ประวัติศาสตร์ — เรื่องเดิมที่ไม่เหมือนเดิม

Claire Keefe-Fox เขียน  กล้วยไม้ แก้วสนธิ แปล พิมพ์ครั้งที่ 1 624 หน้า  พิมพ์และจำหน่ายโดย นานมีบุ๊คส์

Claire Keefe-Fox เขียน
กล้วยไม้ แก้วสนธิ แปล
พิมพ์ครั้งที่ 1 624 หน้า
พิมพ์และจำหน่ายโดย นานมีบุ๊คส์

ฉันได้รับหนังสือเล่มนี้มาเกือบทศวรรษ แต่ความหนาและน้ำหนักของหนังสือทำให้ฉันเพียงมองผ่าน แล้วรำพึงเบา ๆ ว่า สักวันจะอ่าน … แล้ววันนั้นที่รอคอยก็มาถึง

ปัจจัยที่กระตุ้นน้ำย่อยในการอ่านหนังสืออิงประวัติศาสตร์เล่มนี้มาจากอาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร เมื่อคราวที่ท่านรับเชิญไปให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์กับคณะที่ร่วมกระบวนการอบรมที่ฉันเข้าด้วย คราวนั้น ศาสตราจารย์เศรษฐกิจ-ประวัติศาสตร์ท่านนี้เล่าถึง บริบทของสังคมในปลายอยุธยา ก่อนที่กรุงจะแตก

เราคงได้ยินเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้กรุงอยุธยาแตก ไม่ว่า ความอ่อนแอของราชสำนัก ความฉ้อฉลของเสนาบดี หรือบางคนอาจจะโทษกองทัพพม่าอันเกรียงไกร ฯลฯ แต่อาจารย์ผาสุกชวนให้เรามอง สภาพสังคมในสมัยนั้นด้วยว่า เป็นเหตุที่ช่วยให้ความเสื่อมเจริญงอกงาม (หรือแผ่กระจายขยายตัว อย่างเซลล์มะเร็ง)

กรุงศรีอยุธยามีความเจริญรุ่งเรือง ร่ำรวยมาก เป็นที่เลื่องลือในภูมิภาคและโพ้นทะเล ความเจริญทางเศรษฐกิจทำให้ผู้คนมีอิสระมากขึ้นในชีวิต มีโอกาสทางการทำมาหากิน ถ้าในภาษาสมัยใหม่ ก็จะบอกได้ว่า ผู้คนในสมัยนั้นเป็นผู้ประกอบการอิสระ (คล้าย ๆ กับ SMEs) ผู้คนมุ่งแสวงหาประโยชน์ใส่ตน ไม่สนเรื่องส่วนรวม ความรู้สึกเป็นหมู่คณะ เป็นพวกเดียวกันที่ต้องช่วยเหลือกันน้อยลง (เทียบเคียงได้กับ ความเป็นปัจเจกนิยม)

ในสมัยก่อน อาณาจักรไม่มีกองทัพทหารอาชีพแบบปัจจุบัน (ซึ่งเพิ่งก่อตั้งในสมัยใหม่ ช่วงร. ๕) เวลามีศึกสงคราม ก็ต้องเกณฑ์ผู้คนมา ดังนั้น เมื่อผู้คนรู้สึกมีอิสระในชีวิต มีการงานของตัว จึงไม่มีใครอยากถูกเกณฑ์เป็นทหาร พากันหนีออกนอกเมือง ซึ่งไม่ยากเย็นอะไร เพราะการเดินทางสะดวกขึ้น (logistics คมนาคมดี) กองทัพจึงมีกำลังพลไม่มาก และ/หรือต้องจ้างทหารต่างด้าว

นอกจากนั้น ความรุ่งเรืองร่ำรวยของอยุธยายังเป็นที่หมายตาของอาณาจักรต่าง ๆ ที่หวังเข้ามากอบกินความร่ำรวยในอาณาจักรนี้

