เพราะรัก ฉันจึงดำรงอยู่ Love, therefore I am.

Love, therefore, I am.  

เราไม่อาจใช้คำว่า “ที่สุด” หรือ “ที่สิ้นสุด” กับความรักได้

มีแต่คำว่า “ยิ่งกว่า” และ “ยิ่งขึ้น” ไปเรื่อย ๆ

ดั่งจักรวาล ความรักแผ่ขยายออกไปได้ไกลโพ้น อย่างไม่อาจเห็นขอบแดนที่สิ้นสุด

ดั่งมหาสมุทร ความรักหยั่งลึกลง อย่างไม่อาจแลเห็นก้นบึ้งของห้วงน้ำ

ในวันนี้ที่ว่า “รัก” เราอาจรักได้ยิ่งกว่าและยิ่งขึ้น ในวันพรุ่ง

คุณภาพและศักยภาพในการรักเติบโตและงอกงามได้ไม่สิ้นสุด

นี่คือ ความที่หัวใจสรุปได้ บนโต๊ะอาหารในการสนทนาระหว่าง ครูและ “ลูก” ศิษย์

 

วันนี้ ฉันมีนัดทานอาหารกลางวันกับคุณครูสมัยมัธยม ที่ไม่ได้พบกันกว่า ๒ ปีแล้ว

ฉันนำความรักและความระลึกถึงจากเพื่อน ๆ มาถึงคุณครูด้วย พร้อมของฝากเป็นชาสมุนไพรบำรุงสุขภาพ ซีดีนำการบริหารแบบโยคะเพื่อการผ่อนคลาย เพลงธรรมเพราะ ๆ จากหมู่บ้านพลัม และหนังสือ ๓ เล่มที่ครูต้องการอ่าน

คุณครูเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด แต่ความเป็นครูไม่มีวันเกษียณ

กว่า ๓ ชั่วโมงที่เราคุยกัน บทเรียนที่ครูนำมาบอกเล่าในวันนี้ ไม่ใช่วิชาการ ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส แต่เป็นวิชาว่าด้วย ความเป็นมนุษย์ ความรัก และความสุขจากการใช้ชีวิตที่สมถะและเป็นประโยชน์ — ที่ครูมักสอนเราอยู่เสมอ ในวันนั้น และยังคงเน้นอยู่ในวันนี้

อันที่จริง สิ่งที่ครูเป็นและทำเป็นคำสอนที่ทรงพลังและเสียงดังที่สุดในชีวิตฉัน

คุณครูเลือกที่จะเกษียณตัวเองจากราชการก่อนกำหนด เพื่อให้เวลาอยู่และดูแลพ่อแม่ในวัยชรา เนื่องจากเป็นลูกสาวคนเดียว และยังไม่มีครอบครัวของตัวเอง คุณครูจึงดูแลพ่อแม่เป็นงานหลัก แม้จะหนัก แต่ก็อิ่มใจ

คุณครูดูแลคุณแม่วัย ๙๒ ปี ด้วยความรักและอดทน เวลาทำอาหารก็ต้องทำให้อาหารอ่อนที่สุด ซึ่งสำหรับคนฟันยังดี ก็อาจจะรู้สึกว่าไม่อร่อย ขาด texture แต่มันดีและเหมาะสำหรับคนแก่ ที่ไม่มีฟันหรือพลังกายอ่อนแรงเกินกว่าจะเคี้ยว

การขับถ่ายเป็นเรื่องที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ ครูต้องดูแลเปลี่ยนผ้าอ้อม (ผู้ใหญ่) ให้คุณแม่วันละ ๕ ครั้ง

นาฬิกาชีวิตของคุณครูปรับไปตามนาฬิกาชีวิตของคุณแม่ ในวัยชรา ที่ตื่นบ่อย และมักตื่นกลางดึก (เหมือนตอนที่เราทุกคนเป็นทารกเลย)

คนแก่หูตึง ครูต้องพูดเสียงดังและพูดซ้ำ ๆ หลายครั้ง เบื่อก็ต้องทนและย้ำพูดไป

แม้จะเหนื่อย แต่ครูบอกว่า “แม่เคยทำให้เรามากกว่านี้ด้วยซ้ำ นึกแค่นี้ ก็มีพลังทำให้แม่ เป็นโอกาสที่เราจะได้ตอบแทนพระคุณแม่” คุณครูพูดพร้อมรอยยิ้ม

ความรู้สึกสุขผุดขึ้นในหัวใจ นี่คือความงดงามของความรัก

ในยามเด็ก ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ความรักของแม่ (และผู้อื่น) ดูแลเราให้รอดและเติบโต

ในยามชรา ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ความรักของลูก ๆ (และผู้อื่น) ดูแลให้เราอยู่ได้อย่างเป็นสุขจนวาระสุดท้าย

ชีวิตคือวัฏจักร เมื่อเคยได้รับ ก็มีคราวที่ควรให้กลับคืน เพื่อสืบเนื่องกระแสชีวิตให้ดำรงหมุนเวียน

 

จากแม่และลูก สู่ ครูกับลูกศิษย์

คุณครูเล่าให้ฟังว่า รุ่นพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ บางคนติดต่อไปมาหาสู่คุณครูอยู่เสมอเช่นกัน บางคน ไปต่างประเทศ ก็มีของฝากติดมือมาให้คุณครู โอกาสพิเศษก็ชวนครูไปทานข้าว ลูกศิษย์ที่เป็นหมอก็บอกว่าครูมีปัญหาอะไรปรึกษาได้ทุกเมื่อ

