Inner Classroom ตอน ครูสมัคร (ใจ) สอน

จากประสบการณ์เล็ก ๆ ที่ฉันสัมผัสในห้องเรียนเล็ก ๆ นี้ ฉันต้อง “กลับหลังคิด” เพราะนักศึกษาหนุ่มสาวแสดงให้ฉันเห็นว่า พวกเขากระหายการเรียนรู้ เขามีศักยภาพ — ความท้าทายจึงขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ว่า จะกระตุ้นให้เขาเข้าถึงศักยภาพ และธรรมชาติภายในเขาได้แค่ไหน

——————

ฉันเป็นมือใหม่หัดเป็นอาจารย์ผู้สอน ฉันไม่ได้ปริญญาผ่านการศึกษาด้านการสอนวิชาการใด ๆ และไม่ได้ตั้งความปรารถนาที่จะเป็น “ครู” ใครทั้งสิ้น

แต่เมื่อโอกาสมาอยู่ในมือ และสำหรับฉัน “ครู” คือ ความศักดิ์สิทธิ์ ฉันจึงเลือกที่จะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด โดยเริ่มจากคำถาม ….

อะไรคือหน้าที่และสิ่งที่ครูควรทำ  

สิ่งที่ครูควรสอนคืออะไร สอนอย่างไร เป้าหมายในการสอนคืออะไร

ฉันเชื่อและให้ความหมายกับการเรียนรู้อย่างไร

คำถามเหล่านี้พาฉันเดินทางไปค้นหา และพบสิ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นคำตอบบางอย่าง

ในเรื่องการเรียนรู้ ฉันเชื่ออย่างเต็มหัวใจว่า ทุกคนเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่มีใครป้อนความรู้ และการเรียนรู้ใส่สมองและหัวใจให้ใครได้ คนจะเรียนรู้ก็ต่อเมื่อมีความสนใจ มีความรักและใส่ใจในสิ่งนั้น ๆ และเห็นคุณค่าความหมายของการเรียนนั้น ๆ กับชีวิต

ดังนั้น สำหรับฉัน บทบาทและหน้าที่ของครูจึงเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจ สร้างฉันทะ ความรักในการเรียน การใฝ่หาความรู้ในใจของผู้เรียน ครูต้องชวนให้นักเรียนเปิดใจสู่การรับรู้ และออกแสวงหาความรู้ด้วยตัวเอง โดยตัวเอง และเพื่อตัวเอง  ท้ายที่สุดแล้ว ครูและผู้เรียน – เรียนรู้ไปด้วยกัน ต่างก็เรียนรู้จากกันและกัน

ฉันเชื่ออีกว่า การเรียนรู้ใด ๆ ก็ตามต้องตอบรับความเป็นมนุษย์ของผู้เรียน คือ การเรียนรู้นั้นต้องพัฒนาสติ ปัญญา ความกรุณาให้กับผู้เรียน ให้เขาพัฒนาสู่ศักยภาพสูงสุดของการเป็นมนุษย์ ไม่ว่าเขาจะเรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือศิลปศาสตร์

คำตอบเหล่านี้ช่วยให้ฉันเลือกกระบวนการสอน เลือกข้อมูลที่จะสอน เฟ้นหาแบบฝึกหัดที่จะให้นักศึกษา และเน้นย้ำสิ่งที่คิดว่าสำคัญที่จะพูดคุยกับนักศึกษา เพื่อให้เวลาที่เราเรียนรู้ร่วมกันมีความหมายและพัฒนาเราทั้งสองฝ่าย

—–

เมื่อการเรียนการสอนสิ้นสุดลง นักศึกษาคนหนึ่งกล่าวว่า “หนูรู้สึกว่าการเรียนกับอาจารย์ และงานที่อาจารย์ให้พวกเราเขียน เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราได้ฝึกมองและวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ให้ลึกซึ้งกว่าที่เคย และได้ฝึกการแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างมีเหตุมีผล ไม่ใช่แค่การพูดว่าชอบหรือเกลียดอะไรอย่างลอย ๆ เหมือนที่เคยทำ”

นี่ คือ รางวัล …ไม่ใช่คำขอบคุณ หรือคำชื่นชมที่นักศึกษาบอกกล่าว

แต่รางวัล คือ การที่นักศึกษาได้เรียนรู้สิ่งที่ฉันตั้งใจจะให้เขาได้รับ — การคิดเป็น ใช้เหตุใช้ผล รู้จักมองปรากฏการณ์ต่าง ๆ ให้ลึกซึ้งกว่าที่เห็นหรือได้ยิน ฯลฯ

