Micro Power แหล่งปฏิกรพลังอำนาจของพลเมือง

ในเวทียกระดับประสบการณ์การเคลื่อนไหวท้องถิ่นจัดการตนเอง เราพูดกันถึง อำนาจพลเมืองที่จะเป็นกำลังในการสร้างสังคม แต่อะไรคืออำนาจของพลเมือง ? อำนาจของพลเมืองอยู่ตรงไหน ? เราจะสร้างหรือหล่อเลี้ยงอำนาจพลเมืองได้อย่างไร ? เหล่านี้เป็นคำถามสำคัญที่เราร่วมกันแสวงหาคำตอบ

และหนึ่งคำตอบที่เราพบในเรื่องอำนาจนั้น ง่าย ธรรมดา และใกล้ตัวอย่างยิ่ง

“เวทีนี้แปลกกว่าเวทีอื่น ๆ ที่ผมเคยไป เป็นเวทีแรกที่ง่วงไม่ได้ หลับไม่ลง” ข้าราชการวัยเกษียณปันความรู้สึก ที่เข้าร่วมการอบรมเรียนรู้กับอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ เป็นครั้งแรก “เวทีอื่น ๆ เราไปฟังเขาพูด รับเงินค่ารถ แล้วกลับบ้าน แต่เวทีนี้ เราได้พูดตั้งแต่วันแรกเลย มีหนังดี ๆ ให้ดูแล้วมาคุยกันอีกด้วย”

ฉันสะดุดใจกับคำพูดของข้าราชการเกษียณจากจังหวัดชัยนาทผู้นี้ “ทำไมการได้พูด ได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกและความคิดเห็น จึงทำให้คนรู้สึกดี ตื่นตัว และมีพลัง ?” ฉันจึงหาโอกาสไปนั่งคุย เพื่อค้นหาคำตอบ

“เวลาที่เราได้พูดในเวทีประชุม เรารู้สึกว่า ตัวเองมีค่า มีความหมาย เราได้รับประโยชน์และให้ประโยชน์กับวงสนทนาด้วย” อาสาเพื่อสิ่งแวดล้อมวัยเกษียณตอบพร้อมรอยยิ้ม

คำอธิบายนี้ดูจะไขปริศนาบางประการเกี่ยวกับการสร้างอำนาจพลเมือง เราพอจะบอกได้ไหมว่า กระบวนการสนทนา ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคน นั่งล้อมวง พูดและฟังกัน ให้เกียรติกันและกัน เป็นหนึ่งในกระบวนการเสริมและเพิ่มพลังอำนาจพลเมือง

การสนทนาที่มีคุณภาพช่วยทะลายกำแพง ที่มองไม่เห็นระหว่างผู้คน และเมื่อกำแพงระหว่างปัจเจกชนมลายไป ใจของคนก็หลอมเชื่อมเข้าหากัน ความรู้สึกเป็นมิตร ความคิดใหม่ ๆ ผุดบังเกิดขึ้น เกิดเป็นพลังกลุ่ม พลังร่วม ซึ่งเป็นผลรวมของพลังเล็ก ๆ ของแต่ละคน และพลังกลุ่มก็สะท้อนป้อนกลับไปเสริมพลังให้ปัจเจกแต่ละคนอีกด้วย

“อำนาจของสามัญชนคนเล็ก ๆ อยู่ตรงไหน ? อยู่ที่การสนทนา ความสัมพันธ์ของพวกเรา” อาจารย์ชัยวัฒน์ย้ำ

กระบวนการง่าย ๆ และสามัญธรรมดา ๆ ที่เรามองข้ามนี้ กลับเป็นปัจจัยสำคัญที่เสริมพลังในตัวคนอย่างวิเศษ โดยไม่ต้องทำเรื่องเสนอโครงการ ของบประมาณ หรือสร้างอาคารหรืออุปกรณ์อะไรใหม่

“แล้วทำไม กระบวนการที่ง่ายแสนง่ายจึงยากที่จะทำ หรือไม่ได้รับความใส่ใจที่จะทำ ?” ฉันถามต่อในใจ

บางอย่างทำให้ฉันนึกถึงเพลง ผู้ใหญ่ลี

“พ.ศ. ๒๕๐๔ ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม ชาวบ้านต่างมาชุมนุม มาชุมนุมที่บ้านผู้ใหญ่ลี ต่อไปนี้ผู้ใหญ่ลีจะขอกล่าว ถึงเรื่องราวที่ได้ประชุมมา ทางการเขาสั่งมาว่า ……….

