เกมไม่รู้จบ (The Endless Game)

เราเคยนึกว่า คนเราเล่นเกมเพราะมีเวลาว่าง และไม่รู้ว่าจะเอาเวลาว่างไปทำอะไร

แต่พอเรากลายเป็นคนติดเกมเข้าบ้าง จึงได้รู้เพิ่มว่า การติดเกมสำหรับหลายคนไม่ใช่เรื่องของเวลาว่าง แต่เป็นเรื่องของเวลาวุ่น

หลายคนมีการบ้าน การงานต้องทำ แต่ยังสาละวนกับการเล่นเกม — นั้นเพราะวุ่น มากกว่า ว่าง

วุ่นอะไร ก็วุ่นวายใจ ว้าวุ่นใจ หรือ เครียด อะไรประมาณนั้น

การแก้อาการติดเกมเหมือนการรักษาโรค ที่ต้องเริ่มดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้น คือ ขั้นที่ ๑ หรือ ๒ (อย่ารอถึงขั้นสุดท้าย ไร้การรักษา) ฉันใช้เกมแก้เกม ประมาณ “หนามยอกเอาหนามบ่ง” เกมที่ว่านั้น คือ เกมแห่งสติ หรือเกมดูกายและใจไปด้วยในขณะเล่นเกม

….. ช่วงที่ผ่านมา เราติดเกม Bejewled เป็นเกมเบสิค (เด็กๆ) ที่เราต้องเรียงรูปทรงเลขาคณิตและสีให้ต่อกัน ๓ รูปหรือมากกว่านั้น เราเลือกโหมดการเล่นแบบ “ไม่รู้จบ” คือ endless ด้วยคิดว่า จะสบาย เล่นไปเรื่อย ๆ ไม่กดดันตัวเองให้ถึงเป้าหมายอะไร

เราก็เล่นเรื่อย ๆ ๆๆๆ จนถึงช่วงหนึ่ง น่าจะเป็นตอนที่เราขึ้นระดับที่ ๕๐ กว่า ๆ เราก็เริ่มเกิดรู้สึกเบื่อ และเกิดคำถามว่า “เมื่อไรจะจบ เราจะต้องเล่นไปถึงไหน”

“อ้าว ก็เล่นเกมไม่รู้จบอยู่ไม่ใช่เหรอ” ฉันท้วงตัวเอง

“เออ จริงด้วย” ฉันตอบ “อย่างนี้ ก็น่าเบื่อจริง ๆ”

จากเกม ใจวกมาพิจารณาชีวิต “ถ้าชีวิตไม่รู้จบเหมือนเกม จะว่าไง”

“เอ่อ ก็คงน่าเบื่อแย่ ชีวิตที่ไม่มี deadline (เส้นตาย) จะดีหรือ?”  ฉันถามตัวเอง

คำถามนี้ช่วยให้ฉันมองความตายในแง่มุมที่น่ามองมากขึ้น

ความตายให้กรอบเวลากับชีวิต เพื่อให้เราค้นหาความหมายในการดำรงอยู่ และอยู่อย่างมีความหมายในข้อจำกัดนี้ให้ดีที่สุด

… เริ่มรู้สึกดีขึ้นเมื่อรู้ว่า ชีวิตจะไม่น่าเบื่อเหมือนเกม … แต่เอ … ตามความเชื่อทางศาสนา คนเราเกิด-ตาย-เกิด-ตาย ในสังสารวัฏเรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะหลุดพ้น ไม่ใช่หรือ แล้วอย่างนี้ เมื่อ เกม game over ฉันต้องขึ้นเกมใหม่เรื่อย ๆ ไป อย่างนั้นหรือเปล่า เกิด-ตาย-เกิด-ตาย …..