คุณครูเล่าถึงคุณครูอีกท่านที่มีสถานภาพโสดเหมือนกัน คุณครูวัย ๗๐ กว่าปีท่านนี้อยู่บ้านลำพังกับแมวหลายตัว หลาน ๆ อยู่ต่างประเทศกันหมด แต่ท่านยังมี “ลูกศิษย์” ที่ดูแลบ้าง

พี่ ๆ รุ่น ๑ ของโรงเรียนเชิญคุณครูท่านนี้ไปทานข้าวเวลารุ่น ๑ นัดพบกัน เอารถไปรับเพราะคุณครูเดินลำบาก บางคนมีที่ทำงานอยู่ไม่ไกลจากบ้านครู ก็สั่งอาหารอร่อย เอาไปส่งให้ครูทาน

เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้หัวใจฉันอิ่มเอิบเบิกบาน ฉันนึกต่อว่า ตัวเราและเพื่อน ๆ ในรุ่นน่าจะต้องหมั่นดูแลครูอย่างที่รุ่นพี่ทำเป็นตัวอย่างบ้าง โดยเฉพาะครูที่เป็นโสด และไม่มีลูกหลาน

 

ความรัก ความเอื้ออาทร ห่วงใยใส่ใจกันของผู้คนในสังคม เป็นต้นทุนที่ให้ดอกผลเป็นความสุข สงบ ร่มเย็น ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต อันไม่อาจประมาณมูลค่าได้ — ทุกขภาวะในสังคมหลายเรื่อง (หรืออาจทั้งหมด) มาจากการที่มนุษย์ไม่รัก ไม่อาทร ห่วงใย ตัดขาดสายใยในความสัมพันธ์ ทั้งกับคนด้วยกันเอง กับสัตว์ และธรรมชาติ

สังคมที่ผู้คนเป็นห่วงเป็นใยกัน ดูแลอาทรต่อกัน เป็นสังคมที่งดงาม การได้เห็นและ (หาก) ได้อยู่ในสังคมแบบนี้ เราจะเป็นสุขเพียงใด มีความรักหล่อเลี้ยงหัวใจ อยู่ก็เป็นสุข ตายด้วยความรู้สึกเต็ม ความเป็นมนุษย์ของเราได้รับการเชิดชูและเกื้อกูลให้เจริญสูงยิ่ง ๆ ขึ้น

ฉันลาครูในวันนี้ พร้อมกับการบ้าน … รักให้ยิ่งกว่าและยิ่งขึ้นกับทุก ๆ คน และทุก ๆ วัน

 

วิถีวิเวก

"วิถีวิเวก" นิทรรศการภาพถ่าย โดยพระอาจารย์ชาคิโน

“วิถีวิเวก” นิทรรศการภาพถ่าย โดยพระอาจารย์ชาคิโน

เรื่องที่เราพยายามจะถ่ายทอดมีชื่อจริงว่า “วิถีวิเวก” ส่วนชื่อเล่นนั้น เราขออนุญาตใช้ว่า “การผจญภัยของพระธุดงค์”

ชื่อจริงของเรื่องให้ความรู้สึกสงบและสันโดษ ในขณะที่ชื่อเล่นที่เราตั้งให้ อาจดูโลดโผน หวือหวา ชวนให้นึกถึงเรื่องราวการผจญภัยแบบวรรณกรรมชุด “เพชรพระอุมา” หรือ “อินเดียนน่า โจนส์” ก็ไม่ปาน ถ้าใครเคยอ่านเรื่องเล่าของพระธุดงค์ในอดีต จะรู้ว่า การผจญภัย ทั้งภายนอกและภายในของท่านนั้น สุดพิสดาร และอัศจรรย์ใจเป็นที่สุด ซึ่งความพิสดารสำหรับเรา ไม่ได้อยู่ที่การเผชิญกับเสือ หรือผีสาง แต่คือการเผชิญกับจิตภายใน

ฉันพบเรื่องราวนี้โดยบังเอิญ เมื่อไม่นานมานี้ ในคราวที่ไปพักที่โรงแรมแม่น้ำ รามาดา ย่านเจริญกรุง ขณะที่เดินเตร็ดเตร่ในโรงแรม ฉันเห็นพื้นที่มุมหนึ่ง กำลังมีการติดตั้งภาพถ่าย ฉันจึงเดินเข้าไปดู และเห็นภาพชีวิตของพระธุดงค์ — ภาพพระเดินจงกรม และนั่งอยู่ในถ้ำ พระเดินข้ามท่อนซุงเล็ก ๆ ข้ามลำห้วยที่กระแสน้ำไหลเชี่ยวอยู่เบื้องล่าง พระนั่งสมาธิอยู่บนหน้าผาสูงน่าหวาดเสียว พระเดินเท้าเปล่าบนดินลูกรัง ชาวบ้านรอใส่บาตยามเช้าด้วยอาการสำรวมและเปี่ยมศรัทธา ฯลฯ

