล่านั้นเป็นเช่นไร เลี้ยงรวมเหมือนสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าอย่างไรอย่างนั้นเลย

ทำอย่างไรได้ ทางออกมีเพียงนี้จริง ๆ

เราจึงเกิดคำถาม เด็กคนนี้และคนอื่น ๆ ในชะตากรรมเดียวกัน เป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัวของเราด้วยหรือไม่ เราจะช่วยดูแลเด็ก ๆ กันอย่างไร….

เมื่อก่อน เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา เพราะครอบครัวอยู่กันหลายรุ่น 3-4 รุ่น ทวด ปู่ย่าตายาย ลุงป้า และมากมาย แต่เดี๋ยวนี้เหลือ คน 2 รุ่น

เรื่องวุ่นวายไม่จบเท่านี้ เรามีเรื่องการหย่าร้างเข้ามาอีก ทำให้ หลายครอบครัว เป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว แม่เลี้ยงเดี่ยว ครอบครัวหดลงไปอีก เกิดปัญหาหลายอย่าง เพราะคนจำนวนน้อย ต้องแบกรับความรับผิดชอบในชีวิตใหม่อย่างใหญ่หลวง

สังคมเป็นปัจเจกนิยมมากขึ้น ครอบครัวของเราหดเล็กลงเรื่อย ๆ ซึ่งค้านกับความเป็นจริงของธรรมชาติและธรรมชาติความเป็นมนุษย์ของเราเอง

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราต้องอยู่ร่วมกัน อยู่เป็นหมู่เพื่อความอยู่รอด ทั้งทางกาย จิตใจ สติปัญญา และความรอดทางจิตวิญญาณ

อะไรคือความหมายของครอบครัว และครอบครัวที่สมบูรณ์มีหรือไม่ เป็นอย่างไร

รอบครัวที่สมบูรณ์ น่าจะหมายถึงครอบครัวที่รู้สึกอิ่ม …  อิ่มในความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน ไม่ว่า จำนวนสมาชิกจะมีเท่าไร และเป็นใคร สัมพันธ์ทางสายเลือด หรือสายใจ

ครอบครัวสมัยนี้ เราจะเห็นความหลากหลาย งดงามมากขึ้น เป็นต้นว่า

เรามีครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว พ่อเลี้ยงเดี่ยว

ครอบครัวพ่อเลี้ยงคู่กัน และครอบครัวแม่เลี้ยงคู่กัน

ครอบครัวขยายที่เต็มไปด้วยญาติ และญาติดพื่อน หรือ เพื่อนญาติ หรือยังนับรวมไปถึง หมา สุนัข แมว ที่นับวันก็จะกลายสภาพความเป็นอยู่เหมือนคนไปทุกที

สารคดีข่าวในอเมริกาล่าสุด สัมภาษณ์เด็ก ๆ ที่มีพ่อ และพ่อ และเด็ก ที่ มีแม่กับแม่ คือ คู่ที่รักเพศเดียวกันนั่นเอง เด็ก ๆ เหล่านี้กล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกแปลกประหลาดอะไร ไม่ได้รู้สึกว่า พ่อ ๆ แม่ ๆ ของตนไม่ดี แปลก เพราะว่า ทั้งพ่อ ๆ แม่ ๆ ให้ความรัก ความอบอุ่น การดูแล เอาใจใส่อย่างดีมาก และไม่ได้รู้สึกว่า ตนจะต้องเป็นหรือไม่เป็นแบบพ่อหรือแม่ (รักเพศเดียวกัน) เพราะ “พ่อเลี้ยงหนูให้เป็นคนทีดีและมีความสุข”

ไม่สำคัญว่า ครอบครัวของเราจะมีลักษณะอย่างไร สิ่งสำคัญคือหัวใจของคนทุกคนที่หลอมรวมความรู้สึกเป็นครอบครัวเข้าด้วยกัน

เราอิ่มกับความสัมพันธ์ในครอบครัวหรือยัง ถ้ายังเราจะช่วยกันเติมเต็มความรู้สึกกันได้อย่างไร 

บางทีเราอาจจะเห็นว่า ภาพครอบครัวที่ดูไม่ครบคน แท้จริงแล้วเต็มบริบูรณ์ด้วยความรู้สึก   

 ข่ายใยครอบครัว คือ ธรรมชาติชีวิตของมนุษย์

 ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล มนุษย์ทุกคนถือกำเนิดมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน คือ อดัม และอีวา (อีฟ) ซึ่งพระเจ้าสร้างขึ้น และศาสนายิว คริสต์และอิสลามเป็นศาสนาพี่น้องกัน คือ สืบสายมาจากบรรพบุรุษ คือ อับราฮัมเหมือนกัน เพียงแต่ต่างมารดา ซึ่งเรื่องราวค่อนข้างซับซ้อน(ซึ่งจะไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้)

ดังนั้น เราทั้งปวงต่างมาจากตระกูลเดียวกัน และเป็นพี่น้องกัน 

ชาวคริสต์และอิสลามที่ดี มองทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน โดยเฉพาะมุสลิม ใครทำร้ายชาวมุสลิม ชาวมุสลิมอื่น ๆทั่วโลกต้องช่วยกัน (นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่พวกหัวรุนแรงมักใช้ ขยายความรุนแรงทางศาสนาให้กระจายไป)

ศาสนาและความเชื่อทางตะวันออกเห็นสิ่งต่าง ๆ วนเวียนเป็นวงกลม หาจุดเริ่มและจบที่ใดที่หนึ่งไม่ได้ชัด ๆ  อย่างสัญลักษณ์ กงล้อแห่งธรรม หยิน-หยางของเต๋า หรือแม้แต่ความคิดไตรภาคของฮินดู แบบสร้าง-รักษา-ทำลาย วนเวียนกันไป

และในวงกลมนี้เอง ทุกสรรพสิ่งและชีวิตเชื่อมโยงกันทั้งหมด และน่าจะในความหมายความเป็นครอบครัวเดียวกันด้วย

