กลับสู่โยงใยชีวิต ด้วย “ผักเชื่อมสัมพันธ์”

ที่ริมรั้ว ฉันแหงนมองลูกมะละกอเขียวซ้อนย้อยห้อยกันเป็นยวง

“เอาไปขาย” ความคิดหนึ่งเสนอ “ก็ถ้าฉันเป็นแม่ค้า ก็คงทำอย่างนั้น”

“เอามาทำส้มตำไหม” อีกความคิดเปรย “ดี แต่ลูกเดียวก็พอมั้ง จะกินอย่างไรหมด”

“แจกสิ เหมือนอย่างที่เธอได้รับจากฉัน” ต้นมะละกอกระซิบ 

มะละกอเมล็ดเดียวที่หยั่งลงดิน ได้น้ำ ได้อากาศพอเหมาะ เติบใหญ่งดงาม ออกลูกหลายสิบ มากพอที่จะแบ่งปันผู้คนมากมาย

ธรรมชาติใจกว้าง มะละกอต้นเดียวเลี้ยงคนได้มากมาย เมล็ดในมะละกอเพียงหนึ่งลูกอาจเติบโตเป็นต้นมะละกอได้นับร้อย ดูแลชีวิตผู้คนได้มหาศาล “ผู้ที่คิดและทำอาหารให้เป็นหมัน ทำให้เมล็ดพันธุ์พืชผัก ผลไม้ไม่อาจขยายพันธุ์ได้เองตามธรรมชาติ ใจร้ายมาก ใจร้ายกับโลก สัตว์ และกับมนุษย์ด้วยกัน” ฉันรำพึงในใจ

ฉันขอให้คนสวนเกี่ยวมะละกอดิบลงมาให้หลายลูก แล้วฉันก็ขี่จักรยานไปแจกมะละกอให้เพื่อนบ้าน  ที่โน่นที่นี่ ให้มะละกอเป็นทูตเจริญไมตรีกับเพื่อนบ้าน

ผักกาดเขียวมีความสุข

ผักกาดเขียวมีความสุข

สองสามวันต่อมา คุณยายคนหนึ่งมาหาที่บ้าน พร้อมกระถางต้นผักกาดเขียว “เอาไปแยกลงดินนะ” ฉันแยกผักกาดเขียวได้หลายกระถาง ตอนนี้ต้นกำลังออกใบเขียวสดงาม คาดว่า เมื่อต้นใหญ่พอตัดกินแล้ว น่าจะผัดผักได้หนึ่งอิ่มกันเลยทีเดียว

ทุกเย็น ฉันวิ่งและพาน้องหมาเดินรอบหมู่บ้าน ระหว่างทางก็ยิ้ม ทักทายเพื่อนบ้าน ที่ออกกำลังกายและพักผ่อนยามเย็นในพื้นที่ส่วนกลาง ระหว่างที่วิ่งผ่านบ้านผู้คน ฉันเห็นชีวิตเพื่อนบ้าน ใครสนใจอะไร ทำอะไร (ไม่ใช่สอดแนม หรือสอดรู้หรอกนะ) ฉันรู้จักชื่อน้องหมาตามบ้านต่าง ๆ แทบทุกตัว (แต่ไม่รู้จักชื่อเจ้าของบ้านเท่าไร แหะๆๆ)

ฉันวิ่งผ่านและแอบมองเข้าไปในพื้นที่สวนของคุณยายคนนี้เสมอ บางครั้งก็จะแวะถามเรื่อง วิธีการทำสวนครัว คุณยายก็เคยสอนวิธีการเตรียมดินปลูกผัก “คุณยาย เอามะอึกไหมคะ” ฉันถามคราวหนึ่ง “นกมาฝากเมล็ดมะอึกไว้ ลงดิน ต้นโตเลย ออกลูกเยอะแยะ ตอนนี้ ต้นตายไปแล้ว แต่ลูกและเมล็ดที่ตกหล่นโตเป็นต้นอีกหลายต้นเลยค่ะ คุณยายเอาไหมคะ”

คุณยายพยักหน้า “ดี ใส่น้ำพริกอร่อย” ฉันกลับบ้านมาแยกต้นมะอึก ดูแลให้แข็งแรงสักสองสามวัน แล้วเอาไปให้คุณยาย

ฉันว่า เค้าโครงการ “ปันผักกันกิน” ในหมู่บ้าน กำลังก่อตัวขึ้น ฉันคิดเบา ๆ ว่า จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนในหมู่บ้านปลูกผักในรั้วบ้าน แลกกผักกันกิน เพื่อสร้างสุขภาพที่ดี รวมถึงสานสัมพันธ์ระหว่างคนในหมู่บ้านคนเมือง ที่นับวันความสัมพันธ์เหินห่าง

ริและเริ่มจากตัวเอง ฉันได้กำลังใจจะกลับมาลงแปลงปลูกผักที่บ้าน พื้นที่สวนอาจจะไม่กี่ตารางเมตร แต่ก็มากพอที่จะปลูกผักหลายชนิด และหากได้ผลผลิต ก็พอที่จะแบ่งปันให้กับเพื่อนบ้าน  (แอบคิดต่อว่า น่าจะลองใช้ชีวิตแบบ barter living ใช้เงินตราแลกให้น้อยที่สุด จะเป็นอย่างไร)

