ท้าวโลกนาถ (Lokanat) เทพผู้ใช้ศิลปะสร้างสันติภาพให้โลก

ท้าวโลกนาถ เทพผู้ใช้ศิลปะแห่งเสียงเพลงและการร่ายรำ นำสันติภาพมาสู่โลก

ท้าวโลกนาถ เทพผู้ใช้ศิลปะแห่งเสียงเพลงและการร่ายรำ นำสันติภาพมาสู่โลก

ขณะที่เดินชมความงามและความอลังการของบัลลังก์กษัตริย์พม่าที่แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งเมืองย่างกุ้ง ฉันสะดุดตากับประติมากรรมชิ้นหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ข้างล่างบัลลังก์ — Lokanat ฉันเรียกท่านเป็นไทย ๆ ว่า “ท้าวโลกนาถ”

ประติมากรรมท้าวโลกนาถ เป็นรูปปั้นที่มีลีลาท่วงท่าสง่างาม ท่านกำลังร่ายรำ มือทั้งสองจีบและตั้งขึ้นได้องศา หน้าเชิดเล็กน้อยแสดงถึงความสุข ที่เท้าทั้งสองมีฉิ่งไว้ตีให้จังหวะดนตรี (คือท่านเป็นศิลปินเดี่ยวทั้งเล่นดนตรี ร้อง รำ ทำเองหมด)

แต่เหนือความงามทางศิลปะ คือ เรื่องราวในเทวตำนานที่ทำให้ฉันตระหนักถึงความสำคัญของศิลปะต่อวิถีแห่งสันติ

รักแรกเห็นในครั้งนี้ดูเหมือนจะสะกดจิตฉันให้ดำเนินรอยตามความเป็นนักรัก…สันติภาพ เช่นท่านด้วย

ท้าวโลกนาถเป็นเทพผู้เป็นที่รักและนับถือของชาวพม่า ท่านเป็นเทพนักสันติวิธี (peacemaker) และผู้นำความสุขสงบมาสู่โลกด้วยวิถีแห่งศิลปะ

ตามตำนาน ท้าวโลกนาถทำหน้าที่เหมือนตำรวจ ท่านเป็นผู้พิทักษ์สันติของโลกและจักรวาล วันหนึ่ง ในขณะที่ท่านกำลังสอดส่องดูความสงบเรียบร้อยของจักรวาลอยู่นั้น ท่านก็เห็นว่า พญาราชสีห์และกรินทร์ปักษา (ช้างมีปีก) กำลังต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ด้วยทั้งสองฝ่ายต้องการแย่งชิงความเป็นใหญ่เหนือเมฆา

ท้าวโลกนาถเล็งเห็นแล้วว่า หากปล่อยให้ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันต่อไป โลกทั้งใบจะลุกเป็นไฟ และถูกเผาไหม้เป็นธุลี ท่านจึงเข้ามาสงบศึก

วิธีการนำสันติภาพคืนสู่โลกนั้นน่าสนใจยิ่งนัก … ท่านไม่ได้ใช้เหตุผลอธิบาย หรือเรียกทั้งสองฝ่ายมาไกล่เกลี่ย — สิ่งที่ท่านทำคือ ขับมนต์เพลงและร่ายรำ

เมื่อสัตว์ที่กำลังสู้รบกันได้ยินเสียงเพลงอันไพเราะเสนาะโสต ก็ลามือจากการห้ำหั่น และหันมาฟังเพลง พากันชื่นชมท่วงท่าร่ายรำอันสง่างามของท้าวโลกนาถ เมื่อเพลิดเพลินกับเสียงดนตรี ลำนำเพลงและการร่ายรำ ใจของสัตว์ทั้งสองก็คลายจากความโกรธ ความขุ่นแค้นและขัดเคือง ท้ายที่สุด ในภาวะที่ใจผ่อนคลาย สบาย ความปรารถนาที่จะรบกันก็จางหายไป และสันติสุขก็เกิดขึ้น

เทวตำนานเรื่องนี้ดูเหมือนจะสะท้อนว่า เราอาจจะไม่ต้องการเหตุผล ข้อมูล หรือตรรกะใด ๆ มาแก้ปัญหาความขัดแย้ง เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตน เชื่อมั่นในความเห็นของตนเกินกว่าที่จะเปิดใจรับความคิดของฝ่ายอื่นได้ ยิ่งพูด อาจยิ่งทวีความขุ่นข้องหมองใจ

วิธีการสู่สันติภาพสำหรับท้าวโลกนาถจึงใช้สิ่งที่เหนือเหตุผล คือ ความรู้สึก …ทำในสิ่งที่จะเร้าความรู้สึกฝ่ายกุศลให้เข้ามาแทนที่ความรู้สึกที่ติดลบ ในเรื่องนี้ ท่านสร้างความรู้สึกเพลิดเพลินสบายใจ ผ่อนคลายให้เกิดกับผู้ที่เป็นอริกัน …

