ความบังเอิญที่เลือกเอง

ชีวิตคือกรรม — การกระทำ หรือ ไม่กระทำ ซึ่งเป็นทางเลือกของชีวิต ที่เราเลือกเองว่าจะกระทำอะไร ไม่กระทำอะไรอยู่ทุก ๆ ขณะ เราล้วนกำหนดเอง กำหนดอนาคตจากทุก ๆ ปัจจุบันขณะ — ทุก ๆ ทางเลือกเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละขณะชีวิต จะนำไปสู่อนาคต

นี่คือหนึ่งในตัวอย่างนั้น

วันหนึ่ง มีเหตุให้ต้องออกจากบ้านแต่เช้า ระหว่างขับรถ บังเอิญเหลือบมองไปยังร้านค้าข้างทาง แล้วก็ให้พอดีว่า เห็นหมาน้อย ๓ ตัว นั่งหน้าร้านค้าที่ปิดประตูอยู่ หน้าตาของมันมอมแมม เราวกรถกลับมาดูพวกมันอีกทีว่า มันมาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร มีใครดูแลอยู่

มัน ๓ ตัวอยู่กันลำพังข้างอาคารที่ปล่อยทิ้งทั้งที่ยังสร้างไม่เสร็จ มีสายเคเบิล สายไฟกองสุม รวมกับถังสี ท่อนไม้ แท่งเหล็ก สภาพของมันทั้ง ๓ ตัว ขนยาวเกาะกรังเป็นก้อนตามตัว ขาทั้งสี่เลอะ และมีโคลนดำพอกทั้งสี่ขา เป็นถุงเท้ายาวสีดำ หน้าตามอมมาก ๆ

จุดที่ถูกทิ้ง edit               เรามองซ้าย-ขวา ไม่เห็นใคร และไม่เห็นน้ำ หรืออาหารที่เจ้าทั้งสามจะอาศัยประทังชีวิต — บังเอิญที่เช้านี้ เอากล่องพลาสติกใส่ผลไม้มากินระหว่างทาง เลยเอามาใส่น้ำให้เจ้าทั้งสามกินไปพลางก่อน

หมาพันธุ์ชิทสุ มันต้องเป็นหมามีเจ้าของ และเจ้าของมันน่าจะอยู่ตรงที่ ๆ มันนั่ง นอนตรงนั้น คือ หน้าร้านขายของ

เราบอกให้น้องสาวหาน้ำและอาหารมาให้มันก่อนไปทำงาน ส่วนตัวเอง หลังจากธุระเสร็จ ก็จะรีบมาดูอีกที

ช่วงบ่าย ๆ อากาศร้อนมาก และแดดเผา เรากลับมาดูเจ้า ๓ ตัวอีกครั้ง และมันยังอยู่ที่นั่น ที่ข้างตึกซีเมนต์ไร้ร่มเงา เราจอดรถ เอาน้ำ อาหารมาให้ มันกระดิกหางเข้ามาหา นัวเนียคลอเคลีย อย่างรู้ประสา และกินน้ำอย่างโหย กินอาหารบางส่วนที่เอามาให้ด้วย และเราก็ได้รู้ว่า ทำไมมันจึงมอมดำกันขนาดนั้น ก็เพราะเวลามันร้อน มันจะมุดลงไปอยู่ใต้ถันน้ำครำข้างล่าง และมันก็น่าจะกินน้ำจากจุดนั้นด้วยล่ะ

ภาพข้าวเจ้า                เรารีบไปรับหมอมาดูและช่วยกันอุ้มเจ้า ๓ ตัวนี้ ไปอาบน้ำ ทำความสะอาด ตัดขน ดูแลสภาพร่างกาย ถ่ายพยาธิ ฉีดยา — แม้มันจะเป็นหมามีเจ้าของ แต่เมื่อเจ้าของไม่ดูแล เราก็ไม่อาจทำใจปล่อยให้เจ้าหมา ๓ ตัวอยู่ในสภาพนั้นได้ — เราถามคนที่อยู่แถวนั้นว่า เจ้าของหมาอยู่ไหน “ไม่มา นานแล้ว” คือ คำตอบที่เราได้ — เรามองไปที่ร้านที่ปิดกิจการ

หมอและเราช่วยกันอุ้มเจ้า ๓ ตัวขึ้นรถเพื่อไปดูแลต่อที่ร้านหมอ คุณหมอบอกว่า เจ้าชิทสุตัวผู้และตัวเมีย น่าจะอายุสักเกือบ ๑ ปี หรือ ๑ ปีเศษนิด ๆ ส่วนตัวเมียอีกตัวที่กำลังตั้งท้องก็น่าจะคลอดอีกไม่นานนี้

น้องสาวของเราตั้งชื่อเจ้าตัวผู้ว่า ข้าวปั้น ตัวเมียว่า ข้าวสวย ส่วนตัวแม่ที่กำลังท้อง ชื่อว่า ข้าวแต๋น

วันรุ่งขึ้น คุณหมอบอกให้ร้านตัดขนที่รู้จักมารับตัวไปตัดขน และที่นั่น มันทั้ง ๓ ก็ได้พบกับเจ้าของคนใหม่

บังเอิญว่า ผู้หญิงคนหนึ่งตัดขนให้น้องหมาของพี่ตัวเองแล้วทำเสียทรง เลยต้องเอาน้องหมาไปทำทรงดี เลยพาน้องหมาของตัวเองไปที่ร้านตัดขนนั้น และก็พบกับสภาพน่าสังเวชของเจ้าข้าว ๓ ตัว เมื่อถามได้ความว่า เจ้าของทิ้ง เลยรีบโทรหาคนที่เพิ่งได้ยินเปรย ๆ ว่าอยากได้น้องหมา

