หมาจรจัด และความหมายชีวิต

หม้อดำด้วยเขม่าตั้งอยู่บนเตาถ่าน ฝาหม้อเผยอ เห็นข้าวขาวหุงขึ้นหม้อ ดูน่ากิน  

ฉันเดินผ่านหม้อข้าวนั้นที่ตั้งอยู่บนทางเดินก่อนเข้าไปในบ้านไม้หลังเก่าทรุดโทรมที่สร้างมาตั้งแต่สมัยคุณทวด ทักทาย คุณน้า คุณตาและยายที่อาศัยในบ้านนั้น

“ดูสิ หุงข้าวให้หมาหม้อเบ้อเร่อ” คุณยายแอบบ่นให้ผู้มาเยือนฟัง

 “ข้าวก็ไม่มีจะกิน ทำข้าวให้หมา บางครั้งมันก็อดข้าว ให้หมาได้กิน” คุณยายพูดด้วยความเป็นห่วง

“แหม ก็หมาพวกนี้มันไม่มีใคร ไม่มีกินก็อดตายนะสิ สงสารมัน” น้าสี่ หญิงวัยประมาณ ๕๐ กว่า ๆ กล่าวเสียงอ่อย พร้อมหลบหน้า สาระวนกับการเอาข้าวสาร อาหารแห้ง ที่พวกเราเอาไปให้ เก็บเข้าที่เข้าทาง

ฉันนิ่งฟัง และมองทุกอย่างในชีวิตน้าสี่ …

น้าสี่มาขออาศัยในบ้านไม้เก่า ๆ เล็ก ๆ หลังนี้ ซึ่งเป็นบ้านของคุณยายได้หลายปีแล้ว หลังจากพ่อและแม่ของน้าสี่จากไป ทรัพย์สมบัติ ที่ดินต่าง ๆ บรรดาพี่น้องร่วมท้องแม่ก็แบ่งสรรกันไปหมด แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง ฉันไม่แน่ใจว่า เกิดอะไรขึ้นกับน้าสี่ น้าสี่ได้สมบัติอะไรบ้าง แต่นี่คือปัจจุบันชีวิตของแก

พื้นที่ใต้ชายคาบ้านหลังนี้จึงกลายเป็นที่พักอาศัยของน้าสี่ พื้นไม้โล่ง ๆ เป็นที่กิน อยู่ หลับนอน ข้าวของที่น้าสี่มีก็เป็นชั้นเหล็กเตี้ย ๆ เอาไว้วางเครื่องปรุงอาหาร มีกล่องกระดาษเก่า ๆ ไว้ใส่ฟูกนอน ผ้าห่ม และหมอน และกระเป๋าเดินทางที่เราเคยให้ไว้เมื่อครั้งก่อน น้าสี่ก็เอาไว้ใส่เสื้อผ้า แทนที่จะแขวนตามข้างฝาอย่างเดียว เฟอร์นิเตอร์ของแกมีเท่านี้ … ไม่สิ ยังมีตุ่มเอาไว้ใส่ข้าวและของแห้งบางอย่าง ความมืดและเย็นของตุ่มอาจใช้แทนตู้เย็นได้

ตรงทางเดินก่อนเข้าบ้าน จะมีเตาถ่าน หม้อไว้หุงข้าว และกะทะที่ที่จับหลุด ต้องเอาเชือกฟางมาพันไม้เสียบไว้ใช้แทน  

ทั้งหมดนั้น คือ เครื่องประดับชีวิตของน้าสี่

ภาพที่สัมผัสอาจดูแร้นแค้น แต่ฉันไม่เห็นแววตาเศร้า สีหน้าหดหู่จากน้าสี่ ไม่เคยได้ยินแกบ่นเรื่องความทุกข์ยากให้คนอื่นสงสารหรือเห็นใจ

น้าสี่หัวเราะ ยิ้มพูดคุยสนุกสนาน และดูเหมือนว่าจะยอมรับชีวิตได้อย่างดี “ให้อะไร ชั้นก็เอา ใช้ได้ทั้งนั้นแหละ” น้าสี่ว่า พร้อมดูเสื้อสามตัวที่แม่ซื้อมาให้ใหม่ “สวยนะเนี่ย ชั้นใส่ได้แน่น ๆ”

เมื่อคุณยายหยิบดูเสื้อผ้าใหม่ของน้าสี่ แกก็ว่า “เอาไหมละ อยากได้เอาไปได้นะ ชั้นให้” น้าสี่พูดพร้อมรอยยิ้ม

และฉันก็อมยิ้มในใจไปด้วย ของที่น้าสี่ได้รับเป็นของแกในทันที และแกมีสิทธิที่จะหยิบยกให้ใครก็ได้ “การมี” อะไรบางอย่างที่เป็นของ ๆ ตน เปิดโอกาสให้เรา “ให้” และการให้นั้นทำให้มนุษย์เรารู้สึกดี มีค่า มันอาจทำให้เรารู้สึกว่า เราเป็นคนมีเหลือ มีพอที่จะแบ่งปัน และความรู้สึกนี้อาจทำให้เรารู้สึกว่า ชีวิตไม่ได้ยากไร้ แร้นแค้นสักทีเดียวก็ได้กระมัง

 

“ข้าวที่เอามาให้เอาไว้ให้เธอกินนะรู้ไหม ไม่ได้ให้หมากินหมดนะ” แม่ย้ำ “ข้าวหอมมะลิอย่างดีเอามาให้เธอกิน” น้าสี่หลบตาก่อนพูดว่า “ชั้นก็กิน ไม่อดหรอก”