“เกมที่ชื่อว่า สังสารวัฏน่ากลัวและน่าเบื่อจริง ๆ” ฉันบอกตัวเอง

ตอนนี้ ฉันวางเกมลงไปแล้ว เลิกติดเกม เพราะขี้เกียจเล่นเกมไม่รู้จบ (จะเล่นบ้างก็เวลาว่างจริง ๆ และเล่นเพียงนิดหน่อยก็วาง ก่อนที่จะเบื่อ)

แต่สำหรับเกมแห่งสังสารวัฏ แม้จะเบื่อ จะขี้เกียจ ฉันก็ยังคงต้องเล่นอยู่ เพราะยังไม่อาจ “วาง” ได้  เมื่อไรเกมนี้จะจบก็ไม่รู้

Advertisements

รถเมล์ซิ่งฝ่านรก (Ghost Bus Rider)

“รถเมล์ซิ่งฝ่านรก” … ถ้าเป็นชื่อหนังก็คงจะดี เราจะได้นั่งเสพความตื่นเต้นเร้าใจได้อย่างสบายอารมณ์ นั่งในโรงหนังติดแอร์ กินข้าวโพดคั่วผสมชีสเพิ่มคลอเลสเตอรอลและน้ำอัดลมเพิ่มเบาหวาน

แต่น่าเศร้าว่า เรื่องนี้เป็นความจริงที่คนเมืองกรุงจำนวนหนึ่งต้องพบเจอเป็นประจำในการเดินทาง นั่งรถเมล์ตากแดดและอาบอากาศอบอ้าว ดื่มกินควันพิษและเสียงดังแสบแก้วหู และเสพความเสี่ยงตายที่คนขับรถสาธารณะหยิบยื่นให้ ฟรี ๆ หรือในราคาไม่กี่บาทตามราคาตั๋ว

ฉันไม่ใช่คนที่ใช้บริการรถเมล์สาธารณะเป็นประจำ เพราะส่วนใหญ่ใช้ชีวิตติดบ้าน นาน ๆ ทีจึงจะออกมาในเมือง แต่เมื่อไม่นานมานี้ ฉันมีธุระประชุมงานที่ย่านพหลโยธินซอย ๓ เสร็จแล้วก็เดินทางไปอีกนัดที่พหลฯ ซอย ๕ ไม่ไกลกันนัก โดยมากฉันจะเลือกเดิน แต่วันนั้น ฉันสายจากเวลานัดกับเพื่อนแล้ว จึงต้องหาวิธีการเดินทางที่เร็วกว่าสองเท้า

นั่งมอเตอร์ไซต์ ? ก็เร็วดี แต่อันตราย และฉันไม่อยากใส่หมวกกันน๊อก reuse หมุนเวียนหลายหัว

รถไฟฟ้า BTS ? ก็ใช้บริการเป็นประจำ ขอเปลี่ยนบ้าง สร้างความแตกต่างให้ชีวิต

จึงเหลือทางเลือกเดียวในเวลานี้ คือ รถเมล์ … แล้วก็เหมือนฟ้ามาโปรด หรือนรกสั่งก็ไม่รู้ได้ เมื่อนึกว่าจะลองขึ้นรถเมล์ รถเมล์ก็มาดั่งใจนึกจริง ๆ พิเศษไปกว่านั้น รถเมล์ที่กำลังซิ่งเข้ามา คือ รถเมล์เหลืองแดงที่มีป้ายมีน้ำเงินว่า “บริการฟรีโดยภาษีประชาชน”

“โอ้ ตื่นเต้นจะได้นั่งรถเมล์ฟรีหรือนี่” ฉันโบกมือเรียกรถเมล์ทันที

รถเมล์คันนั้นวิ่งอยู่เลนกลางถนนและวิ่งเร็ว …เหมือนไม่เห็นผู้โดยสารที่กำลังโบกมืออยู่ไหว ๆ “เอ หรือฉันโบกมือผิด หรือมุมที่ยืนไม่สะดุดตา … จะไม่จอดรับเรารึไง …เอ หรือรถวิ่งเปล่า ไม่มีผู้โดยสาร แต่มองไปก็เห็นเงาคนนั่งอยู่ในรถนี่นา” ฉันรำพึงในใจ