ฉันสะท้านใจ รู้สึกเหมือนว่า กำลังอยู่ในยุคนั้น

ประวัติศาสตร์เป็นเรื่อง(วิชา) สำคัญ แต่เราเรียนและรู้น้อยเหลือเกิน ประวัติศาสตร์ไม่ใช่ข้อมูล ไว้ท่องจำ แต่เป็นเรื่องราว เรื่องเล่าที่มีความหมาย บทเรียน ขึ้นกับว่า เราเห็นความหมายในอดีตหรือไม่ และเรียนรู้จากอดีตอย่างไร ให้เกิดประโยชน์กับตนและสังคมในปัจจุบัน

ความรักในประวัติศาสตร์กลับมาคืนใจอีกครั้ง สมัยที่เรียนปริญญาตรี ฉันเลือกเรียนประวัติศาสตร์เป็นวิชาโท แม้จะเน้นประวัติศาสตร์ยุโรปและอเมริกาก็ตาม แต่การเรียนในช่วงนั้นสนุกมาก ฉันจำได้ว่า ตัวเองวาดแผนที่โลก และเส้นทางการเดินเรือของชาวยุโรปสมัยศตวรรษที่ ๑๖- ๑๗ ที่กำลังขยายการค้าไปยังอาณาจักรโพ้นทะเล ฉันชอบเรื่องราวการผจญภัยทางทะเล ซึ่งสมัยนั้น โปรตุเกสและสเปน แข่งกันเดินเรือค้าขายกับเอเซียและแอฟริกา มียุทธศาสตร์การเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้ามาผสมโรง เพิ่มความซับซ้อน

ถึงตรงนี้ ฉันนึกถึง ฝรั่งนักเดินเรือและค้าขาย ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในอาณาจักรสยาม เจ้าพระยาวิชเยนทร์ หรือ คอนสแตนติน ฟอลคอน …. ฉันรุดไปที่ตู้หนังสือ กวาดสายตาหาหนังสือเล่มนี้

ไม่รีรอ ฉันเปิดหน้าแรกอ่านทันที แล้วหนังสือก็พาฉันกลับไปยังสมัยที่กรุงศรีอยุธยายังไม่แตก ทว่า สมัยพระนารายณ์ ก็มีความวุ่นวายปั่นป่วน การเมืองภายใน ภายนอกอาณาจักรมากมาย รวมถึงการเมืองในชีวิตของแต่ละคน สภาพบ้านเมือง สภาพชีวิตของผู้คนในหลายระดับ ที่ผู้เขียน Claire Keefe-Fox ปรุงจากจินตนาการ หลังจากที่ศึกษาเอกสารโบราณต่าง ๆ ที่บันทึกเรื่องราวในสมัยนั้น

สมัยกรุงแตก สมัยพระนารายณ์ สมัยปัจจุบัน — ฉันรู้สึกอะไรบางอย่าง ที่บอกไม่ถูกว่าอะไร มาพบเค้าลางที่อาจจะอธิบายความรู้สึกนี้ได้จากหนังสือที่มีการอ้างถึงทฤษฏีควอนตัมฟิสิกส์ส่วนหนึ่งที่ว่า

“Most universally ancient texts and traditions, and the wisdom of our past, tell us that we live in a universe of cycles, and cycles within cycles, nested in cycles,’’ Gregg Braden

หลายสิ่งที่หนังสือเล่มนี้อธิบาย ถ้าจะให้สรุปเป็น ๑ คำ ฉันจะนึกถึงคำว่า “กงล้อแห่งธรรม” คือ ทุกอย่างหมุนเวียนไป เช่นนั้น (ตามกระแสเหตุและปัจจัย) นักฟิสิกส์อธิบายว่า ทุกอย่างเป็น วงจร ลมหายใจเข้า-ออก คลื่นทะเลเป็นระลอก ๆ ฤดูกาลหมุนเวียนวนไปเรื่อย ๆ โลกหมุนรอบตัวเอง หมุนรอบดวงอาทิตย์ ระบบสุริยจักรวาลหมุนตัวเองในระบบใหญ่

ทุกอย่างเกิดขึ้นซ้ำ ๆ แต่ไม่เหมือนเดิม ฤดูร้อนปีนี้ไม่เหมือนฤดูร้อนปีที่แล้ว โลกหมุนรอบตัวเอง ๑ วัน แต่ ๑ วันวันนี้ กับ ๑ วันเมื่อวาน ไม่เหมือนกัน สภาพดินฟ้าอากาศ ผู้คนก็ต่างไป

