รถเมล์ซิ่งฝ่านรก (Ghost Bus Rider)

“รถเมล์ซิ่งฝ่านรก” … ถ้าเป็นชื่อหนังก็คงจะดี เราจะได้นั่งเสพความตื่นเต้นเร้าใจได้อย่างสบายอารมณ์ นั่งในโรงหนังติดแอร์ กินข้าวโพดคั่วผสมชีสเพิ่มคลอเลสเตอรอลและน้ำอัดลมเพิ่มเบาหวาน

แต่น่าเศร้าว่า เรื่องนี้เป็นความจริงที่คนเมืองกรุงจำนวนหนึ่งต้องพบเจอเป็นประจำในการเดินทาง นั่งรถเมล์ตากแดดและอาบอากาศอบอ้าว ดื่มกินควันพิษและเสียงดังแสบแก้วหู และเสพความเสี่ยงตายที่คนขับรถสาธารณะหยิบยื่นให้ ฟรี ๆ หรือในราคาไม่กี่บาทตามราคาตั๋ว

ฉันไม่ใช่คนที่ใช้บริการรถเมล์สาธารณะเป็นประจำ เพราะส่วนใหญ่ใช้ชีวิตติดบ้าน นาน ๆ ทีจึงจะออกมาในเมือง แต่เมื่อไม่นานมานี้ ฉันมีธุระประชุมงานที่ย่านพหลโยธินซอย ๓ เสร็จแล้วก็เดินทางไปอีกนัดที่พหลฯ ซอย ๕ ไม่ไกลกันนัก โดยมากฉันจะเลือกเดิน แต่วันนั้น ฉันสายจากเวลานัดกับเพื่อนแล้ว จึงต้องหาวิธีการเดินทางที่เร็วกว่าสองเท้า

นั่งมอเตอร์ไซต์ ? ก็เร็วดี แต่อันตราย และฉันไม่อยากใส่หมวกกันน๊อก reuse หมุนเวียนหลายหัว

รถไฟฟ้า BTS ? ก็ใช้บริการเป็นประจำ ขอเปลี่ยนบ้าง สร้างความแตกต่างให้ชีวิต

จึงเหลือทางเลือกเดียวในเวลานี้ คือ รถเมล์ … แล้วก็เหมือนฟ้ามาโปรด หรือนรกสั่งก็ไม่รู้ได้ เมื่อนึกว่าจะลองขึ้นรถเมล์ รถเมล์ก็มาดั่งใจนึกจริง ๆ พิเศษไปกว่านั้น รถเมล์ที่กำลังซิ่งเข้ามา คือ รถเมล์เหลืองแดงที่มีป้ายมีน้ำเงินว่า “บริการฟรีโดยภาษีประชาชน”

“โอ้ ตื่นเต้นจะได้นั่งรถเมล์ฟรีหรือนี่” ฉันโบกมือเรียกรถเมล์ทันที

รถเมล์คันนั้นวิ่งอยู่เลนกลางถนนและวิ่งเร็ว …เหมือนไม่เห็นผู้โดยสารที่กำลังโบกมืออยู่ไหว ๆ “เอ หรือฉันโบกมือผิด หรือมุมที่ยืนไม่สะดุดตา … จะไม่จอดรับเรารึไง …เอ หรือรถวิ่งเปล่า ไม่มีผู้โดยสาร แต่มองไปก็เห็นเงาคนนั่งอยู่ในรถนี่นา” ฉันรำพึงในใจ

ไม่กี่เมตรจะถึงป้ายที่ฉันยืนอยู่ รถเมล์ค่อย ๆ ชะลอช้า ๆ แต่ไม่ถึงกับหยุดนิ่ง และยังคงอยู่ในเลนกลางถนน ฉันลังเลว่าควรข้ามถนนไปขึ้นรถเมล์ที่ไม่ยอมจอดเข้าป้าย เทียบฟุตบาทหรือไม่ รถมอเตอร์ไซต์ที่แล่นตามมาเบรคเพื่อดูท่าทีผู้โดยสารว่าจะวิ่งข้ามเลนไปขึ้นรถเมล์หรือเปล่า

