งูเจ้าที่

ฝันเห็นงู อาจเป็นความปรารถนาของสาว ๆ บางคน

ฉัน ไม่ฝันถึงงู แต่ตื่นขึ้นมาเจอ “งู” มาชูคอทักทาย ที่หน้าต่าง

งูเขียวแซมดำตัวเล็ก-ยาวขดตัวนิ่งอยู่นอกหน้าต่าง ชูตัวเล็กน้อยเมียงมองมาที่ฉัน เราสบตากันเล็กน้อย แล้วเจ้างูคงขวยเขิน เพราะมันเลื้อยกระเบื้องหลังคา(ที่เป็นกระดูกงู) ลงไปที่ต้นไม้ข้างล่าง

 

ตั้งแต่เด็ก ฉันมักได้ยินคุณยายพูดถึง “งูเจ้าที่”

“เมื่อกี้รดน้ำต้นไม้ เจองูนะ” ยายบอก เพื่อเตือนกันให้ระวังเวลาออกไปในสวน

“งูอะไร สีอะไร แล้วยายทำไง” ฉันถาม

“งูสีดำ มันไม่ทำอะไร เขาก็เลื้อยไปเอง งูเจ้าที่ อย่าไปทำอะไรเค้า” ยายบอก และไม่ว่าเราจะย้ายบ้านกี่หลัง เราก็จะเจอกับ “งูเจ้าที่” เสมอ ๆ

ฉันไม่เคยถามคุณยายจริง ๆ เลยว่า งูเจ้าที่ หมายความว่าอะไร แต่ตีความเอาเองว่า “งูเจ้าที่” เป็นวิญญาณเจ้าที่ ที่แปลงร่างมาเป็นงู ให้เราเห็น เพื่อทักทายกัน ดังนั้น การเห็นงูจึงเป็นเรื่องของการทำความรู้จัก ทักทายให้รู้ว่า เรารับรู้การดำรงอยู่ของกันและกัน … นั่นเป็นวิธีที่คนโบราณสอนให้เรา “ไม่เบียดเบียนสัตว์”

โตขึ้น (เมื่อเร็ว ๆ นี้เอง) มุมมองต่อ “งูเจ้าที่” เปลี่ยนไป ฉันรู้สึกว่า คำนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่าเรื่องของมิติของผีเจ้าที่ ที่ฉันเคยเชื่อ แต่คือความเป็นจริงในธรรมชาติ

พื้นที่บ้านจัดสรรที่ฉันอยู่เป็นพื้นที่ป่า ผืนนามาก่อน และแน่นอนว่า จะต้องมีเจ้าถิ่นเจ้าที่เดิมที่อาศัยที่ดินผืนนี้อยู่ก่อนแล้ว งูก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาอยู่มาก่อนที่โครงการบ้านจัดสรรต่าง ๆ จะเข้ามารุกราน

งูที่เคยเป็นเจ้าที่ กลายเป็นผู้อาศัยที่ไม่มีใครปรารถนาให้อยู่ ต้องไล่ล่า ขจัด นำไปไว้ที่อื่น ฉันสงสารมันมาก และสัตว์อีกหลายตัวที่ต้อง “ไป” เพราะมนุษย์อยากครองพื้นที่ในโลกนี้

ฉันนึกถึงพิพิธภัณฑ์อินเดียนแดง ที่บอกเรื่องราวของการอพยพหนีคนขาวที่ไล่ชนเผ่าให้ออกไปจากบ้านที่พวกเขาอยู่กันมานานหลายชั่วอายุคน … ชะตากรรมของงูและสัตว์นานาในโลกนี้ก็ไม่ต่างจากพฤติกรรมที่มนุษย์ทำกับมนุษย์ด้วยกันเองเช่นกัน

