ปลาคือเพื่อน

ปลาคาร์พในบ่อน้ำด่าง

ปลาคาร์พในบ่อน้ำด่าง

การมีสัตว์เลี้ยงมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ความรัก และการเรียนรู้

เพิ่งสังเกตเห็นว่า ปลาคาร์พป่วย คิดว่าเป็นโรคจ้ำเลือด เลี้ยงมากว่าสองปี ไม่เคยป่วย คราวนี้จึงได้เข้าไปหาความรู้ในการเลี้ยงปลาชนิดนี้ให้ดีขึ้น น้ำ ยา อาหาร อุณหภูมิ .. รวมถึงคลินิคใกล้บ้าน และวิธีการพาปลาไปหาหมอปลา

วันนี้ ลงบ่อพร้อมกับกระชอน ไปตักปลาออกจากบ่อ มาแช่น้ำที่เตรียมไว้ในถังพลาสติก

น้ำที่ให้ปลามาพำนักรักษาตัว ก็เป็นน้ำด่าง และน้ำผสมเกลือทะเลนิดหน่อย เพื่อให้ฤทธิ์เกลือรักษาแผล และใส่สายอ๊อกซิเจนให้ด้วย

พยาบาลปลาอย่างฉันยังเปิดเสียงสวดมนต์แผ่เมตตา (จาก Ipad) ให้ปลาฟังอีกด้วย เผื่อว่า คลื่นเสียงสวดมนต์จะแทรกซึมเข้าไปในอณูของน้ำและผ่านไปยังเจ้าปลาทั้งหลาย จะได้หายเร็ว ๆ — คาดว่าจะดูอาการสักพัก หากไม่ดีขึ้น ก็จะพาไปหาหมอ

ปลาไม่ใช่ปลา แต่มันเป็นเพื่อน ให้ความเบิกบาน คลายเครียด เวลาทำงานเหนื่อย ๆ นั่งริมบ่อ ดูปลาว่ายไปมา เพลินตา เพลินใจ

เมื่อเพื่อนทุกข์ ป่วย เราจึงต้องดูแลเต็มที่ … และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ฉันไม่สู้จะชอบหรืออยากกินปลานัก … เพราะเมื่อนับเป็นเพื่อนกับปลาตัวหนึ่ง ก็เหมือนกับเป็นเพื่อนกับปลาทั้งปวง

Advertisements

La Musica, dolce.

เช้านี้ อุ่นใจก่อนทำงานด้วยเสียงดนตรี และได้เดินทางไปยังดินแดนมหัศจรรย์แห่งใจ

นักดนตรีบรรเลงบทเพลง นักร้องขับขานความหมาย ด้วยความตั้งใจ ด้วยหัวใจรัก

นักร้องตาบอด Andrea Bocelli เล่นดนตรีและร้องเพลง เพื่อเห่กล่อมบ้านเกิดเมืองนอนของเขา ให้ท้องทุ่ง สายลม แผ่นดิน และผู้คน …ทุกอย่างที่โอบอุ้มชีวิตของเขา

เสียงเพลงจากใจนักดนตรีไหลซึมสู่ใจฉัน แผ่ซ่านทั่วกาย น้ำตาปริ่มปีติ

ดนตรีพาฉันปลิวไหวกับสายลม ไหลเรื่อยไปกับสายน้ำ ดำดิ่งแทรกซึมทั่วผืนปฐพี บินสู่ท้องฟ้าและดวงตะวัน