เนื้อเพลงสร้างมโนภาพที่ชัดเจน ชาวบ้านมานั่งรวมตัวกันเพื่อฟังใครคนหนึ่งบอกกล่าวบางเรื่อง ชาวบ้านอยู่ในสถานะเสมือนลูกจ้าง ของนายจ้างที่ชื่อว่า รัฐ รัฐบาล ข้าราชการ … อย่างนี้แล้ว ชาวบ้านย่อมรู้สึก ตัวเล็ก ไร้ความหมาย ไร้เสียง (ในการแสดงความรู้สึกและความเห็น) และมอบพลังอำนาจในการจัดการดูแลปัญหา และท้องถิ่นให้กับคนอื่นไปทั้งหมด หรือให้กับท่าน “ผู้รู้ดี”

วิถีนี้กลายเป็นวัฒนธรรมการประชุมมาโดยตลอด ในทุกพื้นที่ ผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งเคยเล่าให้ฉันฟังว่า “นายอำเภอเรียกผู้ใหญ่บ้าน กำนัน มานั่งฟังนโยบาย เราก็นั่งฟัง ๆๆๆ หลับบ้าง ฟังบ้าง เสร็จแล้วก็กลับไปเรียกลูกบ้านมานั่งฟังต่ออีกทอด ชาวบ้านก็มาบ้าง ไม่มาบ้าง ฟังบ้าง หลับบ้าง” กระบวนการแบบนี้ได้บั่นทอนพลังและศักยภาพของคนเป็นทอด ๆ จากระดับจังหวัดลงสู่หมู่บ้าน

จากคำบอกเล่าของข้าราชการวัยเกษียณท่านนี้ เรายังพบ “บางสิ่ง” ที่กัดเซาะพลังอำนาจของพลเมือง “เวทีอื่น ๆ เราไปฟังเขาพูด รับเงินค่ารถ แล้วกลับบ้านไป”

นักทำงานชุมชน จากจังหวัดลพบุรีร่วมสะท้อนข้อห่วงใยในข้อนี้ “สิ่งที่ภาครัฐทำ อย่างการสร้างแรงจูงใจให้ชาวบ้านมาร่วมประชุม โดยการใช้เงินค่ารถเบี้ยเลี้ยงสร้างผลกระทบมากในชุมชน ทำให้พวกเราที่ทำงานกับชุมชนทำงานยาก จากสมัยก่อน ชาวบ้านมาร่วมคิดประชุมคุยกันเพื่อแก้ปัญหากันได้ โดยไม่มีเรื่องเงินเข้ามาเป็นประเด็นหลัก ตอนนี้ เวลาเราชวนชาวบ้านมาประชุมในเรื่องที่เป็นปัญหาของเขา ชาวบ้านถามก่อนเลยว่า มีค่ารถไหม และบางครั้ง ลงชื่อว่าจะมาร่วมประชุมกัน ๕๐ คน แต่มาจริง ๒๐ คน มีการลงชื่อให้กันแทนและเอาเงินค่ารถไปแบ่งกัน สิ่งนี้นำไปสู่การคอร์รัปชั่น”

“ภาครัฐอาจหวังดีว่า ชาวบ้านต้องเสยเวลาที่มาประชุม เลยอยากทดแทนค่าเสียเวลา แต่วิธีการเอาเงินมาเป็นแรงจูงใจหรือสิ่งตอบแทน กลับทำให้ประชาชนอ่อนแอ เราจะมีวิธีการอื่น ที่ไม่ใช้เงินได้ไหม เพราะมันส่งผลกระทบต่อชุมชนมาก”

ปัจจุบัน ภาคประชาสังคมหลายแห่งพยายามเสริมพลังชุมชน ลดทอนอำนาจเงิน โดยการหวนกลับสู่วิถีดั้งเดิม ที่ผู้คนยังพันผูกกันด้วยใจ “สิ่งที่เราพยายามทำอยู่ตอนนี้ คือ เชิญชาวบ้านมาประชุมและทำอาหารเลี้ยง บ้างก็ชวนให้มาทำอาหารด้วยกัน หรือให้แต่ละคนห่อข้าวมากินด้วยกัน แบบนี้ เราจะสร้างความสุข ความร่วมไม้ร่วมมือกันได้มากกว่า ให้เขาพึ่งตนเองได้”

อำนาจพลเมืองมาจากใจ ที่เห็นตัวเองในส่วนรวม เห็นส่วนรวมในตัวตน และพร้อมเสียสละ ลงมือทำงานเพื่อส่วนรวม หากความพยายามจะสร้างอำนาจพลเมืองโดยใช้เงิน แรงจูงใจเชิงวัตถุ ที่เอื้อประโยชน์เฉพาะตนหรือกลุ่มตนแล้ว ความเป็นพลเมืองก็ยากจะเข้าถึง เพราะไม่เข้า-ใจ

ในเวลานี้ ฉันสรุปคร่าว ๆ ในใจว่า การสร้างพลังอำนาจพลเมือง คือ การหล่อเลี้ยงและเสริมสร้างความเป็นมนุษย์ในตัวเอง และในกันและกัน — มนุษย์ที่เคารพตัวเอง ให้เกียรติผู้อื่น รับฟังกันและกัน พูดกันด้วยความรับผิดชอบ และกระทำการทั้งปวงด้วยความรู้สึกห่วงใยในส่วนรวม เพราะเห็นตนอยู่ในส่วนรวมนั้นด้วย

Advertisements