เทศกาลเลือกตั้ง “ผู้รับใช้” สานฝันให้มหานครกรุงเทพ

บรรยากาศการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพคราวนี้ รู้สึกว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างเราจะรู้สึกคึกคักในใจเป็นพิเศษ อาจเป็นด้วยว่า เราหวังการเปลี่ยนแปลง สิ่งใหม่ ความคิดใหม่ (แม้ในคนเดิม) ซึ่งต้องดียิ่ง ๆ ขึ้นไป และอาจเป็นด้วยผู้สมัครอย่าง คุณ สุหฤท ที่สร้างสีสัน บรรยากาศความรู้สึกในสนุกกับการเลือกตั้ง

สื่อหลายช่องทางนำเสนอเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. (จนรู้สึกว่า คนต่างเมืองจะรู้สึกเบื่อไหม) อย่างเมื่อคืนนี้ (๒๓ มกราคม) ในรายการ “คนเคาะข่าว” ทาง ASTV อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ และอาจารย์ พิภพ ธงไชย ใช้เวลาสั้น ๆ ราว ๑ ชั่วโมง แสดงความคิดความเห็นต่อเมืองในฝัน ประกายความคิดของท่านทั้งสองจุดติดในหัวใจของเราด้วย

 

เราตระหนักเห็นต้นทุนของเมือง ที่ยังมีอีกมาก ไม่ว่าต้นทุนทางกายภาพ ธรรมชาติของต้นไม้ น้ำ ต้นทุนทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และต้นทุนของผู้คนที่มาจากหลายวัฒนธรรม หลายความคิดความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ

เราจะต่อทุนเดิมที่มีอยู่ ให้เป็นมหานครแห่งความฝัน แห่งความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร

เราฝันเห็นชีวิตในเมืองของเราเป็นอย่างไร เราจะถักทอภาพฝันของเราร่วมกันได้อย่างไร ใครจะช่วยกันทำอะไรได้บ้าง

อาจารย์ชัยวัฒน์พูดในรายการที่สะดุดใจมาก ท่านเอ่ยถึงผู้แพ้การเลือกตั้งว่า “เมื่อคุณแพ้ จะยังรักกรุงเทพไหม จะสนับสนุนให้กรุงเทพเติบโตได้อย่างงดงามไหม ถ้าเราเอาคนแพ้การเลือกตั้ง ดึงพลังมาร่วมคิด ร่วมทำอะไรดี ๆ”

จริงที่สุด ! ไม่เพียงผู้แพ้การเลือกตั้ง ผู้ที่ไปหย่อนบัตรเลือกตั้งผู้ว่า ฯ เองก็เช่นกัน กรุงเทพไม่ใช่เมืองของผู้ว่า ฯ หรือข้าราชการ แต่เป็นเมืองของเรา — ทุกคนที่อาศัยอยู่ สุขและทุกข์อยู่ในมหานครนี้

ผู้ว่า ฯ มาแล้ว อย่างดีก็อยู่ได้ ๘ ปี (๒ รอบ) แต่คนที่อยู่ในกรุงเทพจะอยู่ชั่วชีวิต หรือชั่วลูกชั่วหลาน — ดังนั้น เรา คือ ผู้ที่ต้องสร้างบ้านแปลงเมือง นี่คือบ้านของเรา เราต้องเป็นผู้ลุกขึ้นมาเก็บกวาด ตกแต่ง สร้างสีสัน ความสุขให้บ้านของเราเอง ไม่ใช่เป็นภาระของผู้ใดผู้หนึ่ง

ไม่ว่า ใครจะได้รับเลือกเป็นผู้ว่ากทม. เราจะชอบหรือไม่ …. เราต้องช่วยผู้แทนสร้างความฝันของมหานคร ชีวิตคนเมืองที่มีสุขร่วมกันให้เป็นจริง …

ผู้ว่า ฯ เป็นเพียง ผู้แทน แต่เราทั้งหมด คือ ผู้ทำ — ผู้แทนต้องเอื้ออำนวย (ความสะดวก) และเกื้อกูลให้ทุกฝันของคนกรุงเทพเป็นจริง — พูดกันง่าย ๆ เราเลือกตั้ง “ผู้รับใช้” คนกรุงเทพ

เมื่อเลือกแล้ว เราต้องใช้เขาและทีมของเขาให้คุ้มเงินที่ให้เงินเดือนไปทุก ๆ เดือนค่ะ

ปัจจุบันของความรัก

fire bucha

ง่วง ๆ แต่เมื่อได้เจอเพื่อน เราก็ “ตื่น”

ไม่เพียงตื่นจากความง่วง แต่ตื่นรับความจริงด้วยความปรีดาว่า “ดีใจที่ได้พบกัน…อีกครั้ง”

ในวัย ๔๐ ดวงตะวันแห่งชีวิตเริ่มคล้อยสู่สนธยายาม

ฉันคำนึงถึงความตายอยู่บ่อย ๆ ไม่ได้ด้วยความกลัว

แต่ด้วยความสำนึกในบุญคุณ ที่ความตายหยิบยื่นโอกาสที่จะรู้สึกถึงคุณค่า ความหมายของชีวิต

ชีวิตผลิกผันได้ทุกเมื่อ ความคิดแปรเปลี่ยน แต่ความตายนั้นซื่อสัตย์ยิ่ง

การพบเธอในวันนี้เป็นเหมือนปัจจัยสุดท้ายที่เติมใจให้ซึ้งถึงความหมายบางอย่าง …. ความหมายของปัจจุบัน

ปัจจุบันขณะ คือ ชีวิตที่สดใหม่ และเต็มบริบูรณ์

ในขณะปัจจุบันสั้น ๆ นั้น เราสัมผัสความหมายของชีวิต ความหมายของมิตรภาพ ความหมายของความรัก

