เงิน กามารมณ์ สงคราม กรรม (ตอน๒ พุทธแนวตะวันตก)

เพื่อนคนหนึ่งกล่าวไว้ อย่างน่าสนใจว่า “อ่านหนังสือแล้ว ต้องอ่านผู้ที่เขียนหนังสือนั้นด้วย” หมายถึงเราต้องทำความรู้จักคนเขียนหนังสือนั้นสักนิดว่า เขาเป็นใคร มีความเชื่อ ความเห็นอย่างไร ทำอะไรมาบ้าง … เพราะตัวตนของคนเขียน เป็นข้อมูลประกอบ ให้เราได้เข้าใจสิ่งที่เขาเขียนมากขึ้นว่า เขาเขียนหนังสือจากโลกทัศน์แบบใด และอะไรคือสิ่งที่ผู้เขียนให้ความใส่ใจ หรือเป็นเจตนารมณ์ในการเขียนชิ้นงานนั้น ๆ

สำหรับผู้เขียนหนังสือ เงิน กามารมณ์ สงคราม และกรรม บันทึกเพื่อการปฏิวัติแนวพุทธ — อ. เดวิด อาร์ ลอย เป็นชาวอเมริกัน และอาจารย์ด้านปรัชญา ก่อนจะฝึกฝนปฏิบัติภาวนาตามแนวทางพุทธ นิกายเซน ในประเทศญี่ปุ่น หลายปี จนได้ใบประกาศรับรองให้ทำการสอนสมาธิได้

จากตัวหนังสือในตำรา อ. ลอย เดินเข้าสู่ธรรมะ ภาคปฏิบัติ เพราะเหตุ “เชิงประจักษ์” บางอย่าง ที่ทำให้ท่านเห็นว่า “เมื่อคนเราเห็นโลกต่างไป จิตสำนึกของคนเราจะเปลี่ยน การกระทำ คำพูดของเราก็จะเปลี่ยนไปด้วย” อ.ลอยย้อนความถึงยุคแสวงหา ที่บุปผาชนอย่างท่านไล่คว้าหาความหมายชีวิต และเข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามเวียดนาม ในตอนนั้น ท่านกำลังเรียนปริญญาเอกสาขาปรัชญาอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

                “คำถามที่ผมมีตอนนั้น คือ จะมีหนทางอะไรที่จะทำให้จิตใจของเราเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร ไม่ใช่ชั่วครั้งชั่วคราว สั้น ๆ อย่างที่ผมมีประสบการณ์” อ.ลอยกล่าว

แล้วคำตอบก็มา เมื่อ อ.ลอยได้พบกับพระอาจารย์เซนรูปหนึ่งที่ฮาวาย และได้ติดตามท่านไปญี่ปุ่น เพื่อฝึกฝนสมาธิอยู่หลายปี อ. ลอยเล่าให้ฟังว่า โดยรวมแล้ว ต้องนั่งสมาธิวันละหลายชั่วโมงทีเดียว เป็นการฝึกฝนที่หนักมาก แต่ก็ให้ดอกผลอันงดงาม

แม้อายุจะล่วงเลย ๖๐ ปีแล้ว อ.ลอยยังดูสดใส มีพลัง ท่านบรรยายและตอบคำถามผู้คนในงานเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ ฉบับภาษาไทย เกือบ ๒ ชั่วโมง โดยไม่แสดงอาการเหนื่อยแต่อย่างใด นอกจากนั้น ท่านยังให้สัมภาษณ์กับสื่อ ๓ รายการได้ต่อ โดยที่ฉันเป็นคิวสัมภาษณ์สุดท้ายของวันนั้น ฉันสนทนากับท่านราว ๑ ชั่วโมง ท่านยังดูสดชื่น คมชัดในคำตอบ และแววตาก็เมตตาเหลือเกิน

ความเป็นชาวตะวันตก นักปรัชญา นักปฏิบัติภาวนา และนักเคลื่อนไหวทางสังคมตั้งแต่ยุค ๖๐ ทั้งหมดทั้งปวงในความเป็นตัวท่าน ส่งผลต่อมุมมอง วิธีตีความ และนำเสนอพุทธศาสนาในหนังสือที่ท่านเขียน

แม้พุทธศาสนาจะดำรงมาแล้ว ๒,๖๐๐ ปี แต่ “พุทธศาสนาก็อยู่ภายใต้กฎอนิจจังเช่นกัน” อ. ลอยกล่าว ศาสนาพุทธขยายตัว และเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย และถิ่นฐานที่พุทธธรรมเดินทางไปถึง เกิดเป็นแนวทางพุทธ ๓ แบบหลัก ๆ คือ พุทธมหายานในเอเชียตะวันออก พุทธวัชรยานแทบหิมาลัย และพุทธเถรวาทแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เป็นวิวัฒนาการของพุทธศาสนาในโลกตะวันออกทั้งหมด

บัดนี้ กึ่งพุทธกาล ถึงคราวของพุทธศาสนาในโลกตะวันตกบ้าง ช่วงศตวรรษที่ ๒๐ ถึง ๒๑ นี้ พุทธศานาได้แตกและโตในดินแดนตะวันตกอย่างกว้างขวาง ทั้งสายมหายาน วัชรยาน และเถรวาท —– อ.ลอยกล่าวว่า ปรากฏการณ์นี้น่าสนใจยิ่ง อาจถือได้ว่า เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ สำหรับพุทธศาสนาต่อจากนี้ ก็ว่าได้

พุทธศาสนา แบบตะวันตก ในยุคสมัยใหม่เป็นอย่างไร แน่นอนภูมิหลังของวัฒนธรรมตะวันตก และยุคสมัยของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีผลต่อลักษณะของพุทธศาสนา ตะวันตก

สิ่งที่ชัดเจน คือ เรื่องราวแนวตำนาน อิทธิปาฎิหารย์ พิธีกรรม จารีตหลายอย่างถูกตัดทิ้งไปในพุทธศาสนา แบบตะวันตก ส่วนสิ่งที่ถูกเลือกไว้ในพุทธแบบตะวันตก เป็นพุทธธรรมที่เป็นปรัชญา แนวทางปฏิบัติ วิธีการทางพุทธ ก็จะเน้นตั้งคำถาม สืบค้นคำตอบ รวมถึงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เพื่อพิสูจน์ความบางอย่างในตำรา อย่างเช่นที่เราได้ยินเรื่องการทดลอง ความสัมพันธ์ของสมาธิกับคลื่นสมอง เป็นต้น

พุทธตะวันตก เลือกใช้ภาษาสมัยใหม่ในการสื่อสารธรรม ภาษาสมัยใหม่ในที่นี้ไม่ได้หมายเพียง “คำ” แต่หมายถึง “ภาษา” ที่เป็นโครงสร้างทางความคิดที่คนยุคนี้เข้าใจ พูดให้ชัด ก็คือ พุทธตะวันตกใช้ภาษาของวิทยาศาสตร์ ประสาทวิทยาและจิตวิทยาสมัยใหม่ ภาษาศาสตร์ และศาสตร์สมัยใหม่ต่าง ๆ ในการอธิบายพุทธธรรมและพุทธศาสนา ทำให้คนสมัยใหม่เข้าใจพุทธธรรมได้ง่าย และกว้างขวางขึ้น อย่างการวิจัยทางประสาทวิทยาและจิตวิทยาที่พบว่า “ตัวตน” เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นทางสังคม (social construction) หรือที่นักปราชญ์ทางภาษากล่าวว่า ภาษาสร้าง “ความรู้สึกตัวตน” (self perception) ฯลฯ

ในอีกแง่มุมหนึ่ง พุทธตะวันตกได้ผสมเข้ากับวัฒนธรรมบริโภคนิยม และทุนนิยมด้วย กลายรูปเป็น spiritual materialism and consumerism ที่ใช้เงินซื้อความสุขทางจิตวิญญาณ จ่ายเงินซื้อบุญได้ เป็นต้น หรือมุมมองของคนจำนวนมากที่เห็นว่า สมาธิเป็นยาแก้เครียด หรือทำสมาธิเพื่อหวังความสุข สำเร็จบางอย่าง

