เรื่องเล่าจากถุงข้าว “บ้าน บ้าน”

การขายที่ดีที่สุด คือ การขายตรง — ตรงจากใจ ตรงจากชีวิต และตรงออกมาจากมิตรภาพ ที่อบอวลด้วยความรักและความนับถือในกันและกัน

ในวัน Shut down Bangkok ฉันไปเยี่ยมเยียนเพื่อนที่อยู่ย่านปทุมวัน ทีแรก ตั้งใจว่าจะไปช่วยเพื่อนแจกขนมครกและขนมปังปิ้งให้กับผู้ชุมนุม และจะไปขอกินของฟรีด้วย (ฮ่าๆๆ) แต่ไปถึงเย็นย่ำ ของแจกหมดแล้ว แต่ฉันก็ยังไม่วายได้รับของแจกจากเพื่อนอยู่ดี — ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ตรา “บ้าน บ้าน” ที่เพื่อนปลูกเอง แพ็คเอง ขายเอง และมอบให้ฉันด้วยตัวเอง

rice berry

ฉันมองถุงข้าวสีเข้มในมือ รู้สึกปลื้มใจ ตื้นตันใจ … ข้าวถุงนี้บอกเล่าเรื่องราวมากมาย โดยเฉพาะเส้นทางการปฏิรูป… ปฏิรูปชีวิต จิตใจ ธรรมชาติ สังคม ประเทศชาติ และโลกกันเลยทีเดียว

ฉันและเพื่อนคนนี้พบกันและร่วมเดินบนวิถีแห่งการปฏิรูปตนเอง (อันยังไม่สิ้นสุด) เราต่างเห็นว่า หนทางแห่งการปฏิรูปตนเองนั้นก็ไม่อาจแยกขาดจากการปฏิรูปสังคม เราจะปฏิรูปประเทศไม่ได้ หากเราไม่คิดปฏิรูปตัวเองไปพร้อม ๆ กัน ให้สอดคล้องกับทิศทางการปฏิรูปสังคมที่เราอยากเห็น

เพื่อนของฉันร่วมปฏิรูปประเทศไทย ด้วยการปฏิรูปตัวเองมาหลายปีแล้ว จากผู้ที่ทำงานด้านโฆษณา วิจัยการตลาด ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ ที่เน้นให้คนบริโภคหลงลืมความต้องการที่แท้ของตัวเอง เพื่อนเปลี่ยนมาใช้ทักษะความรู้เดิมในการสร้างความตระหนักรู้ ต่อความต้องการ คุณค่าแท้ของชีวิต เขาใช้ต้นทุนของตัวเองช่วยสื่อสารสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมและสร้างคุณค่าพฤติกรรมใหม่ในสังคม … ไม่เท่านั้น เพื่อนของฉันปฏิวัติการสื่อสารโฆษณามากกว่านั้น จากการโฆษณาด้วยภาพและคำพูด เขาหันมาโฆษณาด้วยการลงมือทำ

ฉลากบนถุงข้าวที่ทำจากกระดาษสีน้ำตาล มีข้อความว่า “ที่หลังวัดป่าบ้านตาด เราทำนาอยู่แค่ไม่กี่ไร่ ตั้งใจปลูกข้าวดี ๆ ให้คนที่เรารักได้รับประทาน อาศัยปลูกถั่วเพื่อเตรียมดินให้อุดมสมบูรณ์ ใช้เมล็ดพันธุ์อินทรีย์ที่คัดสรรมาอย่างดี” 

หลังจากทดลองปลูกข้าวมา 2 ปี ข้าวไรซ์เบอร์รี่ชุดแรกก็ออกรวงมาให้ชื่นชม เขาแบ่งเก็บไว้รับประทานเองบางส่วน และแบ่งขายให้คนที่เขารักและรักเขาได้รับประทาน อีกส่วนก็แบ่งปันไประดมทุน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมให้กับมูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก … เรียกได้ว่า ข้าวจำนวน  1,500 กิโลกรัม จากนาผืนเล็กได้หล่อเลี้ยงชีวิตและความรักของผู้คนจำนวนมาก