ภาพทุกใบสวยงาม แต่มากกว่าความงาม คือ ความหมายที่ทำให้หัวใจสั่น สะท้าน สะเทือน

ภาพแต่ละใบนำใจให้สัมผัสกับความรู้สึกบางอย่าง — ศรัทธาต่อแนวทางที่พระบรมครูทรงตรัสสอน ความทุ่มเทของพระสงฆ์ต่อธรรมการปฏิบัติ ความเพียร ความอดทน ควมกล้าหาญ … และท้ายที่สุด คือ วิถีแห่งความวิเวก อันเป็นชื่อของงานนิทรรศการภาพถ่ายนี้

“ความวิเวกช่างงดงาม” ฉันรำพึงในใจ และออกจะรู้สึกโหยหาชีวิตเช่นนั้น

วิถีแห่งความวิเวก เป็นภาพถ่ายบันทึกเรื่องราวของพระธุดงค์ ซึ่งถ่ายทอดผ่านเลนส์ใจ โดยพระอาจารย์ชาคิโน พระชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน ที่บวชในสายการปฏิบัติของหลวงพ่อชา สุภัทโท

กว่า ๑๔ ปี พระอาจารย์ชาคิโนธุดงค์ไปในผืนป่าทั่วประเทศไทย ซึ่งท่านกล่าวว่า หากจะเทียบเป็นระยะทาง ก็คงมากกว่า ๔,๐๐๐ กม.

ในช่วง ๒-๓ ปีหลังนี้ ท่านธุดงค์และพักในถ้ำทุรกันดารทางจังหวัดแม่ฮ่องสอน และตรงนี้เองที่เกิดเรื่องราวอันนำมาสู่การเปิดเผยชีวิตพระป่า ผ่านภาพถ่ายกว่า ๙๘ ใบ ที่พระอาจารย์ชาคิโนได้บันทึกไว้ตลอดการเจริญรอยตามปฏิปทาของพระพุทธเจ้า

“ชีวิตที่อิสระแบบนี้ช่วยให้สำรวจป่า เขา ถ้ำ ที่เร้นลับต่าง ๆ ได้ตามในปรารถนา และทุกย่างก้าว ธรรมชาติได้สอนให้ข้าพเจ้าเข้าใจความไม่แน่นอนของชีวิตได้อย่างลึกซึ้ง” พระอาจารย์ชาคิโนบันทึกไว้ในหนังสือภาพ “วิถีวิเวก” (Dhammafarers) ซึ่งทั้งหนังสือ การประมูลภาพถ่าย และการบริจาคจากการแสดงนิทรรศการ รายได้ทั้งหลายจะนำไปสนับสนุนมูลนิธิธัมมคีรี ที่ก่อตั้งโดยพระป่าที่ประสงค์จะช่วยเหลือด้านที่พักอาศัย ทุนการศึกษา การอบรมธรรมะให้เด็กชาวเขาที่กำพร้าและยากไร้

ความสำเร็จอาจไม่ใช่ความสุขเสมอไป ....แต่ความสุขคือความสำเร็จ (พุทธพจน์) จากหนังสือ วิถีวิเวก

ความสำเร็จอาจไม่ใช่ความสุขเสมอไป ….แต่ความสุขคือความสำเร็จ
(พุทธพจน์) จากหนังสือ วิถีวิเวก

คุณแห่งคำข้าว จุดเริ่มต้นแห่งนิทรรศการภาพ “วิถีวิเวก”

การเดินธุดงค์เป็นการเดินทางที่มีทิศทาง แต่ไร้แผน ในแต่ละวัน พระไม่อาจคาดเดาได้ว่า จะพบอะไรข้างหน้า หรือแม้ว่า วันนี้จะมีอาหารให้ฉํนหรือไม่ พระอาจารย์ชาคิโนเขียนไว้ในหนังสือ วิถีวิเวก ว่า “แม้พวกเราต้องอดบ้างอิ่มบ้างตามแต่จะบิณฑบาตได้ แต่การได้มีโอกาสปฏิบัติในวิถีอริยะนี้ ก็สร้างความอ่อนน้อมถ่อมตัวให้กับเราได้ง่ายขึ้น มองเห็นธรรมชาติอันยิ่งใหญ่แล้ว ความสงบบันเทิงภายในย่อมเกิดขึ้นได้ไม่ยาก”

เช้าวันหนึ่ง ในระหว่างที่ธุดงค์ในพื้นที่ป่าจังหวัดแม่ฮ่องสอน ท่านเดินเท้าผ่านหมู่บ้านชาวเขาที่ดูยากไร้ เห็นอย่างนั้น ท่านทำใจว่า วันนี้คงจะต้องอดเป็นแน่

ขณะที่เดินไป หญิงสาวคนหนึ่งวิ่งออกมาจากบ้าน พร้อมภาชนะใส่ข้าวหุงร้อน ๆ ควันยังโชยออกมา ระหว่างที่เธอกำลังตักข้าวใส่บาตร เด็กน้อยเนื้อตัวมอมแมมที่ยืนเกาะขาแม่ มองตามข้าวที่แม่ใส่ลงในบาตรพระ น้ำลายหยด

“เมื่อก่อน เราทำงานได้เงินเป็นแสน ตอนนี้ต้องมาแย่งข้าวเด็กกินหรือนี่” พระอาจารย์ชาคิโนย้อนถึงความรู้สึกในตอนนั้น “ในบ้านนั้นยากจน แต่เขาก็แบ่งให้อาตมา อาตมาซาบซึ้งในน้ำใจของหญิงชาวเขาผู้นั้นที่แบ่งข้าวให้ อาตมา จึงตั้งปณิธานในใจว่า จะต้องช่วยเหลือชาวเขาและเด็ก ๆ ให้มีกิน มีการศึกษา เพื่อเป็นการตอบแทนคุณ”