พระพุทธองค์เคยตรัสว่า “ไม่มีใครเลยในโลกนี้ ที่ไม่เคยเป็น พ่อ แม่ ญาติ เพื่อน คนรัก … ของเรามาก่อนในภพชาติอันหาประมาณไม่ได้”

ในภาพยนตร์ ๗ ปีในทิเบต เราจะเห็นภาพคนทิเบตช้อนไส้เดือนดินขึ้นมาจากที่ที่วางแผนก่อสร้างเป็นโรงภาพยนตร์ ตามพระบัญชาขององค์ทาไลลามะ “ไส้เดือนนี้ อาจเป็นแม่ของเราในอดีตชาติ เราไม่อาจทำร้ายแม่ได้”

ความคิดเช่นเดียวกันนี้มีปรากฏอยู่ในบันทึกของหมอบรัดเล่ย์ เหมือนกัน (หากจำไม่ผิด) ที่เห็นคนไทยมาทำสวนที่บ้าน แล้วไม่ยอมขุดดิน เพราะมีไส้เดือน  

บรรดาชนเผ่าต่าง ๆ ในโลกหลายแห่ง ก็มีความเชื่อว่า สรรพสิ่งทั้งหลายเป็นญาติกัน ภูเขา ท้องน้ำ ต้นไม้ สัตว์ต่าง ๆ มีจิตวิญญาณที่ส่งต่อ ถ่ายทอดถึงกันได้

ครูอินเดียนแดงของเราบอกว่า สายน้ำเป็นย่าของเรา แม้การต้องเอาชีวิตสัตว์มาเป็นอาหาร พวกเขาก็ให้ความเคารพ และบอกว่า ขอให้ญาติมาเป็นหนึ่งเดียวกับเขา และเขาตระหนักทุกครั้งที่ทำการใด ๆ

สำหรับอินเดียนแดง บุคคลคนหนึ่ง ไม่ใช่ตัวตนของเขาแท้ ๆ เพียว ๆ แต่หลอมรวมเอาตัวตนของต้นไม้ สายลม แม่น้ำ และสัตว์อยู่ภายในด้วย เรียกได้ว่า ทั้งครอบครัวอยู่ในเรา

แม้ในโลกสมัยใหม่ ความเจริญทางวิทยาศาสตร์ก็ดูเหมือนจะให้ข้อคิดเห็นไม่ต่างจากความเชื่อทางศาสนานัก

ล่าสุด สารคดีทางทีวีไทยจากต่างประเทศเรื่องหนึ่ง ชี้ให้เห็นความพยายามของวิทยาศาสตร์พันธุกรรม ที่พยายามถอดรหัสความเชื่อมโยงของมนุษย์ทั้งโลก ว่ามาจากต้นกำเนิดเดียวกันหรือไม่ อย่างไร (คือชาวตะวันตกก็คงยังมีกระบวนคิดแบบอดัม อีฟ และการกำเนิดโลก คือ สิ่งต่าง ๆ มีจุดเริ่มต้นที่จุดใดจุดหนึ่ง แล้วเติบโตขยายออกไป) และนักวิทยาศาตร์ก็บอกว่า คนจำนวนมากในโลกสืบสายมาจากต้นตระกูลเดียวกัน

ความเป็นครอบครัวที่แท้จริง น่าจะมาจากความรู้สึกผูกพัน เห็นกันและกันในข่ายใขครอบครัว

…………….

หากเรารักและเห็นคนทุกคน สรรพสิ่ง ธรรมชาติ สัตว์ เป็นเพื่อนเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย  อย่างพระพุทธองค์ตรัสสอน

เห็นเป็นญาติ อย่างพี่น้องชนเผ่าที่เห็นป่าไม้ ทะเล ท้องฟ้าเป็นฐาติและบรรพบุรุษ

เห็นทุกคนเป็นพี่น้องกันอย่างชาวยิว คริสต์ และมุสลิม

เห็นความคล้ายคลึงกันของดีเอ็นเอในตัวเรากับอีกหลายพันล้านคนทั่วโลก อย่างที่วิทยาศาสตร์พันธุกรรมกำลังพิสูจน์

หากเราขยายข่ายวงครอบครัวของเราออกไป โลกของเราจะเป็นอย่างไร เราจะดูแลครอบครัว พี่น้อง ของเราอย่างไร

แม่ชีเทเรซา พูดถูกแล้ว ปัญหาในโลกนี้ มาจากการที่เราวาดวงกลมครอบครัวของเราเล็กเกินไป

ขยายข่ายใยครอบครัว (1)

 “The problem of the world is that we draw our circle of  family too small” เป็นคำกล่าวของแม่ชี เทเรซา ที่เรารู้สึกกระทบใจอย่างมาก อยากครุ่นคิดต่อให้ลึกซึ้ง เพื่อเข้าใจความหมายที่นักบุญหญิงท่านนี้ต้องการจะสื่อบอกเรา

ครอบครัวของเราใหญ่แค่ไหน วงกลมของข่ายใยครอบครัวของเรามีรัศมี เส้นผ่าศูนย์กลางเท่าไร

ใครและอะไรบ้างที่เรารู้สึกว่า คือ ครอบครัวของเรา

และหากเรารู้สึกว่า ใครหรือสิ่งใดเป็นครอบครัว ท่าที วิธีที่เราสัมพันธ์กับครอบครัวจะเป็นเช่นไร

เมื่อเอ่ยถึงครอบครัว ภาพแรก ๆ ที่เข้ามาในใจ คือ ภาพบ้าน และคนในบ้านที่เราอยู่ด้วยปัจจุบันนี้ และคนที่เราอยู่ด้วยตั้งแต่สมัยเด็ก รวมถึงญาติพี่น้องที่พบเจอกันเป็นครั้งคราวเวลามีงานบุญ งานสังสรรค์ที่เครือญาติน่าจะมาประชุมกัน อย่าง งานแต่งงาน งานศพ เป็นต้น

เราเกิดและเติบโตในครอบครัวขยาย ผู้คนเต็มบ้าน ตั้งแต่คุณทวด (ซึ่งมาบ้านเป็นบางครั้ง) ถึงตัวเรา เท่านั้นยังไม่พอ เรายังมีครอบครัวที่เป็นเพื่อนกับคุณยาย และชุมชนที่เราอยู่