ฉันเคยเจองูหลายครั้งทั้งในบ้าน นอกบ้าน และสถานที่ต่าง ๆ ที่เดินทางไป งูเป็นสัตว์สันโดษ รักสงบ ไม่สุงสิง ที่สำคัญ มนุษย์ไม่ใช่อาหารของมัน ทุกครั้งที่เจอกัน งูจะเป็นฝ่ายหนีไปเสมอ เมื่อเห็นแล้วว่า เราไม่เป็นพิษกับเขา (เขาจึงไม่ต้องเอาพิษมาสู้) และเพื่อป้องกัน เวลาเดินในสวน ฉันจะระมัดระวังเป็นพิเศษ

ในอดีต งูเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสัญลักษณ์ของพลังชีวิตที่เวียนว่ายในกาละและความตาย (และเกิดใหม่) — ผู้เชี่ยวชาญด้านเทพปกรณัม ศ. โจเซฟ แคมพ์เบลล์ กล่าวไว้ใน หนังสือ พลานุภาพแห่งเทพปกรณัม (The Power of Myth)

พญานาคซึ่งเป็นงูใหญ่ก็มีความสำคัญใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้าด้วย และในหลายวัฒนธรรม ไม่ว่า อินเดียนแดง อินเดีย กรีก งูเป็นพลังชีวิตที่ผูกพันกับผืนดิน ปัญญาแห่งผืนดิน ฯลฯ สัญลักษณ์แห่งการแพทย์ ซึ่งเป็นเรื่องของชีวิต อันมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็มีงูเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

โลกนี้เป็นบ้านของเราทุกคน คน สัตว์ ต้นไม้ น้ำ อากาศ ทุกสรรพสิ่งได้รับพร ได้รับสิทธิให้อยู่อาศัย ได้หายใจ ได้ดื่มกินจากโลกเท่า ๆ กัน … ไม่น่าที่จะมีใครได้สิทธิมากกว่ากัน แต่ทุกคน ทุกสรรพสิ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาบ้านด้วยกัน

มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีปัญญา น่าจะนำปัญญามาดูแลบ้าน —โลก— และเพื่อนร่วมโลกให้มีความสุข ไม่ควรต้องเบียดเบียนกันเลย

ก็หนึ่งชีวิต เหมือนกัน

คนไทยดูจะเป็นคนที่เข้าถึงธรรมชาติของใจ จึงประดิษฐ์คำที่มีคำว่า “ใจ” มากมาย ให้ภาพและความหมายที่ตรงและชัดเจนอย่างยิ่ง เช่น เบาใจ โล่งใจ น้ำใจ ใจดำ ใจแข็ง ใจอ่อน ตกใจ หย่อนใจ ฯลฯ และในวันนี้ วันนี้ “ภาษาใจ วันละคำ” ขอเสนอคำว่า “หนักใจ”

เมื่อรู้สึก “หนักใจ” ลองวกกลับมาดูใจ จะรู้สึกจริง ๆ ว่า ใจมีน้ำหนัก หนักจริง ๆ สิ่งที่ทำให้ใจหนักไม่มีรูปให้จับต้องได้ แต่มีเรื่องที่เป็นมวลนามธรรมที่ถ่วงใจให้หนัก น้ำในตาก็หนัก พลอยจะร่วงได้ตลอดเวลา และเวลานี้สิ่งที่โหยหามากคือ “ปัญญาที่จะนำใจสู่อุเบกขา” กับเรื่องที่กำลังเผชิญ

เมื่อวานนี้ หมาแก่ (โกลเด้นรีทรีเวอร์) ร่างกายผ่ายผอมติดกระดูก หนังท้อง 2 ข้าง แบนติดกัน กระเสือกกระสนเดินออกมาจากรั้วบ้านที่แง้มไว้ กลางแดดเปรี้ยง มันเดินคุ้ยเขี่ยตามพื้นถนน ถังขยะ จนไปถึงหน้าบ้านแห่งหนึ่ง เจ้าของบ้านเห็น รู้สึกเวทนา เรียกไว้ .. มันก็รู้เรื่อง … รอ

ฉันเห็นพอดีเช่นกัน ก็เข้าไปช่วยดูแล ฉันและเพื่อนบ้านช่วยกันหาน้ำ อาหารให้กิน

มันกินอาหารและน้ำอย่างตายอดตายอยาก ระหว่างนั้น เราก็ดูเนื้อตัวมัน มีเห็บหมัดเต็มตัว