“ฉันดีใจที่มีเธออยู่ตรงนี้ ในเวลานี้ ไม่สำคัญว่า ขณะหน้าเราจะพบกัน อยู่ด้วยกันหรือไม่

เพราะที่ได้พบ ฉันก็อิ่มในหัวใจ”

ในเสี้ยวนาทีนั้น ใจทบทวนอะไรมากมาย … ฉันเคยเจอเธอมาก่อนในชาติไหน ฉันไม่อาจรู้ …

ฉันจะพบเธออีกไหมในชาติหน้า ก็ไม่รู้ได้ …

ที่รู้แน่ชัดอย่างเดียว คือ วันนี้ เวลานี้ เราพบกัน และเป็นเวลาที่วิเศษน่าเฉลิมฉลองยิ่ง

ใบหน้าของผู้คนจำนวนมากฉายผ่านเข้ามาในใจ

ผู้คนที่เกี่ยวของดองสัมพันธ์ด้วย ในหลายรูปแบบ ต่างกรรมและวาระ

วันนี้ที่ยังมีกัน เป็นวันที่วิเศษยิ่ง และเธอทุกคนเป็นสิ่งที่วิเศษยิ่ง

“เราจะดูแลของขวัญของชีวิต จะดูแลของขวัญแห่งกาลเวลาที่ไม่อาจหวนกลับอย่างไร” ฉันถามตัวเอง

และคิดว่า คำตอบคงอยู่ในทุกขณะที่ชีวิตยังเหลืออยู่ 

เมื่ออดีต คือ ความมั่นคงของอนาคตแม่กลองและของชาติ

“ประชาธิปไตยที่เป็นระบบเลือกตั้ง มีแพ้ มีชนะ แต่ประชาธิปไตยภาคประชาชน เราทุกคนชนะ อย่างเช่นวันนี้ เรามีความสุขร่วมกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน แบ่งปันและดูแลกันและกัน คุยกันเรื่องส่วนรวมเพื่อความสุขร่วมกัน”

ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ในงาน “การเมืองภาคพลเมืองเพื่อการจัดการความมั่นคงของตนเอง” วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๖ ณ อุทยาน ร. ๒ สมุทรสงคราม

life by the river

 
sunset


   แม่กลอง ฉันรู้จักเมืองนี้ผ่านบทเพลง “มนต์รักแม่กลอง” เพียงชื่อก็ทำให้คิดว่า แม่กลองคงมีมนต์ขลังอะไรบางอย่างที่สะกดใจให้ รัก

ฉันมีโอกาสได้รู้จักมักคุ้นกับคนแม่กลองหลายวาระ โดยมากก็ในการอบรมสัมมนา ทุกคนที่ฉันพบทำให้ฉันสงสัยว่า เหตุใดชาวแม่กลองจึงรักสายน้ำแม่กลอง หวงแหนแผ่นดิน และมีพลังมุ่งมั่นรักบ้านเกิด (คนกรุงเทพน้อยคนที่จะเรียกตัวเองว่า เป็นชาวแม่น้ำเจ้าพระยา)

ล่าสุด เมื่อวันที่ ๑๗ และ ๑๘ มกราคม ฉันได้ไปเยือนชาวแม่กลองอีกครั้งถึงถิ่น และได้แจ้งแก่ใจว่า อะไรคือมนต์รักของแม่กลอง

ฉันตามอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ไปร่วมงาน  การเมืองภาคพลเมืองเพื่อการจัดการความั่นคงของตนเอง ตามคำเชิญและชวนของอาจารย์อุษา เทียนทอง แห่งมหาวิทยาลัยชีวิต ผู้หญิงเก่งและมุ่งมั่นต่อการทำงานการเมืองภาคพลเมืองมากว่า ๑๕  ปี

future board1

จากกรุงเทพไปราว ๑ ชั่วโมงเศษ (รถติดเล็กน้อย) ฉันพบกับร่องรอยของอดีต ที่ยังคงดำรงอยู่ในวิถีปัจจุบันของชาวแม่กลอง … เรียบง่าย สงบ งดงาม อุดมด้วยอาหารหลากรส ศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติ

ก่อนจะถึงเวลางานในช่วงเย็นวันศุกร์  พวกเราใช้เวลาสัมผัสกับสายน้ำแม่กลอง และจิตวิญญาณของคนที่นี่ เราเดินไปตามถนนยางมะตอยสองเลน ที่ขนาบด้วยสวนผักและผลไม้แบบผสมผสาน มีทั้ง สาเก กล้วย ลิ้นจี่ ส้มโอ ผักต่าง ๆ ดูรก ๆ แต่ก็สวยดี

เมื่อเดินขึ้นสะพานข้ามคลอง เราเห็นบรรยากาศสองฝั่งคลองย่อยจากแม่น้ำ ยังคงสงบงาม สายน้ำใส กลิ่นสะอาด ชาวบ้านพายเรือขายของ

ริมถนนมีนั่งร้านเล็ก ๆ ขายก๋วยเตี๋ยวและก๋วยจั๊บชามละ ๑๕ บาท รสชาติอร่อยเกินราคา แม่ค้าขนมปากหม้อก็ทำสด ๆ ช้าหน่อยแต่ปราณีต แป้งสด ไส้อร่อย เป็นมื้อกลางวันของเราที่ย่อมเยาราคา แต่มากด้วยความอิ่มอร่อย ทั้งจากรสมือและรอยยิ้มของผู้ทำอาหาร

กลับมาที่รีสอร์ท ฉันนั่ง ทำงานสบาย ๆ รับลม ปลาตะเพียนตัวโตโผล่มาทักทายและรับอาหารเม็ดที่โปรยให้ นก King Fisher สีฟ้าปรอทตัวเล็กโฉบผ่านผิวน้ำ เสียงแห่งความเงียบถูกขัดจังหวะเป็นระยะ ๆ ด้วยเรือหางยาวที่พานักท่องเที่ยวเยี่ยมชมบรรยากาศแม่กลอง เราโบกมือทักทายกัน ประสาคนไม่รู้จัก ที่อยากแบ่งปันความเบิกบานที่ได้รับจากสายน้ำนี้