เวลาที่ครอบครัวของเราขยายกว้างไกลกว่าตัวบ้าน เราจะรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย สมัยเด็ก ๆ เราจึงสามารถเดินไปไหนมาไหนในชุมชนย่านซอยสวนพลูได้โดยไม่ต้องห่วงกังวล เพราะไม่ว่าเราจะเดินไปไหน สายตาของญาติก็อยู่ที่นั่น ไม่ว่า จะเป็น อาม่าร้านขนมที่เราชอบไปซื้อของกิน อาแป๊ะขายข้าว คุณยายขายขนมที่ตลาด ลุงตำรวจจราจร พี่ที่เรียนเทคโนฯ ในย่านนั้น เป็นต้น

เราจึงเป็นเด็กอนุบาลที่มีอิสระมาก เดินไปไหนมาไหนได้ เที่ยวสนุกเข้าออกร้านโน้น ร้านนี้ บ้านคนโน้นคนนี้ได้

ที่โรงเรียน และมหาวิทยาลัย ก็เป็นที่ที่เราสร้างครอบครัวของเราได้ เพื่อน ๆ ครู ก็เป็นครอบครัวของเราได้ และครอบครัวดูแลกันและกัน

ล่าสุด มีเรื่องที่เราประทับใจนมิตรภาพมาก ๆ เมื่อเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยคนหนึ่งประสบปัญหาชีวิต ทั้งเรื่องครอบครัว และสุขภาพ

เพื่อน ๆ หลายคนส่งกำลังใจให้ผ่านช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ หลายคนไปหาให้กำลังใจก่อนการผ่าตัดสำคัญ และเราลงใจกันว่า จะตั้งมูลนิธิของรุ่นเรา เพื่อดูแลกันและกันในเวลาที่ใครในพวกเราเผชิญความยากลำบากในชีวิต และรวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือดูแลลูกและครอบครัวของเพื่อน ๆ กันด้วย

 มิตรภาพและความงามในหัวใจมนุษย์ ทำให้เรารู้สึกปีติ อิ่มใจ

เรื่องในทำนองเดียวกันเกิดขึ้นในที่ทำงานด้วย เพื่อนร่วมงานก็เป็นครอบครัวของเราเช่นกัน เราอยู่ด้วยกัน วันละ ๘ ชั่วโมง หากเราไม่เป็นครอบครัวกันแล้ว ก็จะทุกข์มากทีเดียว

น่าดีใจที่ตัวเราเอง ได้ทำงานและมีเพื่อน (ครอบครัว) ที่งดงามมาตลอด ๑๐ ปีที่ทำงานที่ Outlook, The Bangkok Post ครอบครัวของเราที่นี่ น่ารักทุกคน ดูแลหัวใจและชีวิตกันและกัน มากบ้างน้อยบ้าง แต่ทุกคนมีหัวใจดี ๆ ให้กัน

ที่นี่ เราได้พบน้องสาว พี่สาว ร่วมจิตวิญญาณ เราอาจไม่ได้เกิดจากพ่อแม่เดียวกัน แต่ความรู้สึกที่เราให้กันลึกซึ้งเหมือนมาจากต้นธารชีวิตและใจเดียวกัน และที่นี่ เราก็มีเพื่อนชายที่น่ารัก น่าขบขัน ทำให้เราหัวเราะได้ตลอดเวลา เรามีเพื่อน พี่ น้อง มากมาย

แม้เราจะออกมาจากที่ทำงานประจำ เราก็ได้มีโอกาสสานสัมพันธ์กับเพื่อนต่างที่ทำงาน ที่มีโอกาสร่วมงานกันเป็นครั้งคราว ทำกิจกรรมเป็นครั้ง ๆ

ความเป็นครอบครัวไม่จำเป็นต้องอาศัยเวลาในการบ่มเพาะ สิ่งสำคัญคือ หัวใจ ความจริงใจ ความรักและปรารถนาดีต่อกัน ความเข้าใจกัน เพียงเท่านี้ เราก็ผูกพันกันเป็นครอบครัวได้

หลายคนที่เราพบและสัมพันธ์สั้น ๆ แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ดี ทำให้เราเชื่อมโยงชีวิต จิตใจ และการงานกันได้ ในเวลาที่จำเป็น เรื่องราวชีวิตและความสัมพันธ์มักหมุนเป็นวงกลม คนที่เราพบเราจะได้พบกันอีก ต่างเวลา สถานการณ์ สถานที่ ไม่มีใครหายไปจากชีวิตเรา

หากเราใส่ใจที่จะสัมพันธ์กับผู้คนด้วยความรัก ความจริงใจ ไม่ว่า เราจะพบเขาคนนั้น สั้น ๆ เผิน ๆ สักวันหนึ่ง เราจะกลับมาพบกัน และสานต่อความสัมพันธ์ที่ดี ช่วยเหลือเกื้อกูลกันดี ๆ

บางคน ไม่ใส่ใจกับคนที่พบ คิดสั้น ๆ ว่า พบกันเผิน ๆ แล้วกระทำการบางอย่างที่ไม่ยี่หระต่ออีกคน คือ พูดหรือทำไม่ดีด้วย — โลกมันกลม สักวัน เราจะได้เจอกันต่างกรรมและวาระ และเมื่อวันนั้นมาถึง เงาของสิ่งที่เราละเลยไป จะกลับมาหลอนเรา

ดังนั้น เราจึงคิดว่า ไม่ว่าจะพบใคร สั้นยาว เราต้องรักษาความสัมพันธ์ความรู้สึกที่ดีต่อกันไว้ให้ดีที่สุด เท่าที่สามารถทำได้ ด้วยความปรารถนาดี และจริงใจ เคารพในผู้อื่น

…….