บริโภคนิยมและทุนนิยมที่อิงกับพุทธศาสนา และพุทธศาสนาที่เน้นพิธีกรรม จนละเลยแก่นธรรม สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องที่อ. ลอยบอกว่า ทำให้พุทธธรรมเป็นเรื่องล้าสมัย ห่างไกลจากชีวิต และไม่ตอบสนองกับทุกข์ในสังคมได้

อ. ลอยกล่าวว่า พุทธศาสนาต้องตอบโจทย์ปัญหาสังคม เพราะพุทธศาสนาพูดถึงทุกข์ ไม่เพียงทุกข์ของปัจเจก แต่เป็นทุกข์ของสังคมด้วย ภายใต้กฎอิทัปปจยตา ทุกอย่างล้วนสัมพันธ์ อิงอาศัยกัน “หากว่า พุทธธรรมไม่สามารถช่วยเราให้พ้นทุกข์ได้ ผมว่า เราก็เลิก แล้วหันไปหาคำสอนอื่นดีกว่า”

ในหนังสือ เงิน กามารมณ์ สงคราม และกรรม บันทึกเพื่อการปฏิวัติแนวพุทธ อ. ลอยจึงพยายามเข้าไปที่แก่นสาระของคำสอนที่พระพุทธองค์สอน และน้อมนำแก่นพุทธธรรมนั้นมาดู “หลุมดำ” ในจิตใจคนและสังคมสมัยใหม่

ไม่ว่าเรื่องการแสวงหาเงินไม่รู้จบ การหมกมุ่นในความรักความสัมพันธ์ เพศสัมพันธ์ ความทุกข์ในสังคมอันเกิดจากระบบเศรษฐกิจ และการเมือง ประเด็นเรื่องความมั่นคงทางอาหาร การสะสมอาวุธ ความรุนแรงต่าง ๆ ในโลก ความอยุติธรรมในสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ เหล่านี้เป็นสิ่งที่จะได้พูดถึง และชวนใคร่ครวญ ขบคิดในตอนต่อไป

“คนสมัยใหม่พยายามเติมเต็มตัวเอง ด้วยเงิน เพศรส ความสัมพันธ์ และกิจกรรมต่าง ๆ ที่ล้วนแต่ทำลายตัวเอง และโลก — แต่เราเติมไม่เคยเต็ม ไม่มีวันที่เราจะเติม “ตัวตน” ของเราให้เต็มได้ เพราะ “ตัวตน” ไม่มีอยู่จริง” อ.ลอยกล่าว 

Love Series 2 ผู้สื่อข่าว-สารแห่งรัก

สืบเนื่องจากการสัมภาษณ์คุณแม่ชี อานิ โชว์ญิง โดรมา ฉันมีความสุขมาก และความสุขก็พาฉันเดินทางไปหาต้นทางของมัน

“ความสุข บุญหรือพรที่ได้สนทนาธรรมกับแม่ชีท่านนี้ มาได้อย่างไร” ฉันถามตัวเอง “ถ้าฉันไม่ได้เป็นผู้สื่อข่าว โอกาสอย่างนี้คงไม่เกิดขึ้นกับฉันแน่” ฉันตอบตัวเอง พร้อมกันนั้น ใบหน้าของผู้คนมากมาย ที่ฉันได้สนทนาด้วยผุดขึ้นในใจ ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ที่ให้ความสุข ปัญญา และความรู้กับฉัน ตลอดการทำงานข่าวกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา

ฉันรู้สึกขอบคุณ “อาชีพผู้สื่อข่าว” ที่เปิดทางให้ฉันได้เรียนรู้ชีวิต ได้มีโอกาสพัฒนาตนเอง ได้มีโอกาสทำตัวให้เป็นประโยชน์กับผู้อื่น และได้มีโอกาสรู้จักผู้คนมากมาย และเป็นเพื่อนกัน

ทำไมพวกเขาเหล่านั้นจึงเปิดใจ ให้โอกาสคุยกับฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะฉันเป็น “ผู้สื่อข่าว” ซึ่งมีบทบาทหน้าที่นำสารแห่งความรัก ความดีงาม และปัญญา ไปส่งต่อให้ผู้อื่น

พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้คุยกับฉัน เพราะ “ตัวฉัน” แต่คุยเพราะฉันมีหน้าที่อันสำคัญ

ด้วยความคิดเช่นนี้ ความสุขอีกประการก็เพิ่มขึ้น คือ ฉันทำงานด้วยความรัก ความเคารพ และด้วยความรู้สึกสำนึก แทนคุณทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกับผู้ที่ให้เวลาสนทนากับฉัน และผู้อ่าน ที่ทำให้ฉันได้รับพรอันวิเศษแห่งชีวิตนี้ 

Love series 1 ยอดแห่งรัก

“I am in love.” ฉันเอ่ยขึ้นกลางวงสนทนา ท่ามกลางเพื่อน ๆ ที่รัก เรียกเสียงฮือฮาความตื่นเต้น และความมีชีวิตชีวาได้ดีทีเดียว

เพียงเอ่ยคำว่า “รัก” ความสุขก็ผุดพรายขึ้นในทุกใบหน้า – นี่คืออำนาจของคำ ๆ นี้จริง ๆ  

จากนั้น ฉันก็ถูกรุมเร้าด้วยคำถาม “ใคร” “พวกเรารู้จักไหม” “จะแต่งเมื่อไร” ฉันหัวเราะ “เดี๋ยวก่อนซิ ฟังเราอธิบายความหมายก่อน ยังพูดไม่จบเลย”

ความรักที่ฉันต้องการส่งต่อให้เพื่อน ไม่ใช่ความรักแบบ Romantic love (คู่รัก) แต่เป็นความรักด้วย Loving kindness and Compassion คือ เมตตาและกรุณา ซึ่งเมื่อเสาร์ที่ผ่านมา ฉันได้มีประสบการณ์ “สุดยอด” กับความรักประเภทนี้ จนรู้สึกว่า ความรักแบบอื่น ๆ ที่คุ้นเคยนั้นจืดไปเลยทีเดียว

ผู้ที่พาฉันไปพบประสบการณ์ที่ว่า คือ คุณแม่ชี อานิ โชว์ญิง โดรมา จากเนปาล

วันเสาร์ที่ผ่านมา ฉันได้รับโอกาสสัมภาษณ์คุณแม่ชี เรานั่งคุยกันที่ม้าหิน ข้าง ๆ สวนสไตล์เซน ที่สวนเบญจสิริคุณแม่ชีเป็นผู้ที่มีบุคลิกกระฉับกระเฉงว่องไว แต่นิ่งสงบราวกับหินผา ระหว่างที่เรานั่งสนทนากันกว่า ๔๐ นาที ร่างกายของท่านสงบ นิ่ง เสียงของท่านอ่อนโยนเหมือนน้ำที่โชลมใจให้เย็นฉ่ำ ท่านตอบคำถามอย่างฉะฉาน ด้วยปัญญาอันคมกริบ ทะลุเข้าไปในหัวใจฉันเลยทีเดียว

หนึ่งในเรื่องที่ท่านเล่า คือ เรื่องราวในวัยเด็ก จนกระทั่งท่านพบกับคุรุ คือ พระอาจารย์ ทูลกุ เออร์เย็น รินโปเช เด็กหญิงที่จิตใจบอบช้ำด้วยความโกรธ เกลียด จากความรุนแรงในครอบครัว ท่านได้รับความรักอันงดงามจากพระอาจารย์ของท่าน ชนิดที่คุณแม่ชีสรุปว่า “แม้ไม่ได้พบพระพุทธเจ้า แต่พระอาจารย์ทูลกุ ทำให้รู้ว่า ความกรุณาของพระพุทธเจ้ามีหน้าตาเป็นเช่นไร”

เพราะความรักของพระอาจารย์ คุณแม่ชีได้แปรเปลี่ยนความโกรธ เกลียด พัฒนาตัวเองจนเป็นผู้ที่มีความสุขขึ้น เป็นผู้ที่ดีขึ้น และเป็นผู้ที่เข้าถึงศักยภาพในตนที่จะนำไปเกื้อกูลแก่สรรพชีวิตอื่น ๆ ได้เช่นกัน

