เหตุผลที่คนเราควรมี “คนรู้ใจ”

ทุกคนควรมีคนรู้ใจ ถ้ายังไม่มี ก็ควรหาไว้ และดูแลรักษาไว้ด้วย ทำไมนะหรือ?

การมีคนรู้ใจแม้เพียงคนเดียวมีความหมายและคุณค่ามาก สำหรับโมงยามสุดท้ายของชีวิต

 เรื่องเล่าสะกิดใจเราในข้อนี้ มีอยู่ว่า

 วันหนึ่ง แพทย์และพยาบาลวิ่งกรูกันไปที่ห้องผู้ป่วยระยะสุดท้ายท่านหนึ่ง ด้วยเหตุว่า มีควันลอยฟุ้งออกมาจากประตูห้องพัก

เมื่อเข้าไปถึง ภาพที่เห็นคือ ธูปกำใหญ่ที่กำลังมอดไหม้ส่งควันฟุ้งกระจายทั่วห้อง ควันและกลิ่นธูปยังไม่ระทึกขวัญเท่ากับความจริงที่ว่า ธูปเหล่านั้นปักอยู่ในกระถางที่วางไว้ข้าง ๆ ถังออกซิเจน!!!!

พยาบาลรีบคว้ากระถางธูปออกไปจากห้องพักโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ทุกคนในห้องนั้นจะเป็นคนในวาระสุดท้ายไปทั้งหมด

นอกจากควันธูปแล้ว ในห้องก็ยังอบอวลด้วยเสียงสวดมนต์และธรรมเทศนาจากเครื่องเล่นซีดี และญาติที่พยายามส่งกำลังใจให้ญาติในระยะสุดท้ายให้เดินทางหลังความตายสู่สุคติภพ

แต่คุณหมอไม่คิดอย่างนั้น จากการที่ดูแลผู้ป่วยรายนี้มาตลอด นี่ยังไม่ใช่เวลา เพียงแต่ร่างกายอ่อนล้า เกินกว่าจะสนทนาได้ ญาติจึงอาจเข้าใจว่า วาระสุดท้ายมาถึงแล้ว คุณหมอบอกให้ปิดเครื่องเล่นซีดี แล้วพูดคุยกับญาติจนพอเข้าใจกัน

คราวหนึ่ง เมื่อผู้ป่วยเริ่มกลับมารู้ตัวพอที่จะคุยได้บ้าง  ที่คุณหมอมาดูแลอาการ และญาติไม่อยู่ในที่นั้น ผู้ป่วยคนนี้พูดขึ้นว่า “ขอบคุณหมอมาก ที่ช่วยฉันไว้ในวันนั้น ถ้าหากฉันตายไปในเวลานั้น ฉันต้องเป็น “ผีที่ดุมาก” แน่ ๆ

เอ๊ะ ทำไม?

“ก็ฉันเกลียดกลิ่นธูปที่สุด ไม่ชอบเลย และเสียงพระที่เอามาเปิด ก็เป็นพระที่ฉันไม่ศรัทธา ไม่ชอบ ถ้าฉันตายไปตอนนั้น ฉันต้องเป็นผีดุมาก ๆ (และอาจมาหลอกคนที่เอาธูปและเสียงพระที่ไม่ชอบใจมาเปิดให้ฟังส่งวิญญาณ)”

สำหรับผู้ป่วยท่านนี้ ครอบครัว ญาติใกล้ชิดไม่ใช่ “คนที่รู้ใจ” ในวาระสุดท้าย จึงทำให้ “เรื่องดี(เกืบ)กลายเป็นร้าย” คือ ญาติปรารถนาดี มอบสิ่งที่ตนคิดว่าดี กลับเป็นสิ่งที่ทำลายความสงบและความสุขของผู้ป่วย

ชีวิตเราเป็นอย่างนี้หรือไม่ เรามักให้ในสิ่งที่เราเชื่อและคิดว่า “ดี” สำหรับคนอื่น เมื่อเขาไม่ชอบ ไม่ใช้ ไม่เอา เราก็มักโทษว่า เขาเป็นคนไม่รู้คุณคนบ้าง หรือน้อยอกน้อยใจบ้าง 

แต่เราถามหรือสืบค้นกันหรือไม่ว่า คนอื่นต้องการและจำเป็น ชอบ ไม่ชอบอะไร 

แม้ความปรารถนาดี เรื่องดี ๆ ความเห็นดี ๆ เราก็มักจะเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง และศูนย์กลางของทุกเรื่อง

รศ สิวีลี ศิริไล วิทยากรผู้ให้ความรู้เรื่อง palliative care การดูแลแบบประคับประคอง ให้แง่คิดสำคัญว่า การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายต้องดูแลแบบครอบคลุมทุกมิติของชีวิต ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา สิ่งแวดล้อม สังคม(ญาติ) และที่สำคัญ คือ จิตวิญญาณ (spiritualiy) ซึ่งเป็นมิติที่สำคัญมากในวาระสุดท้าย

ในวาระสุดท้าย กายเราก็ต้องทิ้ง จิตใจ ความรู้สติปัญญา โลกทั้งใบที่เราคุ้นเคย ผู้คนไม่ว่าญาติและเพื่อนทั้งหลาย เราก็ต้องจากไป สิ่งที่เหลือ คือ จิต

ในเมื่อเราต้องทิ้งทุกอย่างไว้ เหลือแต่ใจ เราจะเอาใจแบบไหนไป ใจที่สุขสงบ หรือใจทุรนทุราย โกรธ เกลียด

และหากเราต้องการจากไป ด้วยใจสุขสงบ — อะไรจะช่วยให้ใจของเราสุขสงบในเวลานั้น ???