นับวัน ครอบครัวของเราก็ขยายไปตามวงปีชีวิต

ครอบครัวของเรายังหมายถึง ธรรมชาติ ดิน น้ำ ต้นไม้ สัตว์ สายลม จิตวิญญาณต่าง ๆ ที่เราไม่เห็น

เมื่อใจเราโอบหลายสิ่งไว้ในอ้อมกอด เราจะมีความสุข รู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ไม่เหงา เพราะเรามีญาติ ครอบครัวอยู่ทุกหนทุกแห่ง

เรามีคุณทวดต้นไม้ให้ร่มเงา ความสดชื่น

เรามีแม่ธรณีประคองเราในทุกฝีก้าว — รู้สึกอบอุ่นไหม

เรามีสายลมเป็นเพื่อนเวลาทุกข์ เขาพัดมาให้เรารู้สึกเย็นใจ

ทุกวัน เราขยายข่ายใยครอบครัวของเราให้กว้างขึ้นเรื่อย ๆ แล้วเราจะไม่มีวันโดดเดี่ยวอีกต่อไป

คำถามสำคัญต่อไป ที่น่าครุ่นคิด คือ ทุกวัน เราดูแลครอบครัวของเราอย่างไร

เราดูแลครอบครัวทางสายเลือด ดูแลครอบครัวที่โรงเรียน สถานที่ทำงาน ครอบครัวในท้องถนน ตลาด ในสังคม ครอบครัวของเราในธรรมชาติ ครอบครัวที่เรามองไม่เห็น (แต่สัมผัสรับรู้ได้ว่าอยู่ตรงนั้น… กึ๋ย)

เราจะดูแลครอบครัวของเราอย่างไร … เมื่อรู้แล้ว ลงมือ ลงใจ ลงคำพูด ที่รักษาครอบครัวของเรานะค่ะ

ครูที่ดีเป็นไงครับ?

“พี่อุ๊ครับ ครูที่ดีมีคุณสมบัติอย่างไรครับ” เด็กชายคนหนึ่งส่งข้อความเข้ามาในช่วง “ธรรม ธรรมดา” ของรายการ คลื่นลูกใหม่ ทาง Cool FM 93.0

เป็นคำถามที่ดีมากจริง ๆ ความคิดแรกที่เข้ามาในหัวเรา “เด็กคนนี้เจออะไรมาหรือเหรอ ครูทำอะไรไม่ดีด้วยหรือเปล่า จึงถามหาความเป็นครูที่ดี”

“หากเขามีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับครู การที่ตั้งคำถามนี้ แสดงให้เห็นว่า เด็กคนนี้ช่างคิดทีเดียว ไม่ด่วนสรุปความคิดความเห็น ความรู้สึก แต่ตั้งคำถามและถามเพื่อสืบค้นคำตอบ

เรารู้สึกทันทีว่า ต้องตอบคำถามนี้ด้วยความรับผิดชอบสูงสุด “ไม่งั้น เด็กอาจรู้สึกไม่ดีกับครูที่กำลังสอนอยู่ก็ได้ จะเป็นปัญหาทั้งกับเด็กและครู”

ระหว่างครุ่นคิดว่าเราเห็นในเรื่องนี้อย่างไร อีกความคิดก็แวะเข้ามา “เอ หรือนี่เป็นคำถามการบ้าน ที่เด็กใช้เราหาคำตอบไปส่งครูนะ” แล้วเราก็หัวเราะกลิ้งกับความคิดใหม่ที่ผ่านเข้ามา… ชอบที่เห็นหลายมุมความคิดภายในตัวเอง

ไม่ว่าจะคิดแง่ไหน เราเลือกที่จะคิดแง่บวกอยู่ดีแหละ แต่รู้สึกฮาดีที่มีมารกระซิบอยู่ข้าง ๆ ฮ่าๆๆๆ

เวลาที่มีคำถามดี ๆ แบบนี้ เรามักเงียบเพื่อให้คำตอบปรากฏขึ้นเอง (ขี้เกียจคิด ปวดหัว)

“คำตอบ” ไม่ได้หมายความว่า เป็นความรู้ถูกต้องสมบูรณ์ แต่เป็นเสียงสะท้อนจากคำถามก็เท่านั้น

เราเงียบสักครู่ แล้วภาพพระพุทธองค์ก็ปรากฏขึ้นในใจ “ใช่ พระพุทธเจ้าเป็นบรมครู” เราน่าจะเรียนรู้คุณสมบัติความเป็นครูที่ดีจากพระองค์ได้ ท่านเป็นอย่างไร และท่านทำอย่างไร ทำไมเราจึ่งรู้สึกว่า ท่านเป็นพระบรมครูของเรา

เงียบต่อ แล้วเสียงบางอย่างก็สะท้อนขึ้นมา “เมตตากรุณาและปัญญา”

เมตตากรุณา — ในคราวที่ท่านตรัสรู้แล้ว ท่านรำพึงอยู่ลำพังว่า ธรรมที่ท่านเข้าถึงนั้น ยากและลึกซึ้งยิ่งนัก มนุษย์จะเรียนรู้ตามได้หรือไม่ แล้วพระองค์ก็ตัดสินใจว่า จะสอน ประกาศธรรมไป เผื่อว่ามีคนที่ใจพร้อมรับธรรมะ และพ้นทุกข์จากสังสารวัฏได้

๔๕ ปี หลังการตรัสรู้ธรรมของพระองค์ ไม่มีวันไหนที่ท่านไม่ประกาศธรรม หรือโปรดสัตว์ ท่านไม่มีลาพักร้อน ไม่เลือกผู้คนที่จะโปรด ผู้ที่ท่านโปรดมีตั้งแต่กษัตริย์ พราหมณ์ (นักปราชญ์ ปัญญาชน) นายพราน โจร นางคณิกา (ผู้ให้ความสำราญทางโลกีย์) เศรษฐี เด็ก ยาจก จัณฑาล หรือแม้ เทวดา พรหม ท่านก็ให้เวลาแสดงธรรม พระมหากรุณาธิคุณนั้นประมาณไม่ได้

หัวใจความเป็นครูที่ดี จึงน่าจะอยู่ที่ความเมตตากรุณาต่อศิษย์ อยากให้ศิษย์ได้ดี พ้นทุกข์ และยินดีเมื่อศิษย์เป็นสุขพ้นทุกข์ และเป็นความกรุณาที่เท่าเทียมให้ทุกคนที่เป็นศิษย์