ฉันเองก็รู้สึกราวกับว่า ได้สัมผัสความรักนั้นด้วยเช่นกัน เหมือนว่า พระอาจารย์ทูลกุ อยู่ตรงนั้นด้วย กับคุณแม่ชี และฉัน — ฉันสัมผัสความรู้สึกบางอย่างที่วิเศษ ตรงนั้น และความรู้หนึ่งก็เกิดขึ้น คือ รักเช่นนี้ เป็นสิ่งเดียวกับ สันติสุข Love Peace Harmony ต่างกันเพียงชื่อ

ฉันเคยรู้สึกว่า ชีวิตนักบวชคงไกลและแห้งแล้งจากความรัก แต่ในเวลานั้น ฉันตระหนักว่า ชีวิตนักบวช หรือผู้ที่บวชใจนั้น มีความรักที่วิเศษ ชุ่มฉ่ำหัวใจยิ่งนัก และเมื่อมาเทียบเคียงกับประสบการณ์บางเสี้ยวของใจ ฉันคิดว่า ไม่ผิดนักที่จะบอกว่า เมตตากรุณา คือ ยอดแห่งรัก

เวลาที่เห็นใครพูด และทำอะไรด้วยความเมตตากรุณา หัวใจของเรามีความสุข เปิดกว้าง เบิกบาน มีพลังมาก  —ในทางตรงกันข้าม เวลาที่ได้ยินคำ หรือการกระทำที่เต็มไปด้วยความโกรธ เกลียด ใจรู้สึกระคายและทุกข์

ใจที่มีเมตตากรุณานั้น สงบ สุข เย็น และรู้สึกปลอดภัย และยิ่งไปกว่านั้น เราจะรู้สึกด้วยว่า ได้รับความรักมหาศาลจากทุกทิศทาง

เงิน กามารมณ์ สงคราม และกรรม

Prologue

ในครั้งที่ ฉันมีนัดพบกับเพื่อนรุ่นพี่ ที่เป็นผู้บริหารในองค์กรอิสระท่านหนึ่ง ขณะที่รอเธออยู่ในห้องทำงาน ฉันเหลือบไปเห็นรูปพระพุทธเจ้านั่งสมาธิ และมีคำเขียนใต้ภาพว่า What would Buddha do? (พระพุทธเจ้า ท่านจะทำอะไร)

“จริงสิ พระพุทธเจ้าจะทำอะไรนะ หากเจอสถานการณ์….” ฉันรำพึงในใจ พร้อมร่ายรายการปัญหาและความทุกข์ต่าง ๆ ทั้งในชีวิตส่วนตัวและสังคม เพื่อจินตนาการดูว่า พระพุทธองค์ท่านมองเรื่องต่าง ๆ อย่างไร และจะทำอย่างไรถ้าท่านอยู่กับเราในเวลานี้

ฉันพบว่าคำถามนี้ และจินตนาการถึงพระพุทธองค์ ช่วยให้ฉันน้อมนำธรรมะ และเรื่องเล่าในพระไตรปิฎกเท่าที่เคยได้ยินได้ฟัง มาทำความเข้าใจ และเทียบเคียงกับประเด็นปัญหาที่พบเจอในโลกสมัยใหม่ เพื่อจะให้ได้คำตอบบางอย่างกับใจตัวเองว่า ถ้าพระพุทธองค์เจอเรื่องแบบนี้ ท่านจะมีท่าทีอย่างไร ทำอะไร พูดอะไร …

วิธีการนี้ได้ผลดีทีเดียว เพียงตั้งคำถามนี้ ความทุกข์ก็ชะลอพิษสง เพราะใจหันไปใคร่ครวญกับพุทธธรรม มากกว่าวนเวียนจมปลักกับปัญหา และที่สำคัญ ความพยายามจินตนาการถึงพระพุทธองค์มีมนต์วิเศษ ดึงดูดใจให้เข้าสู่ความเงียบสงบได้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนั้น เมื่อได้ใคร่ครวญธรรมะ ตามระดับสติปัญญาของตัวเอง ก็มักได้คำตอบที่จะเป็นแนวทางเดินออกจากปัญหา หรือคลี่คลายได้บ้าง

ครั้งหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อน ฉันเกิดความท้อแท้ใจ เมื่อเผชิญกับควาทุกข์ยาก (ใจ) ในชีวิตบางอย่าง ฉันถามตัวเองว่า “พระพุทธองค์ ท่านจะทำอะไรนะ” แล้วฉันก็เห็นภาพเจ้าชายผู้เลือกเดินออกจากความสุขสบาย จาริกไปตามที่ต่าง ๆ จากที่มีบริวารคอยดูแล ท่านต้องดูแลตนเอง จากที่มีอาหารมาเสิร์ฟทุกมื้อ ท่านต้องเดินขอข้าวชาวบ้านกิน จากความสบาย มีแต่ความยากลำบาก — ในความเป็นมนุษย์ ฉันว่า ท่านคงรู้สึกแย่ไม่น้อย สถานการณ์ที่ฉันพบแม้จะรู้สึกว่าแย่ แต่ก็ยัง “ดีกว่า” สิ่งที่พระพุทธองค์ต้องฝ่าฟันมากมาย แล้วอะไรที่ทำให้ท่านผ่านความยากลำบากต่าง ๆ ไปได้

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ใจมีพลังขึ้นมากมาย

นับแต่นั้น พระพุทธองค์กลายเป็น “ไอดอล” (idol) ของฉัน ฉันมักเอาสิ่งที่ท่านทำ พูดมาเป็นหลักปรับในชีวิตบ้างเท่าที่พอจะทำได้ เอาแนวคิด ธรรม ของท่านมาทบทวนกับเรื่องราวที่พบเจอในปัจจุบัน แต่ด้วยสติปัญญาอันจำกัด ฉันจึงไม่อาจขยายความเข้าใจพุทธธรรม ให้มองเรื่องราวของตนเอง เรื่องราวของสังคมและโลกสมัยใหม่ได้กว้างขวางและลึกซึ้งนัก

จนเมื่อได้มีโอกาสพบกับ ศ. เดวิด อาร์. ลอย อาจารย์ด้านปรัชญา และสอนสมาธิแนวทางพุทธนิกายเซน เมื่อไม่นานมานี้ คราวที่ท่านเดินทางมาเปิดตัวหนังสือที่ท่านเขียน Money Sex War Karma: Notes for a Buddhist Revolution ซึ่งสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา ได้แปลและพิมพ์จำหน่ายเป็นฉบับภาษาไทยว่า “เงิน กามารมณ์ สงคราม และกรรม บันทึกเพื่อการปฏิวัติแนวพุทธ”

เงิน กามารมณ์ สงคราม และกรรม บันทึกเพื่อการปฏิวัติแนวพุทธ
โดย เดวิด อาร์. ลอย
แปลโดย พรรณงาม เง่าธรรมสาร

หนังสือ และการสนทนากับนักปรัชญาอาจารย์เซนท่านนี้ ช่วยให้ฉันเข้าใจพุทธธรรมมากขึ้น และเห็นว่า “ธรรม” ตอบโจทย์ความทุกข์ และปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต สังคม และโลกสมัยใหม่ได้อย่างไร

เดวิด ลอย พูดถึงปัญหาร่วมสมัยที่เราต่างร่วมทุกข์ ไม่ว่า พิษของบริโภคนิยมที่ทำให้หลายคนต้องแสวงหาเงินตราอย่างไม่รู้จบ การหมกมุ่นในชื่อเสียง เพศสัมพันธ์และความสัมพันธ์ในความรัก สงครามความรุนแรงในสังคม ภาวะโลกร้อน ประเด็นของโลกสมัยใหม่อย่าง อาหารดัดแปลงทางพันธุกรรม ปัญหาการปลุกปั่นและสร้างจิตสำนึกบางอย่างให้คนในสังคม ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อ (ของรัฐ และอื่น ๆ) นอกจากนั้น ยังมีกระบวนทัศน์เรื่อง “กรรม” ที่ท้าทายความเชื่อเดิม ๆ ที่แพร่กระจายในสังคม