โลกเป็นแรงบันดาลใจของบทเพลง และบทเพลงก็คืนพลังกลับสู่โลก

เช้านี้ ฉันสัมผัสโลกผ่านเสียงดนตรี

ร้องเพลง บรรเลงดนตรี ให้ออกมาจากหัวใจรักเมตตา แม้ว่าจะไม่มีใครฟัง แต่โลกฟังอยู่

นี่เป็นหนึ่งในการแสดงความรักของเราต่อโลก … และคนที่เรารัก

ฉันฝากความรักไปกับบทเพลงที่แทรกซึมในผืนดิน ที่รองรับทุกก้าวย่างของเธอ

ฉันฝากความรักไปกับบทเพลงที่ปลิวไหวกับสายลม ที่เป็นลมหายใจของเธอ

ฉันฝากความรักไปกับสายน้ำไหล ที่ชโลมกายและใจเธอให้สดชื่น เบิกบาน

ฉันฝากความรักไปกับท้องฟ้าและดวงตะวัน ที่ให้พลังชีวิตแก่เธอ

ฉันบอกรักโลก และฉันบอกรักเธอในเวลาเดียวกัน … แม้เธอจะไม่รู้ แต่โลกรู้

ในวันหน้า เมื่อกายฉันไม่อาจดำรงอยู่ แต่โลกจะยังดูแลเธอ และมีความรักของฉันในนั้นด้วย

 

 

 

 

หินก้อนนั้นและตัวฉัน

ยืนรดน้ำต้นไม้ นิ่ง สงบ ตามลมหายใจ ปรารถนาจะส่งผ่านความสุขสงบไปยังน้ำ ลงสู่ดิน ถึงต้นไม้

มองน้ำที่กำลังไหลรินบนผืนดิน … ก้อนหินใหญ่อยู่ตรงนั้นด้วย

เพียงเสี้ยววินาที ความรู้สึกประหลาดก็บังเกิด

คล้ายๆ ฉันและหินเป็นเนื้อ-หนึ่งเดียวกัน 

ทุกก้อนหินมีเรื่องราว เก่าแก่กว่ามนุษย์มาก

ทุกก้อนหินมีเรื่องราว เก่าแก่กว่ามนุษย์มาก

ความรู้สึกมหัศจรรย์ดำรงอยู่เพียงครู่ ใจก็หวลคิดถึงหินอีกก้อน … หินก้อนใหญ่ที่ริมน้ำตก บนภูที่เชียงใหม่ หินก้อนที่ฉันได้อาศัยนอน นั่ง เล่น เมื่อหลายปีก่อน

คราวนั้น ฉันร่วมเรียนรู้ “นิเวศวิทยาแนวลึก” เพื่อสัมผัสจิตวิญญาณธรรมชาติ เดินด้นสู่ป่า อดข้าว อดน้ำ อยู่ลำพังกับตัวเองและธรรมชาติ เป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจลืม เป็นความผูกพันทางใจที่ฉันมีให้กับหินก้อนนั้น และชุมชนชาวปกากะญอที่ให้อุ่นไอมิตรภาพ

คนเมืองกลุ่มหนึ่งเดินทางขึ้นภูสูง เราใช้เวลาช่วงเปลี่ยนผ่านจากเมืองก่อนเข้าป่า พักอาศัยที่หมู่บ้านปกากะญอ พะตีตะแย ผู้นำชุมชนสอนเราให้รู้จักวิถีจิตวิญญาณชนเผ่าโบราณที่ผูกพันกับธรรมชาติ วิถีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย สัมพันธ์กับนาฬิกาของจักรวาล

ฉันตื่นพร้อมพระอาทิตย์ หลับไปกับแสงจันทร์นวล แววกระพริบจากดวงดาว และความหนาวที่ทำให้ร่างกายแข็งเป็นท่อนไม้

ก่อนที่จะเข้าเงียบโดยลำพัง พะตีตะแยและญาติปกากะญอพาเราเดินเข้าป่า เพื่่อหา “ครู”

ในป่ามีครูมากมาย ศิษย์แต่ละคนต้องหาครูของเขาเอง และเราจะพบครูก็ต่อเมื่อ เปิดใจและเงียบสงบใจพอที่จะได้ยินเสียงกระซิบเรียกของครู

ตลอดทางที่เดิน ใครรู้สึกว่า พื้นที่ตรงไหนเรียกเขา/เธอ ก็ให้หยุด ตั้งเต้นท์เป็นที่พำนัก (และต้องห่างกัน แบบที่ไม่มีวันได้เห็น หรือได้ยินกันและกัน) คนที่เหลือก็เดินกันต่อไป จนกว่าจะได้ที่ “ที่ใช่” ของตนเอง ฉันเดินไปกับคณะ ผ่านลำธารไหลนิ่ง ผ่านป่าทางแคบ มีรอยเท้าสัตว์กีบ ปีนผาหิน ข้ามท้องทุ่ง ผู้คนเริ่มหายไปทีละคน เพราะได้ที่ตั้งแห่งการเรียนรู้ของพวกเขาแล้ว จนในที่สุด ก็เหลือฉันและพี่ผู้ชายอีกคนที่ยังคงเดินต่อไป สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ บนเขา ต้องไต่หินขึ้นไปตามน้ำตก ดินแฉะ หินลื่น ฉันเกือบไถลตกผา