ไม่กี่เมตรจะถึงป้ายที่ฉันยืนอยู่ รถเมล์ค่อย ๆ ชะลอช้า ๆ แต่ไม่ถึงกับหยุดนิ่ง และยังคงอยู่ในเลนกลางถนน ฉันลังเลว่าควรข้ามถนนไปขึ้นรถเมล์ที่ไม่ยอมจอดเข้าป้าย เทียบฟุตบาทหรือไม่ รถมอเตอร์ไซต์ที่แล่นตามมาเบรคเพื่อดูท่าทีผู้โดยสารว่าจะวิ่งข้ามเลนไปขึ้นรถเมล์หรือเปล่า

ฉันจึงตัดใจวิ่งไปขึ้นรถเมล์ที่กลางถนน และต้องพยายามก้าวขึ้นรถเมล์ มือต้องจับราวบันไดให้แน่น เพราะต้องก้าวขึ้นรถในขณะที่รถยังเคลื่อนที่ เมื่อเท้าข้างหนึ่งแตะบันได้ขั้นแรก เสียงเครื่องยนต์ก็กระหึ่มแรงขึ้นและออกตัวไปอย่างรวดเร็ว

ฉันยืนขนหัวลุกอยู่บนรถเมล์ มองไปรอบ ๆ เห็นผู้โดยสารไม่ถึง ๒๐ คน ทุกคนนั่งนิ่ง หน้าตรง บรรยากาศดูวังเวงพิกล เรื่องราวที่เคยได้ยินเรื่องรถเมล์ผีผุดขึ้นในใจ “นี่ตอนเที่ยง คงไม่ใช่รถเมล์ผี แต่เป็นรถเมล์ตีนผีมากกว่า”

ฉันไม่แปลกใจว่า ทำไมผู้โดยสารจึงน้อย ทั้ง ๆ ที่เป็นรถเมล์ฟรี ก็เพราะคนขับไม่ค่อยจอดรับผู้โดยสารนี่แหละ ชวนให้ถามต่อว่า ก็ถ้าไม่อยากรับผู้โดยสาร แล้วจะออกมาวิ่ง ผลาญน้ำมันกันทำไม … เสียทั้งพื้นที่การจราจร เสียเวลา เสียน้ำมัน และเสียความรู้สึกของผู้โดยสาร ประชาชน และท้ายที่สุดก็อาจเกิดเหตุเสียชวิตได้

รถเมล์ฟรีคันนั้น ขับเร็วมาก สวิงสวาย ราวกับกำลังแหกว่ายไปมาบนท้องถนน ไล่จี้รถเก๋งด้านหน้า บีบแตรไล่ และมักขับอบู่เลนกลางและขวาสุดตลอด (ตามกฎจราจรที่รถเร็วต้องอยู่ขวา) แต่รถสาธารณะไม่อยู่เลนซ้ายเพื่อรับผู้โดยสารเลย

อีกสองป้ายรถเมล์ก็จะถึงปลายทางที่ตั้งใจจะลง ฉันใจเริ่มตระหนกว่า จะได้ลงป้ายที่ต้องการหรือไม่ หรือต้องวิ่งข้ามถนนไป มองหาเพื่อนผู้โดยสาร ก็ให้โล่งใจที่เห็นว่า จะมีคนลงป้ายซอยอารีย์กับฉันอีก ๒-๓ คน

รถเข้าเลนซ้าย แต่ไม่ยอมจอดเทียบใกล้ ๆ ฟุตบาท และไม่ยอมจอดให้นิ่งสนิท ผู้โดยสารจะต้องรีบลง และลงให้ถูกจังหวะในขณะที่รถยังเคลื่อนที่ช้า ๆ และที่น่าเห็นใจ คือ ผู้โดยสารที่ต้องการขึ้น เป็นผู้สูงวัยสักหน่อย ฉันเห็นขาและข้อเข่าของผู้สูงวัยเหล่านั้น เห็นใจว่า ท่านจะลำบากขนาดไหนกับการขึ้นลงรถเมล์ฝ่านรกแบบนี้

                คนท้อง คนแก่ เด็ก ผู้พิการสายตา คนมีปัญหาสุขภาพ … คนเหล่านั้นจะทำอย่างไรในการเดินทาง