เหล่านี้เป็นเพียงหัวข้อบางส่วนที่ อาจารย์ลอย หยิบยกมาพูดถึง ซึ่งฉันจะขอนำมาเล่าสู่กันฟัง ตามความเข้าใจ โดยย่อ ทีละประเด็น และอยากชวนเชิญให้หาหนังสือนี้มาอ่านกัน เป็นหนังสือที่อ่านได้อย่างเพลิดเพลิน ได้ความรู้ทั้งพุทธธรรม และเรื่องราวทางโลกที่เราประสบพบเจอทุกวัน เข้าใจธรรม ตัวเอง และโลกที่เป็นอยู่ไปพร้อม ๆ กัน

“Little bit, every day” ตอน ปลูกชีวิตวันละต้น สองต้น

“ฝนเริ่มมาแล้ว ได้เวลาลงต้นไม้” ฉันบอกตัวเอง และไม่วายโทรไปบอกเพื่อนฝูง น้อง ๆ ว่า “รีบปลูกต้นไม้ ให้ฟ้าฝนดูแล”

สำรวจสวนในบ้าน ก็ให้รู้สึกเสียดายว่า ที่ผ่านมา หลายเดือนหลังน้ำท่วม ฉันไม่ได้ฟื้นฟูสวนเลย ด้วยเหตุผลประหลาด ๆ ว่า “เผื่อน้ำจะท่วมอีก ปีนี้”

เมื่อลองตรองตรรกะ (Logic) นี้ดูอีกครั้ง ฉันคิดว่าไม่ผ่าน ถ้าใช้ตรรกะนี้กับชีวิตบ้าง — “เดี๋ยวเราก็ต้องแก่และตาย” งั้นอยู่เฉย ๆ ไปวัน ๆ แล้วกัน อย่าทำอะไรกับชีวิตให้มากเลย อย่างนั้นเหรอ

“น้ำจะท่วมก็เรื่องของน้ำ ฉันจะทำสวน ท่วมได้ ก็เริ่มทำใหม่ได้” เมื่อเปลี่ยนความเห็น สายตาและใจที่มองดูสวนและต้นไม้ก็เปลี่ยนไป

ฉันนำหลักปฏิบัติการ “วันละนิด” มาใช้ “เอาละ ปลูกและดูแลต้นไม้ทุกวัน วันละต้น สองต้นแล้วกัน แต่จะทำทุกวัน ทำไปเรื่อย ๆ”

ทุกวัน หรือเกือบทุกวัน ฉันจัดสรรเวลาอยู่กับสวนเล็ก ๆ ที่บ้าน ทำสวนครัว กล้วยไม้ ไม้รำไร ไม้แดด ทำไปทีละอย่าง อย่างใจเย็น สบาย ๆ ไม่มีเงื่อนไขของเวลาว่า จะต้องเสร็จเมื่อไร ไม่มีภาพสำเร็จรูปว่า อยากจัดสวนเป็นอย่างไร … นับเป็นครั้งแรก ที่ฉัน “วาง” แผน และทำงานตามแต่สิ่งที่ผุดขึ้นในใจ

ในแต่ละวัน ๆ ให้ต้นไม้ แดด ลม บอกฉันว่า เราจะร่วมมือกันทำสวนอย่างไร

เวลาที่ให้กับต้นไม้ เป็นเวลาแห่งความสุข ที่ฉันจัดสรรให้ตัวเองทุกวัน อยู่กับต้นไม้แล้วใจนิ่ง อยู่กับดินแล้วใจสงบ อยู่กับน้ำแล้วใจสบาย … ได้ทำสมาธิตามธรรมชาติ โดยธรรมชาติ

ทำงานกับธรรมชาติ ฉันเรียนรู้ว่า ชีวิตเป็นกระบวนการ ที่เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง ปรับตัวไปทุก ๆ วัน ชีวิตไม่ใช่สิ่งสำเร็จรูป ไม่มีภาพสำเร็จ “ชีวิตไม่มีวันเสร็จ” แต่ดำเนินไปเรื่อย ๆ ตามเหตุปัจจัย

ชีวิตคาดหวังผลไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้ คือ สร้างเหตุ คือ การกระทำไปทุก ๆ วัน ผลจะเกิดเองตามเหตุที่เราทำ …เมื่อรู้อย่างนี้ เราจะพอใจและภูมิใจในการสร้างเหตุ และยอมรับผลที่เกิดขึ้นอย่างที่เป็น

การมองชีวิตเป็นกระบวนการทำให้เราชื่นชม “ความช้า” พอใจกับ “การรอคอย” เพราะ ชีวิตต้องการเวลา ในการงอกงาม เจริญเติบโต

วิธีที่เราคิด ทำ พูด และให้ใจกับต้นไม้ หันกลับมาเกื้อกูลต่อการดูแลชีวิตของตัวเองด้วย เราเห็นตัวเองเป็นธรรมชาติเหมือนต้นไม้ ที่ไม่อาจเร่งรัดชีวิตตาม “ความอยากในผล” แม้อยากให้ตัวเอง (ดี) อย่างไร เราก็ไม่อาจเร่งรัด คาดคั้นตัวเองได้ เราทำได้แต่หมั่นสร้างเหตุ ทำไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ ใจเย็น ๆ

สวนที่บ้านตัวเองยังไม่เรียบร้อย แต่ฉัน “ขยายตัว” ไปช่วยทำสวนที่บ้านน้องชาย มีความสุขเป็นสองเท่า และได้ฝึกใจว่า “ปลูกต้นไม้ ตามใจเจ้าของบ้าน น้องชอบอะไร เราก็ชอบด้วย เพราะสิ่งที่เราต้องการปลูก คือ ความรักความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับน้อง โดยมีต้นไม้เป็นสื่อกลาง”

ฉันฝากความรักและความปรารถนาดีไว้กับต้นไม้ ให้พวกเขาดูแลน้อง ให้ร่มเงา ให้ความงาม ให้ความชุ่มชื่นใจ และความสุขสงบกับน้องและทุกคนที่พบเห็น … ต้นไม้   

“Little bit, every day” ตอนที่ ๑ สนทนากับพระพุทธรูป และศัตรูที่แท้

“Little bit, every day” หรือ “ทำทีละน้อย แต่ทำทุกวัน” ได้กลายเป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิตมาสักระยะหนึ่งแล้ว หลักปฏิบัตินี้ทำให้ฉันเข้าใจความหมายของความเพียร (แบบชิวๆ)

ช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมา ฉันตั้งใจสรงน้ำพระพุทธรูปที่หิ้งพระที่บ้าน แต่เมื่อมองดูพระพุทธแต่ละองค์แล้วก็ให้ท้อใจ ท่านมีหลายองค์เหลือเกิน จะทำความสะอาดทั้งหมดในคราวเดียวก็จะเหนื่อย จะทิ้งขว้างไม่ดูแลก็ไม่ได้ ท่านเป็นรูปเคารพศักดิ์สิทธิ์ และยังเป็นมรดกที่ได้รับมาจากบรรพบุรุษ

ความขี้เกียจและท้อใจก่อกำเนิดความคิดดี ๆ “ทำความสะอาดท่านในคราวเดียวไม่ไหว ก็ทำทีละองค์ แต่ทำทุกวันละกัน” ความคิดบอก “เอ้อ เข้าท่า” ฉันยิ้ม

วิธีการนี้ได้ผลดีเยี่ยม ฉันขยันทำความสะอาดพระพุทธรูปได้ทุกวัน เพราะมีกำลังใจในการทำความสะอาดพระเพียงวันละ ๑ องค์ ใช้เวลาไม่มาก ไม่เหนื่อย นอกจากนั้น ยังทำให้ฉันได้รักษาความสะอาดให้กับหิ้งพระอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำปีละครั้ง แต่ด้วยวิธีการ “ทำทีละนิดนี้” ทำให้ฉันดูแลท่านโดยรวมแล้ว ทุก ๆ เดือน

ที่สำคัญ การทำความสะอาดพระพุทธรูป เป็นวิธีทำสมาธิที่ดีมาก และเป็นโอกาสให้ฉันได้สนทนาธรรมกับพระพุทธรูปด้วย

ระหว่างทำความสะอาด ฉันได้สัมผัส และเรียนรู้จักท่านมากขึ้น ในแง่ศิลปะความงามจากต่างยุคสมัย วัสดุที่ใช้ทำพระพุทธรูป บ้างเป็นโลหะ บ้างเป็นดินเผา บ้างเป็นหิน นอกจากนั้น ระหว่างที่ทำความสะอาดท่าน จิตก็ใคร่ครวญใบหน้า ท่าทาง ชื่อพระ และเรื่องราวเกี่ยวกับท่านเข้ามาพิจารณาธรรมอีกด้วย