สุดท้าย ฉันก็ได้พบ “ครู” ตรงหน้าเป็นแผ่นหินก้อนใหญ่ เป็นเหมือนหน้าผาขนาบเขา ริมน้ำตก พื้นหินค่อนข้างราบเรียบด้วยการขัด-เกลาจากแรงน้ำ (ในยามหน้าน้ำ น้ำขึ้นท่วมผานี้) พื้นที่ของหินผาก้อนนี้ใหญ่พอให้ฉันปูเต้นท์นอนได้ พะตีตะแยช่วยฉันกางเต้นท์และเช็คให้มั่นใจว่า จะไม่ปลิวตกหน้าผาไป — ด้านขวาของเต้นท์ คือ เหวอากาศ ด้านซ้ายเป็นไหล่เขา มีพื้นที่เดินได้เล็กน้อย ด้านบนของเต้นท์มีพื้นที่ของแผ่นหินเหลือพอให้ฉันนั่งสมาธิ และออกกำลังกายได้นิดหน่อย ส่วนด้านทางเปิดเข้า-ออกเต้นท์ มีหินก้อนเล็กใหญ่ วางเรียงตัวกันเป็นระดับขั้นบันได ให้ฉันเดินลงไปยังสำรวจลำธารเบื้องล่างได้

ไม่รู้ทำไม ฉันจึงเลือก “ครู” เช่นนี้

การนอนบนหินไม่ง่าย เจ็บหลัง เจ็บตัว และเย็นจับใจ

เสียงน้ำตกไหลซู่… กระแทกหินเบื้องล่างทั้งวัน ทั้งคืน

พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า หูเริ่มได้ยินเสียงประหลาดมากมาย แม้เสียงลมก็อาจเป็นภาษาพูดที่ฟังได้รู้เรื่อง (ในจินตนาการ) โชคดีมีเสียงน้ำเกลื่อนจินตนาการที่โลดโผนได้พอสมควร

แม้ในยามนอน ก็ต้องรู้เนื้อรู้ตัว เพราะกลัวดิ้นตกผา … นอนรอพระอาทิตย์กลับมาทักทายใจจะขาด…รักพระอาทิตย์สุดหัวใจ

คืนแรกผ่านไป การสวดมนต์ช่วยได้มาก

รุ่งเช้าสดใส ยืดเส้นสาย หายใจเต็มปอด ปรายตามองรอบ ๆ

วันนี้ เราไม่จำเป็นต้องทำอะไร … แล้วจะทำอะไร? จากนั้นก็มีอีกหนึ่งคำถามเบียดแทรกเข้ามา “แล้วชีวิตคืออะไร” (ฉันรำพึง … โอ้ย ยากเกินไป หรือมันจะเกี่ยวข้องกันกับคำถามก่อนหน้านี้ กลับมาที่คำถามเดิมดีกว่า)

ฉันจะทำอะไรกับความว่างของตารางเวลาทำงานและชีวิตที่คุ้นเคย …. ความว่างกลายเป็นปัญหา ทั้งที่ผ่านมา ขวนขวายหามันมาโดยตลอด หรือที่จริง ปัญหาไม่ใช่ความว่าง แต่เป็นการอยู่กับตัวเอง