“เราเลือก “ไรซ์เบอร์รี่” เพราะมีคุณค่าทางอาหารมาก และหอมอร่อย เมล็ดสีม่วงเข้มเหมือนผลเบอร์รี่ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง อาศัยแดดถึง น้ำถึง ขยันดูแลวัชพืช โดยไม่พึ่งเคมีทานแล้วจะได้แข็งแรง ห่างไกลจากสารพัดโรคใกล้ตัว อย่าง เบาหวาน ความดัน หัวใจ มะเร็ง”  

เพื่อนของฉันยังปลูกข้าวเพื่อขายความคิด โฆษณาแนวคิดเรื่องเกษตรอินทรีย์และการอยู่อย่างพอเพียง ชุมชนรายล้อมผืนนาของเขายังมีความนิยมในการใช้สารเคมีในการเพาะปลูกพืชพันธุ์ทางการเกษตร นอกจากความเชื่อว่า หากไม่ใช่เคมี พืชผลจะมีน้อยแล้ว ยังเป็นเรื่องของการเร่งผลผลิต ทำนาปีละ 3-4 ครั้ง เพื่อนำผลผลิตเข้าโครงการรับจำนำข้าว สิ่งนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในพื้นที่ คือ น้ำเหือดแห้งจากแหล่งน้ำ เพราะถูกดึงไปทำการเกษตร และผืนดินแห้ง เปลี่ยนสี หากเปรียบดั่งคน ก็ถูกรีดใช้แรงงานจนเลือดเนื้อเหือดแห้งผอมเกร็ง

เพื่อนฉันทำนาปี คือ ปีละครั้งเท่านั้นและไม่ใช้สารเคมีใด ๆ “หลวงตาบอก ไม่ให้โลภ ทำนาปีละครั้ง เวลาที่เหลือปลูกผัก รักษาดิน ให้ดินได้พักบ้าง” เวลาที่เพื่อนเล่าถึงดิน ฉันมีความสุข เพราะเขาพูดถึงการดูแลดิน รักษาดินให้เป็นดินที่มีความสุข ดินที่อุดมสมบูรณ์ ดินที่เป็นแม่ของชีวิตของสรรพชีวิต “ผืนดินมีชีวิต จนทำให้เราอดรองเท้าเพื่อสัมผัสความรักจากแผ่นดิน เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย”  เพื่อนบอก ฉันเองก็ชอบเดินเท้าเปล่าเพื่อสัมผัสดิน เป็นสัมผัสที่นุ่มนวล อ่อนโยน

คนเมืองที่ผันตัวไปเป็น “ชาวบ้านๆ” ตามแบรนด์ข้าวของเขาดูจะเข้าถึงจิตวิญญาณธรรมชาติและความเป็นชาวนา เพื่อนยังบอกต่อว่า ข้าวรุ่นนี้ที่มอบให้ฉันนั้นเป็นข้าว “เข้มแข็ง” “อดทน”

“คุณสมบัติของข้าว พืชผัก และสิ่งต่าง ๆ ที่เราบริโภค เข้ามาอยู่ในตัวเราด้วย และข้าวรุ่นนี้เป็นรุ่นที่รอดจากน้ำท่วมขังในช่วงที่เพิ่งลงข้าวในแปลง” เพื่อนขยายความว่า “ช่วงที่ลงข้าวไปแล้ว ปรากฏว่ามีน้ำทะลักท่วมนา เป็นโคลน ขังนาอยู่หลายวัน เราคิดว่า คราวนี้นาล่มแล้ว แต่ปรากฏว่า หลังจากน้ำลด ข้าวก็งอกงามต่อไป ข้าวชุดนี้แกร่ง อดทน มีทักษะการเอาตัวรอดสูง เราเชื่อว่า คนกินจะรับเอาคุณสมบัตินี้เข้าไปด้วย” เขายิ้ม

เราไม่กินสารอาหารในข้าวเท่านั้น แต่มีคุณลักษณะในชีวิต จิตวิญญาณของข้าวนั้นเข้าไปด้วย ฉันนึกต่อไปว่า หากเราต้องการหล่อหลอมความอ่อนโยน เมตตาให้ผู้บริโภค เราต้องกินอาหารแบบไหน ผ่านการปลูกฟูมฟักอย่างไร และผ่านการปรุงและนำเสนออย่างไร จะเกี่ยวกันหรือไม่ ที่สภาพสังคม จิตใจคนที่แห้งแล้ง แข็งกระด้าง มาจากอาหารที่เราทาน อาหารที่ไร้ชีวิต จิตใจ อาหารที่ปลูกและผลิตด้วยความโลภ ….