ฉันจึงตัดใจวิ่งไปขึ้นรถเมล์ที่กลางถนน และต้องพยายามก้าวขึ้นรถเมล์ มือต้องจับราวบันไดให้แน่น เพราะต้องก้าวขึ้นรถในขณะที่รถยังเคลื่อนที่ เมื่อเท้าข้างหนึ่งแตะบันได้ขั้นแรก เสียงเครื่องยนต์ก็กระหึ่มแรงขึ้นและออกตัวไปอย่างรวดเร็ว

ฉันยืนขนหัวลุกอยู่บนรถเมล์ มองไปรอบ ๆ เห็นผู้โดยสารไม่ถึง ๒๐ คน ทุกคนนั่งนิ่ง หน้าตรง บรรยากาศดูวังเวงพิกล เรื่องราวที่เคยได้ยินเรื่องรถเมล์ผีผุดขึ้นในใจ “นี่ตอนเที่ยง คงไม่ใช่รถเมล์ผี แต่เป็นรถเมล์ตีนผีมากกว่า”

ฉันไม่แปลกใจว่า ทำไมผู้โดยสารจึงน้อย ทั้ง ๆ ที่เป็นรถเมล์ฟรี ก็เพราะคนขับไม่ค่อยจอดรับผู้โดยสารนี่แหละ ชวนให้ถามต่อว่า ก็ถ้าไม่อยากรับผู้โดยสาร แล้วจะออกมาวิ่ง ผลาญน้ำมันกันทำไม … เสียทั้งพื้นที่การจราจร เสียเวลา เสียน้ำมัน และเสียความรู้สึกของผู้โดยสาร ประชาชน และท้ายที่สุดก็อาจเกิดเหตุเสียชวิตได้

รถเมล์ฟรีคันนั้น ขับเร็วมาก สวิงสวาย ราวกับกำลังแหกว่ายไปมาบนท้องถนน ไล่จี้รถเก๋งด้านหน้า บีบแตรไล่ และมักขับอบู่เลนกลางและขวาสุดตลอด (ตามกฎจราจรที่รถเร็วต้องอยู่ขวา) แต่รถสาธารณะไม่อยู่เลนซ้ายเพื่อรับผู้โดยสารเลย

อีกสองป้ายรถเมล์ก็จะถึงปลายทางที่ตั้งใจจะลง ฉันใจเริ่มตระหนกว่า จะได้ลงป้ายที่ต้องการหรือไม่ หรือต้องวิ่งข้ามถนนไป มองหาเพื่อนผู้โดยสาร ก็ให้โล่งใจที่เห็นว่า จะมีคนลงป้ายซอยอารีย์กับฉันอีก ๒-๓ คน

รถเข้าเลนซ้าย แต่ไม่ยอมจอดเทียบใกล้ ๆ ฟุตบาท และไม่ยอมจอดให้นิ่งสนิท ผู้โดยสารจะต้องรีบลง และลงให้ถูกจังหวะในขณะที่รถยังเคลื่อนที่ช้า ๆ และที่น่าเห็นใจ คือ ผู้โดยสารที่ต้องการขึ้น เป็นผู้สูงวัยสักหน่อย ฉันเห็นขาและข้อเข่าของผู้สูงวัยเหล่านั้น เห็นใจว่า ท่านจะลำบากขนาดไหนกับการขึ้นลงรถเมล์ฝ่านรกแบบนี้

                คนท้อง คนแก่ เด็ก ผู้พิการสายตา คนมีปัญหาสุขภาพ … คนเหล่านั้นจะทำอย่างไรในการเดินทาง

                ฉันว่า เราไม่ต้องการรถเมล์ฟรี — แต่เราต้องการรถเมล์ที่มีคนขับดี มีน้ำใจ ให้บริการที่มีคุณภาพ และพาเราสู่ปลายทางด้วยความปลอดภัย

