“เมื่อมอง จึงเห็น, เมื่อเห็น จึงรู้”

เคยอ่าน หรือฟังคนอื่น เรื่องกล้วยไม้และต้นไม้ต่างว่าลักษณะเป็นอย่างไร ชอบแดด ชอบน้ำ ฯลฯ ก็ดีเป็นประโยชน์ แต่การเรียนรู้โดยตรงจากเจ้าของชีวิตนั้น ฉันว่า มีพลังและมีชีวิตชีวากว่ามาก และยังเป็นการสร้างสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน+รู้ กับผู้สอนอีกด้วย  

มีคนให้กล้วยไม้ตระกูลช้างต้นนี้มาได้กว่า ๓ ปีแล้ว (หรือมากกว่านั้น) ฉันแขวนไว้เฉลียงหน้าบ้าน ตอนได้รับมาก็มีดอกสวยงาม แต่หลังจากดอกโรยหมดแล้ว กล้วยไม้ก็ไม่เคยออกดอกให้ชื่นชมอีกเลย … จนวันนี้

ในคราวน้ำท่วมปีที่แล้ว ฉันทิ้งบ้านไปเป็นเดือน แต่กล้วยไม้ก็ยังอยู่รอด แม้จะซบเซาและเหี่ยว ฤดูหนาวผ่านเข้ามา ใบเริ่มเหลืองไหม้ … ทำให้ฉันต้องหยุดมองและให้ความสนใจเขามากขึ้น “แดดเปลี่ยนทิศ ตรงนี้คงร้อนเกินไป เราต้องย้ายกล้วยไม้ไปที่อื่นแล้ว” ฉันคิด แล้วก็มองหาที่ที่น่าจะเหมาะกับกล้วยไม้ ฉันพาเขาไปแขวนใต้ต้นตีนเป็ดน้ำที่ร่มรื่น แล้วเฝ้าดูปฏิกิริยาว่า เขาชอบที่อยู่ใหม่นี้หรือไม่ … ก็ดูเหมือนจะใช้ได้พอสมควร

เมื่อไม่นานมานี้ ฉันสังเกตเห็นยวงปุ่มดอกโรยตัวออกมาจากรอยต่อของใบกับลำต้น (ขอเรียกแบบบ้าน ๆ ตามความเข้าใจ) ฉันดีใจมาก และเพิ่งรู้ตัวว่า มองกล้วยไม้และต้นไม้ต่าง ๆในสวนทุกวัน แต่ไม่เคยเห็น ไม่เคยสังเกตมาก่อนว่า กล้วยไม้ออกดอกตรงไหน และอย่างไร

ต่อเมื่อได้ตั้งใจมองจริงจัง จึงเห็น และรู้จัก ฉันลองเดินไปดูกล้วยไม้อีกกอ “สาคริก โกลด์” (ตามชื่ออ. ระพี สาคริก) เป็นกล้วยไม้ที่ออกดอกเก่งมาก แล้วก็เเห็นรูปแบบการออกดอกของกล้วยไม้ “อ๋อ อย่างนี้เอง” ฉันเข้าใจกล้วยไม้ขึ้นมาทันที โดยไม่ต้องมีคำพูด ไม่ต้องมีคำบอกอะไร เพียงการเห็น ก็เข้าใจและรู้จักเขาอย่างที่เขาเป็น

การรู้จักต้นไม้อย่างที่เขาเป็น ทำให้เรา ในฐานะคนสวน สามารถดูแลปรับการรับแสง ดิน หาพื้นที่ และปัจจัยให้ชีวิตของเขางอกงามสอดคล้องกับธรรมชาติของเขา

ฉันพูดคุยกับดอกกล้วยไม้ที่รอผลิบานต้นนี้ทุกวัน “ขอบคุณนะ ที่ออกดอกให้ชื่นชม” ฉันบอก

กล้วยไม้ รวมถึงต้นไม้อื่น ๆ สอนฉันเรื่อง “การรอคอย” ปุ่มดอกกล้วยไม้เริ่มปรากฏให้เห็นเป็นอาทิตย์ ๆ แล้ว รอคอยก็เหมือนไม่รอ เพราะฉันเฝ้าดูและเพลิดเพลินกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ทุกวันกล้วยไม้แสดงความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ชื่นใจเสมอ  …. หากเราวางใจ ทำใจ ให้ใจแบบนี้กับผู้คน โดยเฉพาะคนที่เราบอกว่ารัก ก็คงดีไม่น้อยเลย 