ก่อนจะเข้าสู่เพศบรรพชิต พระอาจารย์ชาคิโนเป็นช่างภาพมือรางวัลระดับชาติและนานาชาติ ท่านจึงดำริว่า ท่านจะใช้ของเดิม บวกกับชีวิตและดวงตาใหม่ในผ้าเหลือง เพื่อยังประโยชน์ให้กับเด็ก ๆ และชาวเขา

ท่านขออนุญาตจากพระอุปัชฌาย์ว่าจะขอถ่ายภาพการธุดงค์ เพื่อจะนำไปหาทุนสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิธัมมคีรี

“ขอให้ถ่ายรูปด้วยความสำรวม” พระอุปัชฌาย์แนะ

เมื่อออกบวชในเมืองไทยตั้งแต่อายุ ๒๙ ปี พระอาจารย์ชาคิโนทิ้งสมบัติทั้งหลายทางโลก รวมถึงกล้องโปรตัวใหญ่ ที่ช่างภาพมืออาชีพต้องสะพายถืออยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อท่านดำริจะใช้ทักษะที่คุ้ยเคยในการเป็นช่างภาพเพื่อทำประโยชน์ให้กับผู้คน ท่านจึงกลับมาสู่หลังเสนส์อีกครั้ง แต่คราวนี้ หลายอย่างก็เปลี่ยนไป

จากกล้องโปร ท่านเปลี่ยนเป็นกล้องตัวเล็กที่พกพาสะดวก และจะหยิบออกมาเก็บภาพในยามที่จำเป็นเท่านั้น “เมื่อก่อน ความสวยงามของรูปถ่ายสำคัญสำหรับกับอาตมามาก จะพยายามจัดแต่งภาพถ่ายให้สวยที่สุด ..  (แต่เมื่อเป็นพระ) เมื่อนัยน์ตาของข้าพเจ้ามองผ่านเลนส์ไปที่เงา ตัวของข้าพเจ้ากลับมุ่งมองไปที่ใจ อันเป็นประตูจะนำไปสู่แสงสว่างแห่งการตื่นรู้ ถ้าการ “ถ่ายรูป” เป็นการปรุงแต่ง และการแสดงตัวตน การ “ถ่ายใจ” เป็นการลดการปรุงแต่งและตัวตนลง ทำให้มันนุ่มนวลและพร้อมที่จะน้อมลงไปสัมผัสกับธรรมชาติอันไม่ปรุงแต่งอันสงบ …

“ใช่แล้ว ไม่ใช่ “สวย” แต่บางครั้งก็เพราะ “งด” แล้ว จึงได้พบความงามอย่างแท้จริง”  พระอาจารย์ชาคิโนเขียนไว้ในหนังสือ

8

ภาพถ่ายทั้ง ๙๘ ใบที่รวรวมไว้ในหนังสือ วิถีวิเวก และตระเวนแสดงในนิทรรศการภาพถ่าย ไม่ใช่ภาพที่ต้องการอวดอ้างความสวยงาม แต่ต้องการให้ภาพยกระดับจิตใจขอผู้ชมให้เข้าถึงวิถีแห่งธรรม “อาตมาไม่ถ่ายภาพที่ไม่มีความหมาย ภาพทุกใบมีความหมายใต้ภาพ และความหมายนั้นต้องช่วยยกระดับจิตใจของผู้ชม”

หลายภาพมีเรื่องราวที่น่าฉงน และบางคนเกิดคำถามว่า “จัดฉากถ่ายภาพหรือเปล่า”

คำถามและข้อสงสัยนี้ทำให้พรอาจารย์ชาคิโนได้โอกาสเล่าถึงวิถีของพระป่า และความเคร่งครัดในวิถีการปฏิบัติ อย่างเช่น ภาพพระฝรั่งรูปหนึ่งนั่งสมาธิอยู่กลางทุ่งดอกไม้สีม่วง

“อาตมาไม่จัดฉาก สร้างภาพ แต่ทุกภาพเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในวิถีแห่งการปฏิบัติ อย่างภาพนี้ อากาศบนเขาหนาวมาก การได้นั่งสมาธิกลางแจ้งช่วยได้ลดความหนาว และในช่วงหน้าหนาวดอกไม้ก็บานเต็มไปหมด พระฝรั่งท่านก็ไปนั่งตรงนั้นกลางแดด กลางทุ่ง และอาตมาก็บันทึกภาพไว้”

ภาพถ่ายพระรูปหนึ่งนั่งบนหินผา ฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีสด จัดฉากอีกหรือไม่ ทำไมพระท่านต้องไปนั่งบนหินสูง ดูหมิ่นเหม่

“เวลาที่ฉันอาหารแล้ว เป็นธรรมดาอาจจะเกิดความง่วงได้ หนทางที่จะช่วยเราให้ปฏิบัติได้ คือ เราต้องไปนั่งในที่หวาดเสียว เพื่อจะได้ปลุกตัวเองจากความง่วง ไปนั่งอย่างนั้น ไม่มีทางง่วงเลย” พระอาจารย์ชาคิโนหัวเราะ