ค่อยเป็นค่อยไป ให้ต้นไม้แห่งความสัมพันธ์เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ สิ่งสำคัญ คือ หมั่นรดน้ำพรวนดิน ดูแลปัจจัยต่าง ๆ แล้วสักวัน เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม ดอกผลก็คงปรากฎดั่งต้นมะละกอ และมะอึก

แม้สังคมยุคใหม่ ความเป็นชุมชนจะยึดโยงกันด้วยพื้นที่ทำงาน/การเรียน/ พื้นที่ความสนใจร่วมกัน แต่ฉันคิดว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เช่น เพื่อนบ้าน ก็สำคัญที่เราต้องเชื่อมสัมพัน์ด้วย ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน เราไม่เคยออกจากข่ายใยแห่งชีวิต ที่สัมพันธ์กับสรรพสิ่ง

ความรู้สึกเชื่อมโยงกันกับสรรพสิ่ง ผู้คน ธรรมชาติ นำมาซึ่งความสุข

ความรู้สึกแบ่งแบ่งแยก แตกแยกนำทุกข์มาให้ (เหตุการณ์วันนี้ในบ้านเมืองกำลังแสดงความจริงข้อนี้ให้เราเห็น)

สิ่งที่ขมกว่า ชาใบมะระขี้นก

วันนี้ ฉันกลับจากทำงานในจังหวัดใกล้เคียง และเห็นกล่องพัสดุหน้าตาแปลกวางไว้บนโต๊ะที่บ้าน “กล่องพัสดุแบบนี้ไปรษณีย์ก็ส่งมาให้ด้วย” แม่พูดด้วยน้ำเสียงเอ็นดูกล่องขนม ที่ผู้ส่งรียูส (reuse) ใช้ต่อในการส่งชาสมุนไพร 5 ชนิด ที่ฉันสั่งซื้อมาจากสวนเกษตรกรรมธรรมชาติ “บ้านสวนน้ำฝน” จากเชียงใหม่
กล่องชาจาก บ้านสวนน้ำฝน

กล่องชาจาก บ้านสวนน้ำฝน

ฉันบรรจงเลือกซองชาที่อยากลองจิบในค่ำคืนนี้ ชาอะไรหนอ ที่จะเหมาะกับห้วงเวลานี้ — ชารางจืด ขึ้นฉ่าย เชียงดา ใบมะระขี้นก ทุเรียนเทศ
คืนนี้ ใจเลือกชาใบมะระขี้นก — ชาที่ได้รับการเตือนก่อนซื้อจากแม่ค้าหน้าหวานว่า “แน่ใจเหรอพี่ ขมมากนะ ขนาดกินกับฝอยทองแล้วยังขมเลยนะคะ”
บางอย่างทำให้ฉันรู้สึกว่า การดื่ม “ชา” ต้องร่วมกับความ “ช้า”
ฉันจึงตั้งใจจะจิบชาด้วยความสงบ นิ่ง ผสานกับสุนทรียะในหัวใจ
ฉันหยิบซองชามาใส่น้ำร้อน สักพัก สีชาเหลืองนวลอ่อน ๆ ก็ปรากฎ
ชาใบมะระขี้นก

ชาใบมะระขี้นก

ฉันยกแก้วชาขึ้นดม กลิ่นชามีน้ำหนัก ความมัน และหอมชื่นใจ ชวนลิ้มลอง
ฉันจิบชา อึม… ขมจัดหนักจริง ๆ แต่ความขมจำกัดอยู่ที่ปลายลิ้นเท่านั้น ก็แค่ขม สักพักความขมก็จางไป … ฉันจิบชาต่อ
ความขมของชาไม่ทำให้ขมขื่นใจเลยสักนิด ไม่เหมือนความขมของสถานการณ์บ้านเมือง ที่เป็นมาเนิ่นนาน และดำเนินอยู่ ความขมแบบนี้ขื่นหัวใจจริง ๆ แต่ฉันก็หวังว่า คำกล่าวที่ว่า “ขมเป็นยา” นั้นจะเป็นจริง
ความขมที่เรากำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้จะเป็นยารักษาประเทศชาติจากโรคภัยที่กำลังรุมเร้า
เป็นยาที่เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้คนในชาติแข็งแรง แข็งแกร่ง เอาความขมเป็นบทเรียนสร้างสังคมที่เราปรารถนาร่วมกัน … ฉันจิบชาขมต่อไป ด้วยความหวัง

ป่วยเป็น ก็เห็นสุข

 

“มีใครบ้างไหมคะ ที่ในชีวิตนี้ไม่เคยป่วยเลย ช่วยยกมือขึ้นหน่อยค่ะ” ฉันถามผู้เข้าร่วมงาน “Before I die หรือ พร้อมก่อนตาย” ณ ลาน Eden ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อปลายปีที่แล้ว

