ลูกคนกลาง

ใคร ๆ ก็แสวงหาความเป็นกลาง อยากเป็นกลาง … ยกเว้นลูกคนกลาง

“พ่อแม่รักพี่คนโต และสนใจน้องคนเล็ก ผมรู้สึกว่าไม่ได้รับความรักและความสนใจจากพ่อแม่ จะทำอย่างไรดี อายุก็มากแล้ว ยังรู้สึกอย่างนี้อีก” หนุ่มวัย ๓๐ คนหนึ่งครวญ ในรายการวิทยุคลื่นลูกใหม่ ช่วง “ธรรม ธรรมดา”

… ถอนใจ… ฉันรู้สึกได้ถึงความทุกข์ใจของเพื่อนผู้ฟังคนนี้ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่เรารู้ความรู้สึกนี้ และปรารถนาจะเข้าใจ ก้าวข้ามมัน

ในฐานะผู้ดำเนินรายการของช่วงนี้ ฉันพยายามหาข้อธรรม และความคิดเห็นที่น่าจะพอช่วยให้หนุ่มคนนี้ ก้าวข้ามความรู้สึกที่ฝังแน่นในใจมายาวนาน …. กายสงบ เข้าไปในใจ ขอปัญญาจากพระพุทธองค์

 

ยกมือขึ้นมา นิ้วมือ ๕ นิ้ว ไม่เท่ากัน

ก้มดูนิ้วเท้า นิ้วทั้ง ๕ ก็ไม่เท่ากัน

ส่องกระจก มองไปที่ดวงตาทั้งสอง ใบหูทั้งคู่ ดูเหมือนจะเท่าและเหมือนกัน แต่ก็ไม่

นี่เป็นความมหัศจรรย์ของสิ่งมีชีวิต ทุกอย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน จะหาที่เหมือนกัน และเท่ากันไม่มี ใบไม้จากต้นเดียวกันก็ไม่ได้เท่ากัน เหมือนกัน แบบใบไม้ที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรม

 

ความรักไม่ใช่คณิตศาสตร์ที่จะชั่ง ตวง วัด คำนวน หรือมีสมการได้ 

ความรักไม่ใช่เครื่องจักรที่สามารถผลิตตัวเอง ให้เหมือนและเท่ากันทุกครั้ง

ความรักของพ่อ แม่ ก็คงเป็นเช่นนั้นละมั้ง …. จะหาความรักที่เป็นกลาง เท่าเทียมจากใจปุถุชนนั้นยาก ตัวเราเองยังรู้สึกกับสิ่งต่าง ๆ ไม่เท่ากันเลย เรารักสิ่งนี้ ไม่ชอบสิ่งนั้น รักคนนี้มากกว่าคนนั้น

เรารักพ่อ และแม่เท่ากันหรือไม่?

เราจะหวังให้พ่อ แม่ รักลูกทุกคนเท่ากันได้หรือ?

เราจะเอาอะไรวัดความรัก? เครื่องมือที่เราจะใช้วัดความรัก — ใจของเรา— มีความเป็นกลาง ได้มาตรฐานเที่ยงธรรมหรือไม่

สิ่งที่เราน่าจะลองมอง คือ มีความรักอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่าง เราและพ่อ แม่หรือเปล่า  

 

ทุกชีวิตเติบโตและดำรงอยู่ได้ด้วยความรัก

หากต้นไม้ไม่ได้รับความรักจากแสงแดด ลม อากาศ น้ำ สัตว์ และมนุษย์ ต้นไม้นั้นก็ยากที่จะเติบใหญ่

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เปราะบาง เราไม่สามารถดูแลตัวเองได้ เหมือนลูกสัตว์บางประเภท ที่เกิดมาก็ช่วยตัวเองได้ ลูกมนุษย์ต้องได้รับการดูแล ทะนุถนอมอย่างมาก

ลองทบทวนว่า ในแต่ละปี ตั้งแต่เราเกิด จนโตอย่างในปัจจุบัน พ่อ แม่ ต้องทำอะไรให้เราบ้าง ดูแลเราอย่างไร ให้เวลากับเราเท่าไร ท่านเสียเงินกับเราแค่ไหนในเรื่องต่าง ๆ ให้เราได้เรียนหนังสือ ไปเที่ยว มีของใช้ส่วนตัว … เราสัมผัสได้หรือไม่ว่า ทั้งหมดทั้งปวงที่ผ่านมา ตราบเท่าเวลาชีวิตเราในปัจจุบัน  คือ ความรัก … พอไหมสำหรับใจเรา?

