ทำ-ไม่ทำ แรงผลักมาจากคุณค่าหรือความกลัว

จะมีประโยชน์อะไร ถ้าเด็กมีพฤติกรรมที่เราปรารถนา โดยแรงผลักจากความกลัว แต่ไม่ได้มาจากจิตสำนึกที่เห็นคุณค่าของการทำ หรือไม่กระทำสิ่งต่าง ๆ เราสอนเด็กให้เห็นคุณค่าของการกระทำไม่ดีกว่าหรือ?

—————————————-

ฉันนั่งอ่านหนังสือสบายอารมณ์ในร้านกาแฟเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เจ้าของร้านเห็นอย่างนั้น ก็รีบเดินมา เพื่อจะปิดโทรทัศน์

“ไม่เป็นไรค่ะ สามารถมีสมาธิอ่านหนังสือได้ ไม่ต้องห่วง” ฉันรีบบอกกับเจ้าของร้าน เธอยิ้มและหรี่เสียงโทรทัศน์ลง

สักพัก หญิงสาวคนหนึ่งอุ้มเด็กวัยสัก ๒ ขวบเข้ามาในร้าน เด็กน้อยทำเสียงอ้อแอ้ และเอื้อมมือไปหยิบโน่นนี่ในร้านด้วยความอยากเรียนรู้ หญิงสาวที่ดูเหมือนจะเป็นพี่เลี้ยงรีบพูดขึ้นว่า “อย่าส่งเสียงดังนะ เดี๋ยวคุณน้าตี” ฉันหันไปยิ้มให้หญิงคนนั้นและเด็กน้อย ในใจเคืองคนพูดอยู่ไม่น้อย คิดในใจว่า “เรื่องอะไรมาทำให้ฉันเป็นหญิงใจร้าย จะตีเด็กเนี่ย ถามความเห็นกันก่อนไหม” และฉันอยากจะบอกไปเลยว่า “คุณน้าไม่ตีหนูหรอกนะคะ ส่งเสียงได้ตามสบาย” (แต่ก็ไม่ได้พูด)

ฉันหันกลับมาอ่านหนังสือต่อ และเด็กก็ไม่ได้ส่งเสียงรบกวนฉันเลยแม้แต่น้อย แต่ห้วงเวลาเล็ก ๆ นี้ ทำให้ฉันนึกถึง การสร้างความกลัวเพื่อควบคุมพฤติกรรมของคน

ฉันว่าวิธีการนี้ทำให้เด็กเสียโอกาสในการเรียนรู้เรื่องคุณค่าของการกระทำ และไม่กระทำบางอย่างของตัว ที่สำคัญ ความกลัว (คนอื่นจะทำร้ายตนเอง) ยังเป็นความรู้สึกที่ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วย — เราจะรักคนที่เรากลัวว่าจะทำร้ายเราได้หรือ ตัวอย่างที่สุดโต่งของเรื่องนี้ เห็นได้จากการสร้างความกลัวที่ผู้นำอเมริกาสร้างขึ้นมาให้กับเพื่อนร่วมชาติกลัวชาวตะวันออกกลาง ข้อมูลสารพัดออกมาว่า คนกลุ่มนี้น่ากลัวและจะทำร้ายอเมริกันชนขนาดไหน และอย่างไรบ้าง ความกลัวทำให้ความรู้สึกสัมพันธ์กันในฐานะมนุษย์แตกร้าว และนั่นก็หมายความว่า หากจะตีรันฟันแทงกัน เราต่างก็พร้อมเสมอ …

กลับมาที่เด็กน้อยคนนั้น ทำไมเราจึงอยากสร้างความรู้สึกกลัวในใจเด็ก ลองนึกถึงตัวเราเอง เวลาที่เรากลัว เราเป็นทุกข์หรือสุข — แล้วทำไมเราจึงต้องทำให้เด็กของเรามีความรู้สึกทุกข์ด้วยความกลัว

ความรู้สึกลัวสร้างรูปแบบความสัมพันธ์ที่ไม่ใคร่จะดีนัก ระหว่างผู้กลัวและผู้ถูกกลัว  โดยมากความรู้สึกกลัวสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจขึ้นมาด้วย เรากลัวคนที่เราคิดว่าเขามีอำนาจบางอย่างเหนือเรา เช่น เด็กกลัวถูกตี จึงยอมปรับพฤติกรรมของตนให้สอดคล้องกับความต้องการของคนที่เรากลัว หรือในทางตรงข้าม ความกลัวอาจก่อให้เกิดรูปแบบพฤติกรรมและความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม คือ กบฎ ไปเสียเลย ประมาณ กลัวจนกล้าทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับความกลัวนั้น

จะมีประโยชน์อะไร ถ้าเด็กมีพฤติกรรมที่เราปรารถนา โดยแรงผลักจากความกลัว แต่ไม่ได้มาจากจิตสำนึกที่เห็นคุณค่าของการทำ หรือไม่กระทำสิ่งต่าง ๆ เราสอนเด็กให้เห็นคุณค่าของการกระทำไม่ดีกว่าหรือ?

ในกรณีเด็กน้อยคนนี้ ลองนึกดูว่า หากหญิงสาวพี่เลี้ยงบอกว่า “หนูอย่าส่งเสียงดังนะ คุณน้าอ่านหนังสืออยู่ เดี๋ยวคุณน้าอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง” ตัวอย่างนี้ อาจจะพอให้เด็กรับรู้ได้ว่า การกระทำของเขาส่งผลกับผู้อื่นด้วยนะ

เด็กอาจไม่คิดอะไรมาก หรือเป็นเหตุเป็นผลซับซ้อนอย่างที่กล่าวไปนั้น แต่เด็กจะซึมซับเรียนรู้วิธีคิด หรือวิธีประเมินการกระทำของตัวเองที่สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม

การสอนเด็กในลักษณะอย่างนี้น่าจะดีกว่าการสร้างความกลัว ให้เด็กกลัวโน้น กลัวนี่ ซึ่งเด็กอาจมีพฤติกรรมที่เราอยากให้เป็นได้ แต่เด็กจะไม่ได้เรียนรู้เรื่องคุณค่า ของการรู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น เห็นผลกระทบของการกระทำของตัวเองกับคนอื่น — ซึ่งก็ไม่น่าแปลกหากเราจะเห็นผู้ใหญ่ที่เห็นแต่ตัวเอง ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนทำกระทบกับคนอื่นอย่างไร รวมถึงผู้ใหญ่ที่หากตำรวจไม่อยู่ ก็พร้อมกระทำผิดกฎเสมอ หรือหากใครจับไม่ได้ ก็พร้อมจะทำอะไรโดยไม่คิดถึงคนอื่นเสมอ ๆ

ผู้ใหญ่เองก็มีความกลัวอยู่หลายเรื่อง และในระดับต่าง ๆ กัน หากเราหันมามองความกลัวที่อยู่ในใจบ้าง และแปรเปลี่ยนความกลัวเป็นความเข้าใจ การเห็นคุณค่าในสิ่งต่าง ๆ รวมถึงตัวเองด้วย หลายเรื่องลายราวในชีวิตที่เป็นปัญหาอาจจะคลี่คลายลงไปบ้าง หรือมากทีเดียว

เรากลัวอะไรบ้าง …. และจะมีชีวิตอยู่กับความกลัวจนนาทีสุดท้ายเลยหรือ?