                ฉันว่า เราไม่ต้องการรถเมล์ฟรี — แต่เราต้องการรถเมล์ที่มีคนขับดี มีน้ำใจ ให้บริการที่มีคุณภาพ และพาเราสู่ปลายทางด้วยความปลอดภัย

ฉันลืมจดทะเบียนรถเมล์เพื่อติดต่อต้นสังกัดให้ดูแลเรื่องนี้ แต่ก็คิดได้ว่า เรื่องนี้ไม่เป็นเพียงรถเมล์ หรือรถยนต์สาธารณะสายใดสายหนึ่ง แต่เป็นเรื่องระบบการขนส่งสาธารณะทุกสาย ทุกระบบที่เกี่ยวข้องกับการพาผู้โดยสารให้ถึงที่หมายอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย — นี่คือมาตรฐานการขนส่งทุกรูปแบบ

                 ผู้ที่มีหน้าที่ขับรถโดยสารสาธารณะ ควรจะมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ มีใจกรุณาเอื้อเฟื้อ มีจิตบริการดูแลผู้อื่น การคัดเลือกคนเข้าทำงาน การให้เงินเดือนสวัสดิการกับคนทำงานด้านนี้ ควรได้รับการดูแลใส่ใจ

… ประสบการณ์ในครั้งนี้ทำให้ฉันนึกถึงคำพูดของพี่สาวที่รักคนหนึ่ง เราเคยคุยกันเรื่องวิธีการบริหารราชการแผ่นดินของบรรดารัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงหรือแม้แต่ผู้บริการองค์กรว่า “พวกเขาเหล่านั้นต้องลงมาสัมผัสและดำเนินชีวิตอย่างคนธรรมดาสามัญดูบ้าง จะได้รู้ว่า จะดูแลทุกข์สุขของเพื่อนร่วมสังคมอย่างไร”

        ผู้ที่อยู่สูงควรโน้มต่ำ — ในการที่เราจะแก้ปัญหา เยียวยาทุกข์ บำรุงสุขให้ผู้คนนั้น เราต้องเรียนรู้ความจริง ความเป็นจริง และการจะเรียนรู้ความเป็นจริงได้ เราต้องลงมาสัมผัสกับความเป็นจริงที่เป็นไปในสังคม อย่างในกรณีนี้ บรรดาข้าราชการระดับสูง รมต. ทั้งหลายควรลงจากรถยนต์ส่วนบุคคลที่มีคนขับให้พร้อมมีรถตำรวจนำหน้า แล้วเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ เดินบนทางเท้า เดินข้ามทางม้าลาย หรือหอบสังขารขึ้นสะพานลอยฯลฯ และนำสิ่งที่ตนเห็น และรู้ไปเป็นข้อมูลดิบ ข้อมูลจริง ที่นำไปสู่การสร้างความสุข ความเปลี่ยนแปลงให้สาธารณะ

ต้นธารแห่งความสุข

โดย กรรณจริยา สุขรุ่ง

(แปลและเพิ่มเติมจาก http://www.bangkokpost.com/arts-and-culture/art/319037/finding-joy-in-the-everyday)

“อะไรคือต้นธารแห่งความสุขในชีวิต” อโณทัย เจียรสถาวงศ์ ผู้ริเริ่มโครงการนิทรรศการ “ต้นธารแห่งความสุข” ถามคำถามนี้กับศิลปินระดับชาติ ๒๘ ชีวิตที่เข้าร่วมงานนิทรรศการครั้งนี้

ศิลปินแห่งชาติ อาจารย์ชลูด นิ่มเจริญ กล่าวถึงแม่ “ผมเป็นคนที่นับถือผู้เป็นเพศหญิงทุกคน เพราะผมนับถือแม่ มีแม่ที่ให้ความรัก เลี้ยงดูอบรม ส่งเสียจนเป็นตัวเป็นตนมาอย่างนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้รู้ว่า ชีวิตไม่ได้ขาดแคลนสิ่งใด ยังมีคนที่รักเราอยู่ …”