จะเห็นได้ว่า ศิลปะเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่จะช่วยประโลมใจของสัตว์ทั้งหลายได้ดี ไม่ว่าจะเป็นวรรณศิลป์ ทัศนศิลป์ นาฏศิลป์ ศิลปะแขนงต่าง ๆ มีผลต่อจิตใจและจิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง และศิลปะนำเราสู่สันติภาพได้ …

จึงให้น่าคิดว่า ปัจจุบัน ชีวิตของเราอาจห่างเหิน ห่างไกลจากสุนทรียภาพ ทั้งความงามจากธรรมชาติ และความงามที่คนสร้างขึ้น ทำให้เราเน้นถกกันด้วยเหตุผล และเพิกเฉยต่อความรู้สึกอันเป็นสำนึกสำคัญของความเป็นมนุษย์

หากสังคมของเราในเวลานี้ให้ความหมายและความสำคัญต่อศิลปะในพื้นที่ชีวิต และพื้นที่สาธารณะกันให้มากขึ้น จิตใจของคนจะละเอียดอ่อน อ่อนโยน และชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพในชีวิตกันได้ดีขึ้น เมื่อนั้นความรุ่มร้อน หยาบคาย หยาบกระด้างจะได้ลดน้อยถอยลงไป …. นี่คือสันติวิธีที่ฉันเรียนรู้จากท้าวโลกนาถ

Advertisements

กระเป๋าออมศีล

DSCN2774

กระเป๋าผ้าใบน้อยนี้นอนนิ่งอยู่ในลิ้นชักข้างเตียงเป็นแรมเดือน นับตั้งแต่วันที่ฉันได้รับของขวัญชิ้นนี้จากน้องสาวคนหนึ่ง เธอเป็นผู้ฟังรายการวิทยุ “ธรรมะ ธรรมดา” และ “มองชีวิตมีชีวา” ที่เราได้มีโอกาสร่วมดำเนินรายการในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าทั้งสองรายการจะได้ลาหน้าปัดวิทยุมาร่วมปีแล้ว น้องสาวคนนี้ก็ยังคงระลึกถึงกันเสมอ

เธอส่งกระเป๋าผ้าใบน้อยนี้มาพร้อมโน้ตที่เขียนด้วยลายมือ ความโดยย่อว่า “เธอได้รับซีดีที่บันทึกเสียงรายการธรรมะ ธรรมดาแล้ว เธอและคุณแม่เปิดฟังในขณะขับรถ เป็นประโยชน์มาก …”

ฉันซาบซึ้งใจในมิตรไมตรีที่น้องคนนี้มอบให้ และขอบคุณที่เธอทำให้รู้ว่า “สิ่งที่ฉันทำพอเป็นประโยชน์กับผู้อื่นบ้าง”

ฉันไม่รู้ว่าจะใช้กระเป๋าใบน้อยนี้ทำประโยชน์อะไรให้สมกับความรู้สึกของผู้ให้ — เลยเก็บกระเป๋าไว้ในลิ้นชัก รอเวลาที่ความคิดจะบรรเจิด …และแล้วในวันที่ฉันได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณจิระพงศ์ รอดภาษา จากโรงบ่มอารมณ์สุข เรื่อง ถุงออมศีล ฉันจึงนึกออกว่า ฉันจะให้กระเป๋าใบน้อยนี้เป็นถุงออมศีล ออมบุญ ตลอดปี ๒๕๕๖

วิธีใช้กระเป๋าออมศีล

ในทุกวัน ฉันทบทวนศีลว่าศีล ๕ บริบูรณ์หรือไม่ ทะลุ หม่นหมอง หรือขาดวิ่นตรงไหน ข้อใด

หากศีล ๕ บริบูรณ์ ในวันนั้น ฉันจะเอาเงิน ๕ บาทใส่ลงในกระเป๋า แต่หากวันใด ศีลด่างพร้อย ไม่ครบ ก็ใส่เงินตามจำนวนศีลที่ดูแลได้ เช่นหากรักษาศีลได้ ๔ ข้อ ก็เก็บ ๔ บาทไว้ในกระเป๋า

เงินทั้งหมดที่ออมศีลไว้ ฉันจะนำไปทำบุญภายหลัง ซึ่งยังไม่ได้กำหนดไว้ว่าจะทำอะไร

ความตั้งใจในการกระทำนี้ก็คือ อยากให้ความรู้สึกเป็นบุญของน้องเจริญขึ้น ๆ ไปในหัวใจและชีวิตของกันและกัน และขอมอบกลับสิ่งนี้เป็นของขวัญให้กับน้องจิ๋ว และทุก ๆ คน เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ ๒๕๕๖ ค่ะ             

ขุมพลังของคนอาสาบ่มอารมณ์สุข

“อะไรคือตาน้ำแห่งพลัง ที่ทำให้คุณสร้างสรรค์กิจกรรมอาสาเพื่อสังคมได้ไม่ซ้ำแบบ และมีแรงทำไม่หยุดหย่อน” ผู้ดำเนินการสนทนาถามหนุ่มหน้าใส อารมณ์ดี คุณ จิระพงศ์ รอดภาษา หรือ นุ้งนิ้ง ผู้มาเปิดโลกอาสา ครั้งที่ ๔ โดย ธนาคารจิตอาสา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