เปมา meditative cafe ร้านกาแฟที่สะท้อนความสุขเรียบง่ายแบบทิเบต

 ฉันกำลังตามหาร้านกาแฟที่ชื่อว่า เปมา เดอะ ลิฟวิ่ง คาเฟ่ (Pema, the Living Café) ที่อยู่ในซอยสุขุมวิท ๓๑ เดินทางไปเรื่อย ๆ ตามถนน จนถึงหัวโค้ง ก็เห็นสถูประฆังคว่ำสีขาว สูงราว ๖ ฟุต และธงมนต์หลากสีประดับรอบรั้ว … หรือจะเป็นเครื่องรางของพื้นที่ตรงหัวโค้งถนน … ดูดี ๆ อีกที อ้าว ที่นี่เอง ร้านกาแฟสไตล์ทิเบต ที่ฉันตามหา

ร้าน เปมา คาเฟ่ อยู่ในบริเวณที่เรียกว่า Himalaya Residence ในบริเวณนี้ เป็น boutique hotel และยังมี ร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนูอินเดีย เนปาล และทิเบต … เรียกได้ว่า พื้นที่แห่งนี้จะพาเราสัมผัสกลิ่นอายของวัฒนธรรมหลังคาโลก

เปมา เดอะะ ลิฟวิ่ง คาเฟ่ เป็นร้านของ ปรัชวัน เกตวัลห์ เพื่อนผู้หลงรักทิเบต และเดินทางไปที่นั่นบ่อยครั้ง ราวกับเป็นบ้านหลังที่สองของเธอ นอกจากงานหนังสือ “ทิเบต คือชัมบาลาในความทรงจำ” ที่เธอเขียนบอกเล่าการเดินทางไปยังดินแดนหลังคาโลก เธอยังเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ เพื่อแบ่งปันบางเสี้ยวของความประทับใจ และความรักในดินแดนพุทธธรรมอันศักดิ์สิทธ์แห่งนี้

“ชาวทิเบตอาจดูยากจน ไม่มีข้าวของมากมาย แต่หัวใจของพวกเขารุ่มรวยความสุข ชีวิตเรียบง่าย ใสซื่อ และจริงใจ” ปรัชวันหรือจิ๊ก เล่าให้ฉันฟังตอนที่เราเริ่มรู้จักกัน “ผู้คนที่นั่นอยู่กับธรรม พ่อค้าแม่ขายนั่งสวดมนต์ ระหว่างรอลูกค้า”

เธอเล่าต่อว่า ทิเบตทำให้สายตาของเธอที่มองโลกเปลี่ยนไป หัวใจเธอเต้นในจังหวะช้าลง ปอดเธอสูดสัมผัสความสุข และชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง “ทิเบตให้คำตอบที่เราไม่ได้ตั้งใจแสวงหา หากเป็นคำตอบสำคัญของชีวิต “ความสุขคืออะไร อยู่ที่ไหน และเราจะมีความสุขได้อย่างไร”

เธออยากให้คนอื่น ๆ ได้รู้จักทิเบตในมุมนี้ ที่ตรึงใจเธอ

จิ๊กเลือก “ดอกบัว” เป็นสัญลักษณ์ของร้าน “เปมา เป็นภาทิเบต แปลว่า ดอกบัว เป็นคำที่อยู่ในบทสวดมนต์ถึงพระโพธิสัตว์ที่เราคุ้นหูว่า “โอม มานี เปเมหุม”  ‘Om Mani Peme Hum’ “เราอยากให้สถานที่แห่งนี้นำความสุขและสันติมาให้กับทุกคนที่มาเยี่ยมเยือน ดั่งดอกบัวที่มอบความเบิกบานให้ผู้คนที่พบเห็น” เธออธิบาย