บ่ายคล้อย เราเดินทางไปที่อุทยาน ร. ๒ สนามเขียวกว้างขวาง จัดวางด้วยพันธุ์ไม้ไทย และบ้านทรงไทยอันวิจิตร รูปปั้นตัวละครในวรรณกรรมพาให้คิดถึงเรื่องเรื่องในอดีตที่เคยอ่านท่อง (และลืมไปแล้วเรียบร้อย) อดีตเริ่มกลับมา และเรารู้ว่า เราโหยหาอดีตเหล่านั้นเพียงใด …หรือนี่คือจุดขายของแม่กลอง

เรา คือ ทีมผู้จัดงาน และอาจารย์ชัยวัฒน์นั่งคุยกันที่ริมน้ำ ช่วยกันมองว่า งานจะดำเนินอย่างไร เพื่ออะไร เราจะทำให้คนเห็นความหมาย ความสำคัญของแผ่นดินและผืนน้ำกลองได้อย่างไร ให้เขาตระหนักถึงความท้าทายที่รุกคืบเข้ามาในพื้นที่ และให้เขาได้แรงบันดาลใจที่จะลุกขึ้นมาเป็นพลเมือง ผู้ที่เป็นกำลังของเมือง ทำเมืองให้น่าอยู่ สร้างสุขและชีวิตให้กับทุก ๆ คน 

ลมเย็น ๆ อากาศใส ๆ ฟ้ากว้าง ๆ — ฉันไล้สายตาไปตามสายน้ำ ใจเปิดกว้างและทอดไกล ไม่มีตึกสูง สิ่งก่อสร้างปิดกั้นวิวของแม่น้ำ — ปิดกั้นใจ — แสงระยิบระยับสะท้อนเข้าตา มาจากหลังคาวัดภุมรินทร์ ที่อยู่อีกฝั่งแม่น้ำ — ดวงอาทิตย์ผลสุกกำลังจะลับตาหลังต้นลำพู

ฉันนึกถึงนิราศของสุนทรภู่  … การพายเรือล่องไปเรื่อย ๆ เป็นหนทางหนึ่งสู่ความเป็นกวี ความเงียบสงบ ความนุ่มนวลอ่อนโยนของสายน้ำ ธรรมชาติและวิถีชีวิตผู้คนที่ผ่านตา ย้อมและน้อมใจสู่สุนทรียรส …. ไม่แปลกใจที่บ้านนี้เมืองนี้จะเป็นแหล่งกำเนิดกวี ศิลปินหลากแขนง หลวงประดิษฐ์ไพเราะ ครูเอื้อ สุนทรสนาน 

ระหว่างที่ใจล่องลอยไปกับสายน้ำ อาจารย์ชัยวัฒน์ก็ทักขึ้นว่า “เออนิ … ที่นี่มีแม่น้ำ ลำคลอง ลำกระโดง ทั้งหมดกี่สาย รวมกันแล้วได้ความยาวเท่าไร มีข้อมูลไหม”

น้องทีมจัดงาน “น่าจะสัก ๓๐๐ กว่า ๆ ยังสำรวจไม่ครบ ไหนจะลำกระโดงอีก” (ลำกระโดง คือ ร่องน้ำที่ขุดเพื่อดึงน้ำเข้าสวน)

                “น่าคิดนะ ถ้าเราเอาความยาวของแม่น้ำ คลอง ลำกระโดงต่าง ๆ มาต่อกัน จะได้ความยาวสักเท่าไรอาจารย์ชวนคิด

หลังจากพยายามคิดคำนวนและตามหาข้อมูลเพิ่มเติมทางอินเตอร์เนท “รวม ๆ กันแล้ว น่าจะได้สัก ๓,๔๐๐ กว่ากิโลเมตรค่ะระยะทางที่ว่านี้เป็นระยะทางจากที่นี่ไปเมืองปักกิ่งได้เลย

จินตนาการแบบนี้ช่วยให้เราเห็นภาพใหญ่ของสายน้ำ ที่คดเคี้ยวในจังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทย (๔๑๖.๗ ตางราวกิโลเมตร)

“ที่นี่ มีผืนน้ำมากกว่าผืนดิน” อาจารย์ชัยวัฒน์ให้แง่คิด นอกจากนั้น สมุทรสงครามยังได้ชื่อว่าเป็นเมือง ๓ น้ำ คือ น้ำจืด (แม่น้ำ) น้ำเค็ม (มีพื้นทิ่ติดทะเล) และน้ำกร่อย

“ข้อมูลนี้บอกอะไรกับเราบ้าง ความมั่นคงทางอาหาร ชีวิตของเราขึ้นกับอะไร เราต้องใส่ใจ ดูแลสิ่งใด”

เห็นข้อมูลนี้แล้ว ไม่สงสัยว่า ทำไมชาวแม่กลองจึงรักน้ำ บางคนบอกว่า เกิดในเรือกลางน้ำกันเลยทีเดียว ชีวิตดำเนินรู่กับน้ำ ใส่บาตรพระที่พายเรือเข็มมารับบาตร นอนทอดหุ่ยริมน้ำ ทำสวน ทำนาก็ใช้น้ำ พวกเขามีตำนานเรื่องเล่าของชีวิตที่พันผูกกับสายน้ำ การค้าขายที่มีเรือมากเสียจน คนสามารถเดินข้ามแม่น้ำ โดยไม่ต้องมีสะพาน เพราะอาศัยเดินเหยียบขึ้นเรือที่ลอยอยู่เต็มแม่น้ำ