นุ้งนิ้ง โรงบ่มอารมณ์สุข

นุ้งนิ้ง โรงบ่มอารมณ์สุข

นักวิทยาศาสตร์ ผู้มีหัวคิดสร้างสรรค์และหัวใจใฝ่บุญ นิ่งไปสักครู่ แล้วบอกว่า “พูดถึงเรื่องนี้ทีไร ผมตื้นตัน น้ำตาจะไหล” แล้วเขาก็นิ่งไปจริง ๆ เหมือนพยายามสะกดน้ำตาไม่ให้ไหล

“คราวหนึ่ง ระหว่างที่ผมเดินทางอยู่ บังเอิญ มีขบวนเสด็จของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผ่านมา ผมก็เลยได้มีโอกาสรับเสร็จที่ริมถนน”

“รถพระที่นั่งอยู่อีกฟากของถนน ส่วนผมอยู่อีกฟาก ผมเห็นพระองค์ท่าน และผมก็รู้สึกเองว่า ท่านมองและเห็นผม มันเป็นความรู้สึกซาบซึ้ง ประทับใจมาก ที่ท่าน “เห็นผม” จุดนั้นเองที่ทำให้ผมรู้สึกว่า เราทำความดีนั้นยังไม่พอ เราต้องชวนคนอื่นให้ร่วมทำดีกับเราด้วย”

ทำความดีตามรอยท่าน และทำอย่างไม่เข็ดกับความเหน็ดเหนื่อย

นุ้งนิ้งรักการทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น เป็นนิสัยติดตัวตั้งแต่ครั้งเป็นลูกเสือสมัยเรียนหนังสือ เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย เขาก็ทำงานชมรมค่าย และเมื่อเข้าทำงานประจำเป็นนักวิทยาศาสตร์ของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เขาก็ยังสร้างสรรค์กิจกรรมอาสาเพื่อสังคม

๕ วัน นุ้งนิ้ง เต็มที่กับหน้าที่งานประจำ ที่รับผิดชอบควบคุมดูแลการใช้กัมมันตภาพรังสีในอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และสาธารณสุข (อย่างรังสีรักษา) เพื่อให้ปลอยภัยกับประชาชน นอกจากนั้นยังเฝ้าระวังรังสีในสิ่งแวดล้อมและอาหาร เป็นต้น

วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และหยุดนักขัตฤกษ์ เป็นวันที่เขาให้กับการอาสา ที่เขาเรียกมันว่า โรงบ่มอารมณ์สุข “กิจกรรมอาสาเหล่านี้ เราทำแล้วมีความสุข เราก็ชวนคนอื่น ๆ มาสุขกับเราด้วย”

เมื่อนุ้งนิ้งและมือซ้ายของเขา (น้องปุ๋ม) มีความคิดบรรเจิดอะไร พวกเขาก็จะชวนคนอื่น ๆ ที่สนใจมาร่วมงานด้วยเสมอ “เราอยากฟื้นบรรยากาศแบบสังคมสมัยก่อน อย่าง ลงแขก ที่ใครทำอะไร คนอื่นก็มาช่วยกันทำ”

ที่ผ่านมา นุ้งนิ้งชวนคนไปทำห้องสมุดดิน ทำฝาย ปลูกป่าโกงกาง ทำโครงการครูอาสากลางกรุง ทำโครงการกระปุกความดีสู่วิถีชุมชน ฯลฯ

การทำความดีไม่มีเทศกาล — นุ้งนิ้งชวนให้ทุกคนที่สนใจร่วมกิจกรรม “๓๖๕ วันถักอุ่นให้คลายหนาว” ให้ผู้สนใจมาร่วมถักไหมพรมเป็นผ้าพันคอ เสื้อหนาว ถุงเท้า หมวก โดยใช้เวลาว่างในแต่ละวัน ถักไหมพรมไปเรื่อย ๆ ทุกเดือน หรือทั้งปี เสร็จเมื่อไรก็นำมาส่ง รวบรวมกันไว้ แล้วจึงนำส่งปลายทางที่มีความต้องการเครื่องกันหนาวที่ถักออกมาจากสายใยของใจผู้ให้

ในปีพุทธชยันตี นุ้งนิ้งและปุ๋มคิดกิจกรรม “ถุงออมบุญ” ชักชวนให้คนมาทำถุงผ้าเล็ก ๆ ด้วยตนเอง เพื่อเป็นเครื่องเตือนตนให้ทำความดี อย่างน้อยทุก ๆ วันพระ รักษาศีล ทำทาน ทำความดี ช่วยเหลือผู้อื่น เป็นต้น

รู้จักและร่วมกิจกรรมกับโรงบ่มอารมณ์สุขได้ที่ http://www.facebook.com/HappySeedsGroup