ท่านไม่ได้หวังปรารถนาลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่ต้องการให้ศิษย์เอาใจ เอาทรัพย์สมบัติอะไรมาให้ ไม่ต้องการคำชม ไม่ต้องการอะไรเลย เพราะท่านได้มากกว่าสิ่งใด ๆ ทั้งปวง ท่านอิ่มเหลือเกินแล้ว สิ่งที่ท่านทำเพื่อศิษย์โดยแท้

ในยามที่ศิษย์ทำไม่ดี ท่านก็ตักเตือน ให้โอกาสเสมอ และหากใครเตือนกันไม่ได้แล้ว ท่านก็ปล่อยไป (อย่างพระเทวทัต) ท่านไม่คิดแค้นศิษย์ที่ทำร้าย หรือบริภาษท่าน

ปัญญา — พระพุทธองค์ทรงมีพระปัญญาสว่างไสว รู้แจ้งในเรื่องราวที่ท่านจะเทศน์ สาธยายธรรมให้ศิษย์เข้าใจได้ตามภูมิธรรมและพื้นจริตนิสัยของศิษย์แต่ละคน

ในแง่นี้ ครูที่ดี จึงควรมีความรู้ในเรื่องที่จะสอนศิษย์ และมีวิธีการอธิบาย แจกแจงให้ศิษย์เข้าใจได้ ตามฐานะของแต่ละคน

ศิษย์แต่ละคนความรู้ไม่เท่ากัน พื้นเพ อุปนิสัยก็ต่างกัน พระพุทธองค์ทรงใช้ต่างวิธีการในการแสดงสอนกับศิษย์ การที่พระองค์ทำอย่างนี้ได้ เพราะท่านทรงรู้จักศิษย์ อ่านศิษย์ออก ว่า คนนี้ต้องใช้วิธีการนี้ อีกคนต้องอีกวิธีการหนึ่ง คนนี้ต้องบอกตอนนี้เลย อีกคน ทอดเวลาออกไปอีกหน่อย ให้จิตพร้อมเปิดรับธรรม แล้วจึงจะสอน บางคนท่านใช้ไม้อ่อน บางคนท่านใช้ไม้แข็ง

การรู้จักศิษย์จึงเป็นคุณสมบัติที่จะช่วยให้ครูทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์

ลูกศิษย์ตนเป็นคนอย่างไร จริตนิสัยอย่างไร ชอบไม่ชอบ ถนัด ไม่ถนัดอะไร เมื่อรู้จักศิษย์พอสมควรแล้ว เราจึงจะเลือกวิธีการเข้าถึงใจเขาและให้เขาเปิดรับความรู้ที่เราจะให้ได้

เราจะรู้จักศิษย์ได้  เมื่อมีเวลารู้จัก เรียนรู้ สังเกต พูดคุยกับเขา ไม่ต้องมีฌาน หรือญาณหยั่งลึกอะไรมากก็ได้ แต่เวลาอยู่กับศิษย์ ให้เปิดใจ สังเกต เรียนรู้ลูกศิษย์ อย่างที่เขาเป็น ทำไปเรื่อย ๆ เราจะรู้จักเขาเอง

พระพุทธองค์เป็นพระบรมครูสอนศาสตร์ความเป็นมนุษย์ที่แท้ ไม่ว่าศิษย์เป็นใคร มาจากไหน หากเขาเข้าถึงความเป็นมนุษย์ที่แท้ ไม่เพียงแต่เขาจะมีชีวิตที่ดีเป็นสุขแล้ว เขาก็จะเผื่อแผ่ความสุข และยังประโยชน์ให้ผู้อื่นในสังคมด้วย

ครูสมัยนี้ จึงไม่ควรสอนเพียงวิชาการความรู้ ครูควรสอนความเป็นมนุษย์ให้ศิษย์ด้วย

ศิษย์มักจำครูที่สอนความเป็นมนุษย์ให้เขา เพราะสิ่งนั้นติดเนื้อติดตัว ติดใจ เป็นสิ่งที่อยู่กับเขาไปนานเท่านาน

                 ครูกับศิษย์เป็นกระจกส่องกันและกัน

            ครูที่ดี มีความรู้ในสิ่งที่ตัวเองสอน ที่สำคัญ ครูต้องเป็นนักเรียนรู้ ใส่ใจ และใฝ่ใจในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ

นักเรียนรู้ที่ดี มักมีใจเปิดกว้าง เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ได้เสมอ ใจไม่ปิดหรือยึดมั่นกับความรู้เดิมมากเกินไป และใจเปิดได้ เมื่ออ่อนน้อม “อาจจะมีอะไรที่เรายังไม่รู้นะ”

นักเรียนรู้ ช่างสังเกต ฟังอย่างลึกซึ้ง ตั้งคำถาม แม้กับสมมติฐานและความรู้ของตัวเอง ไม่ด่วนสรุปอะไรง่าย ๆ และเร็ว ๆ 

รู้จักศิษย์ที่ตนสอน และหาเทคนิควิธีการที่จะสอนศิษย์แต่ละคนให้เข้าใจตามสถานะของศิษย์ (เรื่องนี้เห็นจะยากอยู่ในการศึกษาปัจจุบันที่เป็นแบบอุตสาหกรรม ครูหนึ่งคนสอนนักเรียน ๕๐ คน และระบบการสอบประเมินผลก็ทำแบบมาตรฐานอุตสาหกรรม ไม่ได้ดูความแตกต่างในแต่ละบุคคล)

ให้เวลากับศิษย์ ให้ความเป็นกันเอง เป็นมิตร

ฟังมากกว่าบอก สั่ง พูดคุยด้วยการถาม เพื่อรับรู้ รับฟังความคิดเห็นของศิษย์

สอนด้วยการทำตนเป็นตัวอย่าง

ท้ายที่สุด เราเชื่อว่า ความรัก ความจริงใจ ของครู สอนเด็กได้ดีที่สุด

เด็กรับรู้ได้ และความรักจะสอนให้เขาเป็นนักเรียนรู้ที่ดี และเป็นคนที่ดี เราคงได้ยินตัวอย่างของเด็กหลายคนที่ความรักของครู และคนอื่น ๆ ที่หยิบยื่นให้เขา ทำให้เขาเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนจิตใจได้

 To sir/Madame with love.