อีกหนึ่งรูปที่บอกเล่าวิธีการขจัดความง่วง ความหลับไหลที่อาจเกิดขึ้น คือ ภาพพระนั่งบนแพไม้ไผ่ ในลำธาร “น้ำในลำธารไม่นิ่ง กระเพื่อมตลอดเวลา เขย่า ช่วยให้เรารู้สึกตัว”

5บางครั้ง การเดินทางในป่า ย่อมมีการหลงทางกันบ้าง (แต่ไม่หลงทิศ) ซึ่งครั้งหนึ่ง การเดินหลงทำให้พระอาจารย์ชาคิโนได้ภาพเด็ด ที่ทำให้หลายคนรู้สึกไปต่าง ๆ นั่นคือ ภาพพระปีนหน้าผา

หลายภาพในนิทรรศการเป็นภาพ สะท้อนการเดินธุดงค์ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย อันตราย การเดินทางในที่กันดาร ผ่านลำห้วย เดินข้ามขอนไม้ที่พาระหว่างสายธารเชี่ยวเบื้องล่าง ซึ่งทำให้เห็นว่า พระป่าต้องดำรงตนอยู่ในสติ และสมาธิจริง ๆ เพราะหากใจมีสะเก็ดแห่งความกลัวและกังวล ก็อาจเป็นเหตุให้ถึงก่ชีวิตได้

เรื่องเล่าการธุดงค์ทำให้ฉันนึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้า ที่กล่าวถึง การไม่ประมาทในชีวิต และจงมีสติให้ถึงพร้อม — เข้าใจแล้วว่า สติสำคัญเพียงใด สติ คือ ความเป็นและความตายของเรา อย่างนั้นเลย

“อยู่ในป่า เราต้องมี sensitivity (จิตละเอียด ว่องไว) กับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ไม่เช่นนั้นจะอันตรายมาก” พระอาจารย์ชาคิโนกล่าว

ฉันนึกถึงชีวิตในโลกนอกป่า เราก็ต้องมีจิตละเอียดว่องไว กอปรด้วยสติด้วยละมัง ไม่เช่นนั้นก็อันตรายเช่นกัน เป็นอันตรายกันคนละแบบ แต่หากไม่ระวัง ก็คงถึงแก่ชีวิตได้เหมือน ๆ กัน

อันตรายในป่าและที่อันเร้นลับ อาจหมายถึง สัตว์ป่านานาชนิด และสภาพภูมิประเทศที่ลำบาก แต่จากการบอกเล่าของพระอาจารย์ชาคิโน ฉันอดรู้สึกไม่ได้ว่า แท้จริงแล้ว สิ่งที่อันตรายกว่าสัตว์ป่า คือ จิตและ ความคิดปรุงแต่ง

เรื่องเล่าลือเรื่องผี และความลี้ลับต่าง ๆ ท่านอาจารย์สำรวจด้วยต้องการเห็นความจริง หลายครั้ง ท่านกล่าวว่า ไม่ปฏิเสธผี ว่าไม่มี แต่หลายครั้ง ผีนั้นอยู่ในใจของเราเสียมาก เป็นผีความคิดที่เราปรุงขึ้นมาหลอกตัวเอง เสียงแปลก ๆ ยามค่ำคืน ที่หลายคนบอกว่าเป็นเสียงผี เมื่อพระอาจารย์ชาคิโนเข้าไปเผชิญเพื่อสืบค้นความจริง ท่านก็พบว่า เสียงเหล่านั้น บ้างก็เป็นเสียงไก่ป่าเขี่ยพื้นดิน (ตอนกลางคืน?) เสียงตุ๊กแก เสียงน้ำหยดจากหินงอกหินย้อย

เสือ กับ พระธุดงค์ก็ดูจะเป็นของคู่กัน ครั้งหนึ่ง ในตอนที่พระอาจารย์ชาคิโนออกธุดงค์ลำพัง คืนแรกนั้น เสียงเสือ และสัตว์น้อยใหญ่ระงมไปทั่วป่า แล้วก็มีเสียงเสือใกล้เข้ามาทุกที ๆ จนมาหยุดที่กลด อุ้งเท้าของเสืออยู่ที่ชายกลดตรงปลายเท้า ในเวลานั้น ท่านบอกเลยว่า คงตายแน่แล้ว ความกลัวเกาะกุมหัวใจ ความคิดระดมการปรุงแต่ง ท้ายที่สุด ท่านก็ปลงใจว่า ปฏิบัติจนตายดีกว่า ตายโดยไม่ได้ปฏิบัติ”

4             วิถีแห่งจิตอันวิเวกเข้ามาแทนความกลัว แล้วทุกอย่างก็ผ่านไป วันต่อ ๆ มาของการธุดงค์โดยลำพังเป็นเรื่องง่าย และสบาย จนกระทั่ง ๒ เดือนต่อมา เมื่อคณะธุดงค์จะตามมาสมทบ “การอยู่ลำพัง ใคร ๆ ก็อยู่ได้ แต่การอยู่เป็นหมู่คณะนี่ ลำบากกว่ามาก” พระอาจารย์ชาคิโนกล่าว “การอยู่คนเดียวนั้นไม่ยาก เราเผชิญกับสิ่งแวดล้อมในป่า แต่การอยู่กับคนเป็นหมู่คณะ เราจะต้องฝึกฝนและหมู่คณะจะขัดเกลากิเสสของเรา”