วิชาที่ฉันสอน คือ การเขียนวิจารณ์ ละคร หนัง ภาพยนตร์ และประเด็นทางสังคม อันที่จริง ฉันไม่รู้ชัดหรอกว่า สาระการเรียนรู้เรื่องนื้คืออะไร  แต่เมื่อสอน ๆ ไป เห็นสิ่งที่นักศึกษาเขียนส่งมา และร่วมเรียนรู้กันในห้อง สิ่งหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจ  … วิชานี้คือเรื่องการแสดงความเห็นอย่างเป็นเหตุเป็นผล ตรรกะ การใช้เหตุผล — ปรัชญากันเลยทีเดียว  เป็นการแสดงเหตุผลและความคิดผ่านการใช้ภาษาอย่างมีศิลปะ

สิ่งที่ฉันเน้นมากในการสอน คือ การครุ่นคิดกับเรื่องราวที่เราจะวิจารณ์ โดยฉันสอนเรื่องการคิดกระบวนระบบ (systems thinking) คือ การเห็นปรากฏการณ์แล้วดำดิ่งลงไปเบื้องล่างว่า เหตุการณ์ที่เห็นนั้นมีเรื่องราวอะไรซ่อนหนุนอยู่เบื้องล่าง ไม่ว่าจะเป็นระบบ โครงสร้าง วิธีคิด ค่านิยม ฯลฯ และการพยายามดำดิ่งหาที่มาของปรากฏการณ์ เราต้องค้นคว้าข้อมูลเพื่อมองเห็นเรื่องราวนั้น ๆ ให้รอบด้านที่สุด

เมื่อเข้าใจเรื่องราวอย่างลึกซึ้ง และรอบด้านพอสมควรแล้ว สัมผัสใจตนว่ารู้สึกอย่างไร คิดเห็นอย่างไร แล้วจึงค่อยบรรจงถ่ายทอดความเห็นของเราออกมา  และในเวลาที่เราแสดงความคิดเห็นนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องแสดงเหตุผล และมีข้อมูลสนับสนุนเหตุผลนั้น

ยกตัวอย่าง ข่าวผู้หญิงท้องเข้าไปขโมยเงินในวัด เหตุการณ์นี้สะท้อนเรื่องราวอะไรบ้าง

ความยากจน ปัญหาการเข้าไม่ถึงสวัสดิการสังคม ปัญหาความไม่รู้ข้อมูล ปัญหาเงินบริจาคความเชื่อทำบุญที่วัด (แต่ละเลยคน?) ปัญหาความสัมพันธ์หญิงชายในสังคมที่ฝ่ายชายทิ้งฝ่ายหญิงไปในขณะตั้งครรภ์ ปัญหาชุมชนแตกสลาย ครอบครัวและชุมชนไม่อาจเป็นที่พึ่งพิงยามยากให้กับคนได้ ปัญหาการตกงานหลังน้ำท่วม ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้ยังค้นขุดกันต่อไปได้อีก ว่าปัญหาต่าง ๆ ที่ว่ามานั้นเกิดจากระบบ โครงสร้างในสังคมแบบไหน และวิธีคิดอย่างไร

ตอนที่ฉันสอนเรื่องการคิดกระบวนระบบ ฉันเห็นประกายในดวงตานักศึกษา  ประกายที่เกิดเมื่อเราได้พบกับสิ่งที่เราโหยหา ฉันจึงได้รู้ว่า เด็กและคนหนุ่มสาว (young minds) มีจิตใฝ่รู้ ขึ้นกับว่า จะมีกระบวนการที่ส่งเสริมหรือหล่อเลี้ยงจิตใฝ่รู้นี้หรือไม่ (เพราะมันอาจตายได้ง่าย ๆ จากสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษรอบตัว)

ฉันพบว่า สิ่งสำคัญที่เราควรฝึกฝนกันตั้งแต่เด็ก (และขาดหายไปในระบบการศึกษา) คือ การเรียนปรัชญา การใช้เหตุผล  และการเห็นความสัมพันธ์ของเหตุและปัจจัย (อิทัปปจยาตา)

การใช้เหตุผลที่ฉันว่านี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่ตรงข้ามกับอารมณ์ความรู้สึก ที่มักถูกดูแคลนว่า “ไร้เหตุผล” สำหรับฉัน ความรู้สึกก็มีเหตุของมัน ไม่มีปุถุชนใดปราศจากอารมณ์แม้จะพยายามอ้างว่าใช้เหตุผลเต็มร้อยก็ตาม

ในห้องเรียน ฉันให้นักศึกษาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น คำถามหลัก ๆ ที่ฉันมักถามคือ อ่านประเด็นข่าว หรือหนังที่ให้ดูแล้ว รู้สึกอย่างไร

เมื่อนักศึกษาตอบว่า “ชอบ” หรือ “ไม่ชอบ” ฉันจะถามต่อว่า “อะไรที่เรารู้สึกชอบ และเพราะอะไร” และหากไม่ชอบ อะไรที่ทำให้ไม่ชอบและเพราะอะไร