ภานากับรอยยิ้ม

รอยยิ้มเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของมนุษยชาติ รอยยิ้มเป็นเครื่องมือของใจในการแสดงออกความรู้สึกดี เป็นมิตร ปลอดภัย วางใจ ไว้ใจ สบายใจ …สุข

พิสูจน์ดูว่า จริงไหม … ลองยิ้ม แล้วสัมผัสในใจว่า ใจของเราเวลาที่ยิ้มเป็นอย่างไร ลักษณะของใจเป็นเช่นไร

การยิ้มไม่จำเป็นต้องทำผ่านริมฝีปาก เราใช้สายตายิ้มก็ได้ เคยรับรู้การยิ้มผ่านสายตาไหมล่ะ บางทียิ้มด้วยดวงตานั้นชัดกว่าปาก เพราะ ดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ … ฝืนยิ้มได้ยาก ส่วนปากนั้น ยังฝืน ๆ ยิ้มได้ ดูไม่ออกสำหรับบางคน และบางครั้ง

เรายังยิ้มผ่านน้ำเสียงได้เช่นกัน ใจที่ยิ้มส่งผ่านน้ำเสียงประพรมรอยยิ้มไปได้ด้วย

เรายิ้มผ่านสัมผัส เวลาจับมือกัน สัมผัสกัน เราจะรู้สึกได้ว่า เรายิ้มให้กันในใจด้วยหรือไม่

อยากชวนกันมายิ้มและฝึกภาวนากับรอยยิ้มในหัวใจ แล้วจะรู้ว่า การภาวนานั้นง่าย และเป็นธรรมชาติมาก

เคยสังเกตตัวเองไหมว่า เวลาภาวนา บางครั้งเราหน้าบึ้งมาก คิ้วขมวด ตัวเกร็งแข็ง ดูน่ากลัว เป็นสมาธิตรงไหน? เครียด เกร็ง ไม่สบายตัว แล้วจะสบายใจ สุข สบาย โปร่ง เบาได้อย่างไร

ลองดูวิธีนี้ ปรับใช้ในการภาวนาดู เผื่อจะเป็นประโยชน์

หมอยาชาวบาหลีที่เราอ่านพบในหนังสือ Eat Pray Love ให้คำแนะนำในการทำสมาธิง่าย ๆ ว่า “จะภาวนานะเหรอ นั่งนิ่ง ๆ แล้วยิ้มน้อย ๆ แค่นั้น เพียงนั้น ไม่ต้องหวัง พยายามอะไรมากไปกว้านั้น หากเราทำอะไรด้วยใจเคร่งเครียด เรากำลังทำร้ายตัวเอง ทำให้ตัวเองป่วย”

เคล็ดลับการใช้ชีวิต คือ ไม่เครียด และการไม่เครียด เราสามารถแสดงออกได้ทางการยิ้ม

ยิ้มน้อย ๆ ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อบนใบหน้า และช่วยคลี่คลายใจให้เปิดนิด ๆ จะได้ดียิ่งขึ้น ต้องฝึกยิ้มด้วยหัวใจเช่นกัน

ลองทำดู … ยิ้มด้วยใจ เป็นความรู้สึก หรือใครจะลองจินตนาการเครื่องหมาย 🙂 ปรากฏแถวหัวใจ เป็นตัวช่วยไปก่อนก็ได้ ฝึกไปจะยิ้มด้วยความรู้สึกจากหัวใจได้เอง

จากนั้นลองฝึกยิ้มให้กับร่างกาย อวัยวะต่าง ๆ ส่งความรักให้อวัยวะต่าง ๆ เซลล์ต่าง ๆ ที่ประคับประคองชีวิตเรา และรู้สึกว่า เซลล์ต่าง ๆ นั้นยิ้มกลับมาให้เราด้วย

ยิ้มให้หัวใจเราเอง ส่งความรู้สึกดี ๆ ให้หัวใจเรา ทั้งที่เป็นหัวใจอวัยวะ และหัวใจที่เป็น จิตใจ

ยิ้มให้กับทุกความรู้สึกที่ผ่านเข้ามา

ยิ้มให้กับทุกใบหน้าที่ผุดมาในความคิด ไม่ว่าจะเป็นคนที่เรารัก หรือชัง คนที่ยังอยู่หรือจากไปแล้ว

ยิ้มให้กับทุกความคิด ความรู้สึก คิดดี คิดไม่ดี รู้สึกดี รู้สึกไม่ดี

ยิ้มด้วยใจให้ทุกสิ่ง ไม่แบ่งแยก

การยิ้มช่วยคลี่คลายความรู้สึกหลายอย่าง

หากเราทุกข์ เศร้า โกรธ และมีอารมณ์ทางลบต่าง ๆ ลองดู ลองฝืนแล้วฉีกยิ้ม … สัมผัสความรู้สึก เราจะรู้เลยว่า ใจของเราเปิดออก ห่อทุกข์ที่รักแน่นคลายตัว และใจเบาขึ้น

การยิ้มช่วยคลี่คลายความเจ็บปวดทางกายและใจได้

ยิ้มให้รอยแผล ความเจ็บปวด เมื่อยิ้ม ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจะหายไป (ชั่วขณะ) ถ้าปวดมาก จึงต้องยิ้มถี่ ๆ (ฮ่าๆๆๆ) รอยแผลในใจก็ช่วยได้ ปวดเจ็บเมื่อไร ก็ยิ้ม อาจต้องยิ้มถี่กว่าความเจ็บปวดทางกายก็เป็นได้

หากกลัวผี เห็นผี ยิ้มไว้ ผีจะเป็นกลายเป็นสิ่งที่เป็นมิตร น่ารักไปในขณะนั้น ฉะนั้นก็ยิ้มถี่ ๆ เข้าไว้