ผู้ที่สนใจอยากได้น้องหมาก็รีบประชุมและรุดมาที่ร้านตัดขนเพื่อดูตัว และตกลงใจว่าจะรับมันทั้ง ๓ ตัวไปเลี้ยงที่บ้าน เขาโทรมาถามเราว่า จะให้ไหม

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก รวมถึงความรู้สึกผูกพันของเรากับเจ้าข้าว ๓ ตัว เราลังเลใจไม่น้อยที่จะตอบในทันที เพราะต้องการตรวจสอบให้แน่ว่า ผู้ที่จะรับไป มีความสามารถและศักยภาพพอที่จะดูแลมันทั้ง ๓ และอีกใจ เราก็คิดว่า ถึงเราจะไม่ใช่เจ้าของหมา ๓ ตัวนี้ แต่ตอนนี้ มันอยู่ในความรับผิดชอบของเรา ชีวิตของเขาอยู่ในความรับผิดชอบและการตัดสิดใจของเรา และอีกประการ เราลังเลว่า เราควรหาเจ้าของของมันให้มารับผิดชอบหมาของเขาหรือไม่ แต่เราก็ถามตัวเองว่า ถ้าเจ้าของหมาดูแลหมาของเขาอย่างนี้ เราควรให้เขานำมันกลับไปดูแลอีกหรือ?

ท้ายที่สุด หลังจากเจ้า ๓ ตัว ตัดขน อาบน้ำให้สบายตัว ให้ยา ถ่ายพยาธิ ฉีดวัคซีนต่าง ๆ (เว้นแต่เจ้าตัวท้อง) เราก็ตัดสินใจพาเจ้าทั้งสามไปส่งให้ถึงบ้านของเจ้าของใหม่ เพื่อจะได้รู้จักกัน และถามไถ่ทุกข์สุขของเจ้า ๓ ข้าวด้วย

วันที่เราพาเจ้า ๓ ตัวไปส่ง เราได้เห็นว่า สายสัมพันธ์ของหมาและคนเกิดขึ้นได้รวดเร็วเพียงใด พวกมันนั่งซุก คลอเคลียเราไม่ห่าง เราอยากให้มันอยู่ด้วยเหมือนกัน แต่โอกาสไม่อำนวยนัก ต้องตัดใจ

new 3 rice cropped          เจ้าของใหม่เป็นผู้หญิงวัย ๕๐ กว่า ใจดี บ้านมีเนื้อที่ให้น้องหมาวิ่งเล่น ซึ่งเธอมีหมาทั้งหมดเมื่อรวมเจ้า ๓ ข้าวแล้วก็ ๘ ตัว ทุกตัวอยู่ด้วยกันอย่างดี ดูสุขภาพกายและจิตดี และเจ้าของใหม่ยังเชื้อเชิญให้เรามาเยี่ยมแวะดูหมาได้เสมอ มานอนค้างก็ได้ หรือพามันไปเที่ยว — แถมขากลับจากเอาเจ้า ๓ ข้าวไปส่ง เขาให้ผลไม้ที่ปลูกเองในบ้านมากินด้วย — เราก็เลยได้เพื่อนใหม่เพิ่ม และวางแผนไว้ว่า ซื้ออาหาร ขนม และยา ไปฝากน้องหมาทั้งหลายบ่อย ๆ รวมถึงจะพาเจ้า ๓ ข้าวออกมาเที่ยวบ้างด้วย

เราอาจจะเรียกเหตุการณ์ทั้งหมดครั้งนี้ว่า “ความบังเอิญ ความโชคดี” แต่หากพิจารณาดูว่า ความโชคดีจะเกิดขึ้นหรือไม่ หากเราไม่แวะดูเจ้า ๓ ตัว ไม่นำมันไปหาหมอ หมอไม่พามันไปอาบน้ำตัดขนที่ร้านนั้น ลูกค้าที่พาหมามาตัดขนไม่โทรศัพท์ไปหาคนที่รู้ว่าอยากได้หมา ฯลฯ

ชีวิตมีเรื่องราว แต่เราก็เป็นตัวละครที่กำหนดความเป็นไปของเรื่องราวในบทละครแห่งชีวิตนี้ ว่าจะให้เป็นไปในทางใด สำหรับเรา — เราได้โอกาสพบเห็นเจ้าหมา ๓ ตัว แต่เราทำอะไรกับโอกาสนั้น นั่นเอง คือ กรรม ที่เรามีส่วนร่วมกำหนด ทั้งกรรมเรา และกรรมเจ้าหมา ๓ ตัว นั่นเอง คือ อนาคตที่เราร่วมสร้างขึ้น

เมื่อขับรถจากมา สายตาของเจ้า ๓ ตัว มองเราไม่วาง — ใจเราก็ไม่วางจากพวกมันเช่นกัน และนั่นทำให้หัวใจเราสลาย

เรานึกถึงทุกขสัจจ์ที่ฟังสวดอยู่บ่อย ๆ (ทุกขัง อริยสัจจัง) – “เราทุกคนต้องพลัดพรากจากของรัก ของชอบใจด้วยกันหมดทั้งสิ้น”

ทุกข์ในรูปแบบนี้เข้ามาในชีวิตเรา ระลอกแล้วระลอกเล่า ใจของเราแตก สลาย ครั้งแล้วครั้งเล่า เราถามตัวเองว่า “ต้องใจสลายกันอีกกี่ครั้ง อีกกี่หนที่เราต้องเจอเรื่องราวแบบนี้” — บางที ใจของคนเราอาจต้องสลายครั้งแล้วครั้งเล่า จนไม่เหลือใจ “ของเรา” ให้สลายอีกต่อไป