วิเวกภาวนาแนวลึกแบบนี้ เราไม่กินอาหาร (ไม่ขบเคี้ยว) ไม่ดื่มน้ำ (อาจจิบน้ำได้บ้างเล็กน้อย เฉพาะเวลารู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว) ไม่มีหนังสือ ไม่มีเครื่องมือหนีโลก อย่าง โทรศัพท์ MP3 เวลาส่วนใหญ่จึง … นั่นสิ นี่แหละคือปัญหา คนเรามักคุ้นกับการมีอะไรทำ ดู ฟัง คุยกับเพื่อน … เมื่อถูกพรากจากกิจกรรมเหล่านั้น ไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่อ่าน ไม่เขียน ไม่ดูทีวี ไม่คุยโทรศัพท์ แล้วชีวิต 48 ชั่วโมงในป่านี้ ฉันจะทำอะไร นอกจาก หายใจ นอน (ซึ่งก็นอนไม่ค่อยหลับ เพราะเสียงน้ำซู่ซ่า ตลอดเวลา)

แน่นอน สิ่งที่เราต้องทำคือวิเวกภาวนา ซึ่งขึ้นกับว่า เราจะนำให้ตัวเองทำอะไรบ้าง นั่งสมาธิ เดินจงกรม วนเวียนกันไป หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่พาเราสู่ภาวะแห่งการวิเวกและเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณธรรมชาติ

ฉันปีนป่ายบันไดหิน แช่น้ำ สำรวจบ้านใหม่ หิน น้ำ ต้นไม้ ดิน ใบไม้ที่ลอยไปกับน้ำ จนไม่เหลืออะไรให้ใจทำ หันมานั่งสมาธิ เดินจงกรม บางครั้งความคิดก็พาเดินทางกลับบ้าน ไปในอดีต ท่องไปในอนาคต จนรู้สึกว่า ความคิดเองก็เริ่มเบื่อจะคิดเหมือนกัน …. ความเบื่อเกาะกุมหัวใจ สลับกับห้วงเวลา “อิ่มความสงบ”

ผู้นำกระบวนนิเวศวิทยาแนวลึกบอกว่า ให้เราฟังสัญญาณแห่งปัญญาญาณจากธรรมชาติ ธรรมชาติส่งข้อมูล ความรู้ (ปัญญา) ให้เราตลอดเวลา ท่านเป็นครูของเรา เพียงแต่เราเปิดเครื่องรับให้ดี แล้วเราจะได้คำตอบที่ปรารถนา รอคอย หรือเครื่องนำทางสู่เป้าหมายชีวิต (การอดอาหารและน้ำเป็นการทำกายให้บริสุทธิ์เป็นเหมือนการล้างพิษ เพื่อช่วยให้ใจของเราสงบได้ง่าย เป็นโอกาสให้เข้าถึงจิตใต้สำนึก จิตเหนือสำนึกได้)

คำพูดนี้ทำให้ฉันสอดส่ายสายตา มอง ๆๆๆๆ แล้วก็ไม่เห็นอะไรสักอย่าง ไม่ปิ๊งแว๊บ อะไรสักเรื่อง มีแต่ความคิดฟุ้งซ่าน การตีความเรื่อยเปื่อย และเริ่มรู้สึกรำคาญตัวเอง จนในที่สุดก็วางความพยายามทุกอย่าง … ช่างมัน ตอนนี้ เครื่องรับสัญญาณขัดข้อง ความเบื่อ ความรำคาญ ความอยาก รบกวนจิตใจ คงไม่อาจได้ยินปัญญาจากธรรมชาติได้ งั้นสนุกเลยดีกว่า

จากนั้น ฉันก็อยู่อย่างคนอยากทดลองมีประสบการณ์ ทำอะไรที่อยากทำและไม่อาจทำที่อื่นได้ดีนะ อย่างเปลื้องผ้าอาบน้ำ (ก็ไม่มีใครเห็นนี่นาและจะได้สัมผัสกับธรรมชาติแบบดิบ ๆ มนุษย์ยุคหินกันไปเลย) ฉันสนุกกับการอยู่ที่นั่นด้วยการจินตนาการว่า เราอยู่ในดินแดนแห่งการผจญภัย เป็นนักสำรวจ ก็เดินไปเดินมา เล่นสนุกกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว มองดูสิ่งต่าง ๆ เงียบฟังเสียงธรรมชาติ สัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ ด้วยมือและกายของฉัน ดมกลิ่น ชิมรสน้ำในลำธารจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านเครื่องกรองใด ๆ