ผู้ป่วยท่านหนึ่งอาการหนักมาก เหมือนกับว่า จะไปอยู่รอมร่อ แต่ไม่ยอมไป ผู้คนที่เฝ้าไข้หลายคนต่างเห็นในเรื่องนี้ แต่ไม่รู้ว่า ทำไมท่านไม่ยอมไป จนคนใกล้ชิดคนหนึ่งเอะใจ ลองไปกระซิบที่ข้างหูว่า “โครงการที่ท่านปรารถนาจะทำในการสร้างโบสถ์ให้วัดนั้น ไม่ต้องห่วง ทุกคนจะสานต่อให้สำเร็จ”

 หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ท่านก็จากไปอย่างสงบ

 คนรู้ใจสำคัญมากในวาระสุดท้าย

 ในเวลาที่ร่างกายเปราะบาง อ่อนแรง แม้แต่จะสื่อสารพูดบอกก็ทำไม่ได้ …. ใครจะช่วยเรา หาทางช่วยเราให้สงบใจได้ ในวิธีที่ “ใช่” สำหรับเรา บางคนอาจต้องการเจอลูกจากแดนไกล บางคนต้องการให้นิมนต์พระ อ่านพระคัมภีร์ พากลับบ้าน เอาผ้าห่มผืนโปรดมาให้

ถ้าเช่นนั้น เราก็ต้องถามตัวเองว่า เราจะมีคนรู้ใจอย่างนั้นได้อย่างไร เราต้องทำอะไรและอย่างไรจึงจะได้รับบุคคลที่มีค่ากับชีวิตในวาระสุดท้ายของเรา

ในวันนี้ เรารู้ใจ เข้าใจคนรอบข้างมากน้อยเพียงไร หากเขาเหล่านั้นจะต้องอยู่ในสภาพสื่อสารความต้องการกับเราไม่ได้ หรือกำลังจะจากไป เรารู้หรือไม่ว่า สิ่งใดที่เราจะช่วยให้เขาสมปรารถนาในวาระสุดท้าย สิ่งใดจะช่วยคลี่ปมในใจ

หากวันนี้ เราไม่อาจสื่อสารกับใครได้ หรือเรากำลังจะจากชีวิตนี้ไป จะมีใครรู้ใจเราพอที่จะจัดสรรบรรยากาศที่งดงาม ส่งเราให้จากไปได้อย่างสงบ งดงามอย่างที่เราปรารถนา

หากใครมี “คนรู้ใจ” โดยเฉพาะในวาระสุดท้าย ถือว่า เขาโชคดีและทำกุศลไว้ดี ที่มีคนนั้นช่วยเหลือในวาระสุดท้าย หากเราไม่มี เราต้องทำให้ตัวเองเป็นที่พึ่งของตัวเองให้ได้ และเป็นคนรู้ใจของตัวเองให้ได้  

วันนี้เรามีชีวิตอยู่อย่างไร เราปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างในชีวิตของเราอย่างไร เราดูแลหรือพยายามเข้าใจ รู้ใจคนรอบข้างมากน้อยแค่ไหน

เราเคยคุยกันถึงความปรารถนาลึก ๆ ในใจกันบ้างหรือไม่ เรารู้ความเป็นไปของคนที่เรารักในมิติจิตวิญญาณหรือเปล่า

หากเขาชอบฟังธรรม ธรรมเทศนาของใครที่เขาชอบ เขาเป็นคนใฝ่ศาสนาหรือไม่ เขาสนใจอะไร คุณค่าในชีวิตที่เขายึดถือ ปลื้มภูมิใจคืออะไร อะไรที่เขาเจ็บปวด เศร้า เป็นปม

หากเราเห็นความสำคัญของมิติจิตวิญญาณ คือ ตัวตนด้านในในส่วนที่ลึกซึ้งนี้ เราจะใช้ชีวิตที่ยังมีอยู่สัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งเข้าใจสุข ทุกข์กันอย่าง เอา “เขา” เป็นตัวตั้งมากกว่า เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เราจะรู้จักกันและกันในความปรารถนาลึก ๆ

————————————————————

แรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องนี่ มาจาก โอกาสที่ไปร่วมงาน เกี่ยวกับมาตรา ๑๒ คือ เรื่องหนังสือแสดงเจตนาในวาระสุดท้าย ซึ่งมีการพูดถึงการดูแลผู้ป่วยในวาระสุดท้ายแบบประคับประคอง

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s