เวนิสตะวันออกที่เคยหมายถึงเมืองบางกอก …. คงเหลือเป็นความหลัง แต่เราอาจยังมีหวังกับสมุทรสงคราม ถ้ายังรักษาน้ำ และวิถีชีวิตที่เกี่ยวพันกับน้ำได้

ถึงวันงาน ..  แดดคล้อย ตะวันลอยต่ำ ๆ เหนือผิวน้ำ สนามหญ้าริมน้ำในอุทยาน ร. ๒ เริ่มคึกคักด้วยเสื้อผ้าหลากสีสันของผู้คนจาก ๒๘ ตำบลของ ๓ อำเภอ ในจังหวัดสมุทรสงคราม ที่เดินทางมาร่วมกิจกรรม รวม ๆ กันแล้วน่าจะสัก ๗๐๐ กว่าคน

บรรยากาศในงานชื่นมื่นเหมือนงานรวมญาติ home coming ทุกคนมาร่วมงานในฐาะเจ้าภาพและแขกร่วมงาน

อาหารมื้อนี้ไม่มีการออกร้าน ไม่มีแม่ค้า แต่ชุมชนจากทุกตำบลร่วมกันเจือจาน แบ่งปันอาหารอร่อยของพื้นถิ่นให้กันกิน เมนูจาก ๒๘ ตำบลไม่ซ้ำกัน เช่น ยำใบชะคราม  ยำหัวปลี เมี่ยงปลาทู ข้าวหมากห่อใบตอง หอยแครงดองเค็ม ขนมจ่ามงกุฎ เป็นต้น

food

อาหารที่ทำกันมาเองตามประสาพื้นถิ่น ง่าย ๆ แต่อวดความอุดมสมบูรณ์และความรุ่มรวยของภูมิปัญญา ในการสร้างสรรค์อาหารรสเลิศ อย่าง ใบชะครามเป็นพืชที่มีรสเค็มมาก มีกรรมวิธีที่ลึกซึ้งกว่าจะเอามาประกอบอาหารได้ นอกจากนั้น ทีมงานชาวแม่กลองก็ยังสะท้อนแนวคิดการจัดงานแบบพื้น ๆ ที่ไม่นิยมพลาสติก โฟม แต่หันมายืมของวัด (ของชุมชน)

เมื่อได้ฤกษ์อร่อย ทีมงานก็ประกาศให้แต่ละคนหยิบจาน ชาม ช้อน คนละ ๑ ชุด เป็นข้าวของที่ยืมจากวัด ฉันนึกถึงบรรยากาศงานบุญ งานวัด ทุกคนเดินเข้าคิวมาเอาอุปกรณ์การกิน และเดินไปยังซุ้มอาหารจากแต่ละตำบล และนั่งล้อมวงกินข้าวกันในสนามหญ้า

เมื่องานเสร็จ ปริมาณขยะจากงานในลักษณะนี้มีน้อยมาก ขยะเปียกก็สามารถแบ่งปันให้สัตว์พเนจรได้ ขยะที่มีจริง ๆ ก็เป็นอย่างใบตอง ขวดน้ำพลาสติกบ้าง

pinic

ในระหว่างที่เบิกบานกับการกินอาหาร ก็มีการแสดงจากคนหลากวัย หลายเพศในเมืองนี้ เริ่มแต่ดนตรีไทยโดยเยาวชน หุ่นเชิดและบทพากษ์ทีมเด็กและคนสูงวัย กระตั้วแทงเสือการละเล่นของเด็ก ๆ การแสดงดนตรีชิว ๆ แบบหนุ่มแนว ๆ รำวงแบบโบราณ

ยิ่งแดดร่ม ความสนุกยิ่งพุ่งเพิ่ม รำวงและแตรวงชวนผู้คนให้ออกมาร่ายรำด้วยกัน จังหวะเร่งเร้า รีดเสียงหัวเราะ รอยยิ้มและความสุขจากใบหน้าของผู้คน ไม่เว้นแม้วัยเด็กและวัยรุ่น บางคนอาจจะเหนียมรำ แต่เท้าก็กระดิกตามจังหวะกลอง

puppet show

ฉันสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ครั้งล่าสุดเมื่อไร? ฉันลองจินตนาการว่า หากงานนี้ให้คนนอก ผู้จัดงานมืออาชีพมาทำ เราจะสนุกแบบที่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างนี้ไหม

งานเรียบง่ายแต่ได้พลัง เพราะทีมงานผู้จัดได้นำเอาพลังในธรรมชาติของสถานที่มาใชให้เกิดประโยชน์ พื้นที่สนามลานริมน้ำ งดงาม สงบนิ่งมีพลังอยู่ในตัว จนแทบไม่ต้องจัดปรุงฉากอะไรกันมากเพื่อสร้างบรรยากาศ

ฉันคุยกับน้องน้องอาร์ต ที่คุ้นเคยและเป็นผู้คุมลำดับงานว่า “งานนี้มีผู้ดำเนินการจัดงานไหม organizer” น้องส่ายหัว”ไม่ครับ เราประชุมร่วมคิด และร่วมทำกันเอง เราไม่จ้าง organizer เพราะเขาอาจมีรูปแบบ เทคโนโลยี แต่ไม่มี content จิตวิญญาณ ซึ่งเรามี เพราะเราเป็นคนที่นี่ เรารู้ว่า เราต้องการอะไร เราเป็นอย่างไร