 ฉันไม่รู้ตัวเลยว่า ตนเองได้พัฒนาความรู้สึกสัมพันธ์กับเพื่อนเล่นของฉัน — หิน ต้นไม้ สายน้ำ ลำต้นไม้ตายขวางลำธาร ใบไม้แห้งที่ลอยตามน้ำแล้วถูกกักไว้ในวังน้ำวน อย่างสิ้นหวัง — ฉันเลยเอาไม้เขี่ยช่วยมันออกมา ให้เดินทางตามกระแสน้ำต่อไป  ฉันล่องใจตามใบไม้แห้งว่า เส้นทางข้างหน้ามันจะพบเจอกับอะไรบ้าง แล้วปลายทางของมันจะสิ้นสุดลงที่ใด และแน่นอนที่สุด ฉันฝากความคิดไปกับใบไม้ ให้มันทักทายเพื่อน ๆ ที่อยู่ด้านล่างลำธาร

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ไม่มีนาฬิกาบอกโมงยาม ไม่มีอะไรที่คุ้นเคยให้ทำและสัมพันธ์ด้วย… มีแต่ตัวเองและธรรมชาติจริง ๆ แม้ฉันจะเล่น ก็เล่นในความเงียบ ไม่ได้เปล่งคลื่นภาษาใดออกมาสื่อสารอะไรกับสิ่งใด

คืนวันที่ 2 ฉันเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับที่นอนแผ่นหินมากขึ้น รู้สึกอุ่นใจกับเพื่อนที่แวดล้อม และรู้สึกว่า การอยู่แบบนี้ก็สบายดี เสียดายที่ช่วงบ่ายวันรุ่งขึ้น ฉันต้องเก็บข้าวของ เดินลงเขาเพื่อไปพบกับเพื่อน ๆ ตามเวลานัดหมาย

ก่อนที่ฉันจะเดินลงเขา ฉันมองไปรอบ ๆ อีกครั้ง ฉันกราบแผ่นหินก้อนนั้นที่ดูแลชีวิตฉันในช่วง 2 วันที่ผ่านมา กราบขอบคุณทุกสรรพสิ่งตรงนั้น น้ำ ต้นไม้ ลำธาร หินน้อยใหญ่ ต้นหญ้า ท้องฟ้า นก ฯลฯ ฉันรู้สึกอาวรณ์ น้ำซึมขอบตา “ฉันจะไม่ลืมที่นี่เลย You are my home; a part of my spirit is here.”  

เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านปกากะญอ ฉันและเพื่อน ๆ สนทนาแลกเปลี่ยนการเรียนรู้กัน ฉันไม่รู้ว่าตนเองได้ภูมิปัญญาอะไรจากธรรมชาติ ฉันรู้เพียงว่า เมื่อฉันหันหลังเดินจากที่นั่น ฉันรู้สึกเหมือนเป็นคนใหม่ เข้มแข็ง หนักแน่น และกล้าหาญมากกว่าตอนที่เดินขึ้นมา ฉันเดินลงจากเขา ผ่านหินลื่น โคลนแฉะริมหน้าผา ป่ารก ทางแคบ มีรอยกีบเท้าสัตว์ ทุกย่างก้าว…สงบ มั่นคง นิ่ง

2 ปีต่อมา ฉันได้พบพะตีตะแยอีกครั้งในงานภาวนาแห่งหนึ่ง ในตัวเมืองเชียงใหม่ ฉันเข้าไปทักทายท่าน พะตียิ้มและบอกว่า “ตอนนี้ หน้าน้ำ น้ำท่วมหินก้อนนั้น (ที่อุ๊นอน) หมดแล้วนะ” ฉันไม่รู้จะขอบคุณอย่างไร ที่พะตีจำได้ว่า ฉันนอนที่ไหน และบอกเล่าให้ฉันรู้ความเป็นไปของแผ่นหินนั้น เพราะเขาได้กลายเป็นญาติและครอบครัวของฉันไปแล้วนับแต่วันก่อนนั้น

Wonders of life. (Reflections on another extraordinary day: Birthday Anniversary)