วันหนึ่ง ฉันนิมนต์ “พระไพรีพินาศ” มาทำความสะอาด ระหว่างที่ปัดฝุ่น เช็ดถูท่านอยู่นั้น จิตคิดไปถึงความนิยมของผู้คนที่มักขอพรท่านเพื่อให้ศัตรูหมู่มารทำอันตรายอะไรไม่ได้ ประมาณนั้น ใจเราก็เลยเปรยบ้างว่า “ขอให้ศัตรู ..” ใจกำลังจะเผลอผลิตคำที่ไม่น่ารักออกมา ก็สะดุดหยุดลงแค่นั้น ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ “ไม่ดี ไม่เป็น-ธรรม ที่เราจะปรารถนาให้สิ่งไม่ดีเกิดขึ้นกับผู้อื่น แม้จะเป็นผู้ที่ไม่น่ารักกับเราก็ตาม”

ฉันพิจารณา “พระไพรีพินาศ” ใหม่อีกครั้ง

“อะไร หรือใคร คือ ศัตรูที่แท้ของเรา” ฉันถามตัวเอง “อะไร หรือใคร ที่ทำให้เราทุกข์” 

ในความเงียบ คำตอบหนึ่งผุดขึ้น “ตัวเธอเองนั่นแหละ กิเลสต่าง ๆ เช่น ความโกรธ … ไม่ใช่เหรอที่ทำให้เธอทุกข์” ฉันยิ้ม

ทุกวันนี้ ทุกครั้งที่มอง “พระไพรีพินาศ” ฉันจะพิจารณาในใจว่า “ตอนนี้ “ศัตรู” มีกำลังน้อยลงหรือ พินาศไปแล้วกี่มากน้อย”

The Doctor Within หมอภายในตน

The Doctor Within ตอน โด้บยาแก้ไข้-หวัด ฉบับบ้าน ๆ และ ชีวิตเยียวยาตัวเอง

วันแรก

เริ่มรู้สึกป่วยตั้งแต่เมื่อวานเย็น ปวดหัวตึ้บ ๆ (อาจเป็นเพราะการประชุมที่ใช้สมองมากเกินไป และการอยู่ในสถานที่ที่อื้ออึงจนแทบไม่ได้ยินเสียงตัวเองคิด) หรืออาจเป็นเพราะอากาศที่เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวเย็น แต่ยังวางใจ …จนวันนี้ อาการค่อย ๆ เริ่มเผยตัว ปวดเมื่อยกระดูกไปทั้งตัว ไข้เริ่มจับตามเนื้อตัว ร่างกายเริ่มล้า อ่อนแรงและเพลียมาก …ต้องรีบดูแลก่อนจะเป็นมากกว่านี้ ฉันจึงไปตลาดสด เพื่อหายามากิน 

ฉันเลือกเมนูผักกับน้ำพริก เป็นผักสีเขียวเข้มจัด ธาตุเย็น และมีฤทธิ์แก้พิษ อย่างเช่น มะระขี้นก บวบ น้ำเต้า กระเจี๊ยบเขียว ผักโขมไทย ใบบัวบก (แก้ช้ำใจ… เอ้ย ช้ำใน) นอกจากนั้น ยังกินน้ำมะนาวสด ๆ ไปเพิ่มวิตามินซี และภูมิคุ้มกันของร่างกาย 

หลังจากทานผักขม ผักฝาด มะนาวเปรี้ยว ต่าง ๆ เหล่านั้น สักครึ่งชั่วโมง เหงื่อเริ่มแตกเม็ด เหมือนกับกินยาแก้ปวดลดไข้ อะไรอย่างนั้น และรู้สึกอาการต่าง ๆ ที่ทรมานกายมาทั้งวันเริ่มลดลง … แต่ไม่ประมาท คืนนี้และพรุ่งนี้จะนอนพักผ่อน กินอาหารวิตามินสูง เน้นผัก ผลไม้ น้ำเปล่า และชาสมุนไพร

ส่วนผสมสำคัญของยาตำรับ “หมอภายใน” ที่ขาดไม่ได้ คือ ใจ ใจที่สบายและเป็นสุข เป็นเสมือนยาวิเศษ ที่ช่วยให้เราทนกับความทุกข์กายที่เกิดขึ้นได้ โดยไม่เพิ่มทุกข์ใจเข้าไปอีกกระทง

วันที่สอง The Doctor Within ตอน ชีวิตเยียวยาตัวเอง 

วันนี้ ตื่นพร้อมกับเรี่ยวแรงที่เพิ่มขึ้น สดชื่น อาการป่วยไข้เมื่อวานลดลงไปเป็นกอง จนแทบเรียกว่าเข้าสู่ภาวะปรกติ

การนอนเป็นหนึ่งในการเยียวยาร่างกายที่ดีทีเดียว เมื่อมีกำลังวังชามากขึ้น วันอาทิตย์ที่อากาศไม่ร้อนนัก และลมพัดดีอย่างนี้ เราจึงออกไปทำสวน และได้พบว่า การอยู่กับดิน กรวด ต้นไม้ สายลม และใบไม้แห้ง ช่วยให้กายและใจเป็นสุข สบาย ผ่อนคลาย และใจสงบ

เมื่อลองทบทวนดู เราเห็นว่า สิ่งที่ช่วยเยียวยาอาการป่วยไข้ (ที่เราทำ) นอกจากอาหารที่เป็นยา และการนอนแล้ว ก็ยังมี การเคลื่อนไหวร่างกายเบา ๆ อย่างการเต้น การโยกย้ายส่ายตัวไปมา เป็นการคลายเส้นสายในตัวที่ตึง ใจก็ได้หย่อนลงไปด้วย

การเต้นทำให้เรามีความสุข เอ็นโดฟีน คงหลั่งออกมาไม่น้อย และเอนโดฟีน หรือสารแห่งความสุขนี้ เป็นสารเคมีที่ว่ากันว่า มีผลเชิงบำบัดร่างกายด้วย 

นอกจากนั้น ก่อนนอน เราได้อ่านบทกวีของ คาอิล ยิบราน และบทความธรรมะ อ่านออกเสียงให้ตัวเองได้ยิน เพื่อให้คลื่นเสียงสะท้อนก้องกลับเข้าไปเยียวยาร่างกายอีกทีหนึ่ง 

การวิจัย เช่นในหนังสือ หัวใจใหม่ ชีวิตใหม่ ของนพ.วิธาน ก็บอกว่า การสวดมนต์มีพลังการเยียวยา เสียงเป็นคลื่น สามารถกระทบร่างกายและก่อให้เกิดผลต่ออารมณ์ความรู้สึก และกายได้ (ลองนึกถึง เสียงดังบนท้องถนน และเสียงสายน้ำไหลเอื่อย ๆ เปรียบเทียบกัน ผลต่อจิตใจและร่างกายก็ต่างกัน) 

เวลาสวดมนต์ คำมนต์ ความรู้สึกที่เรามีต่อคำสวด ทุกอย่างล้วนส่งกระแสคลื่นที่มีพลังเยียวยาออกมา และเราก็ได้รับกลับเข้าไปหล่อเลี้ยงจิตใจและร่างกาย 

อันที่จริง เราไม่ต้องรอให้ป่วยแล้วจึงทำสิ่งต่าง ๆ ที่เยียวยาพลังชีวิต เราควรอยู่กับสิ่งที่หล่อเลี้ยง และสร้่างเสริมพลังชีวิตอย่างสม่ำเสมอ ทุก ๆ วัน 

“เมื่อมอง จึงเห็น, เมื่อเห็น จึงรู้”

เคยอ่าน หรือฟังคนอื่น เรื่องกล้วยไม้และต้นไม้ต่างว่าลักษณะเป็นอย่างไร ชอบแดด ชอบน้ำ ฯลฯ ก็ดีเป็นประโยชน์ แต่การเรียนรู้โดยตรงจากเจ้าของชีวิตนั้น ฉันว่า มีพลังและมีชีวิตชีวากว่ามาก และยังเป็นการสร้างสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน+รู้ กับผู้สอนอีกด้วย  