ใช่เลย ฉันว่า ชุมชน ทีมงานท้องถิ่น พลเมืองน่าจะต้องฝึกฝนพัฒนาทักษะการจัดงานที่มีทั้งสาระเนื้อหาที่เข้าถึงแก่นของงาน และท้องถิ่น และนำเสนอในรูปแบบที่น่าสนใจ เข้ากับจริตและวัฒนธรรมของตน ที่สำคัญ ในการจัดงานแบบนี้ ฉันเห็นคนหนุ่มสาว เยาวชนเข้ามามีบทบาทมาก การจัดกิจกรรม event เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่อาจจะถนัดและมีหัวคิดสร้างสรรค์ นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประกอบได้ดี และสิ่งที่คนรุ่นก่อน ๆ จะเติมเต็มกันได้ คือ สาระ แก่น และความหมายบางอย่าง ฉันมองว่า การให้ชุมชนท้องถิ่นจัดงานกันเองจะเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างคน ฟื้นสัมพันธ์ชุมชนและยังเป็นการถ่ายทอด ส่งต่อจิตวิญญาณ ความภูมิใจบางอย่างของชุมชน จากรุ่นต่อรุ่นด้วย  

จากภาพบรรยากาศทั้งหมดของงาน ฉันมองว่า บางที ปัญหาหลายเรื่องที่เรากังวลกัน เช่น เด็กติดยา เด็กติดเกม สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติกำลังถูกทำลาย และรุกคืบด้วยอุตสาหกรรมและธุรกิจท่องเที่ยวที่ไม่ใส่ใจวิถีชุมชน ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้ และอีกหลายปัญหา ทางออกอาจเริ่มที่ความสัมพันธ์และความรักของคน  ที่มีให้แก่กันและกัน

ฉันเห็นว่า หลายปัญหาที่เราประสบอยู่มาจาก การขาดความสัมพันธ์ เมื่อคนในครอบครัวไม่สัมพันธ์กัน แตกแยก เด็กก็ขาดที่พึ่งทางความคิด วุฒิภาวะ เมื่อคนขาดความสัมพันธ์กับชุมชน ก็พร้อมที่จะทำอะไรเพื่อตัวเอง แต่ไม่เหลียวมองผลกระทบต่อเพื่อนบ้าน เมื่อคนทิ้งความสัมพันธ์กับท้องน้ำ ผืนดิน ก็พร้อมที่จะขายให้คนต่างถิ่นย่ำยีแม่-น้ำ แม่-ธรณี ในระดับชาติ เมื่อคนไม่สัมพันธ์กัน ไม่รักกัน ก็พร้อมที่จะห้ำหั่นกัน

ค่ำแล้ว เงามะพร้าวสูงเทียมจันทร์ให้ฉากแสนโรแมนติค พวกเรานั่งฟังการสนทนา “เมื่อโลกท้าทายถึงบันไดบ้านเราจะจัดการอย่างไร” โดยอาจารย์ชัยวัฒน์ (คนคอน) คุณวิทูรย์ เลี่ยนจำเริญ (คนเมืองนนท์) และอาจารย์สนม ผิวงาม (คนแม่กลอง)

สิ่งที่ท่านทั้งสามพูดช่วยทำให้ฉันเห็นความเต็มอุดมของแม่กลอง ดินแดนแห่งดินใหม่เหมาะกับการเกษตร ดินแดน ๓ น้ำ ทรัพยากรอาหารมากมายหลากหลาย ดินแดนร้อยวัดสะท้อนศรัทธาแต่โบราณ ดินแดนประวัติศาสตร์ที่ผูกร้อยมาแต่สมัยปลายกรุงศรีอยุธยา ดินแดนแห่งศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติที่ยังคงงดงาม

สิ่งดี ๆ เหล่านี้จะยังคงอยู่หรือไม่ อยู่อย่างไร คงไม่เพียงเป็นเรื่องของชาวแม่กลอง แต่เราทุกคน ความมั่นคงของชีวิต คือ ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางความสัมพันธ์ ความมั่นคงทางความคิดจิตวิญญาณ ทุนเหล่านี้ยังมีอยู่ในแม่กลอง

หลายคนบอกว่า งานแบบนี้น่าจะทำอีก อาจารย์ชัยวัฒน์แนะให้จัดเป็นกิจกรรมประจำปีของชาวแม่กลองจากทุกตำบล ให้เป็นงานที่ทุกคนรอคอย คอยมาและคอยที่จะร่วมทำ ร่วมสร้าง

ฉันเดินออกจากงาน ผ่านบอร์ดโปรยไอเดีย ที่ให้คนมาเขียนแสดงควาคิดเห็นต่อถิ่นที่อยู่ และความท้าทายที่เข้ามา มีผู้คนจำนวนหนึ่งฝากความคิดไว้บนกระดานนั้น แต่สิ่งที่ทำให้ฉันรู้ว่า ความท้าทายต่าง ๆ ที่กำลังรออยู่ที่บันไดเมืองแม่กลอง คงจะกลืนแม่กลองไม่ได้ง่าย ๆ นัก คือ —- เด็กชายหัวเกรียนคนหนึ่งที่บรรจงเชียนข้อความว่า ผมรักแม่กลอง

รุ่งอรุณแห่งความสุขและความหวัง

“ดีใจเถิด ที่มีแผ่นดินอยู่” ชายจีนฮ่อผู้นั้นบอกพี่เพลินก่อนตาย

เสียงของเขาก้องอยู่ในหัวใจฉัน

ฉันนึกถึงบรรพบรุรษและเรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังจากคุณชัยวัฒน์ เรื่องการสร้างเมืองสุโขทัย และคิดไปถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ ฉันเชื่อว่า บรรพบรุรุษจำนวนมากคงมีความคิดไม่ต่างจากชาวจีนฮ่อผู้นี้ เป็นความรู้สึกของมนุษย์ที่ยอมตายเพื่อต่อชีวิตให้ผู้อื่น

ประวัตศาตร์ไม่ใช่เป็นเรื่องการเมือง อำนาจ การช่วงชิงเสมอไป หลายครั้ง มันเป็นเรื่องความรักด้วย รักในบุคคลที่เราไม่รู้จัก รักในลูกหลานที่เราไม่เห็นหน้าในอนาคต