พวกเราสงสารมันมาก เลยจัดการโทรตามหมอให้มารับมันไปอาบน้ำ ดูแล ตรวจสุขภาพ

ไม่ว่าเจ้าของหมาจะอนุญาตหรือไม่ ชีวิตนี้มีเจ้าของ ที่ไม่ใช่เจ้าของหมา เราไม่อาจปล่อยให้หมาตรงหน้าอดตาย โดยไม่ทำอะไรเลย

หมอช่วยกันดูแลเจ้าหมาตัวนี้อยู่หลายชั่วโมง จนกระทั่งสองทุ่ม จึงเอามาส่งที่หน้าบ้านคนที่เวทนาทำอาหารให้มัน

มันไม่ยอมเดินกลับบ้านตัวเอง ขืนตัวแข็ง ฉันจึงลองใจ จูงพาเข้าบ้านหลังใหม่ที่อยากรับหมาแก่และป่วยอย่างมัน … มันก็เดินตามโดยดี ทุกคนสะเทือนใจมาก หมอและผู้ช่วยหมอต่างช่วยกัน กุลีกุจอจัดสถานที่

แต่แล้ว แม่บ้านของบ้านเจ้าของหมาก็เดินมาตาม ดุไล่มัน ขู่จะตี มันกลัวก็พยายามลุก และพยายามวิ่ง (แม้จะเดิน ยังยากเลย) วิ่งสักพักมันหอบเสียงดัง แม่บ้านก็ยังดุว่าให้รีบไป ฉันก็คุยกับเขาดี ๆ ว่า มันเหนื่อย มันแก่แล้ว ให้มันพักก่อน เดี๋ยวฉันพามันกลับเอง แล้วฉันก็ยืนให้หมาเอนตัวพิง ลูบตัวให้กำลังใจมัน … มันเป็นอย่างนี้อยู่หลายรอบก่อนจะถึงบ้าน ซึ่งอยู่ห่างไปสัก 200 เมตร

ฉันอุ้มมันขึ้นบันได 1 ขั้น ขึ้นโรงรถ ที่เขาให้มันใช้เป็นที่กิน นอน ถ่าย

“ขอโทษนะคะที่ไม่ได้ขออนุญาตก่อน เอามันไปหาหมอ พอดีเห็นมันออกมา แล้วดูไม่สบาย เลยพาไปหาหมอ” ฉันรีบพูดต่อ “เคยเห็นเขาตอนเด็ก ๆ เขาเป็นหมาดี นิสัยดี น่ารัก ฉลาด เป็นมิตร”

เจ้าของยิ้ม “มันเป็นลูกของหมาประกวดที่เคยเล่นหนังด้วยนะ (แล้วก็พูดชื่อหนัง ที่ฉันไม่รู้จัก)… แต่ตอนนี้มันแก่แล้ว” เธอยิ้ม …. ดูเธอจะไม่สนใจข้อมูลที่ฉันบอกว่า “หมาตัวนี้จิตใจดีมาก”  ฉันไม่สนใจว่า มันเป็นลูกหมาดารา ไม่สนใจว่ามันแก่ เด็ก สวย ดัง แต่ฉันสนใจชีวิตของมัน

อย่างน้อย ฉันก็รู้สึกว่า ตัวเองพูดได้เข้าทางเจ้าของ เพราะดูเขาปลื้มในที่มาของหมา ฉันเลยขออนุญาตเข้ามาดูแล เล่นกับมันบ้าง ซึ่งเขาก็ไม่ปฏิเสธ เพราะฉันปลื้มหมาเขา (และอาจจะหมายถึงตัวเองไปด้วยก็ได้)