น้าสี่ไม่เคยรับปากเวลามีใครปรามไม่ให้แกหุงข้าวให้หมา “หุงข้าวให้หมาหมด บางทีมันก็อด” ยายบอก

หมาและแมวจรจัด ไร้เจ้าของเป็นครอบครัวของน้าสี่

พวกมันแวะเวียนมาหาน้าสี่เป็นประจำ บางทีมันก็เดินตามน้าสี่มาจากวัด บ้างก็ไป ๆ มา ๆ บ้างก็ขออาศัยด้วย

ทุกวันน้าสี่จะหุงข้าวเพื่อเลี้ยงหมาซี่โครงขึ้นกว่า ๑๐ ตัว เงินที่พอมีบ้างจากการทำงานหรือที่ใครให้มา แกก็เอาไปซื้ออาหารทำคลุกข้าวกิน สำหรับทั้งคนและหมา

แม้จะมีกับข้าวเพียงถุงเดียว แกก็จะแบ่งให้พวกหมา ๆ แมว ๆ อย่างครั้งหนึ่ง พวกเราซื้อก๋วยเตี๋ยวไปฝากและกินด้วยกัน แกก็ขอน้ำก๋วยเตี๋ยวที่เหลือจากทุกคนเอาไปคลุกข้าวให้หมากิน และไปซื้อผักหรือเนือ้อะไรอีกนิดหน่อยเติมเข้าไป

ตอนกลางคืน น้าสี่นอนกับแมว และหมาบางตัวที่ขอมานอนด้วย เมื่อก่อน มีหมาขี้เรื้อนมาขอนอนด้วย แกก็นอนกอดมัน “เหม็นจะแย่ ไม่รู้กอดไปได้อย่างไร” ยายว่า “แหม มันน่าสงสาร มันไม่สบาย” น้าสี่ตอบ ฉันอดรู้สึกไม่ได้ว่า น้าสี่กำลังโอบกอดชะตากรรมของตัวเองอยู่ด้วยหรือเปล่า  

บางคนอาจมองว่าแกเบียดเบียนตัวเอง ตัวเองก็ยากไร้อยู่แล้ว ทำไมไม่เก็บข้าวที่ได้มาไว้กิน มีเหลือค่อยแบ่งให้หมา “สงสารมัน มันไม่มีใคร ถ้าไม่มีเรา มันก็ไม่มีกิน ก็อด” น้าสี่พูดเสมอ

บางทีหมาแมวไร้ญาติ ตกระกำลำบาก อาจทำให้ชีวิตท่านมีความหมาย มีคุณค่า พวกมันเป็นเหตุผลให้น้าสี่ไปรับจ้างทำงาน ไปช่วยงานวัดเผื่อมีข้าวเหลือมาเลี้ยงลูกน้องสี่ขา

น้าสี่ไม่ใช่คนที่มีร่างกายสมบูรณ์นัก ขาและหลังโก่งนิด ๆ แต่แกก็ยังแข็งแรง เดินได้ปรกติ แกไม่ได้ทำงานอะไรเป็นหลัก เคยรับดูแลเด็กบ้าง เพราะแกเป็นคนใจดี แต่ตอนหลัง สุขภาพแย่ลง ดูแลเด็กได้ไม่เต็มที่ จึงต้องงดงานนั้นไปบ้าง

แม้จะยากไร้และรอคอยความช่วยเหลือจากญาติมิตร แต่น้าสี่ไม่ได้เป็นผู้รับแต่อย่างเดียว เธอเป็นผู้ให้ เป็นผู้มีคุณค่าสำหรับสิ่งมีชีวิตที่ยากไร้ ขัดสนกว่าแก และนั่น เป็นเหตุผลที่ทำให้น้าสี่ยังมีชีวิตอยู่และมีความสุข

ฉันลองจินตนาการ ถึงชีวิตน้าสี่ที่มีแต่ตัวเองลำพัง หุงข้าวไม่ต้องนึกถึงใคร นอนลำพัง ทำงานเพื่อตัวเองอย่างเดียว น้าสี่จะยังมีรอยยิ้ม มีความสุขอย่างทุกวันนี้หรือไม่

เป็นไปได้ไหม ความรู้สึกว่า ยังมีสิ่งมีชีวิตที่แย่กว่าเรา และต้องการความช่วยเหลือและความรักจากเรา ที่ทำให้น้าสี่ลืมความทุกข์ของตนเอง และเราสามารถอดเพื่อสิ่งมีชีวิตเหลานี้ได้

 

ฉันนึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่อง พรหมวิหาร ๔ ที่หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์อธิบายความว่า

เมตตา คือ ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข และพยายามหยิบยื่นความสุขนั้นให้ผู้อื่น แต่เราต้องรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้ผู้อื่นมีความสุข

กรุณา คือ ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ และพยายามหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ผู้อื่น แต่เราก็ต้องรุ้ว่า อะไรทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์

เราจะรักคนอื่นได้ หากเรารู้ว่า ความสุขและความทุกข์ของเขาอยู่ที่ไหน เป็นอะไร

เราจะรู้ได้ว่า อะไรเป็นความสุขและทุกข์ของผู้อื่น ต่อเมื่อเรานิ่งฟัง สังเกต และเข้าใจคน ๆ นั้น

ฉันคิดว่า คราวหน้า จะซื้อข้าวสารคุณภาพกลาง ๆ ไปฝากน้าสี่สัก ๒-๓ ถัง ให้น้าสี่เอาไว้หล่อเลี้ยงความหมายและความสุขในชีวิตของแก      

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s