… นิ่ง ไม่มีใครยกมือขึ้นสักคนเดียว

เราทุกคนต่างเคยมีประสบการณ์เจ็บป่วยกันทั้งสิ้น มากบ้าง น้อยบ้าง บ่อยบ้าง นานๆ ทีบ้าง มีคนจำนวนไม่น้อย เมื่อความเจ็บป่วย (หนัก) มาเยี่ยมเยียน ก็มักตัดพ้อตัวเองและโชคชะตาว่า “ทำไมถึงต้องเป็นเรา เราเป็นคนดี ไม่เบียดเบียนใคร ทำไมเรื่องนี้จึงต้องเกิดกับเราด้วย บ้างก็ว่า เราเพิ่งเรียนจบ เราเพิ่งตั้งครอบครัว ทำไมเรื่องแบบนี้จึงเกิดขึ้น ….”

ความเจ็บป่วย — เช่นเดียวกับความตาย — เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับชีวิตคนเราทุกช่วงวัย และสามารถบังเกิดขึ้นในทุกโอกาส สถานที่ โครงการเผชิญความตายอย่างสงบ เครือข่ายพุทธิกาเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม http://www.budnet.org/peacefuldeath/ จึงก่อตั้งและดำเนินงานต่าง ๆ ทั้งจัดกิจกรรมอบรมเผชิญความตายอย่างสงบ ผลิตและจำหน่ายหนังสือ รวมไปถึงสร้างสรรค์งานกิจกรรมเช่นนี้ เพื่อชวนผู้คนในสังคมให้มา “มรณาสนทนา” ถึงความจริงของชีวิตอันไม่มีใครอาจเลี่ยงได้ เพื่อเสริมสร้างแรงบันดาลใจในการเตรียมความพร้อมก่อนตาย

บนเวทีเสวนา “ป่วยเป็นก็เห็นสุข” ฉันสนทนากับผู้ป่วยมะเร็ง 3 ท่าน ที่สามารถมองความเจ็บไข้ในมุมบวก จนกระทั่งได้รับประโยชน์และบทเรียนสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิต … ป่วยให้เป็นนั้นทำอย่างไร ป่วยเป็นแล้วได้อะไร

ในคลิปการสนทนา 1 ชั่วโมง มีเรื่องราวการดูแลชีวิต ไม่เพียงในยามเจ็บป่วย แต่ยังหมายรวมถึงในภาวะที่ยังปกติด้วย นับตั้งแต่การดูแลอาหาร อากาศ การออกกำลังกาย และที่สำคัญที่สุด คือ ดูแลอารมณ์ให้เป็นปกติแจ่มใส เบิกบาน เป็นบวกอยู่เสมอ

อรทัย ชะฟู จากเชียงราย พบว่าเธอเป็นมะเร็งปอดเมื่อ 14 ปีที่แล้ว แต่ด้วยการดูแลตัวเอง ทานอาหารสุขภาพด้วยใจที่เบิกบาน ริเริ่มงานอาสาและช่วยเหลือผู้อื่น ทำใจให้แจ่มใสเสมอ เหล่านี้คือ เคล็ดลับที่ทำให้เธอส่องประกายความสุขให้กับทุกคนที่พบเห็น และทุกวันนี้ แพทย์ตรวจไม่พบมะเร็งปอด แต่เธอก็ไม่ประมาท

“คนเราป่วยเพราะอัตตา”  เธอกล่าว

อัตตาที่นำมาซึ่งอารมณ์ในทางลบทั้งหลาย ที่เป็นอาหารชั้นดีของมะเร็ง รวมถึงอัตตาที่ตามใจตนเอง มีวิถีชีวิตที่ไม่เอื้อต่อสุขภาวะที่ดี อย่างที่คุณอภิสิทธิ์ เดชะวงศ์อนันต์ ผู้พบมะเร็งลำไส้ใหญ่ และภายหลังมะเร็งปอด กล่าวว่า “อารมณ์ที่เคยฉุนเฉียว โมโหง่าย ต้องลบจากสมองไปเลย อาหารปิ้ง ย่าง  ทอด หวาน มัน เค็ม ดอง ต้องงด และหันหลังให้กับห้องแอร์ จากเคยอยู่ห้องแอร์ทั้งวันทั้งคืน ต้องเข้าหาอากาศบริสุทธิ์”  

จิตใจและอารมณ์ดูจะเป็นหัวใจของชีวิต คุณอรทัยเล่าว่า แม้เธอจะเปิดร้านอาหารสุขภาพ และตัวเธอเองก็บริโภคอาหารสุขภาพ เว้นเนื้อสัตว์ และทำทุกอย่างที่เขาว่ากันว่าจะรักษาดูแลร่างกาย แต่เธอลืมเรื่องสำคัญไป คือ จิตใจและอารมณ์ ทำให้มะเร็งกลับมาอีกครั้งหลังจาก 8 ปีให้หลัง “เรากินอาหารสุขภาพด้วยความเครียด หรือความรู้สึกสงสารตัวเอง แต่เราไม่ลิ้มรสอาหารที่แท้จริง ด้วยความรู้คุณ ความรัก”