ตั้งแต่ที่ฉันเห็นว่า เจ้าหมาตัวนี้เริ่มโทรมและผ่ายผอมมาก ขาดการดูแล ฉันไม่พอใจเจ้าของและคนในบ้านเขาอย่างมาก แต่ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อกันไม่อาจช่วยเจ้าหมาได้ ฉันพยายามวางใจมองคนอย่างเป็นมิตร ไม่ต่อว่าด่าทอ ที่เขาไม่แยแสหมา ฉันชื่นชม”หมา” ในสิ่งที่มันเป็น และหากคำชมของฉันที่มีให้หมาของเขาจะทำให้เขาปลื้ม และเปิดทางให้ฉันเข้าไปมีส่วนดูแลทุกข์สุขของมันได้บ้าง ฉันก็ยินดี

ทุกคืน ที่ห้องพระ ฉันจะสวดมนต์ แผ่เมตตา และคิดถึงมันด้วย

มันแก่และป่วย แต่สายตา ท่าทางของมันงดงามมาก เวลาที่มันมองฉัน กระดิกนิด ๆ เท่าที่แรงพอมี ฉันสัมผัสรู้ว่า มันรู้สึกอย่างไร มันซื่อสัตย์ อ่อนโยน ใจดี รู้คุณ ฉลาด

เช้าวันนี้ ตอนที่ฉันออกไปใกล้รั้วบ้าน ฉันยังแอบเห็นมันมองมานอกรั้ว ตามเสียงฉัน และมองมาที่ฉัน ดวงตามันแจ่มใส

ใจหนักเหลือเกิน พยายามคิดหาวิธี คิดความคิดที่จะช่วยปลอบ ก็พบว่า นั่นเป็นวิธีการหนีทุกข์อยู่ดี เวลาที่เผชิญกับความทุกข์ การพูดว่า เราทำอะไรไม่ได้หรอก หรือโยนให้เป็นเรื่องของเวรกรรม ก็ต้องปล่อยไปตามยถากรรม ฯลฯ นั้นดูจะเป็นการพูดเพื่อหนีภาวะที่ต้องรับผิดชอบ หนีปัญหา

ฉันเห็นว่า อุเบกขาเป็นหนึ่งในพรหมวิหาร 4 ซึ่งไม่ได้เป็นข้อ ๆ ที่แยกขาดจากกัน ทว่า ทั้ง เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ทุกข้อดำรงอยู่ด้วยกัน ปฏิบัติการพร้อมกัน อุเบกขาจะทำได้ก็ต้องการปัญญาที่เข้าใจความเป็นจริง และประกอบด้วยเมตตากรุณาด้วย คือ พยายามให้เต็มกำลังเสียก่อน จนสุดกำลังศักยภาพของตนที่จะทำได้แล้ว เข้าใจเหตุปัจจัยที่ทำให้เรื่องราวต่าง ๆ เกิดและดำเนินอย่างที่เป็น

ทุกข์นี้เป็นโอกาสอันงามในการฝึกภาวนา ฝึกวางใจ ฝึกอุเบกขา ที่กอปรด้วยสติ ปัญญาและกรุณา

ในชีวิต เหตุการณ์เช่นนี้ยังจะมีมาอีกแน่ และเข้าใกล้ตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งสุดท้าย ใจต้องเรียนรู้ที่จะวางกาย วางใจ วางชีวิต ที่จะต้องจบไปให้ได้อย่างมีปัญญาด้วยเช่นกัน

 

ระหว่างที่กำลังทำสวน สายลมก็พัดมา หอบเอาความเหนื่อยล้าของฉันไปกับมัน — ทำให้นึกถึงหนุมาน ที่เมื่อใด พ่อ คือ พระพายพัดมา พลังชีวิตก็จะกลับฟื้นคืนมาทันที — มันจริงเช่นนั้น สายลมช่วยปัดเป่าความหนักกาย หนักใจได้มาก เมื่อเราเปิดใจ เปิดปอด สูดลม (ไม่เป็นพิษ) เข้าไปในร่างกาย