อาจารย์ สันต์ สารากรบริรักษ์ ย้อนนึกถึงต้นธารแห่งความสุขที่ช่วยให้อาจารย์รอดจากความเจ็บป่วย “ในปลายปี๒๕๔๐ หลังจากทำพิมพ์ปลาสเตอร์ท่านอาจารย์ (ศิลป์ พีระศรี) แล้ว อาการป่วยของผมก็ทุเลาขึ้นมาก แต่การเขียนรูปนอกสถานที่ยังเป็นเรื่องลำบาก เพราะต้องขับรถไปไกล ทว่าความต้องการเขียนภาพยังมีอยู่อย่างมาก จึงใช้วิธีจัดดอกไม้ต่าง ๆ ใส่แจกัน ช่วงนี้ผมเขียนด้วยเกรียงปาดสีที่บีบจากหลอดผมค่อย ๆ ดีขึ้นเพราะดอกไม้ดอกไม้ให้ความสดใส ทำให้ใจมีความสุข ผมคิดว่าผมรอดตายจากการป่วยครั้งนั้น” 

ศิลปินแห่งชาติอีกท่าน อาจารย์ทวี รัชนีกร กล่าวว่า “ผมดำรงชีวิตอยู่เพื่อสร้างสรรค์สิ่งสวยงามให้กับโลก เพื่อสร้างศิลปะ สร้างสุนทรียภาพ เพราะผมคิดว่าความงามเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์สมบูรณ์ขึ้น… เวลาเขียนงานผมไม่ได้บันทึกด้วยความเศร้าหรือความเกลียดชัง แต่บันทึกด้วยความเข้าใจว่า กี่ยุคกี่สมัยมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้…. ผมเองมีความสุขได้เพราะพระพุทธศาสนา ไม่มีอะไรดีกว่าพุทธศาสนา แต่หน้าที่ของผมคือสร้างสรรค์ศิลปะ ผมต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด” 

ศิลปินท่านอื่น ๆ กล่าวถึงต้นธารแห่งความสุขในชีวิตในรายละเอียดต่าง ๆ กัน ทว่า สาระของความสุขนั้นดูจะคล้ายกัน คือ แรงบันดาลใจจากศิลปะ การทำงาน ความรักความเมตตา และธรรมะ อย่างที่ศิลปิน วิโชค มุกดามณี สะท้อนว่า “การทำงานด้วยจิตใจจดจ่อมีสมาธิอยู่กับงานนั้น ๆ เป็นการลดช่องว่างของจิตใจที่คิดฟุ้งซ่านหรือพะวง เพราะเมื่อสติมีความแน่วแน่อยู่กับงาน จะทำให้เราผ่านพ้นปัญหายุ่งยากที่เผชิญหรือความลำบากภายในใจได้ …”

คำตอบเหล่านี้จากบรรดาศิลปินคือสิ่งที่อโณทัย ผู้ริเริ่มโครงการต้นธารแห่งความสุข ปรารถนาจะให้สาธารณชนได้ลองใคร่ครวญบ้างเช่นกัน

“ศิลปะเป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยเยียวยาความขัดแย้งและดับทุกข์ร้อนในสังคม ถ้าคนเราหันมาชื่นชมศิลปะกันให้มากขึ้น เราก็จะมีที่ว่างให้กับความสุขในหัวใจเพิ่มขึ้น แทนที่จะคิดหมกมุ่นกับความขัดเคือง ความไม่ชอบ ไม่พอใจ หรือใจที่คิดทำร้ายกล่าวด่าผู้อื่น เราหยุด ชื่นชมงานศิลปะและสัมผัสกับความปีติในจิตใจ” อโณทัยกล่าว

ตั้งแต่ช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๕ นี้ อโณทัยบ่มเพาะความสุขภายในของเธอ เพื่อโครงการนี้ที่เธอตั้งใจให้เป็นโรงบ่มเพาะต้นธารแห่งความสุขภายในใจของผู้คนในสังคม

สำหรับอโณทัยแล้ว ต้นธารแห่งความสุขของเธอมาจากการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน

“มรรควิธีทางพุทธคือหนทางสว่างที่สามารถเกื้อกูลให้เกิดการขัดเกลาและการพัฒนาทางจิต ส่งผลให้บุคคลมีความเจริญงอกงามของชีวิตด้านใน” อโณทัย อดีตนักธุรกิจเงินล้านกล่าว

 “วิชาของพระพุทธเจ้าดับทุกข์ได้จริง ขัดเกลาตัวเราได้จริง สิ่งที่เคยทำให้เราทุกข์มากก็มีผลกับใจเราน้อยลง … ทุกข์มาจากความไม่รู้ เรายึดมั่นถือมั่นกับสิ่งที่เราปรารถนา หรือไม่ปรารถนา การปฏิบัติธรรมวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นหนทางให้เราเห็นความเป็นจริง และช่วยคลายความยึ่ดมั่นถือมั่น”

เมื่อคลายทุกข์ สุขก็เกิด อโณทัยจึงอยากแผ่ขยายความสุขที่เธอได้รับจากการปฏิบัติวิปัสสนาให้คนในสังคม โครงการ “ต้นธารแห่งความสุข” นี้จึงเกิดขึ้นเพื่อระดมทุนซื้อที่ดินและสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมให้แก่ศูนย์กลางการศึกษาวิปัสสนาธุระพุทธวิหาร วัดพระธรรมจักร อ.เมือง จังหวัดนครนายก

วัดพระธรรมจักรเป็นวัดป่าที่เรียบง่าย ไม่มีอาคารตึกใหญ่โต มีเพียงโรงเรือนเพื่อทำกิจสำคัญ ๆ เช่น ศาลาฟังธรรม โรงครัว นอกนั้นก็เป็นพื้นที่ป่า ต้นไม้ ทั้งสงฆ์และผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน อยู่ในกุฏิเล็ก ๆ เป็นหลังเดี่ยวท่ามกลางต้นไม้ ในบรรยากาศที่ปลอดภัยและสงบสงัด

เจ้าอาสาสของวัด ผู้เป็นพระอาจารย์ของศูฯย์ปฏิบัติธรรมแห่งนี้ คือ พระปลัดชัชวาล ชินสโภ ท่านเป็นศิษย์ที่ได้รับการสืบทอดจากพระอาจารย์อาสภะมหาเถระ พระธรรมทูตสายวิปัสสนาธุระจาพม่าที่มาเผยแผ่วิปัสสนากัมมัฏฐานในเมืองไทย

แม้วัตถุประสงค์หลักของงานจะมุ่งระดมทุนเพื่อขยายศูนย์การปฏิบัติธรรม แต่อโณทัยก็หวังว่า การแสดงงานศิลปะจะเอื้อเฟื้อให้สาธาณะเข้าถึงผลงานศิลปะที่มีคุณค่าจากศิลปินชั้นครูกว่า ๗๐ ชิ้น

“ศิลปะเป็นสิ่งที่สามารถยกระดับจิตใจคน ให้เข้าถึงความดี ความงามและความจริงอันประเสริฐ” เธออธิบายความต่อว่า “ในเวลาที่เรายินอยู่หน้าภาพศิลปะ ขณะนั้นใจเราว่างจากอกุศล เราไม่ทำร้ายใครทางกาย ไม่ต่อว่าประหารน้ำใจใครทางวาจา จิตของเราเป็นสมาธิจดจ่ออยู่กับศิลปะ มีปีติเบิกบานใจกับความงามทางศิลปะที่เห็น

“นอกจากนั้น ภาพศิลปะยังสะท้อนความจริง ความหมายบางอย่างของชีวิตไว้ด้วย ช่วยยกระดับความคิด สำนึกของเราให้สูงขึ้น”

อโณทัยยกตัวอย่างภาพวาดของ อาจารย์ทวี รัชนีกร ศิลปินแห่งชาติ ผู้วาดภาพแม่นกคาบปลามาให้ลูกน้อย “ในภาพ อ. ทวีให้ภาพของแม่นกและลูกนกที่ดูโหดร้าย แต่ในความโหดร้ายนั้น เราเห็นความรักของแม่ แม่อาจจะทำลายชีวิตปลา แต่ก็ทำเพื่อให้ลูกรอด”