หลายเรื่องราวผ่านภาพถ่ายทำให้เราเห็นความหมายของป่า ธรรมชาติ ที่เกื้อกูลกับการพัฒนาจิตและการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง แต่ในวันนี้ สภาพป่าอันเคยอุดมสมบูรณ์ค่อย ๆ สูญไป พื้นที่ป่าถูกจับจอง ล้อมรั้วลวดหนาม ไม่เพียงสัตว์ป่าที่เดินทางไปมา หาอาหารไม่ได้ เพราะป่าที่ออกธุดงค์ก็จาริกไปได้ยากเช่นกัน ป่าที่เคยปรกให้ร่มฝน ที่อาศัยอันสงบเย็น ก็เหลือเป็นซากตอ เพราะถูกตัดไปขาย ถ้ำ เขาต่าง ๆ ที่พระเคยพำนักเป็นที่บำเพ็ญเพียร ให้จิตสว่างกระจ่างงาม ก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว เสียงระงมจอแจ

ความวิเวกมีความหมายกับความเจริญงอกงามของชีวิต แต่ด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ ป่าไม้ลดลงอย่างรวดเร็ว และวิถีวิเวกก็กำลังจะสูญสิ้นไปด้วย — แหล่งแห่งแสงสว่างทางปัญญากำลังจะดับลงด้วยหรือไม่   

ได้ฟังเรื่องเล่าต่าง ๆ จากพระอาจารย์ชาคิโน ฉันหวนมาถามตัวเองว่า ชีวิตของเราวิเวกเพียงใด

หากเราไม่อาจใช้ชีวิตเช่นพระธุดงค์ได้ เราจะทำอย่างไรให้ชีวิตในป่าคอนกรีต ชีวิตในป่ามนุษย์นั้นมีความวิเวก เฉกเช่นพระธุดงค์ได้บ้าง อะไรคือเสือที่เราต้องเผชิญ ผีของเราคืออะไร เราจะประยุกต์นำคำสอน วิถีปฏิบัติของพระธุดงค์มาใช้ในป่ามนุษย์ด้วยได้หรือไม่ ทำอย่างไร

 “ความสุขแบบที่เราเห็นว่าสุข (แบบโลกๆ) เป็นสุขที่มีภัย อย่างเราสุขที่มีเงิน เงินสมบัติที่มี ก็อาจนำโจรภัยมาให้ แต่สุขของพระเป็นสุขที่ไม่มีภัย” พระอาจารย์ชาคิโนกล่าว แล้วสำทับด้วยคำถามว่า “ยังทุกข์กันไม่พออีกหรือ?”

7

นิทรรศการภาพถ่าย “วิถีวิเวก” จะมีถึงวันที่ ๑๓ ที่โรงแรม แม่น้ำ รามาดาพลาซา

และวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ถึง ๓๑ มีนาคม ก็จะจัดแสดงที่สวนโกมข์กรุงเทพ ฯ

ข้อมูลเพิ่มเติม www.dhammagiri.or.th

ปัญหาของหมา ปัญหาของใจคน

ฉันยืนน้ำตาตกอยู่บนถนนในซอย รู้สึกโดดเดี่ยวอย่างที่สุด

เดินขอความช่วยเหลือจากผู้คนระแวกนั้น แต่ดูเหมือน ยิ่งร้องขอ ความช่วยเหลือยิ่งห่างไกลไปทุกที พอฉันเดินเข้าใกล้ใคร คนนั้นก็ถอยออกห่าง ราวกับฉันเป็น ….

“พี่คะ ช่วยขยับเจ้าหมาตัวนี้ ออกจากถนนหน่อยได้ไหมคะ” ฉันเอ่ยถามวินมอเตอร์ไซต์แถวนั้น

“ไม่รู้” ชายคนนั้นรีบคว้าโทรศัพท์มือถือเพื่อโทรหาใครสักคน “เพิ่งมา ไม่รู้เรื่อง ไปถามยามที่ป้อมโน่น เขาเห็นเหตุการณ์”

ฉันงงกับคำตอบและปฏิกิริยาของชายคนนี้ ที่พยายามเดินถอยห่างฉัน สายตาไม่เป็นมิตรนัก ถึงขั้นหวาดระแวง

“คือ ไม่สนใจ ไม่อยากรู้หรอกนะคะว่า ใครชนหมา แต่อยากพามันไปหาหมอ พี่ช่วยหน่อยได้ไหม” ฉันถามย้ำ และมองไปที่เจ้าหมาพันธุ์ไทย ขนสีน้ำตาลแดงที่นอนหน้าซบอยู่บนถนนคอนกรีต สะโพกหลังและขาหลังทั้งสองสภาพแย่มากจากการถูกรถชน ตั้งแต่ก่อนที่ฉันจะเห็นเข้า ซึ่งนานเท่าไรแล้วก็ไม่รู้

ชายคนนั้นโบ้ยให้ฉันไปถามเจ้าหหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าหมู่บ้าน ที่เจ้าหมานอนนิ่งอยู่

“พี่คะ ช่วยขยับหมาตัวนี้ไปให้พ้นถนนได้ไหมคะ เดี๋ยวรถจะโดนรถชนซ้ำเข้าไปอีก แล้วจะไปตามหมอมาดูเองค่ะ” ฉันบอกยาม

“ไปบอกยามตรงโน้นดูสิ ให้เขามาช่วย” ยามคนนั้นตอบ พลางทำท่าพยักเพยิดไปทางลานจอดรถที่อยู่ห่างออกไป