…หากจะมีกรุงแตกอีกคราว ก็คงไม่เหมือนกับกรุงแตกคราวที่แล้ว

และเมื่อ/ถ้า กรุงแตก ก็ต้องมีการเกิดใหม่ การกอบบ้านกู้เมือง ซึ่งก็คงต่างไปจากเดิมเช่นกัน

ทว่า จะอย่างไร ทุกอย่างคงหมุนเวียนไป และนั่นทำให้ฉันมีความหวัง (แม้อาจต้องผ่านห้วงเวลาที่ยากลำบาก)

เปิดตู้กับข้าว เสพศิลป์ กินม่วน ครั้งที่ 1

เมื่อความอร่อยและความงามตามาบรรจบกัน บนเมนูสร้างสรรค์ "ลาบอกเป็นย่าง" โดย food stylist ดวงฤทธิ์ แคล้วปลอดทุกข์

ลาบอกเป็ดย่าง โดย food stylist ดวงฤทธิ์ แคล้วปลอดทุกข์

กิจกรรมกันเอง ตอน เปิดตู้กับข้าว เสพศิลป์ กินม่วน ครั้งที่ 1

เสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2556

ณ ร้านไทสบาย บาย เขาค้อทะเลภู (ถนนเทียมร่วมมิตร ใกล้ศูนย์วัฒนธรรม ฯ)

ร้านไทสบาย บาย เขาค้อทะเลภู ร่วมกับ บ้านสวนน้ำฝน ชวนสมาชิกและผู้มีใจรักศิลปะและการทำอาหาร มาร่วมเรียนรู้ Cooking & Styling กับ ดวงฤทธิ์ แคล้วปลอดทุกข์ Food Stylist ที่จะช่วยให้คุณแปลงอาหารจานพื้น ๆ ให้เป็นงานศิลปะบนโต๊ะอาหาร ที่ทั้ง ง่าย งาม อร่อย และน่ารับประทาน

สำหรับกิจกรรม “เปิดตู้กับข้าว” ครั้งที่ 1 ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2556 นี้ ดวงฤทธิ์ นำเสนอเมนูอาหารว่าง “ปอเปี๊ยะญวนดอกไม้สด” และ “ลาบอกเป็ดย่าง” ที่ทำได้ง่าย ๆ ใช้เวลาไม่นาน และสามารถจัดวางได้อย่างมีสไตล์หลายรูปแบบ

ปอเปี๊ยะญวนดอกไม้สด

ปอเปี๊ยะญวนดอกไม้สด

กำหนดการ เปิดตู้กับข้าว เสพศิลป์ กินม่วน ครั้งที่ 1

เสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2556

9.00 น.          ลงทะเบียนที่หน้าห้องกิจกรรม ชั้น ๒ ร้านไทสบาย บาย เขาค้อทะเลภู พร้อม

รับประทานอาหารว่างเพื่อสุขภาพ

9.30 น.           เรียนรู้เทคนิค Cooking & Styling ลาบอกเป็ดย่าง

11.30 น.        ร่วมกันรับประทานอาหารกลางวันจากเมนูที่รังสรรค์ด้วยตัวเอง

12.30 น.        เวลาอิสระสำหรับการพักผ่อนส่วนตัว

13.30 น.        เรียนรู้เทคนิค Cooking & Styling ปอเปี๊ยะญวนดอกไม้สด

15.30 น.        ร่วมกันรับประทานอาหารหวานจากเมนูที่รังสรรค์ด้วยตัวเอง พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยน

16.00 น.        เดินทางกลับบ้านด้วยความอิ่มเอม

หมายเหตุ       กิจกรรม “เปิดตู้กับข้าว” นำเสนอเมนูสร้างสรรค์ทุกวันเสาร์สุดท้ายของเดือน

รับผู้สนใจร่วมกิจกรรมจำนวน 16 ท่าน

ค่าใช้จ่ายในการร่วมกิจกรรมท่านละ 2,300 บาท (รวมค่าวัตถุดิบในการทำอาหารแล้ว)