ครั้งแรกที่ฉันสัมผัสกับร้านนี้ ก็รู้สึกอย่างที่เจ้าของต้องการนำเสนอ นอกจากนั้น เพื่อนที่เคยแนะนำให้ไปเยี่ยมเยียนที่นี่ ก็บอกในทำนองเดียวกันด้วยว่า “นั่งที่นี่แล้วรู้สึกเย็นใจ เงียบสงบดี ทำให้นั่งจิบชาและใคร่ครวญเรื่องต่าง ๆ ราวกับกำลังสมาธิในร้านกาแฟ”  … Coffee meditation lounge เป็น urban taste โดยแท้ ฮ่า ๆๆๆ

ฉันว่า บรรยากาศที่แผ่ความรู้สึกสงบใจ อาจจะมาจาก “ขนาด” ของพื้นที่ และการตกแต่งร้าน

Simple and small is beauty, less is more อาจเป็นวลีที่อธิบายเสน่ห์ของร้านกาแฟแห่งนี้

ร้านเปมา เป็นร้านเล็ก ๆ ขนาดพื้นที่ภายในพอที่จะโอบอุ้มความสะดวกสบายใหกับคนราว ๑๐ ถึง ๑๒ คน ส่วนรอบ ๆ ร้าน เป็นพื้นที่สวนหย่อมเล็ก ๆ ให้ความรู้สึกชิว ๆ กับคนได้อีก สัก ๘ คน ขนาดพื้นที่ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการจัดการสนทนา หรือปาร์ตี้แบบส่วนตัว (exclusive) ประกอบกับบริการที่เป็นกันเองจากพี่วิทย์ ผู้มักให้รอยยิ้มและความเต็มใจบริการเสมอ ทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่กับครอบครัว และมิตร ซึ่งเป็นหนึ่งองค์ประกอบที่ จิ๊กมักเล่าให้ฟังเมื่อเธอเยือนทิเบต ผู้คนที่นั่นเป็นมิตร และมักบอกกับเธอว่า “การได้พบกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เราคงได้พบหรือเกื้อกูลกันมาก่อนในอดีตชาติ”

ภายในร้าน “เปมา” ตกแต่งด้วยเครื่องประดับ และของตกแต่งสไตล์ทิเบต ธงมนต์ ผ้าทอลายเส้นสดใส หน้ากากเทพเจ้าที่ทรงพลัง ภาพถ่ายผู้คนจากจากเทือกเขาหิมาลัย ของที่ระลึก สร้อยประคำ ผ้าพิมพ์คำคมขององค์ทาไล ลามะ ที่ ๑๔ ฯลฯ

สิ่งที่ฉันชอบมากในร้าน คือ ป้ายผ้าเล็ก ๆ ที่พิมพ์ คำพูดขององคืทาไลลามะ อย่างบทที่ท่านกล่าวถึง คุณค่าของความเป็นมนุษย์ (Precious Human Life) หรือ พาราดอกซ์โลกสมัยใหม่ (Paradox of Our Age)

Our Precious Human Life

“Every day, think as you wake up, today I am fortunate to be alive,

I have a precious human life, I am not going to waste it.

I am going to use all my energies to develop myself,

to expand my heart out to others;

to achieve enlightenment for the benefit of all beings.

I am going to have kind thoughts towards others,

I am not going to get angry or think badly about others.

I am going to benefit others as much as I can.”

นอกจากการแฟ ชาทิเบต และขนมอร่อย ๆ แล้ว ใครอยากลองทานอาหารต้นตำรับหิมาลัย จากฝีมือคนพื้นถิ่น ก็สามารถสั่งอาหารจากร้านใกล้ ๆ นี้มาทานที่ร้านกาแฟได้

ออร์เดิร์ฟยอดนิยม คือ Momo ไส้ใก่ และไส้ผัก คล้าย ๆ ขนมจีบที่มาพร้อมกับน้ำจิ้มเครื่องเทศรสเข้มข้น นอกจากออร์เดิร์ฟ หมี่เหลืองผัดแห้งแบบทิเบต ก็อร่อยแปลกลิ้นดีเหมือนกัน แป้งนาน โรตี และแกงชนิดต่าง ๆ รวมถึงข้าวหมกต่าง ๆ และชีสพะเนียร์

เวลาที่นั่งอยู่ในร้านนี้ กินอาหารหิมาลัย อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า เรากำลังอยู่ที่ร้านกาแฟสักแห่งในทิเบต