ฉันไม่ถามอะไรต่ออีก เพราะเดินถามคนนั้นคนนี้เหมือนคนบ้ามาพักหนึ่งแล้ว

ฉันหยุดยืนอยู่ตรงนั้น แล้วสำรวจเรื่องราวรอบ ๆ ตัว ๓๖๐ องศา รถวิ่งเข้าและออกในซอยไม่ขาดสาย ขับผ่านเจ้าหมาตัวนี้ไป แม่ค้า พ่อค้าขายอาหารให้พนักงานยามเช้าง่วนกับการทำมาหากิน วินมอร์เตอร์ไซต์ยืนคุยกัน และรอลูกค้าอยู่ที่รถมอร์เตอร์ไซต์ ยามลานจอดรถ ยามหน้าหมู่บ้านประจำการอยู่ที่พื้นที่ปฏิบัติการ

น้ำตาไหล ฉันรู้สึกโดดเดี่ยว เคว้งคว้างอย่างที่สุด ทุกอย่างรอบตัวดำเนินไปเป็นปรกติ ราวกับว่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตที่กำลังเจ็บปวดนอนรอความช่วยเหลืออยู่ตรงนั้น … ไม่สิ มีเจ้าหมาข้างถนนตัวหนึ่งที่รับรู้ มันเดินมาใกล้ ๆ ฉัน เวลาที่ฉันเข้าใกล้เจ้าหมาตัวที่บาดเจ็บ สายตาของมันกำลังประเมินฉันว่า เป็นมิตร หรือเป็นศัตรูที่อาจจะเข้าไปทำร้ายเพื่อนของมัน ฉันพูดกับมันและชี้มือให้มันพอรู้ว่า ฉันเป็นมิตร และมันก็เดินไป

ในยามนั้น ฉันไร้ที่พึ่ง … ฉันคนเดียวอุ้มหมาบาดเจ็บไม่ไหว แต่หากฝืนทำลากกันไป มันอาจจะเจ็บมากขึ้น ฉันต้องการความช่วยเหลือ เพียง ๑ คนเท่านั้น แต่ก็หาไม่ได้

ฉันตัดใจเดินจากไป บอกเจ้าน้องหมาว่า “อดทนเอาไว้นะ” แล้วพยายามติดต่อหาสัตวแพทย์ที่คุ้นเคย เพื่อให้มารับตัวมันไปเยียวยา ระหว่างนั้น ฉันบอกยามที่บริษัทของแม่ ที่อยู่ไม่ไกลนักจากจุดเกิดเหตุ ให้ไปดูและขยับเจ้าน้องหมาให้พ้นจากถนน แล้วฉันจะกลับมารับมันไปหาหมอ

กว่าฉันจะพบและรับหมอไปที่จุดเกิดเหตุ ก็เกือบ ๑ ชั่วโมงต่อมา เราต่างหวังว่า เจ้าหมาตัวนั้นคงได้รับความช่วยเหลือใครสักคนไปแล้ว และโชคดี ที่เป็นเช่นนั้นจริง ๆ … เจ้าหมาตัวนั้นไม่อยู่บนถนนแล้ว ฉันถามยามตรงนั้น ได้ความว่า มีคนช่วยกันพาไปส่งโรงพยาบาลใกล้ ๆ แล้ว (อาจจะเป็นคนในบริษัทแม่ก็ได้) ฉันยิ้มออก คราวนี้คงจะกินข้าวเช้าได้สักที ความเศร้าทำให้กินไม่ได้กันเลยทีเดียว

ระหว่างนั่งรถกับคุณหมอ ก็ได้แลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่อง หมาในพื้นที่สาธารณะ

“ไม่เห็นมีผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพคนใด มีนโยบายเรื่องนี้เลย” คุณหมอเอ่ย

“อยากให้ปัญหานี้ลดลงและหมดไปจริง ๆ ถ้าเราทำกันจริงจัง ใน ๑๐ ปีข้างหน้า ก็จะไม่มีปัญหานี้ เพราะอายุขัยหมาน่าจะสัก ๑๐ ปีใช่ไหมคะ”  คุณหมอพยักหน้า

เรื่องสุนัขเร่ร่อนก็เป็นเรื่องการจราจรเหมือนกัน ฉันไม่ได้ห่วงเรื่องหมาถูกรถชน ตาย บาดเจ็บเท่านั้น แต่บางที การมีหมาเพ่นพ่านในที่สาธารณะก็อาจนำไปสู่อุบัติเหตุได้ด้วย และหากเราจะรณรงค์ให้คนขี่จักรยาน บางทีการดูแลให้ถนนเล็ก ๆ ปลอดจากหมาที่ดุ วิ่งไล่จักรยานก็อาจจะช่วยให้คนอีกจำนวนหนึ่งกล้าใช้จักรยานมากขึ้นด้วย

เรื่องหมาในพื้นที่สาธารณะเกี่ยวข้องกับหลายเรื่องของคน ปัญหาเมือง ปัญหาสาธารณสุข ความสะอาด และปัญหาทางจริยธรรม

“หมาเร่ร่อนในยางกอน (ย่างกุ้ง ประเทศพม่า) ค่อนข้างเป็นมิตร ขนาดอยู่กันเป็นฝูง คนเดินผ่านคนเดียว มันก็ไม่มายุ่ง พวกหมามันกัดกันเอง ไม่ค่อยคุกคามหรืออะไรกับคน ต่างจากหมาไทย ไม่รู้ว่าเพราะอะไร”