สมัครร่วมกิจกรรมและสอบถามรายละเอียด ติดต่อ คุณฝน 081-994-4677

ความอร่อยที่สัมผัสได้ด้วยตา

ดวงฤทธิ์  แคล้วปลอดทุกข์ food stylist ที่จะพาคุณสัมผัสประสบการณ์แห่งสุนทรียภาพทางอาหาร

ดวงฤทธิ์ แคล้วปลอดทุกข์ food stylist ที่จะพาคุณสัมผัสประสบการณ์แห่งสุนทรียภาพทางอาหาร

ความอร่อยของอาหารไม่ได้อยู่ที่รสสัมผัสตรงปลายลิ้น แต่ยังเป็นเรื่องภาพสัมผัสที่ดวงตาอีกด้วย อย่างที่พ่อครัวมือละเมียด และฟู้ดสไตลลิสต์ (food stylist) ดวงฤทธิ์  แคล้วปลอดทุกข์ มักกล่าวเสมอ ๆ ว่า “นอกจากอร่อยแล้ว อาหารยังต้องสวยด้วย”

หนุ่มนักโบราณคดีผู้มีส่วนออกแบบเรื่องราวให้ “มิวเซียมสยาม” คนนี้สนใจศิลปะแห่งอาหารมาตั้งแต่วัยเยาว์ เข้าครัวกับคุณย่าอยู่เสมอ และภายหลังได้มีโอกาสเรียนรู้จากผู้ใหญ่ที่มีฝีมือทางด้านการครัว อย่าง หม่อมหลวงเนื่อง นิลรัตน์ และหม่อมหลวงต่อ กฤดากร ประสบการณ์ในครัวเหล่านี้ทำให้ดวงฤทธิ์เข้าใจอาหาร ทั้งการปรุง สร้างรสชาติ และออกแบบการนำเสนออาหารให้น่ารับประทาน

“อาหารการกินบางอย่างถูกประดิดประดอยและประจงจัดอย่าง “สวยสดงดงาม” จนกลายเป็นเสมือนของโชว์ที่ขาดความน่ากิน ซึ่งนั่นเป็นการทำให้อาหาร “เสียชาติเกิด” ที่อุตส่าห์เกิดมาเป็นของกิน”

ดวงฤทธิ์กล่าวเสริมว่า “อาหารบางอย่างเพียงแค่วางปิ้งอยู่บนเตาถ่านร้อน ๆ หรือกำลังทอดอยู่ในกระทะน้ำมันเดือดปุด ๆ กลับน่าดึงดูดมากกว่า และทำให้หลายคนน้ำลายสอ”

การทำให้อาหารน่ากิน จึงไม่ได้อยู่ที่ฝีมือการประดิดประดอยอาหาร แต่สำคัญที่การเข้าใจอาหาร วัตถุดิบหลักของเมนูนั้น ๆ และดึงเอาจุดเด่นของเมนูนั้นออกมานำเสนอให้น่าสนใจ … แต่ไม่ว่าอาหารจะถูกจัดวางให้เย้ายวนสักเพียงใด ดวงฤทธิ์ย้ำว่า ความอร่อยก็ยังเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้อยู่ดี

ร่วมเรียนรู้หลากเมนูแสนอร่อย และมีสไตล์ กับ ดวงฤทธิ์ แคล้วปลอดทุกข์ ในกิจกรรม “เปิดตู้กับข้าว” ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกวันเสาร์สุดท้ายของเดือน ที่ ร้านไทสบาย บาย เขาค้อทะเลภู (ถนนเทียมร่วมมิตร ใกล้ศูนย์วัฒนธรรม)

ปัจจุบันดวงฤทธิ์เป็นคอลัมนนิสต์ประจำในคอลัมน์ “Taste & Tales” ให้กับนิตยสาร Health & Cuisine รับผิดชอบการออกแบบอาหารและเขียนคอลัมน์ Bazaar Cuisine นิตยสาร Harper’s Bazaar เป็น Artistic Food Stylist ของ White Café และเป็น Guru และพิธีกรด้านอาหารประจำรายการ Food & Health Gang ช่อง True Vision 67