ฉันลืมจดทะเบียนรถเมล์เพื่อติดต่อต้นสังกัดให้ดูแลเรื่องนี้ แต่ก็คิดได้ว่า เรื่องนี้ไม่เป็นเพียงรถเมล์ หรือรถยนต์สาธารณะสายใดสายหนึ่ง แต่เป็นเรื่องระบบการขนส่งสาธารณะทุกสาย ทุกระบบที่เกี่ยวข้องกับการพาผู้โดยสารให้ถึงที่หมายอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย — นี่คือมาตรฐานการขนส่งทุกรูปแบบ

                 ผู้ที่มีหน้าที่ขับรถโดยสารสาธารณะ ควรจะมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ มีใจกรุณาเอื้อเฟื้อ มีจิตบริการดูแลผู้อื่น การคัดเลือกคนเข้าทำงาน การให้เงินเดือนสวัสดิการกับคนทำงานด้านนี้ ควรได้รับการดูแลใส่ใจ

… ประสบการณ์ในครั้งนี้ทำให้ฉันนึกถึงคำพูดของพี่สาวที่รักคนหนึ่ง เราเคยคุยกันเรื่องวิธีการบริหารราชการแผ่นดินของบรรดารัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงหรือแม้แต่ผู้บริการองค์กรว่า “พวกเขาเหล่านั้นต้องลงมาสัมผัสและดำเนินชีวิตอย่างคนธรรมดาสามัญดูบ้าง จะได้รู้ว่า จะดูแลทุกข์สุขของเพื่อนร่วมสังคมอย่างไร”

        ผู้ที่อยู่สูงควรโน้มต่ำ — ในการที่เราจะแก้ปัญหา เยียวยาทุกข์ บำรุงสุขให้ผู้คนนั้น เราต้องเรียนรู้ความจริง ความเป็นจริง และการจะเรียนรู้ความเป็นจริงได้ เราต้องลงมาสัมผัสกับความเป็นจริงที่เป็นไปในสังคม อย่างในกรณีนี้ บรรดาข้าราชการระดับสูง รมต. ทั้งหลายควรลงจากรถยนต์ส่วนบุคคลที่มีคนขับให้พร้อมมีรถตำรวจนำหน้า แล้วเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ เดินบนทางเท้า เดินข้ามทางม้าลาย หรือหอบสังขารขึ้นสะพานลอยฯลฯ และนำสิ่งที่ตนเห็น และรู้ไปเป็นข้อมูลดิบ ข้อมูลจริง ที่นำไปสู่การสร้างความสุข ความเปลี่ยนแปลงให้สาธารณะ

Advertisements

3 responses to “รถเมล์ซิ่งฝ่านรก (Ghost Bus Rider)

  1. วันจันทร์ ได้นั่งรถเมล์ฟรีเพื่อประชาชนสาย ๒๑ จากแถวบางประกอก พฤติกรรมคล้ายๆ กับในบทความเลย คือจอดเลนสอง ไม่ชิดซ้าย เหมือนไม่อยากจอด พี่ผู้ชายที่ขึ้นมาด้วยกันก็รู้สึกอย่างนั้น แถมซิ่งออกขวาตลอด แต่ผมนั่งรถเมล์ประจำเวลาเดินทาง เลยมีโอกาสนั่งรถเมล์ฟรีหลายครั้ง เมื่อก่อนไม่เลวร้ายเท่าปัจจุบันซึ่งคุณภาพแย่ลงๆ ทุกที

    • พี่นันคิดว่า อะไรทำให้คุณภาพของการบริการรถเมล์แย่ลงคะ … กำลังคิดดูว่าเราจะช่วยทำอะไรให้บริการดีขึ้นได้บ้าง พี่นันมีความเห็นไหมคะ

  2. พี่นันคิดว่า อะไรทำให้คุณภาพของการบริการรถเมล์แย่ลงคะ … กำลังคิดดูว่าเราจะช่วยทำอะไรให้บริการดีขึ้นได้บ้าง พี่นันมีความเห็นไหมคะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s