อโณทัยสะท้อนว่า การพินิจภาพและความหมายที่สื่อเข้าถึงใจเช่นนี้ ช่วยให้เราวางแนวโน้มที่จะตัดสินคนจากภาพที่เห็น

ถ้าคนในสังคมเรานิยมการไปเยี่ยมชมและชื่นชมผลงานศิลปะมากขึ้น ใจของผู้คนก็อาจจะเอนเอียงเข้าหาความงาม ความดี และความจริงมากขึ้นไปด้วย ซึ่งสำหรับอโณทัย แม้ความสุข สมาธิ ปีติที่เกิดจากการชื่นชมภาพศิลปะจะยังอยู่ในโลกียสุข แต่ก็เป็นโลกียสุขฝ่ายกุศล ที่เกื้อกูลต่อความสุขที่ละเอียดปราณีตและสูงขึ้นได้ต่อไป

โครงการนิทรรศการศิลปะ “ต้นธารแห่งความสุข”

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (หอศิลป์เจ้าฟ้า)
๓ – ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕

นิทรรศการนี้จัดแสดงผลงานศิลปะ ๗๐ชิ้น จากศิลปิน ๒๘ ท่าน  เพื่อให้สาธารณะเรียนรู้ทั้งเรื่องศิลปะและธรรมะ รวมถึงให้ข้อมูลเรื่องการศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐานและสถานที่สำหรับปฏิบัติธรรมแก่ประชาชน

เปิดงานวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕  

๑๖.๐๐ – ๑๗.๓๐ น.      ธรรมเสวนา “ตามรอยวิปัสสนากัมมัฏฐานจากชมพูทวีปสู่สุวรรณภูมิ”

โดย พระปลัดชัชวาล ชินสโภ

นพ. บัญชา พงษ์พานิช

มณเฑียร ธนานาถ

ดำเนินรายการโดย อัญชลีพร กุสุมภ์

๑๗.๓๐ น. เปิดงานโดย ดร.ชัยวัฒน์  วิบูลย์สวัสดิ์ (อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) และ พญ.วิไล  ธนสารอักษร

รายชื่อศิลปินที่เข้าร่วมโครงการต้นธารแห่งความสุข

  1. ชลูด    นิ่มเสมอ          (ศิลปินแห่งชาติ)
  2. ประหยัด  พงษ์ดำ           (ศิลปินแห่งชาติ)
  3. พิชัย   นิรันต์                  (ศิลปินแห่งชาติ)
  4. สันต์   สารากรบริรักษ์ (ศิลปินแห่งชาติ)
  5. ทวี   รัชนีกร                    (ศิลปินแห่งชาติ)
  6. นนทิวรรธน์  จันทนะผะลิน (ศิลปินแห่งชาติ)
  7. อิทธิพล  ตั้งโฉลก           (ศิลปินแห่งชาติ)
  8. ปรีชา   เถาทอง   (ศิลปินแห่งชาติ)
  9. ปัญญา   เพ็ชรชู  (ศาสตรเมธีแห่งชาติ)
  10. ผ่อง   เซ่งกิ่ง
  11. วิโชค   มุกดามณี
  12. ปัญญา   วิจินธนสาร
  13. สมภพ   บุตราช
  14. สุวัฒน์   วรรณมณี
  15. ดินหิน   รักพงษ์อโศก
  16. จันทนา   แจ่มทิม
  17. เอกชัย   ลวดสูงเนิน
  18. อลงกรณ์   หล่อวัฒนา
  19. สุวัฒน์   แสนขัติยรัตน์
  20. จินตนา   เปี่ยมสิริ
  21. ไพโรจน์  วังบอน
  22. ชินสีห์  จันทร์มณี
  23. พีระศิลป์   ดวงอิน
  24. สุวรรณี   สารคณา
  25. สิโรจน์   พวงบุปผา
  26. ปัญญา  อภิญญานุรักษ์
  27. อรรถนิติ  ลาภากรณ์
  28. จริยา   เจียมวิจิตร (ศิลปินอิสระ)