เราสามารถยิ้มได้ตลอดเวลา ยิ้มได้ทั้งวัน เจอใครก็ยิ้ม ยิ้มข้างในใจ และหากจะเผยมาข้างนอกบ้าง ก็ตามแต่กาละเทศะ 

ยิ้มส่งความรู้สึกเป็นมิตร (เมตตา) จากหัวใจให้ทุกคนที่เราเดินผ่าน ทุกคนที่ความคิดของเราผ่านไป ทุกคนที่ความรู้สึกของเราแวะไปทักทาย

นี่เป็นปฏิบัติการ เมตตาภาวนา แบบง่าย ๆ แบบหนึ่ง

เมื่อใจเราสามารถยิ้มได้ตลอดทั้งวัน ใจเราก็จะสงบ สุข สบาย เมื่อถึงเวลาภาวนาจริงจัง ใจเราก็พร้อมกับการปฏิบัติที่ลึกซึ้งต่อไปโดยง่าย แล้วเราก็จะไม่นั่งหน้าบึ้งภาวนาอีกแล้ว

หมาจรจัด และความหมายชีวิต

หม้อดำด้วยเขม่าตั้งอยู่บนเตาถ่าน ฝาหม้อเผยอ เห็นข้าวขาวหุงขึ้นหม้อ ดูน่ากิน  

ฉันเดินผ่านหม้อข้าวนั้นที่ตั้งอยู่บนทางเดินก่อนเข้าไปในบ้านไม้หลังเก่าทรุดโทรมที่สร้างมาตั้งแต่สมัยคุณทวด ทักทาย คุณน้า คุณตาและยายที่อาศัยในบ้านนั้น

“ดูสิ หุงข้าวให้หมาหม้อเบ้อเร่อ” คุณยายแอบบ่นให้ผู้มาเยือนฟัง

 “ข้าวก็ไม่มีจะกิน ทำข้าวให้หมา บางครั้งมันก็อดข้าว ให้หมาได้กิน” คุณยายพูดด้วยความเป็นห่วง

“แหม ก็หมาพวกนี้มันไม่มีใคร ไม่มีกินก็อดตายนะสิ สงสารมัน” น้าสี่ หญิงวัยประมาณ ๕๐ กว่า ๆ กล่าวเสียงอ่อย พร้อมหลบหน้า สาระวนกับการเอาข้าวสาร อาหารแห้ง ที่พวกเราเอาไปให้ เก็บเข้าที่เข้าทาง

ฉันนิ่งฟัง และมองทุกอย่างในชีวิตน้าสี่ …

น้าสี่มาขออาศัยในบ้านไม้เก่า ๆ เล็ก ๆ หลังนี้ ซึ่งเป็นบ้านของคุณยายได้หลายปีแล้ว หลังจากพ่อและแม่ของน้าสี่จากไป ทรัพย์สมบัติ ที่ดินต่าง ๆ บรรดาพี่น้องร่วมท้องแม่ก็แบ่งสรรกันไปหมด แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง ฉันไม่แน่ใจว่า เกิดอะไรขึ้นกับน้าสี่ น้าสี่ได้สมบัติอะไรบ้าง แต่นี่คือปัจจุบันชีวิตของแก

พื้นที่ใต้ชายคาบ้านหลังนี้จึงกลายเป็นที่พักอาศัยของน้าสี่ พื้นไม้โล่ง ๆ เป็นที่กิน อยู่ หลับนอน ข้าวของที่น้าสี่มีก็เป็นชั้นเหล็กเตี้ย ๆ เอาไว้วางเครื่องปรุงอาหาร มีกล่องกระดาษเก่า ๆ ไว้ใส่ฟูกนอน ผ้าห่ม และหมอน และกระเป๋าเดินทางที่เราเคยให้ไว้เมื่อครั้งก่อน น้าสี่ก็เอาไว้ใส่เสื้อผ้า แทนที่จะแขวนตามข้างฝาอย่างเดียว เฟอร์นิเตอร์ของแกมีเท่านี้ … ไม่สิ ยังมีตุ่มเอาไว้ใส่ข้าวและของแห้งบางอย่าง ความมืดและเย็นของตุ่มอาจใช้แทนตู้เย็นได้

ตรงทางเดินก่อนเข้าบ้าน จะมีเตาถ่าน หม้อไว้หุงข้าว และกะทะที่ที่จับหลุด ต้องเอาเชือกฟางมาพันไม้เสียบไว้ใช้แทน  

ทั้งหมดนั้น คือ เครื่องประดับชีวิตของน้าสี่

ภาพที่สัมผัสอาจดูแร้นแค้น แต่ฉันไม่เห็นแววตาเศร้า สีหน้าหดหู่จากน้าสี่ ไม่เคยได้ยินแกบ่นเรื่องความทุกข์ยากให้คนอื่นสงสารหรือเห็นใจ

น้าสี่หัวเราะ ยิ้มพูดคุยสนุกสนาน และดูเหมือนว่าจะยอมรับชีวิตได้อย่างดี “ให้อะไร ชั้นก็เอา ใช้ได้ทั้งนั้นแหละ” น้าสี่ว่า พร้อมดูเสื้อสามตัวที่แม่ซื้อมาให้ใหม่ “สวยนะเนี่ย ชั้นใส่ได้แน่น ๆ”

เมื่อคุณยายหยิบดูเสื้อผ้าใหม่ของน้าสี่ แกก็ว่า “เอาไหมละ อยากได้เอาไปได้นะ ชั้นให้” น้าสี่พูดพร้อมรอยยิ้ม

และฉันก็อมยิ้มในใจไปด้วย ของที่น้าสี่ได้รับเป็นของแกในทันที และแกมีสิทธิที่จะหยิบยกให้ใครก็ได้ “การมี” อะไรบางอย่างที่เป็นของ ๆ ตน เปิดโอกาสให้เรา “ให้” และการให้นั้นทำให้มนุษย์เรารู้สึกดี มีค่า มันอาจทำให้เรารู้สึกว่า เราเป็นคนมีเหลือ มีพอที่จะแบ่งปัน และความรู้สึกนี้อาจทำให้เรารู้สึกว่า ชีวิตไม่ได้ยากไร้ แร้นแค้นสักทีเดียวก็ได้กระมัง