แม้แต่มะเร็ง เราก็ต้องมองเขาด้วยความรัก คุณอรทัยจะคุยกับความเจ็บป่วย และมะเร็งที่เธอเรียกว่า “เพื่อน” เช่น “ขอบคุณนะที่มาเตือน ถ้าเราไม่อยากตาย เราต้องชัดว่าจะอยู่ไปเพื่ออะไร เราจะได้คุยกับเพื่อนมะเร็งได้ เป็นคำถามที่ไม่ต้องรีบตอบ ต้องออกมาจากความต้องการแท้ ๆ ของเราจริง”

การเข้าถึงคุณค่าและประโยชน์ที่ตนเองจะมอบให้กับส่วนรวมดูจะเป็นสิ่งที่พยุงชีวิตให้ผู้ป่วยมะเร็งทั้ง 3 ท่าน มีเรี่ยวแรงดำรงตนอยู่อย่างมีสุข

ในยามเจ็บปวด ป่วย คุณอรทัยจะอยู่กับคำอธิษฐานว่า “ถ้าเรายังมีประโยชน์ต่อโลกก็ให้เรามีลมหายใจอยู่ ยังอยากทำอาหารอร่อย ๆ ให้คนอื่นทาน ยังอยากทำประโยชน์ต่อโลกใบนี้”

คุณสายชล ศรทัตต์ ผู้ที่อยู่กับมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ก็เช่นกัน “ขอมอบชีวิตที่ยังมีอยู่ ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น …. ในแต่ละวัน เราจะอยู่กับลมหายใจ ทบทวนชีวิต เราจะต้องมีสติในการยอมรับธรรมชาติ”

คุณสายชลแนะนำให้เราใส่ใจ “ลมหายใจ” ไม่เพียงเป็นฐานแห่งสติ แต่ลมหายใจยังเป็นพลังและปัจจัยสำคัญของชีวิต หายใจให้ดี หายใจให้ลึก แล้วมะเร็งจะกินเรายาก

คุณอรทัยกล่าวเสริมด้วยรอยยิ้ม “สุดท้าย เรากลับมาที่ความศรัทธาต่อความรัก รักเยียวยาได้จริง ๆ และการปล่อยวาง ตราบใดที่เราโกรธ เกลียด เต็มไปด้วยอารมณ์ลบ ๆ ในตัวเอง พลังชีวิตจะไม่มี มะเร็งไม่หาย แต่ถ้าวางความโกรธ เกลียดได้ ชีวิตเรามีคุณค่า เรามองโลกแบบมีความสุข ชีวิตมีคุณค่าความหมาย”

แนวทางการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งทั้งสามท่าน แท้จริงแล้ว คือ หลักการสามัญในการดูแลชีวิต ทั้งร่างกายและจิตใจ …. น้อมรับบทเรียนมีค่าจากวิทยากรผู้รู้อยู่กับมะเร็งทั้ง 3 ท่าน

ขอให้ผู้อ่านทุกท่าน และผู้ที่ท่านรัก มีสุขภาพกายและใจปกติ สุข แข็งแรง เพื่อทำประโยชน์ตนและประโยชน์ส่วนรวมให้สมบูรณ์

 

เรื่องเล่าจากถุงข้าว “บ้าน บ้าน”

การขายที่ดีที่สุด คือ การขายตรง — ตรงจากใจ ตรงจากชีวิต และตรงออกมาจากมิตรภาพ ที่อบอวลด้วยความรักและความนับถือในกันและกัน

ในวัน Shut down Bangkok ฉันไปเยี่ยมเยียนเพื่อนที่อยู่ย่านปทุมวัน ทีแรก ตั้งใจว่าจะไปช่วยเพื่อนแจกขนมครกและขนมปังปิ้งให้กับผู้ชุมนุม และจะไปขอกินของฟรีด้วย (ฮ่าๆๆ) แต่ไปถึงเย็นย่ำ ของแจกหมดแล้ว แต่ฉันก็ยังไม่วายได้รับของแจกจากเพื่อนอยู่ดี — ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ตรา “บ้าน บ้าน” ที่เพื่อนปลูกเอง แพ็คเอง ขายเอง และมอบให้ฉันด้วยตัวเอง

rice berry

ฉันมองถุงข้าวสีเข้มในมือ รู้สึกปลื้มใจ ตื้นตันใจ … ข้าวถุงนี้บอกเล่าเรื่องราวมากมาย โดยเฉพาะเส้นทางการปฏิรูป… ปฏิรูปชีวิต จิตใจ ธรรมชาติ สังคม ประเทศชาติ และโลกกันเลยทีเดียว

ฉันและเพื่อนคนนี้พบกันและร่วมเดินบนวิถีแห่งการปฏิรูปตนเอง (อันยังไม่สิ้นสุด) เราต่างเห็นว่า หนทางแห่งการปฏิรูปตนเองนั้นก็ไม่อาจแยกขาดจากการปฏิรูปสังคม เราจะปฏิรูปประเทศไม่ได้ หากเราไม่คิดปฏิรูปตัวเองไปพร้อม ๆ กัน ให้สอดคล้องกับทิศทางการปฏิรูปสังคมที่เราอยากเห็น