การเดินทางไปทิเบต ทำให้จิ๊กค้นพบความสุขที่เกิดจากความเชื่องช้า สงบงามและเรียบง่ายในชีวิต มิตรภาพจากใจที่ใสกระจ่าง ศรัทธาในความดีและความรัก และนั่นคือสิ่งที่เธอพยายามถ่ายทอดผ่านร้านกาแฟเล็ก ๆ ของเธอ …

เดินทางไปร้านเปมา คาเฟ่

เข้าจากปากซอย สุขุมวิท ๓๑ จนถึงสี่แยกแรก เลี้ยวซ้าย แล้วไปตามทางถนนเรื่อย ๆ (ซึ่งจะมีป้ายว่า ทางลัดไปเพชรบุรีตัดใหม่) จนกระทั่งถึงหัวโค้ง ด้านขวา จะเห็นป้ายเขียนว่า himalaya residence สังเกตดี ๆ ขับรถช้า ๆ จะเห็นธงมนต์ทิเบตติดอยู่ริมรั้ว ให้เข้าไปจอดรถข้างในได้เลย

The show must go on “หนุ่มน้อยกับเสือ”

              “ผู้ชมที่ตัดสินใจเดินออกไปนั้นได้ทำหน้าที่อย่างสุจริตใจ ในการสะท้อนเสียงความรู้สึกเกี่ยวกับการแสดงโดยรวม ส่วนผู้ชมที่ยังคงนั่งอยู่จนจบนั้น ก็ได้ทำหน้าที่ของตนเช่นกัน คือ ให้กำลังใจนักแสดงทั้งหลาย ว่าอย่าได้ท้อ ฝึกฝน ทำให้ดีขึ้นต่อไป” โดย กรรณจริยา สุขรุ่ง

———————————– 

ดูละคร แล้วย้อนดูละครในโรงละครอีกที — นี่คือสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ในการไปชมละครเพลงแนวแฟนตาซี เรื่อง “หนุ่มน้อยกับเสือ” (A Boy and a Tiger) กำกับการแสดงและการดนตรีโดย อ.บรู๊ซ แกสตัน ละครเพลงเรื่องนี้ดัดแปลงจาก นวนิยายอันโด่งดังและขายดีทั่วโลก เรื่อง Life of Pi โดย Yann Martel (2001)

หากมองภาพความสำเร็จของการแสดงละคร จากจำนวนและการมีส่วนร่วมของผู้ชม และเสียงปรมมือ ละครเพลงเรื่องนี้คงอยู่ห่างไกลจากจุดนั้น แต่หากจะประเมินความสำเร็จของละคร ที่การได้ให้ปัญญาความรู้ แปรเปลี่ยนความเห็น และยกระดับจิตใจของผู้ชม แม้เพียงคนเดียว ละครเรื่องนี้ก็จัดว่า “ประสบความสำเร็จ” และฉัน คือ คนหนึ่ง ที่เป็นบทพิสูจน์ (Living proof) ความสำเร็จในข้อนี้

พื้นที่ความจุของ Impact Arena มีถึง ๑๒,๐๐๐ คน ซึ่งผู้ที่มาชมการแสดงในค่ำวันที่ ๕ พค. ที่ผ่านมีราวครึ่งหนึ่งของความจุที่ว่านี้ นับว่าประสบความสำเร็จไม่น้อยกับการแสดงละครเพลงของเยาวชนกับนักดนตรีมืออาชีพ ทว่าเมื่อการแสดงองก์ที่ ๑ ดำเนินไปได้ครึ่งทาง ผู้คนก็เริ่มทะยอยเดินออก และเมื่อองก์ที่ ๑ จบ ทั้งโถงแสดงละคร เหลือผู้ชมไม่ถึงครึ่งหนึ่ง

ช่วงที่คนทะยอยเดินออกไปจำนวนมาก เพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ฉันเอ่ยขึ้นว่า “เบื่อไหม อยากจะกลับไหม” ฉันส่ายหน้า และจดจ่อการแสดงต่อไป ทั้งการแสดงดนตรีที่ผสมผสานท่วงทำนองไทยและสากลของวงฟองน้ำ และการแสดงของเด็ก ๆ ในองก์ที่ ๒

เมื่อจบการแสดง มีผู้ชมเพียงหลักร้อยเท่านั้น ที่ร่วมกันปรบมือให้กำลังใจนักดนตรี นักแสดง และผู้อยู่เบื้องหลังละครเรื่องนี้