 

Glorious sunset อาทิตย์อัสดงที่สุโขทัย ระหว่างที่เรากำลังล้อมวงสนทนาเรื่องพลังความศักดิ์สิทธิ์ของสรรพสิ่ง

Glorious sunset อาทิตย์อัสดงที่สุโขทัย ระหว่างที่เรากำลังล้อมวงสนทนาเรื่องพลังความศักดิ์สิทธิ์ของสรรพสิ่ง

เมื่อปีก่อน ฉันได้ร่วมวงสนทนาเล็ก ๆ ที่นำโดยอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ และกลุ่มพี่ ๆ ผู้ทำงานในภาคประชาสังคม ที่มารวมตัวกันที่สุโขทัย

ในครั้งแรกนั้น เราสนทนากันในห้องของโรงแรมเป็นหลัก แม้จะอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม แต่บรรยากาศการสนทนาและสนามพลังการสนทนาช่วยผนึกความรู้สึกและความสัมพันธ์ระหว่างกัน ฉันไม่รู้สึกว่าอยู่ในกรอบห้องสี่เหลี่ยมเลย แต่รู้สึกว่าเราอยู่ในวงกลมแห่งมิตรภาพ มีความสุขมาก — หรือนี่คือพลังของ “สุโขทัย” ดินแดนแห่งรุ่งอรุณของความหวัง ชีวิต และความสุข

กลับมาที่สุโขทัยอีกครั้ง ฉันตั้งใจจะดูว่า ใจของตัวเองจะรู้สึกเหมือนเดิมหรือต่างไปจากคราวก่อน หลายครั้ง ภาพประทับใจเดิม ๆ ที่เรามีก็อาจเป็นอุปสรรคขวางการเรียนรู้ เพราะใจมักจะรู้สึก “ซ้ำซาก” ฉันจึงเปิดใจใหม่ให้กับสิ่งเก่าเพื่อจะได้รู้สึก “ซ้ำสด” ….

นอกห้อง --- บรรยากาศล้อมวงสนทนาทำให้นึกถึงวันที่ัเป็นนักศึกษา เรามักนั่งอย่างนี้คุยกัน ได้ทั้งความรู้ และความรู้สึกที่ดี

นอกห้อง — บรรยากาศล้อมวงสนทนาทำให้นึกถึงวันที่ัเป็นนักศึกษา เรามักนั่งอย่างนี้คุยกัน ได้ทั้งความรู้ และความรู้สึกที่ดี

ตลอด ๒ วันในการอบรม ใบหน้าที่คุ้นเคย กระบวนการที่คุ้นทำ และผืนดินอันเก่าแก่ ช่วยทำให้หัวใจและดวงตาของฉันสดใหม่ขึ้น จนช่วงสุดท้ายของการอบรมที่เราทุกคนนั่งล้อมวงก่อนจากลากัน ความหมายบางอย่างก็ผุดขึ้นกลางใจ

ฉันเริ่มเข้าใจความหมายของเกอเธ่ นักปราชญ์ชาวเยอรมัน ที่อาจารย์ชัยวัฒน์เคยยกคำพูดของเขาให้เราครุ่นคิดเสมอ ๆ ว่า “สิ่งที่สูเจ้าได้รับมาเป็นมรดกจากบรรพบุรุษนั้น จงรับเอาไว้ เพื่อที่จะทำให้เป็นสมบัติของเจ้าเอง”

ความหมายที่เกิดขึ้นนี้เป็นการตกผลึกความรู้ และความรู้สึก ที่เหนี่ยวนำด้วยบรรยากาศและกระบวนการสนทนา การเดินทางเรียนรู้ในเมืองเก่าสุโขทัย (Learning journey) ข้อมูลความรู้ที่ได้ยินได้ฟังจากเพื่อนร่วมวงสนทนาและวิทยากร รวมถึงการครุ่นคิดในชีวิตประจำวัน

ฉันรักต้นไม้และมักใช้เวลาอยู่ในสวนเล็ก ๆ ในบ้าน รดน้ำต้นไม้ ปลูกและดูแลตันไม้ ฉันชอบสัมผัสดินให้ตัวมอมแมม และเมื่ออยู่กับต้นไม้บ่อยเข้า ๆ วันหนึ่งไม่นานมานี้ ระหว่างที่รดน้ำต้นไม้และชื่นชมกับดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน ดอกบัวขาวคลิบม่วงที่กำลังคลี่ดอกรับแสงตะวัน ฉันรู้สึกอิ่มเอิบใจกับผืนดินใต้ฝ่าเท้า ผืนดินที่รองรับชีวิต .. ฉันรับรู้ถึงความรักของแผ่นดิน สายลมต้นไม้ น้ำ อากาศ สิ่งต่าง ๆ รอบตัวที่หล่อเลี้ยงชีวิต ในความรู้สึกขอบคุณต่อธรรมชาติ หลายคำถามพรั่งพรู

“เรามาอยู่ที่นี่เพื่ออะไร แล้วยามที่เราจากไป อะไรจะเหลืออยู่”

ชีวิตคนเมือง ครอบครัวเดี่ยว มีพี่น้องน้อยลงทุกที ลูกหลานก็อาจไม่มีให้ฉันทิ้งมรดกอะไรไว้ให้ แล้วสิ่งที่ฉันมี สิ่งที่ฉันทำและฉันเป็น จะมอบให้ใคร ฉันจะมีไว้เพื่อใคร จะทำอะไรเพื่อใคร ….