เพื่อนของฉันร่วมปฏิรูปประเทศไทย ด้วยการปฏิรูปตัวเองมาหลายปีแล้ว จากผู้ที่ทำงานด้านโฆษณา วิจัยการตลาด ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ ที่เน้นให้คนบริโภคหลงลืมความต้องการที่แท้ของตัวเอง เพื่อนเปลี่ยนมาใช้ทักษะความรู้เดิมในการสร้างความตระหนักรู้ ต่อความต้องการ คุณค่าแท้ของชีวิต เขาใช้ต้นทุนของตัวเองช่วยสื่อสารสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมและสร้างคุณค่าพฤติกรรมใหม่ในสังคม … ไม่เท่านั้น เพื่อนของฉันปฏิวัติการสื่อสารโฆษณามากกว่านั้น จากการโฆษณาด้วยภาพและคำพูด เขาหันมาโฆษณาด้วยการลงมือทำ

ฉลากบนถุงข้าวที่ทำจากกระดาษสีน้ำตาล มีข้อความว่า “ที่หลังวัดป่าบ้านตาด เราทำนาอยู่แค่ไม่กี่ไร่ ตั้งใจปลูกข้าวดี ๆ ให้คนที่เรารักได้รับประทาน อาศัยปลูกถั่วเพื่อเตรียมดินให้อุดมสมบูรณ์ ใช้เมล็ดพันธุ์อินทรีย์ที่คัดสรรมาอย่างดี” 

หลังจากทดลองปลูกข้าวมา 2 ปี ข้าวไรซ์เบอร์รี่ชุดแรกก็ออกรวงมาให้ชื่นชม เขาแบ่งเก็บไว้รับประทานเองบางส่วน และแบ่งขายให้คนที่เขารักและรักเขาได้รับประทาน อีกส่วนก็แบ่งปันไประดมทุน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมให้กับมูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก … เรียกได้ว่า ข้าวจำนวน  1,500 กิโลกรัม จากนาผืนเล็กได้หล่อเลี้ยงชีวิตและความรักของผู้คนจำนวนมาก

“เราเลือก “ไรซ์เบอร์รี่” เพราะมีคุณค่าทางอาหารมาก และหอมอร่อย เมล็ดสีม่วงเข้มเหมือนผลเบอร์รี่ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง อาศัยแดดถึง น้ำถึง ขยันดูแลวัชพืช โดยไม่พึ่งเคมีทานแล้วจะได้แข็งแรง ห่างไกลจากสารพัดโรคใกล้ตัว อย่าง เบาหวาน ความดัน หัวใจ มะเร็ง”  

เพื่อนของฉันยังปลูกข้าวเพื่อขายความคิด โฆษณาแนวคิดเรื่องเกษตรอินทรีย์และการอยู่อย่างพอเพียง ชุมชนรายล้อมผืนนาของเขายังมีความนิยมในการใช้สารเคมีในการเพาะปลูกพืชพันธุ์ทางการเกษตร นอกจากความเชื่อว่า หากไม่ใช่เคมี พืชผลจะมีน้อยแล้ว ยังเป็นเรื่องของการเร่งผลผลิต ทำนาปีละ 3-4 ครั้ง เพื่อนำผลผลิตเข้าโครงการรับจำนำข้าว สิ่งนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในพื้นที่ คือ น้ำเหือดแห้งจากแหล่งน้ำ เพราะถูกดึงไปทำการเกษตร และผืนดินแห้ง เปลี่ยนสี หากเปรียบดั่งคน ก็ถูกรีดใช้แรงงานจนเลือดเนื้อเหือดแห้งผอมเกร็ง

เพื่อนฉันทำนาปี คือ ปีละครั้งเท่านั้นและไม่ใช้สารเคมีใด ๆ “หลวงตาบอก ไม่ให้โลภ ทำนาปีละครั้ง เวลาที่เหลือปลูกผัก รักษาดิน ให้ดินได้พักบ้าง” เวลาที่เพื่อนเล่าถึงดิน ฉันมีความสุข เพราะเขาพูดถึงการดูแลดิน รักษาดินให้เป็นดินที่มีความสุข ดินที่อุดมสมบูรณ์ ดินที่เป็นแม่ของชีวิตของสรรพชีวิต “ผืนดินมีชีวิต จนทำให้เราอดรองเท้าเพื่อสัมผัสความรักจากแผ่นดิน เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย”  เพื่อนบอก ฉันเองก็ชอบเดินเท้าเปล่าเพื่อสัมผัสดิน เป็นสัมผัสที่นุ่มนวล อ่อนโยน

คนเมืองที่ผันตัวไปเป็น “ชาวบ้านๆ” ตามแบรนด์ข้าวของเขาดูจะเข้าถึงจิตวิญญาณธรรมชาติและความเป็นชาวนา เพื่อนยังบอกต่อว่า ข้าวรุ่นนี้ที่มอบให้ฉันนั้นเป็นข้าว “เข้มแข็ง” “อดทน”