                สำหรับฉัน ผู้ชมที่ตัดสินใจเดินออกไปนั้นได้ทำหน้าที่อย่างสุจริตใจ ในการสะท้อนเสียงความรู้สึกเกี่ยวกับการแสดงโดยรวม ส่วนผู้ชมที่ยังคงนั่งอยู่จนจบนั้น ก็ได้ทำหน้าที่ของตนเช่นกัน คือ ให้กำลังใจนักแสดงทั้งหลาย ว่าอย่าได้ท้อ ฝึกฝน ทำให้ดีขึ้นต่อไป 

                ฉันได้เรียนรู้ว่า คนเรา ไม่ว่าจะทำงานการแสดงหรืออะไรก็ตาม เราต้องการทั้งเสียงวิจารณ์อย่างสุตริตใจ และกำลังใจ การเรียนรู้ และทำงานต้องการเวทีฝึกฝน และแสดงออก เพื่อที่จะได้รู้ว่า จุดใดที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ความผิดพลาด และบกพร่องไม่ใช่เรื่องน่าอาย หรือผิดบาป ที่ทำให้ต้องเลิกล้มสิ่งต่าง ๆ ที่ทำมา หรือตั้งใจไว้

ละครเพลงแนวปรัชญาเรื่องนี้ สอนปรัชญาบางอย่างที่ไม่ได้ตระเตรียมไว้ “หนุ่มน้อยกับเสือ” ดัดแปลงจาก Life of Pi นวนิยายแนวปรัชญาและจิตวิญญาณ (spirituality) เป็นเรื่องราวของพาย ลูกของเจ้าของสวนสัตว์ พ่อของเขาสอนบทเรียนของกฏธรรมชาติ จิตวิทยาสัตว์ การอยู่ร่วมกัน และการอยู่รอดของสรรพชีวิต ซึ่งบางทีดูจะโหดร้าย

การผจญภัยของพายเข้มข้น เมื่อครอบครัวของเขาตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่ประเทศแคนาดา พร้อมกับบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ระหว่างการเดินทางในมหาสมุทร พวกเขาเจอคลื่นลม เรือล่ม สัตว์หลายตัวจมน้ำตาย รวมทั้งครอบครัวของพายด้วย

สิ่งมีชีวิตที่ยังคงเหลืออยู่บนเรือชูชีพ คือ พาย เสือโคร่ง ไฮยีน่า และม้าลาย เพื่อจะมีชีวิตรอด สัตว์ต่างกินกันเอง จนเหลือแต่ เสือโคร่ง และพาย — ทั้งเสือและพายเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน และไปถึงฝั่งอย่างปลอดภัย เมื่อถึงฝั่ง เสือโคร่งหนีเข้าป่าไป ส่วนพายก็ได้รับความช่วยเหลือจากมนุษย์ที่มาพบเขา

ฉันได้ยินชื่อเสียงวรรณกรรมเรื่องนี้มานาน แต่ไม่ได้หามาอ่าน จนเมื่อได้ชมละครเพลงเรื่องนี้ และเห็นบทบรรยายกึ่งกวี ที่ฉายบนจอภาพ ฉันรู้สึกว่า ต้องหาวรรณกรรมเรื่องนี้มาอ่านเสียแล้ว

เนื่องด้วยเนื้อหาของวรรณกรรมค่อนข้างลึกซึ้ง เรื่องราวจึงดำเนินไปอย่างเนิบช้า ทำให้ผู้ชมหลายคนรู้สึกว่า ละครค่อนข้าง “อืด เนือย และน่าเบื่อ” ก็อาจจะจริงในมุมหนึ่ง แต่ในอีกมุม ผู้กำกับและเขียนบทละครก็อาจจะอยากนำเสนอความหมายของเรื่อง ที่ชวนให้ผู้ชมหยุดนิ่ง และใคร่ครวญก็ได้