ในโลกย่อส่วน ที่บ้านของฉัน ท่ามกลางต้นไม้ พยับแดด สายลม บ่อน้ำ สัตว์เล็ก ๆ ในสวนน้อย ๆ ฉันรู้สึกมีความสุข ที่เป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติ ฉันรักจิตวิญญาณในธรรมชาติ และตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อได้ฟังเรื่องราวเล่าขานทำนองนี้จากชนเผ่าโบราณ อย่าง ชาวอินเดียนแดง เช่นในวันนี้ เนื้อความส่วนที่อ่านบังเอิญให้เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับความรู้สึกข้างต้นอย่างยิ่ง เป็นจดหมายที่ ชีฟ ซีแอทเทิล (Chief Seattle) เขียนถึงรัฐบาลสหรัญอเมริกา ในปี ค.ศ. 1852 เมื่อรัฐบาลสหรัฐอขอซื้อที่ดินของชนเผ่า

เนื้อความในจดหมายมีดังนี้ (คัดลอกจากหนังสือ พลานุภาพแห่งเทพปกรณัม หน้า 42-44)

“ประธานาธิบดีที่วอชิงตันส่งข่าวมาว่า เขาปรารถนาจะซื้อผืนแผ่นดินของเรา แต่คุณจะซื้อขายผืนแผ่นดิน ท้องฟ้าได้อย่างไร?  ความคิดนี้แปลกสำหรับเรา หากเราไม่ได้เป็นเจ้าของความสดชื่นของอากาศและประกายของท้องน้ำ คุณจะซื้อมันได้อย่างไร?

ทุกส่วนของโลกนี้ล้วนศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้คนของผม ใบสนที่เป็นมันแวววาวทุกใบ หาดทรายทุกแห่ง หมอกทั้งหมดในป่าอันมืดมิด ทุ่งหญ้าทุกแห่ง แมลงที่กำลังส่งเสียงทุกตัว ทุกสิ่งล้วนศักดิ์สิทธิ์ในความทรงจำและประสบการณ์ของผู้คนของผม

เรารู้จักน้ำหล่อเลี้ยงซึ่งไหลผ่านต้นไม้ เหมือนกับที่เรารู้จักเลือดที่ไหลผ่านเส้นเลือดของเรา เราคือส่วนหนึ่งของโลก และโลกคือส่วนหนึ่งชองเรา

ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมคือพี่สาวน้องสาวของเรา

หมี กวาง นกอินทรีผู้ยิ่งใหญ่ สัตว์เหล่านี้คือพี่ชายน้องชายของเรา

ยอดเขา น้ำหวานในทุ่งหญ้า ความร้อนจากร่างของม้าแคระและมนุษย์ ทั้งหมดล้วนอยู่ในครอบครัวเดียวกัน

sunset at Bang Pakong

น้ำที่ส่องประกายระยิบระยับซึ่งไหลไปในลำธารและแม่น้ำ ไม่ได้เป็นเพียงน้ำ แต่คือเลือดของบรรพบุรุษของเรา

หากเราขายผืนดินของพวกเราให้กับคุณ คุณจะต้องจำไว้ว่า ผืนดินนี้ศักดิ์สิทธิ์

ภาพสะท้อนทางวิญญาณทุกภาพในน้ำใสของทะเลสาบบอกเล่าถึงเหตุการณ์และความทรงจำในชีวิตของผู้คนของผม เสียงกระซิบของสายน้ำ คือ เสียงของพ่อของพ่อของผม

แม่น้ำคือพี่ชายน้องชายของเรา แม่น้ำดับความกระหายของเรา แม่น้ำโอบอุ้มเรือคานูของเรา และเลี้ยงลูกหลานของเรา ดังนั้น คุณจะต้องให้ความกรุณาแก่แม่น้ำ ให้เหมือนกับที่คุณให้แก่พี่ชายหรือน้องชาย

หากเราขายผืนดินของเราให้แก่คุณ จงจำไว้ว่าอากาศมีค่าสำหรับเรา จำไว้ว่าอากาศแบ่งปันจิตวิญญาณของมันให้กับทุกชีวิตที่มันค้ำจุน สายลมซึ่งมอบลมหายใจแรกให้กับปู่ของเรานั้น ได้รับลมหายใจสุดท้ายของเขาเช่นกัน สายลมยังมอบจิตวิญญาณแห่งชีวิตให้กับลูกหลานของเรา ดังนั้น หากเราขายผืนดินให้กับคุณ คุณต้องรักษามันไว้ต่างหาก และต้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ให้เป็นสถานที่ซึ่งมนุษย์สามารถไปลิ้มรสหวานของสายลม ซึ่งเกิดจากดอกไม้ในทุ่งหญ้า