มีคนให้กล้วยไม้ตระกูลช้างต้นนี้มาได้กว่า ๓ ปีแล้ว (หรือมากกว่านั้น) ฉันแขวนไว้เฉลียงหน้าบ้าน ตอนได้รับมาก็มีดอกสวยงาม แต่หลังจากดอกโรยหมดแล้ว กล้วยไม้ก็ไม่เคยออกดอกให้ชื่นชมอีกเลย … จนวันนี้

ในคราวน้ำท่วมปีที่แล้ว ฉันทิ้งบ้านไปเป็นเดือน แต่กล้วยไม้ก็ยังอยู่รอด แม้จะซบเซาและเหี่ยว ฤดูหนาวผ่านเข้ามา ใบเริ่มเหลืองไหม้ … ทำให้ฉันต้องหยุดมองและให้ความสนใจเขามากขึ้น “แดดเปลี่ยนทิศ ตรงนี้คงร้อนเกินไป เราต้องย้ายกล้วยไม้ไปที่อื่นแล้ว” ฉันคิด แล้วก็มองหาที่ที่น่าจะเหมาะกับกล้วยไม้ ฉันพาเขาไปแขวนใต้ต้นตีนเป็ดน้ำที่ร่มรื่น แล้วเฝ้าดูปฏิกิริยาว่า เขาชอบที่อยู่ใหม่นี้หรือไม่ … ก็ดูเหมือนจะใช้ได้พอสมควร

เมื่อไม่นานมานี้ ฉันสังเกตเห็นยวงปุ่มดอกโรยตัวออกมาจากรอยต่อของใบกับลำต้น (ขอเรียกแบบบ้าน ๆ ตามความเข้าใจ) ฉันดีใจมาก และเพิ่งรู้ตัวว่า มองกล้วยไม้และต้นไม้ต่าง ๆในสวนทุกวัน แต่ไม่เคยเห็น ไม่เคยสังเกตมาก่อนว่า กล้วยไม้ออกดอกตรงไหน และอย่างไร

ต่อเมื่อได้ตั้งใจมองจริงจัง จึงเห็น และรู้จัก ฉันลองเดินไปดูกล้วยไม้อีกกอ “สาคริก โกลด์” (ตามชื่ออ. ระพี สาคริก) เป็นกล้วยไม้ที่ออกดอกเก่งมาก แล้วก็เเห็นรูปแบบการออกดอกของกล้วยไม้ “อ๋อ อย่างนี้เอง” ฉันเข้าใจกล้วยไม้ขึ้นมาทันที โดยไม่ต้องมีคำพูด ไม่ต้องมีคำบอกอะไร เพียงการเห็น ก็เข้าใจและรู้จักเขาอย่างที่เขาเป็น

การรู้จักต้นไม้อย่างที่เขาเป็น ทำให้เรา ในฐานะคนสวน สามารถดูแลปรับการรับแสง ดิน หาพื้นที่ และปัจจัยให้ชีวิตของเขางอกงามสอดคล้องกับธรรมชาติของเขา

ฉันพูดคุยกับดอกกล้วยไม้ที่รอผลิบานต้นนี้ทุกวัน “ขอบคุณนะ ที่ออกดอกให้ชื่นชม” ฉันบอก

กล้วยไม้ รวมถึงต้นไม้อื่น ๆ สอนฉันเรื่อง “การรอคอย” ปุ่มดอกกล้วยไม้เริ่มปรากฏให้เห็นเป็นอาทิตย์ ๆ แล้ว รอคอยก็เหมือนไม่รอ เพราะฉันเฝ้าดูและเพลิดเพลินกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ทุกวันกล้วยไม้แสดงความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ชื่นใจเสมอ  …. หากเราวางใจ ทำใจ ให้ใจแบบนี้กับผู้คน โดยเฉพาะคนที่เราบอกว่ารัก ก็คงดีไม่น้อยเลย 

เปมา meditative cafe ร้านกาแฟที่สะท้อนความสุขเรียบง่ายแบบทิเบต

 ฉันกำลังตามหาร้านกาแฟที่ชื่อว่า เปมา เดอะ ลิฟวิ่ง คาเฟ่ (Pema, the Living Café) ที่อยู่ในซอยสุขุมวิท ๓๑ เดินทางไปเรื่อย ๆ ตามถนน จนถึงหัวโค้ง ก็เห็นสถูประฆังคว่ำสีขาว สูงราว ๖ ฟุต และธงมนต์หลากสีประดับรอบรั้ว … หรือจะเป็นเครื่องรางของพื้นที่ตรงหัวโค้งถนน … ดูดี ๆ อีกที อ้าว ที่นี่เอง ร้านกาแฟสไตล์ทิเบต ที่ฉันตามหา

ร้าน เปมา คาเฟ่ อยู่ในบริเวณที่เรียกว่า Himalaya Residence ในบริเวณนี้ เป็น boutique hotel และยังมี ร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนูอินเดีย เนปาล และทิเบต … เรียกได้ว่า พื้นที่แห่งนี้จะพาเราสัมผัสกลิ่นอายของวัฒนธรรมหลังคาโลก

เปมา เดอะะ ลิฟวิ่ง คาเฟ่ เป็นร้านของ ปรัชวัน เกตวัลห์ เพื่อนผู้หลงรักทิเบต และเดินทางไปที่นั่นบ่อยครั้ง ราวกับเป็นบ้านหลังที่สองของเธอ นอกจากงานหนังสือ “ทิเบต คือชัมบาลาในความทรงจำ” ที่เธอเขียนบอกเล่าการเดินทางไปยังดินแดนหลังคาโลก เธอยังเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ เพื่อแบ่งปันบางเสี้ยวของความประทับใจ และความรักในดินแดนพุทธธรรมอันศักดิ์สิทธ์แห่งนี้

“ชาวทิเบตอาจดูยากจน ไม่มีข้าวของมากมาย แต่หัวใจของพวกเขารุ่มรวยความสุข ชีวิตเรียบง่าย ใสซื่อ และจริงใจ” ปรัชวันหรือจิ๊ก เล่าให้ฉันฟังตอนที่เราเริ่มรู้จักกัน “ผู้คนที่นั่นอยู่กับธรรม พ่อค้าแม่ขายนั่งสวดมนต์ ระหว่างรอลูกค้า”

เธอเล่าต่อว่า ทิเบตทำให้สายตาของเธอที่มองโลกเปลี่ยนไป หัวใจเธอเต้นในจังหวะช้าลง ปอดเธอสูดสัมผัสความสุข และชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง “ทิเบตให้คำตอบที่เราไม่ได้ตั้งใจแสวงหา หากเป็นคำตอบสำคัญของชีวิต “ความสุขคืออะไร อยู่ที่ไหน และเราจะมีความสุขได้อย่างไร”

เธออยากให้คนอื่น ๆ ได้รู้จักทิเบตในมุมนี้ ที่ตรึงใจเธอ

จิ๊กเลือก “ดอกบัว” เป็นสัญลักษณ์ของร้าน “เปมา เป็นภาทิเบต แปลว่า ดอกบัว เป็นคำที่อยู่ในบทสวดมนต์ถึงพระโพธิสัตว์ที่เราคุ้นหูว่า “โอม มานี เปเมหุม”  ‘Om Mani Peme Hum’ “เราอยากให้สถานที่แห่งนี้นำความสุขและสันติมาให้กับทุกคนที่มาเยี่ยมเยือน ดั่งดอกบัวที่มอบความเบิกบานให้ผู้คนที่พบเห็น” เธออธิบาย

ครั้งแรกที่ฉันสัมผัสกับร้านนี้ ก็รู้สึกอย่างที่เจ้าของต้องการนำเสนอ นอกจากนั้น เพื่อนที่เคยแนะนำให้ไปเยี่ยมเยียนที่นี่ ก็บอกในทำนองเดียวกันด้วยว่า “นั่งที่นี่แล้วรู้สึกเย็นใจ เงียบสงบดี ทำให้นั่งจิบชาและใคร่ครวญเรื่องต่าง ๆ ราวกับกำลังสมาธิในร้านกาแฟ”  … Coffee meditation lounge เป็น urban taste โดยแท้ ฮ่า ๆๆๆ