น่าแปลก คำถามเหล่านี้ช่วยให้หัวใจแผ่ขยาย ก่อนที่คำตอบจะผุดพราย … “สิ่งที่ฉันมี ฉันเป็น และฉันทำ เป็นไปเพื่อส่วนรวม ฉันมาอยู่ที่นี่เพื่อบำรุงรักษา ทำให้สิ่งที่ได้รับจากบรรพบุรุษและโลกได้ขยายงอกงามเติบโต สิ่งที่จะเหลืออยู่ในยามที่ฉันจากไป คือ โลกอันอุดมสมบูณรณ์ ความสุข ธรรม (ปรัชญาความรู้) และชีวิต ดั่งที่ฉันได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ไม่เพียงแต่บนผืนแผ่นดินไทย แต่บรรพบุรุษของมนุษยชาติด้วย”

นี่คือสิ่งที่ฉันรู้สึกไม่กี่วันก่อนมาร่วมกระบวนการเรียนรู้ที่สุโขทัย … และที่นี่ ก็ตอกย้ำหน้าที่ ความรับผิดชอบในชีวิตของตัวเองให้มั่นคงยิ่งขึ้น

คุณชัยวัฒน์ นักโบราณคดีผู้นำอดีตกลับมาให้เราอย่างมีชีวิตชีวา อดีตช่วยให้เราเห็นตัวเองว่ามาจากไหน และจะไปต่ออย่างไร

คุณชัยวัฒน์ นักโบราณคดีผู้นำอดีตกลับมาให้เราอย่างมีชีวิตชีวา อดีตช่วยให้เราเห็นตัวเองว่ามาจากไหน และจะไปต่ออย่างไร

การอบรมคราวนี้แตกต่างจากหลายครั้งที่ผ่านมา ตรงที่คราวนี้เรามีการทัศนศึกษานอกสถานที่ด้วย (learning journey) คุณชัยวัฒน์ นักเล่าเรื่อง (ข้าราชการด้านโบราณคดี) ทำให้อดีตกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ไม่เพียงแต่ “พระอจนะ” ที่วัดศรีชุม แต่กำแพงอิฐเก่า ซากวัดวิหาร ฐานชุกชีที่ไร้พระพุทธรูป ทุกสิ่งทุกอย่างที่เมืองเก่าสุโขทัยล้วนกำลังพูดบางอย่างอยู่เช่นกัน

ทุกอย่างที่นั่นพูดถึงความหวัง ความปรารถนา และพลังของหัวใจมนุษย์ ที่มุ่งมั่นสร้างเมือง ถิ่นที่อยู่ให้อุดมสมบูรณ์ มีความเป็นไท ที่มีอิสระและมีศักดิ์ศรีในตน ในเรื่องเล่ามีเรื่องราวของความรัก ความเสียสละตน อย่างที่พ่อขุนรามคำแหงไสช้างเข้าไปทำยุทธหัตถี เพื่อช่วยพ่อที่กำลังตกอยู่ในวงล้อมช้างตกมัน

ศิลปะในยุคนี้สะท้อนความงามประณีตในจิตใจ ความศรัทธา และปัญญาของผู้คน ที่อยู่ในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ ฉันนั่งมองพระอจนะ และจินตนาการว่า ผู้ที่สร้างพระพุทธรูปใหญ่ขนาดนี้ จิตและปัญญาจะต้องใหญ่เพียงใด

พระอจนะ (ผู้ไม่หวั่นไหว) แห่งวัดศรีชุม

พระอจนะ (ผู้ไม่หวั่นไหว) แห่งวัดศรีชุม

ฉันรู้สึกได้รับความสุขจากซากวัด พระพุทธรูปเก่าที่สถิตย์ผ่านกาลเวลา ความสุขนี้ทำให้ฉันเข้าใจความหมายของคำถาม “เมื่อเราจากไป อะไรจะเหลืออยู่ และสิ่งที่เหลืออยู่นั้นจะมีความหมาย ให้อะไรกับคนรุ่นหลัง” ฉันมองพระอจนะ และขอบคุณบรรพบุรุษที่ได้มอบความหมาย ความสุขให้ฉัน และคงอีกหลาย ๆ คนเป็นเวลากว่า ๗๐๐ ปี

ฉันได้ทราบถึงเรื่องราวการชะลอพระพุทธรูปจากสุโขทัยไปยังกรุงเทพ (รัตนโกสินทร์) ทำให้ฉันสะท้อนใจอยู่ไม่น้อย คุณชัยวัฒน์เล่าว่า ในช่วงสร้างกรุงเทพ บรรพชนได้ชะลอพระพุทธรูป สิ่งก่อสร้าง อิฐต่าง ๆ จากหลายเมืองทั่วแคว้น เพื่อไปสร้างกรุงรัตนโกสินทร์

ฉันมองฐานชุกชีที่ว่างเปล่า นึกสะท้อนใจว่าพระพุทธรูปที่เคยอยู่ที่นี่ตอนนี้ท่านอยู่กรุงเทพ

เพราะเหตุใด บรรพบุรุษต้นรัตนโกสินทร์จึงทำเช่นนั้น คุณชัยวัฒน์ให้ความเห็นว่า ต้นรัชสมัยรัตนโกสินทร์มีความจำเป็นต้องสร้างเมือง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แผ่นดิน จึงต้องนำเอาของเก่าจากเมืองต่าง ๆ มาประกอบร่างสร้างเมืองโดยไว

“ขวัญ” ของเมืองสำคัญต่อหัวจิตหัวใจคน ขวัญของคนแต่ละคนผูกกับขวัญของกลุ่มและขวัญของเมือง และขวัญของเมืองไม่อาจบอกกล่าวหรือทำให้รู้และเข้าใจด้วยเหตุผล ตรรกะ แต่การ “มีขวัญ” “รับขวัญ” นั้นกระทำผ่านศิลปะ พิธีกรรมที่มีผลต่อความรู้สึกของคน