ฉันว่า ละครเรื่องนี้เข้าแนว meditative play คือ ละครที่ต้องการสมาธิของผู้ชมมากทีเดียว สมาธิที่จะอ่านภาพเชิงสัญญลักษณ์ (symbolic and surrealistic multi-media) ที่ประกอบฉากอยู่เบื้องหลัง ใคร่ครวญถ้อยคำบรรยายที่นำมาประกอบฉาก และเสียงร้องโอเปราของนักแสดง ทั้งหมดนี้เรียกร้องให้ผู้ชมมีสมาธิค่อนข้างมากในการชมการแสดง และไม่อึดอัดกับความเงียบ ในบางช่วงบางตอน — ทว่า ผู้ชมจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็ก ๆ ไม่อาจมีสมาธิได้อย่างนั้น

หากผู้กำกับและทำบทละครลองดัดแปลงให้การแสดงมีท่าทางลีลามากกว่านี้ อาจตรึงผู้ชมสมาธิค่อนข้างสั้น ได้มากขึ้น หรือหากจะยังคงรูปแบบการแสดงอย่างนี้ คงต้องคัดสรรผู้ชมที่เหมาะกับสไตล์ของละคร

นักแสดงทั้งหมดยังเป็นเยาวชน น่าจะวัยประถมถึงระดับมหาวิทยาลัย และนี่คือเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้ฉันนั่งชมละครเพลงเรื่องนี้จนจบ ฉันอยากให้กำลังใจเด็ก ๆ

ฉันชื่นชมเด็ก ๆ ทั้งหลายที่มีส่วนร่วมในการแสดงนี้ การละครช่วยฝึกเด็กให้รู้บทบาทตัวเอง เคารพบทบาทของคนอื่น และเห็นบทบาทของตนที่สัมพันธ์กับผู้อื่นด้วย การจะแสดงที่ปรากฏ สะท้อนให้เห็นวินัย และความตั้งใจของเด็ก ในการเข้ารับการฝึกฝนและแสดงร่วมกัน

(เมื่อเปิดดูโบร์ชัวร์ ฉันเห็นว่า จุดเริ่มต้นและเป้าหมายในการแสดงละครเรื่องนี้ เพื่อจะส่งเสริมศักยภาพของเด็ก ทางด้านการดนตรี การร้อง และการแสดง อีกทั้งสนับสนุนการงานเพื่อเด็กในสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ ด้วย)

ฉันคิดต่อไปด้วยว่า การให้เด็ก ๆ มาร่วมแสดงละคร ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความหมายของชีวิต อาจจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ปรัชญาโดยไม่ต้องบรรยายกันเลย

สิ่งเดียวที่ไร้ที่ติ สำหรับฉันในค่ำคืนการละคร คือ เสียงดนตรี โดยเฉพาะช่วงที่วงฟองน้ำออกมาแสดง มินิ คอนสิร์ต คั่นการแสดงระหว่างองก์ ๑ และ ๒

เครื่องดนตรีไทย ผสมโรงกับเครื่องดนตรีสากลได้อย่างลงตัว บทเพลงพม่า ๕ ชั้น ไพเราะจับใจ ระนาดเอกโชว์ฝีมือรัวระนาดได้คม และฉับไว เสียงซอหวานจนใจละลาย ส่วนเสียงกลองก็ลงจังหวะได้หนักแน่น เสียงขับร้องดนตรีไทยไพเราะมาก ทั้งที่ไม่ค่อยได้ยิน แต่ก็รู้สึกคุ้นใจ ทำให้ภูมิใจในสาแหรกความเป็นไทยดันเลยเชียว 

ละครเพลงจบลง ดวงไฟเปิดสว่างทั่วห้องโถง นักแสดงและผู้ชมเห็นหน้ากันชัด ๆ — รวม ๆ แล้ว เราคงมีกันไม่ถึง ๑,๐๐๐ ชีวิต

ฉัน และผู้ชมที่เหลือ ลุกขึ้นยืน และปรบมือให้กับนักแสดง และนักดนตรีทุกคน

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างทางของการแสดง “The show  must go on.” การแสดงยังคงดำเนินต่อไป สิ่งนี้ต้องการพลังใจ และความเป็นมืออาชีพ … และฉันเห็นสิ่งนี้ในตัวนักแสดง และนักดนตรีรุ่นเยาว์ทุกคน 

(ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิต ใครจะเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำหรือไม่ the show must go on.)

*** ขอขอบคุณเพื่อนที่สนับสนุนให้ตั๋วเข้าชมการแสดง