เพื่อนยังถ่ายทอดเรื่องเล่าและคำสอนจากผืนนาอีกหลายเรื่อง หนึ่งในเรื่องที่ฉันชอบ คือ คะน้าแปรรูป

สำหรับเกษตรกร การเรียนรู้ที่จะแปรรูปผลผลิตเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อเก็บรักษาคุณค่าของผลผลิตจากธรรมชาติให้มีประโยชน์สูงสุด ทั้งคุณค่า และมูลค่า การแปรรูปมีได้หลายรูปแบบ และรูปแบบหนึ่ง คือ การแปรรูปให้เป็นบุญ

เมื่อคะน้างามและโตได้ที่ สำหรับการตัดขายและบริโภค เพื่อนเก็บได้ 30 กิโลกรัม น่าเสียดายว่า คะน้าอินทรีย์ในเวลานั้น ราคาซื้อในตลาดอยู่ที่กิโลกรัมละ 2 บาท ซึ่งหากขายได้ทั้งหมด ก็จะได้เงินเพียง 60 บาท เท่านั้น … อย่ากระนั้นเลย เสียดายผัก และพลังงานแสงแดด น้ำ ดิน สายลม ความรักของคนสวน เพื่อนจึงแปรรูปผักคะน้านี้เป็นบุญ โดยนำมาทำต้มจับฉ่าย แล้วถวายพระ แจกผู้คนที่มาวัดให้ได้กินกัน สิ่งที่เพื่อนได้จากการแปรรูปผลลผตินี้ คือ รอยยิ้ม คำอนุโมทนาสาธุ มิตรภาพ ซึ่งประเมินค่าไม่ได้

การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรจะเหมือนกับการแปรรูปเรื่องราวในชีวิตไหม เราแปร (รูป) ความผิดพลาดหรือวิกฤตให้เป็นโอกาส ? แปรทุกข์เป็นสุข ? การแปรรูปสิ่งต่าง ๆ ภายนอกเริ่มต้นจากการแปรรูปสิ่งที่อยู่ภายในใจเรา จิตของเราต้องเห็น ต้องปรารถนาที่จะแปรเปลี่ยนสิ่งที่มีค่าน้อย ให้มีค่ามากขึ้น แปรสิ่งที่เป็นทุกข์ ให้เป็นสุข แปรความล้มเหลวให้เป็นความสำเร็จ …

ท่ามกลางเสียงนกหวีดภายนอก เราสนทนากันเรื่องวิถีท้องทุ่ง ความรัก มิตรภาพ จิตวิญญาณของแผ่นดิน ความสุขโชยเข้ามาในใจเป็นระลอก ๆ

ท้ายฉลากบนถุงข้าว เขียนว่า “ขอบคุณที่สนับสนุนชาวบ้านอย่างเรา ขอให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงครับ” ฉันเชื่อว่า ข้าวถุงนี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็งอดทนให้กับกายและใจของฉัน หล่อเลี้ยงมิตรภาพระหว่างเรา และที่สำคัญ ทำให้ความรักในธรรมชาติภายในใจของฉันเจริญงอกงามยิ่งขึ้น “ขอบคุณเพื่อน นับถือน้ำใจ และหัวใจของเพื่อนจริง ๆ”

rice berry2

ข้าว “บ้านบ้าน” เพื่อดูแลเด็กที่โรงพยาบาลเด็ก ขายถุงละ ๑๕๐ บาท ( ๑ กิโลกรัม) รายได้จากการขายมอบให้มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก
ข้าว “บ้าน บ้าน” สำหรับบริโภคทั้วไป ราคาถุงละ ๑๐๐ บาท

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s