“คุณสมบัติของข้าว พืชผัก และสิ่งต่าง ๆ ที่เราบริโภค เข้ามาอยู่ในตัวเราด้วย และข้าวรุ่นนี้เป็นรุ่นที่รอดจากน้ำท่วมขังในช่วงที่เพิ่งลงข้าวในแปลง” เพื่อนขยายความว่า “ช่วงที่ลงข้าวไปแล้ว ปรากฏว่ามีน้ำทะลักท่วมนา เป็นโคลน ขังนาอยู่หลายวัน เราคิดว่า คราวนี้นาล่มแล้ว แต่ปรากฏว่า หลังจากน้ำลด ข้าวก็งอกงามต่อไป ข้าวชุดนี้แกร่ง อดทน มีทักษะการเอาตัวรอดสูง เราเชื่อว่า คนกินจะรับเอาคุณสมบัตินี้เข้าไปด้วย” เขายิ้ม

เราไม่กินสารอาหารในข้าวเท่านั้น แต่มีคุณลักษณะในชีวิต จิตวิญญาณของข้าวนั้นเข้าไปด้วย ฉันนึกต่อไปว่า หากเราต้องการหล่อหลอมความอ่อนโยน เมตตาให้ผู้บริโภค เราต้องกินอาหารแบบไหน ผ่านการปลูกฟูมฟักอย่างไร และผ่านการปรุงและนำเสนออย่างไร จะเกี่ยวกันหรือไม่ ที่สภาพสังคม จิตใจคนที่แห้งแล้ง แข็งกระด้าง มาจากอาหารที่เราทาน อาหารที่ไร้ชีวิต จิตใจ อาหารที่ปลูกและผลิตด้วยความโลภ ….

เพื่อนยังถ่ายทอดเรื่องเล่าและคำสอนจากผืนนาอีกหลายเรื่อง หนึ่งในเรื่องที่ฉันชอบ คือ คะน้าแปรรูป

สำหรับเกษตรกร การเรียนรู้ที่จะแปรรูปผลผลิตเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อเก็บรักษาคุณค่าของผลผลิตจากธรรมชาติให้มีประโยชน์สูงสุด ทั้งคุณค่า และมูลค่า การแปรรูปมีได้หลายรูปแบบ และรูปแบบหนึ่ง คือ การแปรรูปให้เป็นบุญ

เมื่อคะน้างามและโตได้ที่ สำหรับการตัดขายและบริโภค เพื่อนเก็บได้ 30 กิโลกรัม น่าเสียดายว่า คะน้าอินทรีย์ในเวลานั้น ราคาซื้อในตลาดอยู่ที่กิโลกรัมละ 2 บาท ซึ่งหากขายได้ทั้งหมด ก็จะได้เงินเพียง 60 บาท เท่านั้น … อย่ากระนั้นเลย เสียดายผัก และพลังงานแสงแดด น้ำ ดิน สายลม ความรักของคนสวน เพื่อนจึงแปรรูปผักคะน้านี้เป็นบุญ โดยนำมาทำต้มจับฉ่าย แล้วถวายพระ แจกผู้คนที่มาวัดให้ได้กินกัน สิ่งที่เพื่อนได้จากการแปรรูปผลลผตินี้ คือ รอยยิ้ม คำอนุโมทนาสาธุ มิตรภาพ ซึ่งประเมินค่าไม่ได้

การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรจะเหมือนกับการแปรรูปเรื่องราวในชีวิตไหม เราแปร (รูป) ความผิดพลาดหรือวิกฤตให้เป็นโอกาส ? แปรทุกข์เป็นสุข ? การแปรรูปสิ่งต่าง ๆ ภายนอกเริ่มต้นจากการแปรรูปสิ่งที่อยู่ภายในใจเรา จิตของเราต้องเห็น ต้องปรารถนาที่จะแปรเปลี่ยนสิ่งที่มีค่าน้อย ให้มีค่ามากขึ้น แปรสิ่งที่เป็นทุกข์ ให้เป็นสุข แปรความล้มเหลวให้เป็นความสำเร็จ …

ท่ามกลางเสียงนกหวีดภายนอก เราสนทนากันเรื่องวิถีท้องทุ่ง ความรัก มิตรภาพ จิตวิญญาณของแผ่นดิน ความสุขโชยเข้ามาในใจเป็นระลอก ๆ

ท้ายฉลากบนถุงข้าว เขียนว่า “ขอบคุณที่สนับสนุนชาวบ้านอย่างเรา ขอให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงครับ” ฉันเชื่อว่า ข้าวถุงนี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็งอดทนให้กับกายและใจของฉัน หล่อเลี้ยงมิตรภาพระหว่างเรา และที่สำคัญ ทำให้ความรักในธรรมชาติภายในใจของฉันเจริญงอกงามยิ่งขึ้น “ขอบคุณเพื่อน นับถือน้ำใจ และหัวใจของเพื่อนจริง ๆ”

rice berry2

ข้าว “บ้านบ้าน” เพื่อดูแลเด็กที่โรงพยาบาลเด็ก ขายถุงละ ๑๕๐ บาท ( ๑ กิโลกรัม) รายได้จากการขายมอบให้มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก
ข้าว “บ้าน บ้าน” สำหรับบริโภคทั้วไป ราคาถุงละ ๑๐๐ บาท