ฉันว่า บรรยากาศที่แผ่ความรู้สึกสงบใจ อาจจะมาจาก “ขนาด” ของพื้นที่ และการตกแต่งร้าน

Simple and small is beauty, less is more อาจเป็นวลีที่อธิบายเสน่ห์ของร้านกาแฟแห่งนี้

ร้านเปมา เป็นร้านเล็ก ๆ ขนาดพื้นที่ภายในพอที่จะโอบอุ้มความสะดวกสบายใหกับคนราว ๑๐ ถึง ๑๒ คน ส่วนรอบ ๆ ร้าน เป็นพื้นที่สวนหย่อมเล็ก ๆ ให้ความรู้สึกชิว ๆ กับคนได้อีก สัก ๘ คน ขนาดพื้นที่ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการจัดการสนทนา หรือปาร์ตี้แบบส่วนตัว (exclusive) ประกอบกับบริการที่เป็นกันเองจากพี่วิทย์ ผู้มักให้รอยยิ้มและความเต็มใจบริการเสมอ ทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่กับครอบครัว และมิตร ซึ่งเป็นหนึ่งองค์ประกอบที่ จิ๊กมักเล่าให้ฟังเมื่อเธอเยือนทิเบต ผู้คนที่นั่นเป็นมิตร และมักบอกกับเธอว่า “การได้พบกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เราคงได้พบหรือเกื้อกูลกันมาก่อนในอดีตชาติ”

ภายในร้าน “เปมา” ตกแต่งด้วยเครื่องประดับ และของตกแต่งสไตล์ทิเบต ธงมนต์ ผ้าทอลายเส้นสดใส หน้ากากเทพเจ้าที่ทรงพลัง ภาพถ่ายผู้คนจากจากเทือกเขาหิมาลัย ของที่ระลึก สร้อยประคำ ผ้าพิมพ์คำคมขององค์ทาไล ลามะ ที่ ๑๔ ฯลฯ

สิ่งที่ฉันชอบมากในร้าน คือ ป้ายผ้าเล็ก ๆ ที่พิมพ์ คำพูดขององคืทาไลลามะ อย่างบทที่ท่านกล่าวถึง คุณค่าของความเป็นมนุษย์ (Precious Human Life) หรือ พาราดอกซ์โลกสมัยใหม่ (Paradox of Our Age)

Our Precious Human Life

“Every day, think as you wake up, today I am fortunate to be alive,

I have a precious human life, I am not going to waste it.

I am going to use all my energies to develop myself,

to expand my heart out to others;

to achieve enlightenment for the benefit of all beings.

I am going to have kind thoughts towards others,

I am not going to get angry or think badly about others.

I am going to benefit others as much as I can.”

นอกจากการแฟ ชาทิเบต และขนมอร่อย ๆ แล้ว ใครอยากลองทานอาหารต้นตำรับหิมาลัย จากฝีมือคนพื้นถิ่น ก็สามารถสั่งอาหารจากร้านใกล้ ๆ นี้มาทานที่ร้านกาแฟได้

ออร์เดิร์ฟยอดนิยม คือ Momo ไส้ใก่ และไส้ผัก คล้าย ๆ ขนมจีบที่มาพร้อมกับน้ำจิ้มเครื่องเทศรสเข้มข้น นอกจากออร์เดิร์ฟ หมี่เหลืองผัดแห้งแบบทิเบต ก็อร่อยแปลกลิ้นดีเหมือนกัน แป้งนาน โรตี และแกงชนิดต่าง ๆ รวมถึงข้าวหมกต่าง ๆ และชีสพะเนียร์

เวลาที่นั่งอยู่ในร้านนี้ กินอาหารหิมาลัย อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า เรากำลังอยู่ที่ร้านกาแฟสักแห่งในทิเบต

การเดินทางไปทิเบต ทำให้จิ๊กค้นพบความสุขที่เกิดจากความเชื่องช้า สงบงามและเรียบง่ายในชีวิต มิตรภาพจากใจที่ใสกระจ่าง ศรัทธาในความดีและความรัก และนั่นคือสิ่งที่เธอพยายามถ่ายทอดผ่านร้านกาแฟเล็ก ๆ ของเธอ …

เดินทางไปร้านเปมา คาเฟ่

เข้าจากปากซอย สุขุมวิท ๓๑ จนถึงสี่แยกแรก เลี้ยวซ้าย แล้วไปตามทางถนนเรื่อย ๆ (ซึ่งจะมีป้ายว่า ทางลัดไปเพชรบุรีตัดใหม่) จนกระทั่งถึงหัวโค้ง ด้านขวา จะเห็นป้ายเขียนว่า himalaya residence สังเกตดี ๆ ขับรถช้า ๆ จะเห็นธงมนต์ทิเบตติดอยู่ริมรั้ว ให้เข้าไปจอดรถข้างในได้เลย

The show must go on “หนุ่มน้อยกับเสือ”

              “ผู้ชมที่ตัดสินใจเดินออกไปนั้นได้ทำหน้าที่อย่างสุจริตใจ ในการสะท้อนเสียงความรู้สึกเกี่ยวกับการแสดงโดยรวม ส่วนผู้ชมที่ยังคงนั่งอยู่จนจบนั้น ก็ได้ทำหน้าที่ของตนเช่นกัน คือ ให้กำลังใจนักแสดงทั้งหลาย ว่าอย่าได้ท้อ ฝึกฝน ทำให้ดีขึ้นต่อไป” โดย กรรณจริยา สุขรุ่ง

———————————– 

ดูละคร แล้วย้อนดูละครในโรงละครอีกที — นี่คือสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ในการไปชมละครเพลงแนวแฟนตาซี เรื่อง “หนุ่มน้อยกับเสือ” (A Boy and a Tiger) กำกับการแสดงและการดนตรีโดย อ.บรู๊ซ แกสตัน ละครเพลงเรื่องนี้ดัดแปลงจาก นวนิยายอันโด่งดังและขายดีทั่วโลก เรื่อง Life of Pi โดย Yann Martel (2001)

หากมองภาพความสำเร็จของการแสดงละคร จากจำนวนและการมีส่วนร่วมของผู้ชม และเสียงปรมมือ ละครเพลงเรื่องนี้คงอยู่ห่างไกลจากจุดนั้น แต่หากจะประเมินความสำเร็จของละคร ที่การได้ให้ปัญญาความรู้ แปรเปลี่ยนความเห็น และยกระดับจิตใจของผู้ชม แม้เพียงคนเดียว ละครเรื่องนี้ก็จัดว่า “ประสบความสำเร็จ” และฉัน คือ คนหนึ่ง ที่เป็นบทพิสูจน์ (Living proof) ความสำเร็จในข้อนี้

พื้นที่ความจุของ Impact Arena มีถึง ๑๒,๐๐๐ คน ซึ่งผู้ที่มาชมการแสดงในค่ำวันที่ ๕ พค. ที่ผ่านมีราวครึ่งหนึ่งของความจุที่ว่านี้ นับว่าประสบความสำเร็จไม่น้อยกับการแสดงละครเพลงของเยาวชนกับนักดนตรีมืออาชีพ ทว่าเมื่อการแสดงองก์ที่ ๑ ดำเนินไปได้ครึ่งทาง ผู้คนก็เริ่มทะยอยเดินออก และเมื่อองก์ที่ ๑ จบ ทั้งโถงแสดงละคร เหลือผู้ชมไม่ถึงครึ่งหนึ่ง

ช่วงที่คนทะยอยเดินออกไปจำนวนมาก เพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ฉันเอ่ยขึ้นว่า “เบื่อไหม อยากจะกลับไหม” ฉันส่ายหน้า และจดจ่อการแสดงต่อไป ทั้งการแสดงดนตรีที่ผสมผสานท่วงทำนองไทยและสากลของวงฟองน้ำ และการแสดงของเด็ก ๆ ในองก์ที่ ๒

เมื่อจบการแสดง มีผู้ชมเพียงหลักร้อยเท่านั้น ที่ร่วมกันปรบมือให้กำลังใจนักดนตรี นักแสดง และผู้อยู่เบื้องหลังละครเรื่องนี้