วันคล้ายวันเกิดเป็นวันที่พิเศษ สุข สงบ สบายใจ เฉกเช่นทุก ๆ วัน
…. หรือ ทุก ๆ วันคือวันเกิด
อายุยิ่งมาก ชีวิตยิ่งออกรสชาติน่าสนใจ
ยิ่งเข็มของนาฬิกาชีวิตขยับเร็วขึ้นใกล้เส้นตาย ฉันกลับรู้สึกว่า “มีชีวิต” มากกว่าก่อน
ค่อย ๆ ก้าวไปในจังหวะชีวิตอย่างเนิบช้า …. ความสุข สุนทรียะ มาพร้อมกับความละเมียดละไมกับรายละเอียดในชีวิต … ก็จะรีบไปไหน จะรีบไปไหน อยู่กับชีวิตในตอนนี้ก่อน ให้ความตายรอบ้างก็ได้ (เขา/เธอ รอเราในที่ของเขา เราจะพบเขา/เธอเร็วหรือช้าก็ขึ้นกับตัวเราเอง และฉันปรารถนาจะเดินสู่ความตายอย่างสง่างาม ดุจเดินเข้าหามิตรผู้อารี)
ณ ตอนนี้ ดื่มด่ำและลึกซึ้งกับชีวิตในทุก ๆ ขณะ
ยิ้ม … สัมผัสสายลมที่พัดผ่านใบหน้า ไล้ผ่านเส้นผม แทรกซึมทั่วร่างในทุกเซลล์
ยิ้ม … เสียงนกนานาชนิดเจื้อยแจ้ว
ยิ้ม … เงาของใบไม้ไหวระบำ บนพื้นดิน
จิบชาสมุนไพรกินหอม รสละมุน
ฟังเสียงดนตรี ภาษาจากใจและจินตนาการของคีตกวี
ทักทายผู้คนด้วยรอยยิ้ม
ทำงานด้วยความรัก และตระหนักความหมายของงานต่อส่วนรวม
ยิ้มกับความหวัง และปณิธานในการรับใช้สังคม
ยิ้มกับร่างกายที่ยังเป็นประโยชน์ ให้เดินสู่อุดมคติในชีวิต
ยิ้มกับชีวิต อันเป็นของขวัญที่ได้รับจากพ่อแม่ ญาติมิตร บรรพบุรุษ ครูอาจารย์ ชุมชน สังคม ธรรมชาติ จักรวาล …. สำนึกรู้คุณต่อสรรพสิ่งที่บันดาลโอกาสต่าง ๆ ในชีวิต
ทุกข์ สุข น้ำตา รอยยิ้ม สมหวัง อกหัก ความขัดแย้งในสังคม …. ทุกรายละเอียดของประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามามีค่าและความหมาย หล่อหลอมชีวิต จริตนิสัย ความเป็นไป “ตัวตน” ในวันนี้
ฉันในวันนี้ต่างจากฉันในวันวาน และในวันหน้า
ความเป็นฉันไหลเลื่อน เคลื่อนตามกระแสเหตุปัจจัยที่เข้ามาประกอบสร้าง
ยิ้ม … กับ “ฉัน” ที่เปลี่ยนไปเสมอ ๆ
วันนี้ไม่เหมือนวันวานเลยจริง ๆ แม้ตัวเองในวันนี้ก็ต่างจากตัวเองในเมื่อวาน
และพรุ่งนี้ก็จะมีอะไรใหม่ ๆ ให้ค้นพบอีก … นี่คึือหนึ่งในความมหัศจรรย์และศักยภาพของชีวิตที่รอให้ค้นพบ
กาลเวลาเป็นเหมือนตะแกรงร่อนแก่นสารในชีวิต …สิ่งที่เป็นสาระในวันนี้ดูจะเหลือน้อยลงไปทุกที … และสาระที่เห็นก็เด่นชัดมาก หนึ่งในนั้น คือ ความรัก ความใส่ใจ ห่วงใย (to care, and to be kind) หากไม่มีสิ่งนี้ ฉันก็จะไม่เคยดำรงอยู่เลย
ขอบคุณทุกคน และทุกความรู้สึกที่มอบให้กันค่ะ