“คนที่นั่นอาจไม่ค่อยทำร้ายหมาก็ได้นะครับ มันเลยรู้สึกเป็นมิตรด้วย” คุณหมอให้ความเห็น …

ก็เป็นไปได้ ฉันเคยรับรู้เรื่องราวที่มีคนรังเกียจหมา ถึงขนาดเอามีดไล่ฟันจนหลังเละ หรือวางยาเบื่อให้ตาย

“ถ้าเราทำหมันให้น้องหมาได้ทุกพื้นที่ และจัดการให้คนไม่นำหมามาทิ้งอีก เรื่องนี้น่าจะน้อยลงไปเรื่อย ๆ นะคะ ชุมชนน่าจะมีส่วนร่วมในการดูแลเรื่องนี้ด้วย เราไม่ควรปล่อยให้หมาผอมโซ ในขณะที่มีอาหารเหลือทิ้ง ถ้าชุมชน ไม่ว่า ชุมชนตึกออฟฟิส ชุมชนตึกแถว และอื่น ๆ ช่วยกันดูแลหมา เหมือนเป็นสมบัติส่วนรวม ให้อาหาร น้ำ ดูแลเรื่องการทำหมัน โรคภัยต่าง ๆ จนกว่ามันจะสิ้นอายุขัยกันไป นอกจากปัญหาเรื่องนี้จะค่อย ๆ หมดไปแล้ว ระหว่างที่มันยังมีชีวิตอยู่ เราก็จะได้อยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัยมากขึ้นด้วย”

ฉันว่า หากเราทำเช่นนี้ หรือดีกว่านี้ได้กับหมาข้างถนน เราก็จะทำอะไรดี ๆ อีกได้มากมายกับเรื่องอื่น ๆ ด้วย ฉันไม่แน่ใจว่า ความไม่แยแสต่อทุกข์ตรงหน้าของสัตว์ (ที่หลายคนอานดูว่าไร้ความสำคัญและเป็นเรื่องเล็ก) มันจะนำไปสู่ความชินชา ไม่แยแสต่อทุกข์ของคน ที่ก็อาจจะเล็ก ๆ และไม่สำคัญด้วยหรือไม่ ฉันจำได้ว่า พระอาจารย์รูปหนึ่งเคยบอกว่า อกุศลใหญ่ ๆ เติบโตจากอกุศลเล็ก ๆ เช่น คนที่ชินกับการลักเล็กขโมยน้อย เมื่อทำไปเรื่อย ๆ ก็อาจพัฒนาเป็นการขโมยใหญ่ ๆ ปล้น จี้ และอาจถึงฆาตกรรมในที่สุด

ฉันคิดว่า ความทุกข์ ปัญหาต่าง ๆ ในสังคม หากเราระดมช่วยกัน ทุกข์นั้นก็คลี่คลายหายไปโดยเร็ว แต่เวลาที่เราไม่แยแสต่อกัน ห่างเหิน ตัวใครตัวมัน ทุกข์เล็ก ๆ ก็หนักอึ้งสาหัสและขยายบานปลายไปไกล และกลายเป็นทุกข์ใหญ่จริง ๆ ขึ้นมาได้

มีกี่ทุกข์ ทั้งเล็ก ใหญ่ กำลังก่อตัว กำลังอาละวาด .. ที่เราทำเป็นมองไม่เห็น ที่เราไม่แยแส ที่เราโยนให้เป็นธุระคนอื่น

ฉันมักคิดเสมอว่า หนึ่งในตัวชี้วัดความเป็นเมืองที่น่าอยู่ คือ เมืองที่มีผู้คนดูแลต้นไม้ ธรรมชาติ และสัตว์ อยู่ร่วมกันอย่างเมตตากรุณา เพราะถ้าคนดูแลสัตว์และธรรมชาติได้ดี เขาก็น่าจะดูแลคนด้วยกันได้ดีด้วย

ฉันเชื่อ Spider Man ที่ว่า อำนาจมาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง (with great power comes great responsibility) — มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีศักยภาพมาก มีอำนาจ มีความฉลาด มีศักยภาพทางจิตที่จะบรรลุถึงภาวะอันประเสริฐสุดและนั่นหมายความว่า มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความรับผิดชอบบางอย่าง  — ฉันเชื่อเสมอว่า พลังอำนาจ ศักยภาพที่เรามีมากกว่านั้น ต้องใช้เพื่อดูแลผู้หรือสิ่งที่อ่อนแอกว่า คนฉลาดต้องดูแลคนที่ฉลาดน้อยกว่าให้ฉลาดขึ้น คนมีฐานะมากกว่าต้องดูแลคนที่ฐานะนต่ำกว่าให้ดีขึ้น คนมีกำลังมากต้องดูแลผู้ที่มีกำลังน้อย คนที่สุขภาพดีดูแลผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ผู้ใหญ่กว่าดูแลผู้ที่วัยน้อยกว่า — หากเราดูแลกันและกัน ทั้งคนและสัตว์ รวมถึงธรรมชาติด้วยไปเรื่อย ๆ เราจะมีทั้งผู้ที่ดูแลเรา และผู้ที่เราสมควรต้องดูแล เป็นกระแสแห่งการดูแลกันและกันอย่างไม่มีวันสิ้นสุด