                สำหรับฉัน ผู้ชมที่ตัดสินใจเดินออกไปนั้นได้ทำหน้าที่อย่างสุจริตใจ ในการสะท้อนเสียงความรู้สึกเกี่ยวกับการแสดงโดยรวม ส่วนผู้ชมที่ยังคงนั่งอยู่จนจบนั้น ก็ได้ทำหน้าที่ของตนเช่นกัน คือ ให้กำลังใจนักแสดงทั้งหลาย ว่าอย่าได้ท้อ ฝึกฝน ทำให้ดีขึ้นต่อไป 

                ฉันได้เรียนรู้ว่า คนเรา ไม่ว่าจะทำงานการแสดงหรืออะไรก็ตาม เราต้องการทั้งเสียงวิจารณ์อย่างสุตริตใจ และกำลังใจ การเรียนรู้ และทำงานต้องการเวทีฝึกฝน และแสดงออก เพื่อที่จะได้รู้ว่า จุดใดที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ความผิดพลาด และบกพร่องไม่ใช่เรื่องน่าอาย หรือผิดบาป ที่ทำให้ต้องเลิกล้มสิ่งต่าง ๆ ที่ทำมา หรือตั้งใจไว้

ละครเพลงแนวปรัชญาเรื่องนี้ สอนปรัชญาบางอย่างที่ไม่ได้ตระเตรียมไว้ “หนุ่มน้อยกับเสือ” ดัดแปลงจาก Life of Pi นวนิยายแนวปรัชญาและจิตวิญญาณ (spirituality) เป็นเรื่องราวของพาย ลูกของเจ้าของสวนสัตว์ พ่อของเขาสอนบทเรียนของกฏธรรมชาติ จิตวิทยาสัตว์ การอยู่ร่วมกัน และการอยู่รอดของสรรพชีวิต ซึ่งบางทีดูจะโหดร้าย

การผจญภัยของพายเข้มข้น เมื่อครอบครัวของเขาตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่ประเทศแคนาดา พร้อมกับบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ระหว่างการเดินทางในมหาสมุทร พวกเขาเจอคลื่นลม เรือล่ม สัตว์หลายตัวจมน้ำตาย รวมทั้งครอบครัวของพายด้วย

สิ่งมีชีวิตที่ยังคงเหลืออยู่บนเรือชูชีพ คือ พาย เสือโคร่ง ไฮยีน่า และม้าลาย เพื่อจะมีชีวิตรอด สัตว์ต่างกินกันเอง จนเหลือแต่ เสือโคร่ง และพาย — ทั้งเสือและพายเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน และไปถึงฝั่งอย่างปลอดภัย เมื่อถึงฝั่ง เสือโคร่งหนีเข้าป่าไป ส่วนพายก็ได้รับความช่วยเหลือจากมนุษย์ที่มาพบเขา

ฉันได้ยินชื่อเสียงวรรณกรรมเรื่องนี้มานาน แต่ไม่ได้หามาอ่าน จนเมื่อได้ชมละครเพลงเรื่องนี้ และเห็นบทบรรยายกึ่งกวี ที่ฉายบนจอภาพ ฉันรู้สึกว่า ต้องหาวรรณกรรมเรื่องนี้มาอ่านเสียแล้ว

เนื่องด้วยเนื้อหาของวรรณกรรมค่อนข้างลึกซึ้ง เรื่องราวจึงดำเนินไปอย่างเนิบช้า ทำให้ผู้ชมหลายคนรู้สึกว่า ละครค่อนข้าง “อืด เนือย และน่าเบื่อ” ก็อาจจะจริงในมุมหนึ่ง แต่ในอีกมุม ผู้กำกับและเขียนบทละครก็อาจจะอยากนำเสนอความหมายของเรื่อง ที่ชวนให้ผู้ชมหยุดนิ่ง และใคร่ครวญก็ได้

ฉันว่า ละครเรื่องนี้เข้าแนว meditative play คือ ละครที่ต้องการสมาธิของผู้ชมมากทีเดียว สมาธิที่จะอ่านภาพเชิงสัญญลักษณ์ (symbolic and surrealistic multi-media) ที่ประกอบฉากอยู่เบื้องหลัง ใคร่ครวญถ้อยคำบรรยายที่นำมาประกอบฉาก และเสียงร้องโอเปราของนักแสดง ทั้งหมดนี้เรียกร้องให้ผู้ชมมีสมาธิค่อนข้างมากในการชมการแสดง และไม่อึดอัดกับความเงียบ ในบางช่วงบางตอน — ทว่า ผู้ชมจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็ก ๆ ไม่อาจมีสมาธิได้อย่างนั้น

หากผู้กำกับและทำบทละครลองดัดแปลงให้การแสดงมีท่าทางลีลามากกว่านี้ อาจตรึงผู้ชมสมาธิค่อนข้างสั้น ได้มากขึ้น หรือหากจะยังคงรูปแบบการแสดงอย่างนี้ คงต้องคัดสรรผู้ชมที่เหมาะกับสไตล์ของละคร

นักแสดงทั้งหมดยังเป็นเยาวชน น่าจะวัยประถมถึงระดับมหาวิทยาลัย และนี่คือเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้ฉันนั่งชมละครเพลงเรื่องนี้จนจบ ฉันอยากให้กำลังใจเด็ก ๆ

ฉันชื่นชมเด็ก ๆ ทั้งหลายที่มีส่วนร่วมในการแสดงนี้ การละครช่วยฝึกเด็กให้รู้บทบาทตัวเอง เคารพบทบาทของคนอื่น และเห็นบทบาทของตนที่สัมพันธ์กับผู้อื่นด้วย การจะแสดงที่ปรากฏ สะท้อนให้เห็นวินัย และความตั้งใจของเด็ก ในการเข้ารับการฝึกฝนและแสดงร่วมกัน

(เมื่อเปิดดูโบร์ชัวร์ ฉันเห็นว่า จุดเริ่มต้นและเป้าหมายในการแสดงละครเรื่องนี้ เพื่อจะส่งเสริมศักยภาพของเด็ก ทางด้านการดนตรี การร้อง และการแสดง อีกทั้งสนับสนุนการงานเพื่อเด็กในสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ ด้วย)

ฉันคิดต่อไปด้วยว่า การให้เด็ก ๆ มาร่วมแสดงละคร ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความหมายของชีวิต อาจจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ปรัชญาโดยไม่ต้องบรรยายกันเลย

สิ่งเดียวที่ไร้ที่ติ สำหรับฉันในค่ำคืนการละคร คือ เสียงดนตรี โดยเฉพาะช่วงที่วงฟองน้ำออกมาแสดง มินิ คอนสิร์ต คั่นการแสดงระหว่างองก์ ๑ และ ๒

เครื่องดนตรีไทย ผสมโรงกับเครื่องดนตรีสากลได้อย่างลงตัว บทเพลงพม่า ๕ ชั้น ไพเราะจับใจ ระนาดเอกโชว์ฝีมือรัวระนาดได้คม และฉับไว เสียงซอหวานจนใจละลาย ส่วนเสียงกลองก็ลงจังหวะได้หนักแน่น เสียงขับร้องดนตรีไทยไพเราะมาก ทั้งที่ไม่ค่อยได้ยิน แต่ก็รู้สึกคุ้นใจ ทำให้ภูมิใจในสาแหรกความเป็นไทยดันเลยเชียว 

ละครเพลงจบลง ดวงไฟเปิดสว่างทั่วห้องโถง นักแสดงและผู้ชมเห็นหน้ากันชัด ๆ — รวม ๆ แล้ว เราคงมีกันไม่ถึง ๑,๐๐๐ ชีวิต

ฉัน และผู้ชมที่เหลือ ลุกขึ้นยืน และปรบมือให้กับนักแสดง และนักดนตรีทุกคน

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างทางของการแสดง “The show  must go on.” การแสดงยังคงดำเนินต่อไป สิ่งนี้ต้องการพลังใจ และความเป็นมืออาชีพ … และฉันเห็นสิ่งนี้ในตัวนักแสดง และนักดนตรีรุ่นเยาว์ทุกคน 

(ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิต ใครจะเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำหรือไม่ the show must go on.)

*** ขอขอบคุณเพื่อนที่สนับสนุนให้ตั๋วเข้าชมการแสดง