ฉันเป็นลูกหลานรัตนโกสิทนร์ แม้จะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่บรรพบุรุษทำ แต่ก็เข้าใจความหมายและความจำเป็นที่ท่านทำได้ ยิ่งทำให้ฉันตระหนักถึงความรัก ความเสียสละ และความคิดถึงส่วนรวม พวกท่านเหล่านั้นคิดทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อส่วนรวม และตกทอดมาถึงฉันจนทุกวันนี้

มรดกบางอย่างก็ดี บางอย่างก็อาจจะไม่น่ายินดีนัก แต่ฉันขอบคุณ และคิดว่าเป็นหน้าที่ของเราที่จะทำให้มรดกต่าง ๆ ที่ได้รับมานั้นงอกงามยิ่งขึ้น ส่วนอันไหนที่เป็นมรดกที่ไม่สมบูรณ์ ขาดวิ่น หรือไม่งาม เราก็ปรับเปลี่ยน ทำให้งดงามได้ เหมือนอย่างที่ พ่อขุนในยุคสุโขทัย ทำให้มรดกของพุกามและขอมปรับเป็นของใหม่ เป็นแบบตัวตนสุโขทัยได้ เป็นขวัญของสุโขทัย คือ ดอกบัวพุ่มที่ประดิษฐานเหนือยอดเจดีย์ ที่ขนาบด้วยศิลปะแบบขอมและพุกาม เมื่อคนเห็นบัวพุ่มก็รู้ว่า นี่คือเรา เราเป็นใคร เรายึดถืออะไร

ฉันตระหนักเห็นความหมายของแผ่นดินยิ่งขึ้น เมื่อได้ฟังเรื่องเล่าของพี่เพลิน ที่เล่าถึงชีวิตในช่วงที่เป็นพยาบาลในพื้นที่สีชมพู อยู่กับความเป็น ความตายอยู่เป็นประจำ

ครั้หนึ่งมีผู้บาดเจ็บจากการรบเป็นชาวจีนฮ่อ ชายคนนี้คุยกับพี่เพลินจนลมหายใจสุดท้าย เขาเล่าให้ฟังถึงมูลเหตุที่ต้องมารบในดินแดนไทย ที่ก็ไม่ใช่ของตน แต่เขาและพวกจำนวนหนึ่งมารบ (เหมือนทหารรับจ้าง) ให้ฝ่ายไทย ด้วยมีสัญญากับผู้นำทหารระดับสูงของไทยว่า การมาช่วยรบครั้งนี้จะแลกกับผืนดินจำนวนหนึ่งให้ชาวจีนฮ่อได้อยู่อาศัย (ในผืนแผ่นดินไทย)

ชาวจีนฮ่อถูกขับไล่ ไร้ที่อยู่อาศัยในดินแดนของตน พวกเขาจึงมารบ เพื่อให้คนอื่น ๆ ลูกหลานได้มีแผ่นดินอยู่

“ดีใจเถิด ที่มีแผ่นดินอยู่” ชายจีนฮ่อผู้นั้นบอกพี่เพลินก่อนตาย

เสียงของเขาก้องอยู่ในหัวใจฉัน

ฉันนึกถึงบรรพบรุรษและเรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังจากคุณชัยวัฒน์ เรื่องการสร้างเมืองสุโขทัย และคิดไปถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ ฉันเชื่อว่า บรรพบรุรุษจำนวนมากคงมีความคิดไม่ต่างจากชาวจีนฮ่อผู้นี้ เป็นความรู้สึกของมนุษย์ที่ยอมตายเพื่อต่อชีวิตให้ผู้อื่น

ประวัตศาตร์ไม่ใช่เป็นเรื่องการเมือง อำนาจ การช่วงชิงเสมอไป หลายครั้ง มันเป็นเรื่องความรักด้วย รักในบุคคลที่เราไม่รู้จัก รักในลูกหลานที่เราไม่เห็นหน้าในอนาคต

ชายจีนฮ่อคนนั้นตายไปนานแล้ว แต่เรื่องราว ความคิด คำพูดของเขาฝังอยู่ในใจพี่เพลินและฉันก็ดีใจที่ได้รับส่วนแบ่งความงดงามของเรื่องนี้มาอยู่ในใจของฉัน และพรรคพวกของเขาที่มีที่อาศัยในดินแดนไทยจนทุกวันนี้

แผ่นดินเป็นขวัญของชีวิต คนที่ไม่มีที่อยู่ของตนต้องระหกระเหิน ถูกผู้คนอื่นข่มเหงรังแกได้ การมีแผ่นดินอยู่ที่เรียกได้ว่าเป็นของตน ของพวกตน ทำให้เรามีความมั่นคงในการสร้างความเจริญในชีวิต สร้างสรรค์เอกลักษณ์ อย่างที่บรรพบุรุษสุโขทัยได้ทำมา หากไร้ซึ่งแผ่นดินอันเราประกาศได้ว่า เป็นเรา หนทางในการปลูกชีวิตให้มั่นคง สร้างความรู้ ศิลปะ วัฒนธรรม จิตวิญญาณ ซึ่งทั้งหมดจะกอปรก่อเป็นมนุษย์ สร้างความเป็นมนุษย์ให้เราได้มีความสุข มีศักยภาพได้ ทั้งหมดนี้ก็ต้องอาศัยแผ่นดินที่อุดมและมั่นคง

ฉันรู้สึกว่า ประสบการณ์ทั้งหมดที่หลอมผนึกกันในห้วงเวลาที่อยู่สุโขทัยนี้ เป็นเสมือนเสียงกระซิบจากบรรพชนว่า พวกเขาได้มอบอะไรไว้ให้เราบ้าง

สิ่งที่เหลือคือ การทำมรดกของท่านให้มีอยู่ในเนื้อในตัวเรา เพื่อส่งมอบให้ลูกหลาน และโลกต่อไป