สำหรับฉัน สิ่งนี้เป็นการฝึกให้เราสัมผัสกับความรู้สึกของตัวเอง และอธิบายได้ว่ามีเหตุปัจจัยอะไรที่ทำให้เรารู้สึกอย่างนั้น ฉันเชื่อว่า เราชอบหรือชังสิ่งต่าง ๆ ได้ และเราควรจะเห็นเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เราชอบและชังสิ่งนั้น ๆ ได้ด้วย

การเรียนรู้ที่มีชีวิตชีวา

ฉันไม่ใช่นักแสดงที่จะตรึงคนให้ดูและฟังฉันได้ เหมือนดูทีวี ดังนั้นการสอนที่เป็นลักษณะ one way คือครูพูด นักเรียนฟัง จึงใช้ไม่ได้กับฉัน

ฉันจึงเลือกที่จะชวนนักศึกษาคุย เอาตัวอย่างมาให้ดู แล้วถามและแลกเปลี่ยนความเห็นกัน ไม่มีคำตอบใด ๆ ถูกปฏิเสธ แต่ฉันจะชี้ชวนให้นักศึกษาคิดต่อจากความเห็นที่แสดงออกมา ขุดค้นกันไปเรื่อย ๆ ให้คำตอบมาจากตัวผู้เรียนเอง ฉันไม่มีหน้าที่ให้คำตอบ และไม่ต้องการให้ใครเชื่อตามด้วย

ในเวลาที่เขาแสดงความคิดเห็น ฉันจะถามเขาต่อว่า คุณคิดว่าอย่างไรล่ะ  และถ้าคุณคิดอย่างนั้น มันมีความหมายอะไรกับคุณ และชีวิตของคุณ

ฉันพบว่า การให้นักศึกษาแบ่งกลุ่มย่อย ๆ และนั่งคุยกันในโจทย์ที่ให้ ทำให้พวกเขากระตือรือร้นในการคุยกัน ทำให้การเรียนสนุกสนาน

ฉันอาจตั้งถามชวนคุยไว้ให้เป็นแนวทางไว้สักหน่อย และคอยฟังว่าเขาคุยอะไรกัน คุยกันอย่างไร แล้วคอยผสมโรงกระตุ้นให้คิดต่อให้กว้างขึ้น หรือ/และลึกลง

ฉันจะย้ำกับนักนักศึกษาเสมอ ๆ ว่า “คุยกันให้มีความเห็นหลากหลายมากที่สุด มองจากหลาย ๆ มุม ลองเปลี่ยนบทบาทตัวเอง เป็นคนนั้น คนนี้บ้าง แล้วมองจากมุมพวกเขา ไม่จำเป็นต้องมีข้อสรุปของกลุ่ม หรือหากจะมีก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเอกฉันท์ ขอให้ฟังและยอมรับความเห็นให้หลากหลายเข้าไว้”

ประเด็นสำคัญในการสนนาแบบนี้ คือ ความเข้าใจเรื่องราวให้รอบด้านที่สุด ดังนั้นคำตอบสุดท้ายและคำตอบที่ถูกต้องที่สุดคำตอบเดียวจึงเป็นไปไม่ได้

————

ที่เขียนมานี้ เพื่อจะสะท้อนให้เห็นว่า เด็ก ๆ มีธรรมชาติอยากรู้ เราในฐานะผู้ที่ผ่านโลก (ความทุกข์ และความผิดพลาด) มาก่อน เราจะช่วยให้เด็ก ๆ ของเรา “รู้” ด้วยตัวเขาเองอย่างไร หลายครั้ง เรามักบอกว่า เด็กสมัยนี้ไม่สนใจเรื่องราวในสังคม ไม่มีสติปัญญาในเรื่องที่เป็นสาระ หลงใหลไปกับวัตถุ ฯลฯ

แต่จากประสบการณ์เล็ก ๆ ที่ฉันสัมผัสในห้องเรียนเล็ก ๆ นี้ ฉันต้อง “กลับหลังคิด” เพราะนักศึกษาหนุ่มสาวแสดงให้ฉันเห็นว่า พวกเขากระหายการเรียนรู้ เขามีศักยภาพ — ความท้าทายจึงขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ว่า จะกระตุ้นให้เขาเข้าถึงศักยภาพ และธรรมชาติภายในเขาได้แค่ไหน

ฉันว่า การจะเริ่มช่วยเด็ก เราต้องกระตุ้นให้ตัวเราเองมีความกระหายใคร่รู้กับเรื่องราวรอบตัว ฝึกฝนตนเองให้เปิดรับการเรียนรู้ไม่จบสิ้น ความกระตือรือร้นในการใฝ่รู้สามารถส่งต่อและถ่ายทอดให้เด็ก ๆ หนุ่มสาวได้ ฉันเชื่ออย่างนั้น

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s