ความมี และความเป็นน บทเรียนจากหมาข้างบ้าน

บางที ความไม่มี ก็เผยให้เห็น ความเป็น ที่รอปรากฏ — ท้ายที่สุดในชีวิตของเราทุกคน ก็คงไม่มีอะไรเหลือ ความมีก็จะจากเราไป สิ่งที่จะเหลือ คือ ความเป็น (being) หรือเนื้อแท้ในจิต

————————————–

เมื่อกว่า 8 ปีที่แล้ว ครั้งที่เราย้ายมาอยู่ในหมู่บ้านนี้ หนึ่งในเพื่อนบ้าน ที่มีบ้านหลังใหญ่ มีรอดไวเลอร์ 2 ตัว โกลเดนท์รัทรีเวอร์ 1 ตัว เชาเชา 2 ตัว ยอร์คเชียร์ 1 ตัว ไซบีเรียนฮัสกี้อีก 1 ตัว และจะมีอีกไหมที่ฉันไม่เห็น ได้ยินเพื่อนบ้านบางคนพูดถึงบ้านนี้ว่า “เขาบอกว่า ต้องเปิดแอร์ทั้งวันทั้งคืน เพราะหมาพวกนี้บางตัวต้องอยู่ห้องแอร์” บ่อยครั้ง ในแต่ละเดือน จะมีรถแท๊กซี่ของร้านสปาหมาเข้ามารับตัวเจ้าตูบทั้งหลายไปทำความสะอาด งดงาม

จากทางหน้าต่าง ฉันเห็นเจ้ารอดไวเลอร์ 2 ตัว อยู่ในคอกที่เขาสร้างให้มัน ก็เป็นคอกที่กว้างขวางให้มันเดินได้ แต่ไม่อาจวิ่งสนุกได้เลย … ที่สำคัญ เป็นเวลาแรมปี ฉันไม่เคยเห็นมันได้ออกจากคอกนี้ ฉันเห็นความร่าเริงของมันทั้งสองค่อย ๆ ระเหยไปกับกาลเวลา นานวันเข้า ฉันไม่ได้ยินเสียงมันเห่า ไม่ได้เห็นมันเดินไปมา มันได้แต่นอนหงอยกับที่ … จนวันหนึ่ง เมื่อกว่าปีหรือกว่านั้น ฉันก็ไม่เห็นเงาของมันอีกเลย ทราบจากสัตวแพทย์ที่คุ้นเคย และบังเอิญว่าได้รักษาเจ้าหมาที่บ้านนี้เหมือนกันว่า รอดไวเลอร์ป่วยมากและมาพบหมอตอนเป็นหนักมากแล้ว เจ้าของทิ้งมันที่ร้านหมอและก็ให้มันตายที่นั่น

oleหลายเดือนที่ผ่านมา ฉันเห็นเจ้าโกลเดนท์รีทรีเวอร์เดินโซเซออกมาจากบ้าน คุ้ยเขี่ยอาหารจากถังขยะบ้านอื่น ๆ มันผอมซูบ ขากะเผลก เพื่อนบ้านหลายคนที่เห็นรู้สึกเวทนามันอย่างยิ่ง ฉันวิ่งไปเอาอาหารเม็ดที่มีมาให้ มันกินเหมือนไม่ได้กินอะไรมาเป็นวัน ๆ “มันแก่แล้ว” คุณตาเพื่อนบ้านที่เดินออกกำลังกายผ่านมาพูดขึ้น  “เขาจะปล่อยให้มันตายละมั้ง” คุณป้าเพื่อนบ้านอีกคนเสริม ทุกครั้งที่เจ้าของบ้านเผลอเปิดประตูไว้ เจ้าตัวนี้ก็จะได้โอกาสออกมาหาของกิน และทุกครั้งที่ฉันเห็นมัน ก็จะวิ่งไปหาอะไรมาให้เสมอ ๆ … ฉันมักจะแอบมองลอดรั้ว เข้าไปดูว่ามันอยู่ไหน เป็นอะไรมากหรือเปล่า ได้กินอะไรหรือยัง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะเกรงว่า หมาจะเดือดร้อน

ล่าสุด ก็เป็นเจ้าตัวเล็ก 2 ตัว มันแสนรู้ เอาตัวรอด ลอดรั้วออกมาได้บ้าง ฉันจึงให้อาหาร น้ำกับมัน เนื้อตัวของมันมอมแมม เห็บหมัดเต็มตัว หิวโซ บางทีก็เดินเซ คนสวนบอกว่า สงสัยโดนกินเลือดจนเซ ฉันเล่าให้สัตวแพทย์ที่คุ่นเคยฟัง คุณหมอให้ปลอกคอกันเห็บหมัดมา 2 กล่อง และฉันก็ใส่ให้มันเรียบร้อย เจ้าสองตัวกลายเป็นหมาริมรั้ว ริมทางในหมู่บ้านไปแล้ว ฉันไม่ได้ยินเจ้าของเรียกชื่อมัน ตามหามันเวลาที่มันยังไม่กลับบ้าน ในคืนที่หนาวจัด มันก็นอนขดกันกลมอยู่นอกบ้านmagic