 

“ข้าวที่เอามาให้เอาไว้ให้เธอกินนะรู้ไหม ไม่ได้ให้หมากินหมดนะ” แม่ย้ำ “ข้าวหอมมะลิอย่างดีเอามาให้เธอกิน” น้าสี่หลบตาก่อนพูดว่า “ชั้นก็กิน ไม่อดหรอก”

น้าสี่ไม่เคยรับปากเวลามีใครปรามไม่ให้แกหุงข้าวให้หมา “หุงข้าวให้หมาหมด บางทีมันก็อด” ยายบอก

หมาและแมวจรจัด ไร้เจ้าของเป็นครอบครัวของน้าสี่

พวกมันแวะเวียนมาหาน้าสี่เป็นประจำ บางทีมันก็เดินตามน้าสี่มาจากวัด บ้างก็ไป ๆ มา ๆ บ้างก็ขออาศัยด้วย

ทุกวันน้าสี่จะหุงข้าวเพื่อเลี้ยงหมาซี่โครงขึ้นกว่า ๑๐ ตัว เงินที่พอมีบ้างจากการทำงานหรือที่ใครให้มา แกก็เอาไปซื้ออาหารทำคลุกข้าวกิน สำหรับทั้งคนและหมา

แม้จะมีกับข้าวเพียงถุงเดียว แกก็จะแบ่งให้พวกหมา ๆ แมว ๆ อย่างครั้งหนึ่ง พวกเราซื้อก๋วยเตี๋ยวไปฝากและกินด้วยกัน แกก็ขอน้ำก๋วยเตี๋ยวที่เหลือจากทุกคนเอาไปคลุกข้าวให้หมากิน และไปซื้อผักหรือเนือ้อะไรอีกนิดหน่อยเติมเข้าไป

ตอนกลางคืน น้าสี่นอนกับแมว และหมาบางตัวที่ขอมานอนด้วย เมื่อก่อน มีหมาขี้เรื้อนมาขอนอนด้วย แกก็นอนกอดมัน “เหม็นจะแย่ ไม่รู้กอดไปได้อย่างไร” ยายว่า “แหม มันน่าสงสาร มันไม่สบาย” น้าสี่ตอบ ฉันอดรู้สึกไม่ได้ว่า น้าสี่กำลังโอบกอดชะตากรรมของตัวเองอยู่ด้วยหรือเปล่า  

บางคนอาจมองว่าแกเบียดเบียนตัวเอง ตัวเองก็ยากไร้อยู่แล้ว ทำไมไม่เก็บข้าวที่ได้มาไว้กิน มีเหลือค่อยแบ่งให้หมา “สงสารมัน มันไม่มีใคร ถ้าไม่มีเรา มันก็ไม่มีกิน ก็อด” น้าสี่พูดเสมอ

บางทีหมาแมวไร้ญาติ ตกระกำลำบาก อาจทำให้ชีวิตท่านมีความหมาย มีคุณค่า พวกมันเป็นเหตุผลให้น้าสี่ไปรับจ้างทำงาน ไปช่วยงานวัดเผื่อมีข้าวเหลือมาเลี้ยงลูกน้องสี่ขา

น้าสี่ไม่ใช่คนที่มีร่างกายสมบูรณ์นัก ขาและหลังโก่งนิด ๆ แต่แกก็ยังแข็งแรง เดินได้ปรกติ แกไม่ได้ทำงานอะไรเป็นหลัก เคยรับดูแลเด็กบ้าง เพราะแกเป็นคนใจดี แต่ตอนหลัง สุขภาพแย่ลง ดูแลเด็กได้ไม่เต็มที่ จึงต้องงดงานนั้นไปบ้าง

แม้จะยากไร้และรอคอยความช่วยเหลือจากญาติมิตร แต่น้าสี่ไม่ได้เป็นผู้รับแต่อย่างเดียว เธอเป็นผู้ให้ เป็นผู้มีคุณค่าสำหรับสิ่งมีชีวิตที่ยากไร้ ขัดสนกว่าแก และนั่น เป็นเหตุผลที่ทำให้น้าสี่ยังมีชีวิตอยู่และมีความสุข

ฉันลองจินตนาการ ถึงชีวิตน้าสี่ที่มีแต่ตัวเองลำพัง หุงข้าวไม่ต้องนึกถึงใคร นอนลำพัง ทำงานเพื่อตัวเองอย่างเดียว น้าสี่จะยังมีรอยยิ้ม มีความสุขอย่างทุกวันนี้หรือไม่

เป็นไปได้ไหม ความรู้สึกว่า ยังมีสิ่งมีชีวิตที่แย่กว่าเรา และต้องการความช่วยเหลือและความรักจากเรา ที่ทำให้น้าสี่ลืมความทุกข์ของตนเอง และเราสามารถอดเพื่อสิ่งมีชีวิตเหลานี้ได้

 

ฉันนึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่อง พรหมวิหาร ๔ ที่หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์อธิบายความว่า

เมตตา คือ ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข และพยายามหยิบยื่นความสุขนั้นให้ผู้อื่น แต่เราต้องรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้ผู้อื่นมีความสุข

กรุณา คือ ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ และพยายามหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ผู้อื่น แต่เราก็ต้องรุ้ว่า อะไรทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์

เราจะรักคนอื่นได้ หากเรารู้ว่า ความสุขและความทุกข์ของเขาอยู่ที่ไหน เป็นอะไร

เราจะรู้ได้ว่า อะไรเป็นความสุขและทุกข์ของผู้อื่น ต่อเมื่อเรานิ่งฟัง สังเกต และเข้าใจคน ๆ นั้น

ฉันคิดว่า คราวหน้า จะซื้อข้าวสารคุณภาพกลาง ๆ ไปฝากน้าสี่สัก ๒-๓ ถัง ให้น้าสี่เอาไว้หล่อเลี้ยงความหมายและความสุขในชีวิตของแก