คุณจะสอนสิ่งที่เราสอนลูกหลานของเราให้กับลูกหลานของคุณไหม? ว่าโลกคือมารดาของพวกเรา สิ่งที่เกิดขึ้นกับผืนแผ่นดินก็จะเกิดกับลูกทุกคนของผืนแผ่นดิน

สิ่งที่เรารู้ : โลกไม่ได้เป็นของมนุษย์ มนุษย์เป็นของผืนแผ่นดิน ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวพันกัน เหมือนสายเลือดที่เชื่อมโยงเราทุกคนเข้าด้วยกัน มนุษย์ไม่ได้ถักทอสายใยแห่งชีวิต เขาเป็นเพียงสายใยเส้นหนึ่งในนั้น สิ่งใดก็ตามที่เขาทำกับสายใยแห่งชีวิตนี้ ก็เท่ากับเขาทำกับตัวเองด้วย

สิ่งหนึ่งที่เรารู้ : เทพเจ้าของเราคือเทพเจ้าของคุณเช่นกัน ผืนแผ่นดินมีค่าสำหรับพระองค์ และการทำร้ายผืนแผ่นดิน คือ การทับถมคำดูหมิ่นลงบนองค์พระผู้สร้าง

โชคชะตาของพวกคุณเป็นความลับสำหรับเรา จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อกระบือทั้งหมดถูกฆ่า? เมื่อม้าป่าถูกปราบให้เชื่อง? จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมุมลับในป่าอบอวลไปด้วยกลิ่นของมนุษย์มากมาย และทิวทัศน์ของภูเขาตามธรรมชาติถูกบดบังด้วยสายโทรศัพท์ ? พุ่มไม้จะไปอยู่ที่ใด หายไป! นกอินทรีจะไปอยู่ที่ใด? หายไป! และจะเป็นอย่างไรหากเราต้องกล่าวอำลาจากม้าแคระอันปราดเปรียว จุดจบของการมีชีวิต และจุดเริ่มต้นของการอยู่รอด

เมื่อคนผิวแดงคนสุดท้ายอันตรธานไปพร้อมกับบริเวณอันรกร้างว่างเปล่า และความทรงจำของเขาเป็นเพียงเงาของเมฆที่เคลื่อนผ่านทุ่งหญ้า หาดทรายและป่าเหล่านี้จะยังคงอยู่ที่นี่หรือไม่? จะมีวิญญาณของผู้คนของผมหลงเหลืออยู่ที่นี่บ้างหรือไม่?

เรารักโลกนี้ เหมือนกับที่ทารกรักเสียงหัวใจเต้นของมารดาของเขา ดังนั้น หากเราขายผืนดินของเราให้กับคุณ จงรักมันให้เหมือนกับที่เรารัก ดูแลมันให้เหมือนกับที่เราดูแล เก็บความทรงจำของผืนดินอย่างที่มันเป็น ในยามที่คุณได้รับมันเอาไว้ในใจ จงรักษาผืนดินไว้เพื่อเด็กทุกคน และจงรักมันเหมือนกับที่พระผู้เป็นเจ้าทรงรักเราทุกคน

ดังเช่นที่เราเป็นส่วนหนึ่งของผืนดิน คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของผืนดินเช่นกัน ผืนแผ่นดินนี้มีค่าสำหรับเรา ผืนแผ่นดินนี้มีค่าสำหรับคุณด้วยเช่นกัน

สิ่งหนึ่งที่เรารรู้ : มีพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว ไม่มีมนุษย์คนใด ไม่ว่าเขาจะเป็นคนผิวแดงหรือผิวขาว สามารถแยกจากกันได้ เพราะถึงอย่างไร เราก็เป็นพี่น้องกัน”