คนในบ้านหลังใหญ่บอกว่า “ใครจะเอามันก็เอาไปได้เลย” รู้สึกว่า หมาตัวเล็กทั้งสองจะเป็นของขวัญที่เขาให้กันในวันเกิด ซึ่งตอนนี้เจ้าของวันเกิดอาจไม่อยู่บ้านนี้แล้ว ก็เลยไม่มีใครสนใจ

ปัญหามีไว้ให้ใช้ปัญญาขบคิดและลงมือแก้ไข … ฉันทำเท่าที่ทำได้ ตามสติ ปัญญา เงื่อนไขในชีวิต

โชคดีว่า คนในหมู่บ้านจำนวนมากรักสัตว์ เลี้ยงหมาอยู่บ้าง จึงไม่ว่าอะไร และเจ้าสองตัวนี้ก็น่ารัก แสนรู้ ฉลาดมาก จึงไม่เป็นที่รำคาญอะไร

ฉันให้อาหาร น้ำกับมัน จะพามันไปอาบน้ำและตรวจสุขภาพ คนสวนในหมู่บ้านช่วยดูแล ให้อาหารบ้าง ทำที่นอน มุ้งให้มันนอนตามแต่มันจะชอบ

สัตวแพทย์ประจำบ้านของฉันก็บริจาคยา หรือให้ส่วนลดกับการบริการดูแลสัตว์ทุกข์ยาก

ผู้ที่ทำงานเรื่องกฎหมายสิทธิสัตว์เคยเล่าให้ฟังว่า พยายามให้ร่างกฎหมายผ่าน แต่

ผู้ที่ทำงานเรื่องกฎหมายสิทธิสัตว์เคยเล่าให้ฟังว่า สัตว์เลี้ยงจัดเป็นทรัพย์สินของเจ้าของ เราทำอะไรกับมันไม่ได้หากเจ้า้ของไม่อนุญาต เพราะจะถือว่า ละเมิดทรัพย์ หรือขโมย … กลุ่มนักพิทักษ์สิทธิสัตว์พยายามแก้ไขและเสนอร่างกฎหมาย แต่ยังคาอยู่ที่สภา “เรื่องของสัตว์มักเป็นเรื่องท้ายที่สุดเสมอ ท้ายลงไปอีกจากเรื่องคนชายชอบ คนตกขอบทั้งหลายในสังคม” พี่นักพิทักษ์สิทธิสัตว์คนหนึ่งบอก
อาสาสมสัครผู้ที่ช่วยเหลือสัตว์ตกยากคนหนึ่งสะท้อนว่า “การดูแลสัตว์ของคนในสังคม วิธีปฏิบัติที่เรามีต่อสัตว์ สะท้อนใจของสังคม หากสังคมใดดูแลสัตว์ดี สังคมนั้นก็น่าจะเจริญ เพราะคนใจสูง ดูแลสัตว์ที่ด้อยโอกาส ดังนั้นจึงยากที่จะไม่ใส่ใจคนด้วยกัน”

ฉันมองกลับไปที่บ้านหลังใหญ่ มันคงมีเหตุให้เขาละทิ้งสัตว์เหล่านี้ เงื่อนไขปัจจัยในชีวิตคงไม่เอื้อให้เขาดูแลสัตว์เลี้ยงให้ดีเหมือนเดิม … แต่ฉันก็คิดด้วยว่า บางที ความมี ก็เป็นคนละเรื่องกับ ความเป็น (being)

ฉันเคยพบคนยากจนที่อาศัยชานบ้านของญาติอยู่ เธอรับจ้างทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้เงินวันละ 50-100 บาท แต่ไม่เคยปล่อยให้หมาข้างถนน ที่เธอเก็บมาดูแลต้องอดกว่าเธอ ทุกวัน เธอไปขอข้าวที่วัดบ้าง ขอน้ำแกงร้านก๋วยเตี๋ยวบ้าง เธอหุงข้าวหม้อใหญ่ให้หมา คลุกน้ำแกง มีเนื้อนิดหน่อยตามเงินในกระเป๋าของเธอ ส่วนตัวเธอเองกินน้อย “สงสารมัน มันหิว มันลำบาก” เธอบอก

บางที ความไม่มี ก็เผยให้เห็น ความเป็น ที่รอปรากฏ — แม้ไม่มีเงิน แต่มีใจ เพราะเธอ “เป็น” อย่างนี้

คนในบ้านหลังใหญ่ เมื่อ “มี” น้อยลง ความ “เป็น” บางอย่างก็ปรากฎ

ท้ายที่สุดในชีวิตของเราทุกคน ก็คงไม่มีอะไรเหลือ ความมีก็จะจากเราไป สิ่งที่จะเหลือ คือ ความเป็น (being) หรือเนื้อแท้ในจิต