 

ความทุกข์เกิดขึ้นเมื่อเราเปรียบเทียบว่า พ่อแม่รักพี่ สนใจน้องมากกว่าเรา บางทีหากเรามีโอกาสได้ถามพี่และน้องที่เราแอบอิจฉา เราอาจรู้ว่า พี่อาจกำลังรู้สึกกดดันว่า พ่อแม่คาดหวังในตัวของเขาสูง น้องที่เราเห็นว่าได้รับความสนใจมาก อาจรู้สึกว่าอัดอัดกับความสนใจนั้น ลูกคนเดียวอาจรู้สึกเหงา และว่าพ่อแม่ว่า ไม่มีพี่น้องให้เป็นเพื่อนเขา

ไม่มีอะไรพอดีสำหรับใจ … หลายอย่างในชีวิต มากไป น้อยไปเสมอ … ใจเราไม่เป็นกลาง

  

พระพุทธองค์กล่าวว่า “ทุกอย่างเกิดแต่เหตุ” ความรักที่เอนเอียงไปในทางพี่ หรือน้อง คงเกิดจากเหตุบางอย่างที่เราไม่รู้ก็ได้ ลูกที่พ่อแม่รู้สึกว่ายังอ่อนแอทางกายหรือใจ อาจได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ ลูกคนโตที่ได้รับความรัก อาจกำลังแบกความหวังของพ่อแม่ ที่จะให้เป็นคนดูแลพี่น้องได้ในภายภาคหน้า … มีอีกหลายเหตุปัจจัย และความรู้สึกที่อยู่เบื้องหลังการแสดงออกของพ่อแม่ที่เราไม่รู้

 

หากในวันนี้ เรายังมีลมหายใจ มีชีวิต มีการศึกษา มีงานทำ มีเงินดูแลชีวิตตัวเอง มีโอกาสในฐานะความเป็นมนุษย์ …. เหล่านี้ก็เกิดแต่เหตุ … และหนึ่งในเหตุนั้น (เหตุหลักด้วย) คือ พ่อแม่ และความรัก ความกรุณาของท่าน

หนทางที่เราอาจจะฝึกฝนปฏิบัติเพื่อ ช่วยคลี่คลายความรู้สึกน้อยใจพ่อแม่ได้บ้าง คือ

๑. หมั่นใคร่ครวญตระหนักรู้ถึงบุญคุณ ความรักความกรุณาของพ่อแม่ที่มีต่อเรา ระลึกถึงความดีของท่านทุกวัน และทุกครั้งที่ความรู้สึกน้อยใจผุดขึ้นมา ที่ต้องทำอย่างนี้ เพราะเราฝึกใจให้คิดในทางลบ ทางน้อยใจมานาน เป็นเหมือนร่องในใจที่ลึก ฉะนั้น จะแก้ทางกัน ก็ต้องใช้เวลาและฝึกใจเสียใหม่ด้วยการทำซ้ำบ่อย ๆ คือ ขุดร่องความคิด ความรู้สึกใหม่ให้ใจ  

๒. แสดงมุทิตาจิต คือ ยินดีกับพี่และน้องที่เรารู้สึกว่า ได้รับความรัก ความสนใจจากพ่อแม่ เวลาที่เรารู้สึกดีใจ หรือยินดีด้วยกับใคร ความรักเกิดขึ้นในหัวใจเราแล้ว โดยที่เราไม่ต้องไปเรียกร้องขอจากใคร

๓. น้อมนำธรรมข้อ “สันโดษ” ไว้ในใจ สันโดษ คือ ความพอใจในสิ่งที่มี สิ่งที่ได้รับ และสิ่งที่เป็น เป็นธรรมที่แก้ทาง “ตัณหา” คือ ความทะยานอยาก

ความอยากเหมือนเงา ที่ยิ่งเราวิ่งไล่ ก็ยิ่งหนี และเราต้องวิ่งตามอยู่ร่ำไป ได้แล้ว ก็อยากได้อีก ไม่มีวันจบสิ้น

พอใจในความรักที่พ่อแม่ให้ ท่านจะให้เท่าไร เราก็รับ และพอใจเท่านั้น เมื่อวางใจอย่างนี้ เราจะรู้สึกสบายใจ

 ๔. กตเวทีต่อพ่อแม่ คือ ทำหน้าที่ลูกที่ดี ตอบแทนคุณท่าน ดูแลท่านให้ดีทั้งกาย และใจ รักษาน้ำใจท่านด้วยวาจา และท่าทีที่ชื่นใจ การทำหน้าที่ลูกที่ดีไม่ใช่เพื่อให้ท่านรัก แต่ทำเพราะเป็นความดีงามตามธรรม เมื่อเราทำแบบนี้ เราจะเกิดความรู้สึกภูมิใจในตัวเอง การทำความดี โดยเฉพาะกับพ่อแม่จะช่วยให้ใจเรามีพลัง มีความรัก เพราะเราได้แสดงความรักต่อพ่อแม่

 

ใจของผู้ให้ อิ่มเต็ม มีเหลือเฟือ เพื่อแบ่งปัน